อ่านเชียงราย: จากนิทานเล่มน้อย ร้อยเรียงสู่ เครือข่ายการเรียนรู้

1,030 views
9 mins
January 29, 2021

          จากจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของโครงการ ‘อ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงราย’ หนังสือนิทานเล่มน้อยที่เกิดจากการระดมสมองของทีมงานตั้งต้นหลักสิบ ค่อยๆ ต่อยอดไปสู่การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ที่มีครูและผู้เกี่ยวข้องร่วมร้อยคน จนถึงเป้าหมายใหญ่ในการผลักดันกิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้แก่เด็กปฐมวัยนับพันนับหมื่น

          โครงการอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงราย ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (ทีเคพาร์ค) ได้รับแรงบันดาลใจมาจากกิจกรรมรณรงค์ One Book One City ที่ถือกำเนิดขึ้น ณ ห้องสมุดประชาชนซีแอตเทิล เมื่อปี ค.ศ.1998 ซึ่งจะมีการคัดเลือกหนังสือ 1 เรื่องมาชักชวนให้ชาวเมืองอ่านและพูดคุยแลกเปลี่ยนเกี่ยวกับหนังสือเล่มนั้น ผลตอบรับที่ดีทำให้ห้องสมุดเมืองต่างๆ ทั่วประเทศสหรัฐฯ ได้นำโครงการนี้ไปต่อยอดพร้อมกับเติมชื่อเมืองห้อยท้าย มีการประยุกต์รูปแบบให้เข้ากับบริบทของท้องถิ่น และจัดกิจกรรมเกี่ยวเนื่องต่างๆ เพื่อสร้างสีสัน

          โดยผู้ริเริ่มโครงการ วัฒนชัย วินิจจะกูล ผู้อำนวยการฝ่ายพัฒนาองค์ความรู้ จากทีเคพาร์ค เผยว่า

“เราต้องการให้ ‘อ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงราย’ เป็นโครงการส่งเสริมการอ่านของคนเชียงราย ทำโดยคนเชียงราย และเพื่อคนเชียงราย กลุ่มเป้าหมายหลักของโครงการนี้คือกลุ่มเด็กปฐมวัย เพราะเราเชื่อว่าการปลูกฝังการอ่านในเด็กวัยนี้ เป็นการลงทุนที่ก่อเกิดผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ดีที่สุด”

จาก ‘เชียงใหม่อ่าน’ สู่ ‘อ่านเชียงราย’

          หนึ่งในหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญของโครงการนี้ ได้แก่ ทัทยา อนุสสรราชกิจ ที่มีประสบการณ์ตรงจากการทำโครงการเชียงใหม่อ่าน เธอได้ถูกชักชวนให้มาเป็นพี่เลี้ยง คอยทำหน้าที่ติดต่อประสานงาน และถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับคณะทำงาน โดยเธอกล่าวว่า

“ทั้งหมดที่อยู่ในโครงการอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงราย เป็นประสบการณ์มาจากการทำงานที่เชียงใหม่ หนึ่งปีเต็มๆ ที่เราทำงาน ‘อ่านดอยสุเทพ’ แบบลงมือจริงๆ ทบทวนและสรุปกระบวนการเรียนรู้ตลอดเวลา แต่เมื่อเอาไปต่อยอดที่เชียงราย ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะทำแบบเดียวกันทั้งหมด เพียงกำหนดกรอบการทำงานไว้เท่านั้น  

ประสบการณ์จากที่เชียงใหม่ เราพบว่าเราทำนิทาน 2 เล่มแล้วได้ผล แล้วสองเล่มนั้นต้องนำมาออกแบบการใช้ให้แตกต่าง ซึ่งเราก็เอาบทเรียนนี้มาทำกับเชียงราย ตั้งใจทำนิทาน 2 เล่มให้มีความแตกต่างกัน”

 นิทานคู่เมืองเชียงราย จากการมีส่วนร่วมของคนเชียงราย

          และเพื่อให้ อ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงราย เป็นโครงการของคนเชียงรายอย่างแท้จริง ทัทยาได้ใช้เวลานับเดือนในการลงพื้นที่เทศบาลนครเชียงราย พบปะพูดคุย และจัดตั้งคณะทำงาน โดยเริ่มจากการ เปิดเวทีระดมความคิดเห็น ในวันที่ 14 ก.ค. 63 ที่มีบุคลากรในจังหวัดกว่า 50 คนจากแวดวงต่างๆ เช่น นักวิชาการ ข้าราชการ นักพัฒนา และภาคประชาสังคม มาร่วมกันคิดค้นประเด็นเนื้อหาที่เด็กเชียงรายควรอ่าน เพื่อนำไปใช้ผลิตสื่อนิทานสำหรับเด็กปฐมวัย

          คณะทำงานอ่านทั้งเมืองเรืองเดียวกันเชียงราย ได้ข้อสรุปว่า จะผลิตหนังสือนิทาน 2 เล่ม ได้แก่ ‘มาลีแอ่วดอย’ นิทานภาพที่สะท้อนความหลากหลาย และการอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ผ่านการละเล่น และเครื่องแต่งกายของพี่น้องชาติพันธุ์ และ ‘ทรายน้ำกก’ ที่นำเสนอให้เห็นความหลากหลายทางกายภาพ สะท้อนผ่านเด็กคนหนึ่ง ผ่านทางประเพณีวัฒนธรรม และวัดอารามช่วงเทศกาลปี๋ใหม่เมือง ซึ่งวัฒนชัยเสริมว่า

           “เราเริ่มต้นด้วยคำถามว่า เด็กๆ จะเรียนรู้อะไรเกี่ยวกับเชียงราย และคณะทำงานก็ระดมความคิดจนออกมาเป็นเนื้อหาหลัก ว่าด้วยเรื่องความหลากหลาย เพราะเชียงรายมีความหลากหลายทั้งในด้านกายภาพและผู้คน เมื่อเด็กเรียนรู้การอยู่ร่วมกับความหลากหลาย ด้วยความเข้าใจ สิ่งที่ตามมาคือความภูมิใจ ความสุข และ ความรักในท้องถิ่น”

          ในกระบวนการสร้างสรรค์นิทานทั้ง 2 เล่มนี้ ก็ได้ศิลปินท้องถิ่นชื่อดังที่ผ่านการคัดเลือกมาร่วมงาน ได้แก่ นัน ภู่โพธิ์เกตุ และผูกพันธ์ ไชยรัตน์ ผู้เขียนและผู้วาดนิทาน ‘มาลีแอ่วดอย’ และ พจวรรณ พันธ์จินดา ผู้เขียนและผู้วาดนิทาน ‘ทรายน้ำกก’ ซึ่งศิลปินทั้งสามได้ตีโจทย์อย่างพิถีพิถัน และถ่ายทอดผลงานออกมาอย่างสุดฝีมือ

นิทานจากโครงการอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงราย
นิทานจากโครงการอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงราย ทั้ง 2 เล่มที่เป็นผลผลิตจากการร่วมแรงรวมใจของคนเชียงราย

          อีกหนึ่งกิจกรรมสำคัญ ได้แก่ การอบรมเชิงปฏิบัติการ การใช้หนังสือนิทานเพื่อสร้างการเรียนรู้ ที่จัดขึ้นในอำเภอเมืองเชียงราย เมื่อวันที่ 17 ต.ค. 63 โดยมีผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน ประกอบด้วยครูอนุบาล ครูในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก กลุ่มแม่บ้านเรียน บรรณารักษ์ และข้าราชการ ในเขตเทศบาลนครเชียงรายและอำเภออื่นๆ ในจังหวัดเชียงราย ในการอบรมหนึ่งวันเต็มนี้ ผู้เข้าร่วมได้รับความรู้เกี่ยวกับการวิเคราะห์เนื้อหาของนิทาน ได้พบปะศิลปินผู้สร้างสรรค์ ที่มาถ่ายทอดขั้นตอนการดำเนินงาน และเกร็ดความรู้หรือวัฒนธรรมท้องถิ่นที่สอดแทรกอยู่ในนิทาน และปิดท้ายด้วยการฝึกภาคปฏิบัติเพื่อนำนิทานไปใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ตาม 4 หัวข้อหลัก ได้แก่ 1. อ่าน 2. เล่า 3. เล่น 4. เรียน 

          การอบรมครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายการเรียนรู้ขนาดย่อม นอกจากผู้เข้าร่วมจะได้มาทำความรู้จักกัน ได้เรียนรู้แนวทางการประยุกต์ใช้นิทานเป็นสื่อการสอน และได้เทคนิคใหม่ๆ ในการเล่านิทานแล้ว พวกเขายังได้สร้างกลุ่มไลน์ ชื่อ ‘นิทานเชียงราย’ ไว้เป็นช่องทางในการติดต่อสื่อสาร ซึ่งหลังจากผ่านการอบรมไปแล้ว คุณครูหลายท่านได้นำเอานิทานทั้ง 2 เล่มไปเล่าให้เด็กๆ ฟัง มีการนำภาพและวิดีโอคลิปมาแชร์กันในกลุ่ม เมื่อสมาชิกได้เห็นภาพการเล่านิทานจากครูโรงเรียนอื่นๆ แล้วก็เกิดแรงบันดาลใจ มีการนำไปทำตาม หรือพลิกแพลงต่อยอด ก่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ภายใต้บรรยากาศที่เป็นมิตร นอกจากนี้ คุณครูยังได้ใช้นิทานเป็นสื่อกลางในการชักชวนผู้ปกครองและนักเรียนมาทำกิจกรรมร่วมกัน

เมล็ดพันธุ์แตกหน่อ ต่อยอดสู่เครือข่ายการเรียนรู้

          เครือข่ายอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงราย และเทศบาลนครเชียงราย ได้นำหนังสือนิทาน ‘มาลีแอ่วดอย’ และ ‘ทรายน้ำกก’ ที่ตีพิมพ์จำนวนเรื่องละ 1,000 เล่มไปแจกจ่ายตามสถานที่ต่างๆ ได้แก่ โรงเรียน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ห้องสมุดประชาชน โรงพยาบาล ร้านกาแฟ เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีการแจกนิทานในรูปแบบอีบุ๊คให้ประชาชนสามารถโหลดไปอ่านได้ จากเดิมที่ตั้งเป้าว่านิทานเชียงราย 2 เล่มนี้จะเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายเด็กปฐมวัยจำนวน 4,000 คนในพื้นที่เทศบาลเมืองเชียงราย ต่อมาเครือข่ายอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงรายได้มีการขยายผล กระจายหนังสือนิทานไปทั่วทุกอำเภอในจังหวัดเชียงราย ซึ่งหนังสือนิทานแต่ละเล่มที่อยู่ในมือคุณครู หรือพ่อแม่ผู้ปกครอง จะถูกถ่ายทอดไปสู่เด็กๆ ชาวเชียงรายนับพันนับหมื่น

          แนวทางการใช้นิทาน 4 ประการที่ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้จากการอบรมเชิงปฏิบัติการ ได้ถูกนำมาประยุกต์ใช้ในชั้นเรียนอย่างหลากหลาย โดยมีข้อมูลจากสมาชิกส่วนหนึ่งของเครือข่ายอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงราย ดังนี้

1. อ่าน

          ครูอรนงค์ จากโรงเรียนเทศบาล 2 หนองบัว อ่านเนื้อหาตามเรื่องในนิทานทีละวรรค โดยครูอ่านนำแล้วให้เด็กๆ อ่านตาม เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้คำศัพท์หรือประโยคของคำในนิทาน

2. เล่า

          ครูศุภชัย จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กตำบลบ้านด้าย อำเภอแม่สาย เล่านิทานเรื่องทรายน้ำกก ที่ตัวละครเดินทางบนรถกระบะไปรอบเวียงเชียงราย ด้วยการจำลองท่าทางขับรถ หมุนพวงมาลัยซ้ายขวา และเลียนเสียงรถต่างๆ เช่น เสียงรถอีแต๋น เด็กๆ ก็ส่งเสียงรถในจินตนาการตามครู เสียงทุ้มบ้างแหลมบ้าง

3. เล่น

          ครูวรนุช จากโรงเรียนเทศบาล 8 บ้านใหม่ เซอร์ไพรส์เด็กๆ ด้วยการแต่งชุดชาวเผ่าอาข่า เล่านิทานไปพร้อมๆ กับหยิบกลองมาตีเข้าจังหวะ และชวนเด็กๆ เต้นจะคึของชนเผ่าลาหู่ ล้อไปกับเนื้อหาในนิทาน

4. เรียน

          ครูอรุโณทัย จากโรงเรียนอนุบาลเมืองเชียงราย ได้นำเอาฉากต่างๆ ในนิทานมาลีแอ่วดอยมาเชื่อมโยงกับการสอนสะเต็มศึกษา อย่างเช่น นำเอาการเล่นลูกข่างของชนเผ่าลีซูในหนังสือมาโยงกับกิจกรรมบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย เรื่องลูกข่างหลากสี ที่ให้ความรู้เรื่องแรงเหวี่ยง

เด็กๆ ที่โรงเรียนเทศบาล 4 สันป่ากอ สนุกสนานไปกับการเล่านิทานของคุณครู
เด็กๆ ที่โรงเรียนเทศบาล 4 สันป่ากอ สนุกสนานไปกับการเล่านิทานของคุณครู

          สำหรับผลลัพธ์ที่ได้จากการเข้าร่วมโครงการอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงรายนั้น ครูวรนุช กล่าวว่า

 กิจกรรมเล่านิทานเรื่องมาลีแอ่วดอยประสบความสำเร็จมากกว่าทุกครั้งที่เป็นการเล่าแบบธรรมดาทั่วไป ในครั้งนี้เด็กๆ สนใจ ตั้งใจ มีความสุขกับนิทาน และการใช้สื่อประกอบการเล่านิทานมาก ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการเล่าประสบการณ์ และออกมาเต้นประกอบจังหวะ 
ภาพในหนังสือก็สวยงาม เป็นภาพเด็กชนเผ่าซึ่งสื่อถึงวัยที่ใกล้เคียงกับเด็กๆ ครูและนักเรียนก็ได้เรียนรู้ถึงวัฒนธรรมของชาวชนเผ่าต่างๆ จากการพูดคุย ขอข้อมูลกับผู้ปกครอง และจากการเรียนรู้ในการอบรมเล่านิทาน เด็กๆ ประทับใจมาก อยากให้เล่าซ้ำๆ อีก

          ขณะที่คุณครูอรุโณทัย แบ่งปันว่า

การเล่านิทานนอกจากจะส่งเสริมการอ่านแล้ว ยังช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ และทักษะชีวิตให้กับเด็ก อย่างในนิทานมาลีแอ่วดอยนี้ เด็กๆ จะได้เรียนรู้สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาปฐมวัยของ สพฐ. ครบทั้ง  12 มาตรฐาน

ปกติแล้วครูไม่ค่อยได้ร่วมกิจกรรมเครือข่ายพวกนี้หรอก แต่พอมาเข้าร่วมโครงการอ่านเชียงราย ก็ได้รู้จักเพื่อนใหม่ แล้วในกลุ่มไลน์มีความเคลื่อนไหวตลอด พอเห็นครูโรงเรียนหนึ่งเล่านิทานแบบนี้ เราก็นำไอเดียบางอย่างมาทำตาม หรือบางทีครูเองก็ริเริ่มกิจกรรมใหม่ๆ ขึ้นมาเองเลย มันทำให้เรามีความกระตือรือร้นในการสอน และอยากจะเข้าร่วมกิจกรรมเครือข่ายในครั้งต่อๆ ไป

          นอกจากนี้ยังมีแนวโน้มว่าโครงการอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงราย ซึ่งเริ่มต้นการทำงานโดยเน้นพื้นที่ในเขตเทศบาลนครเชียงราย จะถูกต่อยอดขยายผลไปสู่ระดับจังหวัด

เครือข่ายการเรียนรู้นี้มีสำนักการศึกษาเทศบาลนครเชียงรายเป็นแกนหลัก เขาก็พยายามที่จะทำงานร่วมกันเป็นเครือข่ายต่อไป ทำให้ค่อนข้างมีหวังว่าจะมีการทำงานต่อเนื่อง และได้ยินมาว่าทางศึกษานิเทศก์จะเสนอให้มีการทำนิทานทุกอำเภอของเชียงรายผ่านทางท้องถิ่นจังหวัด เพราะเขาเห็นประโยชน์จากกระบวนการทำงานของโครงการแล้วอยากต่อยอด ซึ่งถ้าเกิดขึ้นได้จริงๆ ก็ต้องถือว่าการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้เมืองเชียงรายเกินกว่าเป้าที่เราตั้งไว้ด้วยซ้ำ เพราะมันกำลังจะขยายไปเป็นระดับจังหวัด ทัทยากล่าว

          ผลผลิตที่ได้จากโครงการอ่านทั้งเมืองเรื่องเดียวกันเชียงราย ไม่ใช่แค่นิทานที่อ่านแล้วก็จบไป แต่มันเป็นนิทานที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชาวเชียงรายในทุกขั้นตอน สะท้อนอัตลักษณ์ ภูมิปัญญา และวัฒนธรรมท้องถิ่น ผลลัพธ์ที่ได้ นอกจากความรู้ ความอิ่มเอมใจ และความภาคภูมิใจแล้ว คือการก่อเกิดเครือข่ายการเรียนรู้ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาศักยภาพเด็กและเยาวชน ปลูกฝังเมล็ดพันธุ์ทางปัญญาให้แก่ต้นกล้าแห่งอนาคต และเสริมสร้างบรรยากาศเมืองแห่งการเรียนรู้

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก