ในหนึ่งชีวิตของเราจะมีอยู่ 2 วันที่เราไม่สามารถใช้ชีวิตได้เต็ม 24 ชั่วโมง คุณรู้หรือเปล่าว่าสองวันนี้คือวันอะไร?
หนึ่งคือวันที่เราเกิด
สองคือวันที่เราตาย
ผมเองก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้กระทั่งได้อ่าน ‘ห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอยู่ตรงนี้’ หรือ ‘With the End in Mind: Dying, Death and Wisdom in an Age of Denial’ เขียนโดย Kathryn Mannix เธอนับเป็นแพทย์คนหนึ่งที่บุกเบิกการดูแลแบบประคับประคองหรือ Palliative Care ซึ่งถูกกล่าวถึงมากขึ้นเรื่อยๆ ในสังคมไทย ส่วนการปฏิบัตินั้นจะเป็นอย่างไรก็อีกเรื่องหนึ่ง
Kathryn Mannix ทำงานด้านนี้มากว่า 30 ปี คลุกคลีกับความตายจนสนิทชิดเชื้อ เมื่อเธอจับปากกาเขียนเรื่องราวเกี่ยวกับความตาย มันจึงเป็นมากกว่าหนังสือแนวเดียวกันส่วนใหญ่ที่มักเน้นวิถีทางจิตวิญญาณและศาสนา มันทำหน้าที่มากกว่าแค่การเตือนสติหรือค่านิยมหลีกเลี่ยงความจริง แต่ยังช่วยให้เห็นกระบวนการทำงานการดูแลแบบประคับประคองที่มีมิติลุ่มลึก คำนึงถึงรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ คำนึงถึงความต้องการของผู้ป่วย ของญาติ และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างไม่สั่นคลอน
ผู้เขียนบอกจุดประสงค์ของหนังสือว่าต้องการทำให้ผู้คนคุ้นชินกับกระบวนการตาย โดยแบ่งเนื้อหาออกเป็น 3 ส่วน เริ่มตั้งแต่ห้วงยามที่ความตายเริ่มมาเยือน การดำเนินไปของกระบวนการตาย และวิธีที่ผู้คนตอบโต้กับความตาย (หน้า 20)
ระหว่างอ่านจะสังเกตได้ว่า Kathryn Mannix มักใช้คำว่า ‘กระบวนการตาย’ ไม่ใช่การตาย (จุดนี้ต้องยกความดีงามให้แก่ผู้แปล วุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ) นั่นเพราะความตายไม่ใช่จุดของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแบบไร้ที่มาและจบลงแบบรู้ที่ไป (?)
ความตายเป็นกระบวนการทางชีวภาพที่ดำเนินไป ต่อให้เป็นความตายที่เกิดขึ้นแบบเฉียบพลัน ณ ส่วนเสี้ยวของเวลาก็ไม่มีใครสามารถลัดขั้นตอนได้
“และดังนั้นในวาระสุดท้ายของชีวิต คนเราก็เพียงแค่หมดสติไปตลอดเวลา แล้วการหายใจของพวกเขาก็เริ่มเปลี่ยนแปลงไป บางครั้งก็ลึกและช้า บางครั้งก็ตื้นขึ้นและเร็วขึ้น แล้วต่อมาการหายใจก็จะค่อยๆ ช้าลงจนหยุดไปอย่างแผ่วเบา ไม่มีความเจ็บปวดจู่โจมขึ้นมาในเฮือกสุดท้าย ไม่รู้สึกว่ากำลังจะตาย ไม่มีความตื่นกลัว มีเพียงความสงบสุข สงบสุขอย่างยิ่ง…” (หน้า 40)
ความตายมีกระบวนการทางชีวภาพของมันเอง ทว่า เงื่อนไขหรือบริบทที่คนคนหนึ่งเดินทางจากต้นจนจบกลับหลากหลายชวนให้ครุ่นคิดทบทวนตนเองและผู้คนรอบข้าง
บางกรณีเหมือนว่าความตายทำหน้าที่ของมันสำเร็จ ตัวเราและญาติมิตรรู้สึกยินดีกับชัยชนะชั่วคราว แต่ยังไม่ทันเฉลิมฉลอง เราก็พ่ายแพ้อย่างถาวร บางกรณีผู้ป่วยอาการหนักกลับพบพานความบังเอิญที่ทั้งหาสาเหตุได้และไม่ได้ ให้กลับมามีพลังชีวิตล้นเหลือขึ้นอีกรอบหนึ่ง เพื่อใช้โอกาสนี้มีความสุขกับตนเอง กับครอบครัว และเพื่อบอกลา ก่อนจะดับวูบลงอย่างรวดเร็ว ขณะที่บางราย การรู้ว่าตนเองกำลังเผชิญกับสิ่งใดกลับช่วยให้ช่วงเวลาท้ายๆ ของชีวิตพบกับความสงบ ในทางตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ผู้ป่วยบางคนไม่อาจยอมรับความจริงตรงหน้าได้และใช้ทุกวิธีเท่าที่หยิบฉวยได้เพื่อเบี่ยงเบนความคิดของตนถอยห่างจากความตาย
แต่ไม่ว่าจะเผชิญกับผู้ป่วยและญาติรูปแบบใด หน้าที่ของ Kathryn Mannix ก็ยังเหมือนเดิม
นั่นคือการดูแลอาการทางกายของผู้ป่วยให้สุขสบายตามสมควรและเจ็บปวดจากโรคร้ายน้อยที่สุด พร้อมกับช่วยประคับประคองความคิดจิตใจของผู้ป่วยและคนเฝ้าไข้ให้สามารถรับมือช่วงเวลาสำคัญได้โดยไม่แตกสลาย
หนังสือเผยให้เห็นวิธีการทางการแพทย์ จิตวิทยา และความเข้าอกเข้าใจที่ผสมผสานกันแบบมืออาชีพของ Kathryn Mannix ในการดูแลผู้ป่วย เห็นความละเอียดอ่อน ความใส่ใจ การทำงานเป็นทีม การใช้น้ำเสียง จนถึงเรื่องยิบย่อยว่าผู้ป่วยอยากสนทนาเป็นภาษาอังกฤษหรือภาษาฝรั่งเศส
ตัวอย่างเช่นจังหวะเวลาในการบอกข่าวร้าย
“มันอาจจะน่าหวาดหวั่นที่ครอบครัวต้องมาพูดคุยกันเรื่องข่าวร้าย แต่หากข่าวร้ายนั้นรับรู้อยู่กับผู้ป่วยคนเดียว หรือสมาชิกครอบครัวเพียงคนเดียว คนคนนั้นจะต้องแบกภาระที่ได้รู้ความจริงนี้โดยไม่กล้าพูดออกไปให้ใครฟัง นี่สามารถนำไปสู่การแอบเก็บงำที่แบ่งแยกผู้คนให้โดดเดี่ยวจากกันในช่วงเวลาสำคัญที่พวกเขาจำเป็นต้องมารวมพลังและเกื้อหนุนกัน จึงเป็นไปได้ที่จะรู้สึกโดดเดี่ยว แม้อยู่รายล้อมด้วยครอบครัวอันเป็นที่รัก เพราะแต่ละคนกำลังเก็บงำความเพื่อคนรักและเพื่อปกป้องอีกฝ่ายหนึ่ง
“เมื่อคุณหมอผู้ตรวจรักษาจะบอกข่าวร้าย พวกเขาจะต้องมั่นใจว่าบุคคลที่เหมาะได้มารับฟัง เพื่อจะได้พูดคุย ซักถาม และช่วยเหลือกันในการจัดการเรื่องนี้ การทำเช่นนี้จะช่วยให้ครอบครัวได้ร่วมแบ่งปันความเศร้าโศกและความห่วงใย และเลี่ยงที่จะปิดกั้นใครคนหนึ่งออกไปอยู่ในกรงแห่งความลับอันโดดเดี่ยว…” (หน้า 188)
เรื่องราวที่ผมเก็บเกี่ยวได้จากหนังสือเล่มนี้ ไม่ใช่แค่การได้นั่งใคร่ครวญต่อชีวิตและความตายของตนเอง ผมยังนึกถึงเรื่องที่ไกลตัวออกไป เรื่องที่เกี่ยวพันกับผู้ป่วยและครอบครัวของพวกเขาจำนวนมากในประเทศไทยซึ่งไม่ช้าก็เร็วจะต้องเข้าสู่ช่วงเวลาท้ายๆ ของชีวิต ซึ่งผมเคยพูดถึงเรื่องนี้ไปแล้ว

มาตรา 12 ของ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ซึ่งกล่าวถึง ‘สิทธิการตายดี’ ถูกรับรู้จากสังคมมากขึ้นๆ คุณและผมมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายหรือที่เรียกว่า Living Will สิ่งนี้ไม่ใช่การการุณยฆาต (euthanasia) และโยงใยกับการดูแลแบบประคับประคองหรือ Palliative Care อย่างแยกจากกันไม่ได้
จากประสบการณ์ของคนใกล้ตัว เมื่อพ่อของเขาป่วยด้วยโรคมะเร็งชนิดร้ายแรงและการตรวจหาสาเหตุก็ล่าช้า อาการเข้าสู่ขั้นวิกฤต ตัวผู้ป่วยเคยบอกกับญาติไว้ว่าไม่ต้องการให้ยื้อชีวิต ทางญาติจึงเห็นพ้องกันลงนามในหนังสือปฏิเสธการรักษาด้วยคาดหวังว่าผู้ป่วยจะได้รับการดูแลแบบประคับประคอง ลดความเจ็บปวด และจากไปอย่างสงบ
ทว่า ภาพที่เขาพบกลับผิดคาด ผู้ป่วยต้องอยู่ร่วมกันในห้องผู้ป่วยวิกฤตเล็กๆ แห้งแล้งร่วมกัน 5 คน มีแค่การให้มอร์ฟีนเพื่อลดความเจ็บปวด แต่ไม่มีสิ่งที่เรียกว่าการดูแลแบบประคับประคอง ผู้ป่วยถูกปล่อยให้นอนเดียวดายบนเตียง อยู่กับกองของเสียใต้ร่มผ้า ไม่มีญาติเฝ้า จะขอย้ายกลับไปเสียชีวิตที่บ้านทางหมอก็บอกว่าการย้ายอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าญาติผู้ป่วยไม่มีสิทธิ์โต้เถียงเพราะอำนาจของความรู้ไม่เท่ากัน ไม่มีการพูดคุยหรือดูแลจิตใจญาติผู้ป่วยใดๆ ทั้งสิ้น เมื่อผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตจึงมีเจ้าหน้าที่โทรไปแจ้ง แต่ก็สายเกินไปที่ญาติผู้ป่วยจะทันได้ดูใจ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลระดับจังหวัดแห่งหนึ่ง
มันเป็นภาพที่ตัดกันชนิดขาวและดำกับกระบวนการดูแลที่ถูกบอกเล่าในหนังสือเล่มนี้ แม้ว่าสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้นิยามการดูแลแบบประคับประคองไว้ 3 ระดับ มีการส่งเสริม ให้ความรู้ พัฒนางานวิจัย ถึงกระนั้นก็อย่างห่างไกลจากการปฏิบัติจริง เมื่อญาติของผู้ป่วยโทรไปสอบถามกับคนที่ดูแลเรื่องนี้ของสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) ที่ส่งเสริมเรื่องการตายดี กลับถูกพูดจาในลักษณะข่มขู่ว่าการร้องเรียนโรงพยาบาลอาจถูกโรงพยาบาลฟ้องกลับได้
ผมจึงคิดว่า ‘ห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตอยู่ตรงนี้’ ไม่เพียงเหมาะกับคนที่สนใจเรื่องความตาย หากยังเป็นหนังสือที่หน่วยงานและบุคลากรสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องควรได้อ่าน เพื่อเพิ่มความเข้าใจต่อการดูแลแบบประคับประคอง เพิ่มความเข้าอกเข้าใจ (empathy) และคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของผู้ป่วยและญาติในฐานะมนุษย์คนหนึ่งที่กำลังจะสูญเสียบุคคลอันเป็นที่รัก
ถ้าเราอ่านหนังสือเล่มนี้กันเยอะๆ เข้าใจว่างานของผู้เขียนสำคัญแค่ไหนในสังคมไทยที่เป็นสังคมผู้สูงอายุ อาจบางที พวกเราจะสามารถผลักดันให้การดูแลแบบประคับประคองถูกนำไปปฏิบัติจริงมากกว่าการเป็นนโยบายสวยหรูบนเอกสาร
ที่หน้า 420 หน้าสุดท้ายของหนังสือ Kathryn Mannix เขียนไว้ว่า
“การมีชีวิตนั้นล้ำค่ายิ่ง และเราอาจจะเห็นค่าของมันมากที่สุดเมื่อเรามีชีวิตไปโดยคำนึงถึงวาระสุดท้ายไว้ในใจอยู่เสมอ”
แด่ผู้ที่ยังอยู่ ผู้ที่กำลังจะจากไป และผู้ที่จากไปแล้ว

