The Road: ถนนสายอเวจี

417 views
5 mins
June 28, 2023

          สองพ่อลูกเสื้อผ้าเก่าขาดสกปรกเดินลากรถเข็นบรรทุกของรุงรังไปบนถนนรกร้าง ฟ้าเบื้องบนเป็นสีเทาขมุกขมัว สะเก็ดขี้เถ้าปลิวว่อนในอากาศ สองข้างทางมีแต่ต้นไม้แห้งโกร๋นยืนตายซาก ไม่มีสรรพสัตว์อื่นใดหลงเหลืออยู่เลย

          สายตาสอดส่ายไปรอบตัว มองหาสิ่งที่พอจะเป็นอาหารประทังความหิวโหยและเชื้อเพลิงที่จะมอบความอบอุ่นในค่ำคืนอันแสนเหน็บหนาว ขณะเดียวกันก็ต้องคอยระวังภัยจากคนแปลกหน้าที่ดิ้นรนเอาตัวรอดถึงขั้นกินเนื้อมนุษย์ด้วยกันเอง

          นี่คือภาพจำที่ติดตรึงใจใครหลายคนจากนิยายเรื่อง ‘The Road’ ของ Cormac McCarthy หรือชื่อไทย ถนนสายอำมหิต แปลโดย ‘นันทวัน เติมแสงสิริศักดิ์’ สำนักพิมพ์เอิร์นเนส พับลิชชิ่ง

          นิยายเรื่องนี้เล่าเรื่องราวของ ‘พ่อกับลูกชาย’ ที่มีชีวิตรอดหลังโลกล่มสลายจากภัยพิบัติทางธรรมชาติครั้งใหญ่จนทำให้สภาพอากาศวิปริตแปรปรวน ทั้งแผ่นดินไหว ไฟป่า ภูเขาไฟระเบิดคร่าชีวิตผู้คนและผองสัตว์แทบไม่เหลือ แม่น้ำลำธารกลายเป็นสีดำ ต้นไม้ใบหญ้าตายเรียบ สะเก็ดขี้เถ้าปลิวว่อนไปทั่ว มองไปไหนก็มีแต่สีเทา

          แต่สิ่งที่ตามมานั้นเลวร้ายยิ่งกว่า เมืองตกอยู่ในกลียุค อาหารขาดแคลน ผู้คนบางส่วนอพยพหนีไปตายดาบหน้า พวกที่เหลือหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านเตรียมตัวเผชิญกับภาวะอดอยาก โจรผู้ร้ายคอยปล้นชิง และความมืดมิดเหน็บหนาวจากข้างนอก

          “ผู้คนนั่งอยู่ตามริมถนนตอนรุ่งสางในสภาพสะบักสะบอมใส่เสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งประหนึ่งสมาชิกนิกายที่ร่วมกันฆ่าตัวตายหมู่แต่ไม่สำเร็จต่างก็เฝ้ารอความช่วยเหลือภายในปีเดียวกันนั้นเกิดไฟป่าลุกลามตามพื้นที่ภูเขาเสียงสวดมนต์ดังระงมสลับกับเสียงกรีดร้องของเหยื่อที่ถูกฆ่าครั้นสว่างก็เห็นศพโดนเสียบอยู่เรียงรายตามถนนผู้คนเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว” (หน้า 33)

          “ไม่ช้าก็เร็วเราจะโดนจับไปฆ่าพวกมันจะข่มขืนฉันพวกมันจะข่มขืนลูกพวกมันจะข่มขืนเราฆ่าเราและก็กินเรา” (หน้า 55) 

          สองพ่อลูกกินอยู่แบบจำกัดจำเขี่ยและระแวดระวังทุกฝีก้าว กลางวันลากรถเข็นฝ่าอากาศเยือกเย็นและเปลวขี้เถ้าไปบนถนนหลวง ผ่านชนบทเวิ้งว้าง บ้านเรือนซอมซ่อ บางครั้งจอดแวะเข้าไปคุ้ยหาอาหาร เชื้อเพลิง หรือข้าวของเครื่องใช้อะไรก็ตามที่พอจะมีประโยชน์ บางครั้งต้องรีบหลบลงข้างทางไปซ่อนตามแนวป่า เพื่อหนีกลุ่มคนพเนจรอาวุธครบมือที่กำลังมองหามนุษย์อ่อนแอกว่าไปเป็นทาส เป็นนางบำเรอ แม้กระทั่งเป็นอาหาร!

          คนจำนวนไม่น้อยเลือกปลิดชีพตัวเองเพื่อหนีความโหดร้ายป่าเถื่อน คนที่ใจไม่ถึงพอก็ต้องใช้ชีวิตเยี่ยงสุนัขจรจัด หลบๆ ซ่อนๆ คุ้ยหาเศษอาหารประทังชีวิตไปวันๆ แต่หลายคนยังหลอกตัวเองหรือไม่ก็ยังเชื่อมั่นว่า ต้องมีที่ไหนสักแห่งที่ยังมีคนดีๆ หลงเหลืออยู่ เช่นเดียวกับสองพ่อลูก ทั้งคู่จึงตัดสินใจเดินทางลงใต้ มุ่งหน้าสู่มหาสมุทร ด้วยปืนหนึ่งกระบอกที่มีกระสุนในรังเพลิงเพียงสองนัด — แบ่งกันคนละนัดพ่อลูก

          ทว่าหนทางอันยาวไกลช่างเต็มไปด้วยความยากลำบาก ลุ้นระทึก หดหู่สิ้นหวัง วันแล้ววันเล่าทั้งคู่เดินไปบนถนนว่างเปล่าไร้ชีวิต เจอบ้านเรือนที่ถูกทิ้งร้าง ซากศพไหม้เกรียมจากไฟป่า แม่น้ำลำธารสีดำสนิทที่ไม่มีปลาแหวกว่ายอยู่สักตัว คนแปลกหน้าซึ่งเผชิญชะตากรรมเดียวกัน แม้กระทั่งเจอแก๊งโจรโฉดชั่ว 

The Road: ถนนสายอเวจี

          แต่เราก็ยังเห็นความรักความห่วงใยที่พ่อมีแก่ลูกชาย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาคุมสติ กางแขนปกป้องลูกไม่ห่าง ทั้งยังพร่ำสอนวิธีเอาตัวรอด สอนให้ยึดมั่นคุณงามความดีที่ยังพอหลงเหลืออยู่ในตัวมนุษย์ ซึ่งบทสนทนาโต้ตอบของพ่อกับลูกชายในวันที่อาหารใกล้หมด สะท้อนออกมาได้อย่างกล้าหาญที่สุด

          “เราจะไม่กินใครใช่ไหม

          แน่นอนอยู่แล้ว

          ต่อให้หิวโซแค่ไหน

          ตอนนี้เราก็หิวจะตายอยู่แล้ว

          ไหนพ่อว่าเราจะไม่ตาย

          เราแค่หิวจะตายยังไม่ได้จะตายจริงๆ

          แต่เราจะไม่กินคน

          เราจะไม่กินคน

          ยังไงก็ไม่กิน

          หัวเด็ดตีนขาดก็ไม่กิน

          เพราะเราเป็นคนดี

          ใช่

          และเรามีแสงในใจ

          เรามีแสงในใจใช่” (หน้า 120)

          คอร์แมค แมคคาร์ทีย์ เจ้าของนิยายเล่มนี้เขียนเหมือนกลั่นตัวอักษรออกมาจากหัวอกคนเป็นพ่อ ทำให้เชื่อได้โดยไม่มีข้อกังขาว่าลูกคือดวงใจของพ่ออย่างแท้จริง และแม้โลกจะโหดร้ายเพียงใดก็ตาม ความดีงามก็ไม่สาบสูญไปจากจิตใจมนุษย์

          สิ่งที่ประทับใจมากๆ อีกอย่างก็คือภาษาคมคาย บรรยายได้ยอดเยี่ยมจนสามารถรับรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวต่อโศกนาฎกรรมของผู้คนในวันที่โลกล่มสลาย นอกจากนี้บทสนทนาของตัวละครที่ใช้ถ้อยคำสั้นๆ ง่ายๆ แต่กินใจ แล้วยังให้ความรู้สึกเงียบเชียบวังเวงใจไปด้วยพร้อมกัน

          “ลูกต้องไปต่อพ่อไปด้วยไม่ได้อดทนไปต่อนะลูกลูกไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่ข้างหน้าโชคเข้าข้างเรามาตลอดโชคจะเข้าข้างเราอีกแน่นอน” (หน้า 259)

          “ไหนพ่อเคยบอกว่าจะไม่ทิ้งผมไปไหน”

          “พ่อรู้พ่อขอโทษหัวใจทั้งดวงของพ่ออยู่กับลูกอยู่กับลูกเสมอมาลูกพ่อคนดีที่หนึ่งลูกจิตใจดีเสมอถึงแม้พ่อจะไม่อยู่แล้วแต่ลูกก็ยังคุยกับพ่อได้ลูกคุยกับพ่อได้และพ่อก็จะคุยกับลูกคอยดูสิ”

          “ผมจะได้ยินเสียงพ่อหรือเปล่า”

          “ได้ยินสิใช้จินตนาการเอาและลูกก็จะได้ยินเสียงพ่อลูกต้องฝึกแค่อย่ายอมแพ้โอเคไหม” (หน้า 260)

          ช่วงสุดท้ายนำไปสู่บทสรุปอันน่าเศร้า ขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นความหวังเรืองรองอยู่บ้าง เมื่อพ่อล้มป่วยและตายลงในอ้อมกอดลูก จุดจบของคนหนึ่งกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอีกคน ‘แสงในใจ’ ที่ผู้เป็นพ่อเฝ้าสอนตลอดมานำพาให้ลูกชายไปพบกับกลุ่มคนที่มี ‘แสงในใจ’ เช่นเดียวกัน

          กระนั้น พวกเขายังคงต้องเดินทางต่อไปบนถนนอเวจีเส้นนี้ โดยไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดลงตรงไหน

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก