ไกด์…ไม่ไร้สาระสู่อาหารโลก: กินอาหารหนึ่งจาน สะเทือนถึงเกษตรกร แรงงาน และอนาคตของอาหารโลก

367 views
7 mins
October 23, 2022

          “วันนี้กินอะไรกันดี”

          ประโยคง่ายๆ ที่กลายเป็นวาระแห่งชาติของหลายต่อหลายคน เพราะอาหารการกินเป็นเรื่องใหญ่เสมอในยุคสมัยใหม่ที่ทุกคนกลายเป็น ‘ผู้บริโภค’ 

          นิยามนี้น่าสนใจเพราะมันมาพร้อมกับเซนส์ของการมีกำลังซื้อ และการตอบสนองความต้องการในการบริโภคของมนุษย์ ดังนั้นเมื่อมองไปที่ระบบของการสร้างสรรค์อาหาร เส้นทางของข้าวผัดกะเพรา แฮมเบอร์เกอร์ ข้าวปั้นแซลมอน ปัสตียา ฟาลาเฟล และอีกหลากหลายจาน จึงมาพร้อมกับองคาพยพของความอยู่รอดที่ซับซ้อนมากขึ้นเรื่อยๆ 

          ไกด์…ไม่ไร้สาระสู่อาหารโลก (The No-Nonsense Guide to World Food) โดย เวย์น โรเบิร์ตส์ แปลโดย ดรุณี แซ่ลิ่ว กางแผนผังนั้นออกมาว่าในห่วงโซ่อาหารหนึ่งประกอบไปด้วยสังคม วัฒนธรรม อำนาจ และโครงข่ายทางเศรษฐกิจที่ท้าทายมากมาย เราจึงต้องศึกษาตั้งแต่ระบบของอาหาร ต้นทุนของอาหารราคาถูกที่มีราคาแพง อธิปไตยทางอาหาร หรือความหวังของขบวนการอาหาร ไปจนถึงความเป็นไปได้ที่เราจะได้บริโภคโดยที่ไม่ต้องลิดรอนเกษตรกรตั้งแต่ต้นทาง

อาหารไม่ใช่ปัญหา แต่เป็นเส้นทางของอาหารต่างหาก

          สิ่งสำคัญที่บทแรกๆ ของหนังสือเสนอแนะไว้คือ การมองปัญหาอาหารให้เป็นปัญหาของระบบและการกำกับดูแล การมองอาหารขยะเป็นอาหารชายขอบ ไปจนถึงข้อกล่าวหาที่ว่าอาหารกระแสหลักเองก็มีโอกาสสูญเสียคุณค่าทางโภชนาการไป เช่น ธัญพืชส่วนใหญ่ที่ขนมปังโฮลวีตหรือพาสต้านำมาใช้ ถูกเลือกจากเมล็ดพันธุ์ที่อบและเก็บรักษาได้ดี มากกว่าจะเลือกจากคุณค่าดั้งเดิมของมัน กรรมวิธีการแปรรูปอาหารดึงเอาสารัตถะจากธรรมชาติออกไป จึงลดทอนความเป็นอาหารของวัตถุดิบเหล่านี้ไปด้วย

          ระบบของอาหารยังหมายถึง ต้นทุนของการทำลายทรัพยากรธรรมชาติเพื่อผลิตอาหาร เช่น น้ำมันปาล์มเชิงพาณิชย์ส่วนใหญ่มาจากมาเลเซียและอินโดนีเซีย ความต้องการที่มากขึ้นทำให้ต้องถางป่าฝนหลายล้านเฮกตาร์เพื่อเพาะปลูกเชิงเดี่ยว และคุณสมบัติอันงดงามในการเป็นต้นไม้อเนกประสงค์ของมันถูกรีดเค้นออกไปเมื่อถูกแปรรูปโดยอุตสาหกรรมต่างชาติ

           ‘ความจริงที่คนอาจไม่รู้คือ การผลิตอาหารเป็นอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุด ก่อความเสียหายมากกว่า และครอบคลุมพื้นที่มากกว่าการตัดไม้ การทำเหมือง หรืออุตสาหกรรมหนัก’ นี่คือเนื้อความจากบทแนะนำระบบอาหาร

          บริษัทอาหารลำดับต้นๆ ของโลกยังขายสินค้าจำพวกขนม ของว่าง น้ำอัดลม เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผ่านการแปรรูปอีกหลายชั้น มีการโฆษณาอย่างครื้นเครงให้อาหารประเภทนี้เป็นที่รู้จักในหมู่ผู้บริโภค ไล่เรื่อยไปถึงอำนาจของรัฐบาลในการจัดการกำกับดูแล มอบข้อได้เปรียบทางกฎหมาย และงดเว้นภาษีให้กับสิ่งที่เรียกว่า อาหาร ดังนั้นอาหารจึงไม่ใช่ปัญหาในตัวของมันเอง แต่เป็นวิธีคิดและระบบอภิบาลของอาหารต่างหาก

          ย้อนกลับไปเรื่อง ‘ผู้บริโภค’ ที่เราได้ยินกันจนชินหูในทุกวันนี้ โรเบิร์ตส์ชี้ให้เห็นว่ามันคือผลผลิตของระบบอาหารสมัยใหม่ที่เชิดชูการพัฒนาทางเทคโนโลยีในศตวรรษที่ 20 ที่อยู่เหนือการเมืองฝ่ายซ้าย-ขวาทั้งปวง และระบบอาหารสมัยใหม่นี่แหละที่มีบทบาทสำคัญในการยกเครื่องเรื่องการบริโภคและแนวคิดทางอาหารของมนุษย์

           ‘การพัฒนาสารเติมแต่งเพื่อป้องกันไม่ให้อาหารบูดเน่าและให้เก็บได้ที่อุณหภูมิห้อง การฉายรังสีเพื่อฆ่าเชื้อแบคทีเรีย การขนส่งด้วยห้องเย็นเพื่อให้นำอาหารมาได้จากทุกมุมโลก พืชดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อเลี่ยงระบบธรรมชาติ ทั้งหมดนี้ก่อให้เกิดภาวะอาหาร หรือสสารเสมือนอาหารล้นเกินสำหรับคนบางคน ในขณะเดียวกันก็ทำให้คนอื่นยากจนลง รวมถึงผู้ผลิตอาหารตัวจริงจำนวนมาก’ บทแนะนำระบบอาหารได้ฝากข้อความนี้เอาไว้

          ธุรกิจเกษตรที่แพร่หลายและการปรากฏตัวขึ้นอย่างยุ่บยั่บของซูเปอร์มาร์เก็ตเองมีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมอาหารและระบบอาหารในทุกแง่มุม การซื้อของในซูเปอร์มาร์เก็ตเป็นสัญญะของความอุดมสมบูรณ์ บีบบังคับให้ผู้ผลิตต้องผลิตทีละมากๆ เพื่อกระจายอาหารไปสู่หลายสาขาของซูเปอร์มาร์เก็ต และการผลิตทีละมากๆ นี้ก็เป็นอีกจุดเด่นของการปฏิวัติเขียว เช่น โครงการของนอร์แมน บอร์ลอก เจ้าของรางวัลโนเบลและรางวัลเชิดชูเกียรติมากมาย ที่เชื่อว่าผู้คนทั่วโลกจะไม่อดอยากอีกต่อไปหากมีอาหารเพิ่มมากขึ้น การวิจัยเมล็ดพันธุ์และหาวิธีการเพิ่มผลผลิตจึงดูเหมือนจะเป็นคำตอบของโลกในยุคนั้น

          แต่ผลสุดท้ายนวัตกรรมและเทคโนโลยีกลับตลบหลังมนุษย์เสียเอง หายนะของการปฏิวัติเขียวคือ การสนับสนุนให้ปลูกพืชบางประเภทมากเกินไปจนทำให้ทรัพยากรที่ต้องใช้กับปศุสัตว์ลดน้อยลง การชลประทานเสื่อมโทรม สภาพดินก้าวร้าวและไร้ความอุดมสมบูรณ์ ซึ่งท้ายที่สุดแล้วความสัมพันธ์ของชุมชนเกษตรกรก็ได้รับผลกระทบไปด้วย เพราะต้องต่อสู้เพื่อน้ำ หรือปัจจัยการผลิตที่มีไม่พอใช้

ไกด์...ไม่ไร้สาระสู่อาหารโลก

ตามหาอธิปไตยทางอาหาร

          ในบทอาหารราคาถูกมีต้นทุนสูง โรเบิร์ตส์อธิบายต้นตอของมันว่าอาจสำรวจย้อนไปได้ตั้งแต่ยุคจักรวรรดิโรมันโบราณ ในลัทธิอุตสาหกรรมนิยมของอังกฤษที่นำสินค้าจำพวกชา น้ำตาล กาแฟ เข้ามาในประเทศ และจำหน่ายขนมปังราคาถูกให้กับแรงงาน ทว่าที่มาของการได้มาซึ่งน้ำตาลราคาถูกคือ การจับชาวแอฟริกาไปเป็นแรงงานทาสก่อนจะขนส่งต่อไปยังไร่อ้อยที่แถบแคริบเบียน ส่วนชาราคาถูกก็ได้มาจากการล่าอาณานิคมของประเทศอินเดีย 

           ‘ลัทธิอาณานิคมดั้งเดิมได้สร้างภาวะพึ่งพาด้วย ‘กับดักหนี้’ ซึ่งล็อกให้พื้นที่ด้านนอกของอาณานิคมต้องส่งออกวัตถุดิบราคาต่ำไปให้ศูนย์กลางของจักรวรรดิ ซึ่งต่อมาก็จะส่งออกสินค้าที่แปรรูปผ่านกระบวนการหัตถอุตสาหกรรมและมีราคาแพงขึ้นกลับไปยังอาณานิคมเหล่านั้น ทำให้ต้องเป็นหนี้อีกครั้งหนึ่ง’

          แต่การกำเนิดขึ้นของอาหารราคาถูกก็ซับซ้อนเกินกว่าที่จะบอกว่ามีต้นเหตุมาจากระบบทาสและลัทธิอาณานิคม เพราะการแลกเปลี่ยนค้าขายอาหารโดยมีองค์กรระดับโลกมากำกับ บวกกับสงครามทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็เป็นปรากฏการณ์ที่สำคัญเช่นเดียวกัน 

          อีกทั้งต้นทุนซ่อนเร้นของอาหารราคาถูกจริงๆ แล้วก็มีราคาสูงลิ่วและประเมินค่าไม่ได้ด้วยซ้ำ เพราะมันหมายถึงการบริโภคอาหารที่ถูกขจัดเส้นใยออกไปเพื่อขายในซูเปอร์มาร์เก็ต ค่าแรงแสนต่ำต้อยของเกษตรกร สิ่งแวดล้อมที่เสื่อมโทรม มลภาวะในดิน น้ำ อาหารที่ถูกทิ้งอย่างเปล่าเปลือง หรือสารเคมีที่ปลอมปนอยู่ในอาหาร

          สุดท้ายแล้วการพัฒนาเทคโนโลยีหรือทิศทางในการปฏิวัติอุตสาหกรรมกลับทำให้ทรัพยากรธรรมชาติถูกเอาเปรียบ การจัดตั้งองค์กรอย่าง WTO เองก็ส่งผลอย่างชัดเจนว่าบางประเทศมีสิทธิในการเป็นผู้กำหนดราคาสินค้าอาหารส่วนใหญ่ของโลก และปัดตกเกษตรกรในเอเชียให้ร่วงลง

           ‘อธิปไตยทางอาหารเกิดขึ้นจากการที่ชาวนา ชาวไร่ และชาวประมงในซีกโลกใต้ ถูกบีบให้อยู่ในสภาพยากไร้เป็นจำนวนมหาศาล ซึ่งมีสาเหตุมาจากการที่ WTO บงการให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในแง่ของการลดเลิกกฎระเบียบและเปิดเสรีทางการค้าผลิตภัณฑ์อาหาร ผู้ก่อตั้งชาวไร่ ชาวนาทั่วซีกโลกใต้ถกแถลงว่า ควรฟื้นฟูกฎระเบียบทางการค้าที่เคยมีอยู่ในช่วงก่อนทศวรรษที่ 1990 ที่ยกเว้นสินค้าอาหารและการเกษตรจากข้อตกลงการค้าเสรี ด้วยวิธีนี้ระบบอาหารท้องถิ่นจะสามารถได้รับการปกป้องในฐานะเป็นรากฐานของเศรษฐกิจ ชุมชน วัฒนธรรม และความมั่นคงทางอาหาร ความเป็นอิสระในตนเองลักษณะนี้คือ เสาหลักของอธิปไตยทางอาหาร’ จากบท เรื่องเล่าของสองโลก: ทำความเข้าใจกับอธิปไตยทางอาหาร

          ป่า ทุ่งหญ้า ชายหาด เป็นเขตแดนมหัศจรรย์ของเกษตรกร ชาวบ้าน หรือชาวพื้นเมืองในทุกซีกโลกเพราะมันมีทรัพยากรมากพอที่จะทำให้พวกเขาและคนรอบข้างยังชีพได้ในฤดูกาลที่แตกต่าง 

          โรเบิร์ตส์เขียนไว้ว่าการทำงานกับป่านั้นมีต้นทุนเริ่มดำเนินการที่น้อยมาก และไม่จำเป็นต้องเข้าถึงสินเชื่อด้วยซ้ำ เพราะป่าสามารถแปลงกายเป็นร้านขายของชำ ร้านขายยา ร้านอาหารที่พิชิตความหิวโหยให้มนุษย์และปศุสัตว์ได้ แต่ทุกวันนี้พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์และสิ่งแวดล้อมอันเป็นจุดหล่อเลี้ยงชีวิต วัฒนธรรม และสุขภาวะ กลับถูกทำลายลงไป

           ‘ผู้คนมากมายในซีกโลกใต้มองว่าทรัพย์สินร่วมอย่างป่า ทุ่งหญ้า หรือชายฝั่งทะเล เป็นบางสิ่งบางอย่างที่เหมือนกับงานที่ทำเป็นบางเวลา เป็นสถานที่ทำงานขณะมีเวลาว่างนอกฤดูกาล หรือวันที่มีงานประจำน้อย สำหรับผู้ที่มีชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย รายได้จากอาหารที่มาจากการทำงานบางเวลาเช่นนี้ สร้างความแตกต่างแก่การอยู่รอดโดยสิ้นเชิง ด้วยเหตุนี้ อาหารจากทรัพย์สินร่วมจึงมักเรียกว่า ‘อาหารเพื่อความอยู่รอด’ จากบท เรื่องเล่าของสองโลก: ทำความเข้าใจกับอธิปไตยทางอาหาร

          ทว่าการแทรกแซงวิถีการเกษตรกรรมดั้งเดิม เช่น การยึดครองที่ดินของชนพื้นเมือง จนต้องเกิดการเข่นฆ่าชนพื้นเมืองในพื้นที่ป่าแอมะซอนเพื่อสร้างโรงงานกลั่นน้ำมัน หรือการแย่งชิงแหล่งอาหารที่มีความหลากหลายทางชีวภาพด้วยการเกษตรแบบไร่นาขนาดใหญ่ แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งว่าโลกกำลังตีความคำว่า อาหาร และ ความอยู่รอด ในรูปแบบที่น่ากลัวขึ้นเรื่อยๆ นักลงทุนและนักการเมืองทั้งหลายแย่งชิงพื้นที่ที่พวกเขาไม่ได้เป็นเจ้าของ และไม่ได้รับการเห็นชอบใดๆ จากผู้ที่อาศัยดูแลป่ามาตั้งแต่ครั้งประวัติศาสตร์

          ความมั่นคงทางอาหารกลายเป็นเรื่องของการแย่งยึดที่ดิน ที่นักวิชาการหลายคนมองว่าเป็น ‘การล่าอาณานิคมใหม่’ 

          เขาให้ตัวอย่างของความหวังมากมายไว้ในบทท้ายของหนังสือที่เล่าถึงกำเนิดของขบวนการอาหาร และความเป็นไปได้ที่หลากหลายประเทศเริ่มออกแบบขบวนการอาหารที่จะเชื่อมต่อโลกและคน ภายใต้ระบบเศรษฐกิจที่ควรจะเป็น และผลักดันให้รัฐบาลปรับทิศทางของการควบคุมอาหารให้พ้นจากการกำกับดูแลของกระทรวงเกษตรบ้าง

          ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์อาหาร ค.ศ. 2006 ของลอนดอนที่ผลักดันอาหารท้องถิ่นเพื่อสุขภาพ ดึงนายกเทศมนตรี เยาวชนให้ทำงานเกี่ยวข้องกับโภชนาการ เพิ่มความโด่งดังของร้านอาหารในท้องถิ่นเพื่อลดมลภาวะจากการขนส่ง หรือการสร้างคุณค่าให้กับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟโอโรเมียในเอธิโอเปียตะวันตกเฉียงใต้ที่ให้ความรู้แก่ผู้บริโภค และโน้มน้าวให้ชุมชนนักคั่วเมล็ดกาแฟส่งเสริมธุรกิจที่เป็นธรรมโดยเห็นคุณค่าของมัน ไม่ใช่แข่งขันกันเอาเป็นเอาตายเพื่อขายผลผลิตให้กับรายใหญ่ 

          แต่ละบทของหนังสือเล่มนี้ชวนให้นึกถึงมหากาพย์ของการเกษตรเชิงเดี่ยวที่แพร่หลายและแทรกซึมไปในหลายประเทศทั่วโลก ปลายทางของเกษตรกรรมคือ การผลิตอาหารเพื่อส่งออกเพื่อบริโภค ซึ่งในยุคสมัยใหม่นี้คำว่าอุตสาหกรรมการส่งออกเป็นปัจจัยที่บดบังการบริโภค ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายแท้จริงไปแล้วอย่างหมดจด และมันยิ่งทำให้เราเห็นชัดเจนว่า ระบบเศรษฐกิจแบบท้องถิ่นถูกรบกวนจนแทบไม่เหลือเค้าโครงเดิม สายสัมพันธ์ของทุนนิยมกลายเป็นโภชนาการชวนเชื่อที่ผลักความเป็นชีวิตให้กลายเป็นเรื่องของระบบตลาดและสินค้า 

          และในท้ายที่สุดก็ผลักมนุษย์ให้กลายเป็นแรงงานที่ไม่สามารถเข้าถึงอาหารที่ตัวเองเป็นคนผลิตได้

          การงัดข้อกับอุตสาหกรรมอาหารที่แวดล้อมไปด้วยปัจจัยทางการเมืองและกฎหมายที่ยังเอื้อให้ผู้ผลิตรายใหญ่ผลิต ‘อาหารที่ควรจะเป็น’ จำนวนมากเป็นเรื่องที่โหดหิน เพราะเส้นทางปัญหาของไม่สามารถ ‘เริ่มที่ตัวเรา’ ปลูกผัก เลี้ยงไก่ ใช้ถุงผ้า หรือใช้ชีวิตอย่างพอเพียงแล้วจะมีทางออกที่สดใสตราบใดที่ผู้เล่นตัวใหญ่ยังไม่ขยับ

          แต่การปฏิวัติอุตสาหกรรมก็ดำเนินมาอย่างยาวนาน และบทเรียนและการลงมือทำซ้ำๆ เพื่อสร้างวิถีที่ยั่งยืนของนักเคลื่อนไหวในทุกรูปแบบได้บอกและสอนเราอย่างจริงจัง ว่าการทำงานเพื่อโลกและความอยู่รอดของปากท้องต้องละเอียดอย่างมหาศาล และโน้มน้าวให้ผู้คนรอบๆ ตัวเชื่อในอุดมการณ์เดียวกันเสียก่อน

          จากนั้นก็เพียงรอเวลา เพราะไม่มีต้นไม้ต้นใดที่อยู่ในธรรมชาติที่เกื้อกูลกัน แล้วมันจะเติบโตไปไม่แข็งแรง

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก