ทุกวันนี้ ‘แม่มด’ เป็นความเชื่อที่ฟื้นกลับขึ้นมาใหม่ มีคนที่ศึกษาเรื่องราว พิธีกรรม เวทมนตร์ของแม่มด และประกาศตนว่าเป็นแม่มดอย่างไม่ต้องเขินอายหรือหวาดกลัว นับเป็นความสวยงามของเสรีภาพทางความเชื่อและความหลากหลายของมนุษย์
ย้อนกลับไปยุคกลางในยุโรป ดังที่เรารู้ แม่มดคือความชั่วร้าย เป็นโรคระบาด เป็นภัยต่อความมั่นคงของคริสต์ศาสนาที่ต้องกำจัดให้สิ้นซาก นักประวัติศาสตร์ส่วนใหญ่เห็นพ้องว่ามีผู้ถูกประหารชีวิตในข้อหาแม่มดระหว่าง 40,000 ถึง 50,000 คนทั่วยุโรปและอาณานิคมของยุโรปในอเมริกาเหนือ ขณะที่บางประมาณการก็สูงถึง 100,000 คนหรือมากกว่านั้น
ท้องตลาดมีหนังสือเกี่ยวกับแม่มดอยู่บ้าง เล่าถึงมิติทางประวัติศาสตร์ การก่อเกิด ความเชื่อ และความโหดร้ายในยุคแห่งการล่าแม่มด แต่หนังสือความหนาขนาดพอดีมือเรื่อง ‘แม่มดในสเปน: ผู้หญิง เวทมนตร์ และวาทกรรมสังคมชายเป็นใหญ่’ โดยภาสุรี ลือสกุล แตกต่างออกไป ด้วยความที่ผู้เขียนเป็นอาจารย์สอนภาษาสเปนและผู้อำนวยการศูนย์ลาตินอเมริกาศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้เพียงเอ่ยถึงความโหดร้ายจากศรัทธาอันมืดบอด หากยังวิเคราะห์ให้เห็นว่าทำไมผู้หญิงจึงเป็นเหยื่อ รวมถึงวิเคราะห์วรรณกรรมที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับแม่มดว่ามันกำลังสื่อสารอะไรกับสังคมยุคใหม่
การล่าแม่มดในสเปนส่วนใหญ่เกิดขึ้นทางตอนเหนือของอาณาจักรซึ่งติดต่อกับตอนใต้ของฝรั่งเศส เชื่อไหมว่าเหตุผลหนึ่งมาจากเรื่องการเมือง หลังจากกษัตริย์เฟร์นันโดรวบรวมดินแดนต่างๆ เข้าด้วยกัน…มันก็เหมือนเรื่องเล่าซ้ำวงล้อประวัติศาสตร์ที่ยังวนมาถึงปัจจุบัน กษัตริย์เฟร์นันโดปรารถนาสร้างสเปนเป็นหนึ่งเดียวทั้งในด้านการเมืองและศาสนา พระองค์ได้รับการแต่งตั้งจากพระสันตะปาปาอเลฆานโดที่ 6 ให้เป็น ‘กษัตริย์คาทอลิก’ ท่ามกลางความเชื่ออันหลากหลายในสเปนทั้งยิว อิสลาม และความเชื่อตามแต่ละท้องถิ่นที่มีมาแต่ดั้งเดิม
มันจึงจุดไฟแห่งการทำลายล้างขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้
วิธีการสังหารแม่มดส่วนใหญ่คือการเผาทั้งเป็น ผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดมีผู้ชายอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่คือผู้หญิงในสังคมชายเป็นใหญ่
“การล่าแม่มด (caza de brujas/witch hunt) ภายใต้อิทธิพลการชี้นำของศาลศาสนาเกิดขึ้นตั้งแต่ศตวรรษที่ 15 และดำเนินไปจนถึงศตวรรษที่ 18 แม้ผู้ต้องหาคดีการใช้เวทมนตร์ไสยศาสตร์จะเป็นได้ทั้งเพศชายและหญิง แต่แนวโน้มที่จะมีผู้ต้องหาเพศหญิงสูงกว่าเพศชายก็เพิ่มขึ้นตามลำดับ ต้นศตวรรษที่ 15 ผู้ต้องหากว่า 70 เปอร์เซ็นต์เป็นผู้หญิง และเพิ่มขึ้นเป็น 80 ถึง 85 เปอร์เซ็นต์ในศตวรรษที่ 16 และศตวรรษที่ 17” (หน้า 21)
มันเป็นคดีที่ถูกกล่าวหาได้ง่ายดายมาก ใครๆ ก็สามารถกล่าวหาผู้อื่นว่าเป็นแม่มดได้ นั่นทำให้หลายกรณีเป็นการกล่าวหาจากความขุ่นเคืองส่วนตัว การไม่อาจยอมรับความสามารถที่สูงกว่าในด้านการรักษาโรคของอภิสิทธิ์ชนแพทย์เพศชาย การแก่งแย่งผลประโยชน์หรือมรดก การกลั่นแกล้งทางการเมือง ในการพิจารณาของศาลศาสนาหรือศาลพลเรือน ผู้ถูกกล่าวหาเป็นแม่มดดูเหมือนว่าจะถูกสันนิษฐานไว้ก่อนว่าผิด ไม่มีสิทธิ์โต้แย้งข้อกล่าวหา ไม่มีทนายแก้ต่าง ซ้ำยังถูกทรมานให้สารภาพ จำนวนมากถูกขังลืมและเสียชีวิตก่อนจะถูกพิพากษา
การล่าแม่มดที่อื้อฉาวที่สุดของสเปนคือเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่หมู่บ้านซูการ์รามูร์ดิ (Zugarramurdi) ในช่วงปี 1609-1614 มีผู้คนหลายร้อยคนที่ถูกกล่าวหา ซัดทอด และติดร่างแห เมื่อการไต่สวน (ถ้าเราเรียกมันว่าการไต่สวนได้) เสร็จสิ้น ฝ่ายบาทหลวงก็ยืนกรานให้จัดพิธีอ่านคำพิพากษา ณ เมืองโลโกรนโญ ในวันที่ 7 และ 8 พฤศจิกายน 1610 ท่ามกลางผู้เข้าฟังกว่า 30,000 คน

โศกนาฏกรรมแปลเปลี่ยนเป็นมหรสพ
พิธีนี้โหมความหวาดกลัวให้แพร่กระจายออกไปเกิดเป็นกระแสคลั่งแม่มดและไล่ล่าอย่างไร้สติ ผู้เขียนให้ข้อมูลว่าประชากรในหมู่บ้านซูการ์รามูร์ดิและอูร์ดักซ์ 500 คน ถูกกล่าวหาถึง 158 คน บางพื้นที่รัฐบาลท้องถิ่นถึงกับมีอำนาจ ‘ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน’ เพื่อเพิ่มอำนาจการไล่ล่าและลงโทษผู้ถูกกล่าวหาอย่างรวดเร็วโดยไม่ต้องสืบสวนใดๆ
เอกสารที่เกี่ยวกับการพิจารณาคดี ตำรา คู่มือการล่าแม่มด หรือวรรณกรรมในยุคนั้นถูกเขียนโดยฝ่ายไล่ล่าและผู้ชาย ขณะที่บรรดาแม่มดเป็นเพียง ‘เหยื่อไร้เสียง’ ที่ไม่มีถ้อยคำหรือบันทึกของตนหลงเหลืออยู่เลย นอกจากเพราะพวกเธอไม่ได้รับความสนใจแล้ว ยังเป็นเพราะพวกเธอส่วนใหญ่เป็นคนชายขอบที่ยากจนและอ่านเขียนไม่ได้
ล่วงเลยถึงศตวรรษที่ 18 เมื่อยุคเรืองปัญญาค่อยๆ สาดแสงแห่งเหตุผล การไล่แม่มดจึงลดน้อยลงกระทั่งเหือดหายไป ถึงกระนั้น มันก็ได้ทิ้งประวัติศาสตร์บาดแผลน่าเศร้าและน่าอับอายให้แก่ยุโรป พร้อมกับบทเรียนสำคัญที่พัฒนาต่อมาเป็นรัฐโลกวิสัยที่แยกศาสนาออกจากรัฐ ปล่อยให้ศาสนาเป็นความเชื่อส่วนบุคคลที่รัฐจะไม่เข้าไปแทรกแซงยุ่งย่าม
กว่า 400 ปีต่อมา วรรณกรรมสเปนจึงเริ่มมีเสียงของเหล่า ‘หญิงร้าย’ ที่แตกต่างออกไป ภาสุรียกตัวอย่างวรรณกรรม 3 เล่ม ได้แก่ ภาพแม่มด, ศาสตร์แห่งมนตรา และคืนร่าง คืนรัก มาวิเคราะห์ให้เห็นความเปลี่ยนแปลงที่มีต่อแม่มด เรื่องแรก “ยังคงนำเสนอแนวคิดสอดคล้องกับความเห็นของนักบวชและนักเทววิทยาในยุคการไล่ล่าแม่มด…ที่ว่าด้วย “ความเป็นไปไม่ได้” ของอำนาจเหนือธรรมชาติและความวิกลจริตของผู้หญิงที่สารภาพว่าตนเองคือแม่มด” (หน้า 176)
ส่วนสองเล่มหลัง “เป็นเรื่องราวของผู้หญิงที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นแม่มดอย่างไร้ความยุติธรรมเพื่อกำจัดพวกเธอออกไปจากสังคมที่ผู้ชายมีอภิสิทธิ์สูงสุด” (หน้า 177) และใช้ ‘เสียง’ ของหญิงผู้ถูกกล่าวหาเป็นเสียงหลักของเรื่องราว
คนที่สนใจประวัติศาสตร์แม่มดและวรรณกรรมในสเปน ไม่ควรพลาดหนังสือเล่มนี้ และแม้ว่าจะมีความเป็นวิชาการก็ใช่ว่าผู้สนใจทั่วไปจะอ่านไม่ได้ จริงๆ แล้วผู้เขียนเรียงร้อยเนื้อหาได้น่าสนใจ ใช้ถ้อยคำแบบที่ไม่ต้องปีนหอคอยอ่าน ทำให้รู้สึกเหมือนอ่านหนังสือประวัติศาสตร์สนุกๆ เล่มหนึ่ง มันยังทิ้งตะกอนความคิดและคำถามให้ผู้อ่านต้องใคร่ครวญต่อ
…ต่อมาถึงยุคปัจจุบัน
เราเดินทางมาถึงศตวรรษที่ 21 แต่เราแน่ใจแค่ไหนว่าการล่าแม่มดได้หมดสิ้นไปแล้ว ไม่เลย ถ้าเราไม่โกหกตัวเอง ยอมรับเถิดว่าการล่าแม่มดยังคงมีอยู่ มันเพียงเปลี่ยนโฉมหน้าเท่านั้น สิ่งที่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลงคือความบ้าคลั่งต่อศรัทธาความเชื่อที่ตนยึดถือของมนุษย์ การกระทำในนามของความดีงาม ความมั่นคง ความเป็นหนึ่งเดียว การปฏิบัติตามกฎหมาย…
สิ่งเหล่านี้ถูกใช้เป็นอาวุธเสมอมาตลอดประวัติศาสตร์จวบจนปัจจุบัน ผู้ต้องหาที่ถูกขังลืม ถูกกระบวนการยุติธรรมบีบบังคับให้สารภาพ ถูกอำนาจเถื่อนสังหารโดยปราศจากการไต่สวน ถูกข่มขู่ด้วยกฎหมาย วาจา การทำร้ายร่างกาย และผมหรือใครๆ สามารถเดินไปหาผู้มีอำนาจแล้วกล่าวหาใครสักคนว่าเป็นแม่มดก็ได้ บ่อยครั้งที่มูลเหตุแห่งการกล่าวหาว่าคนคนหนึ่งเป็นแม่มดก็ช่างเบาบางและดูไร้สาระเสียเหลือเกิน
น่าปวดใจว่ามีคนจำนวนไม่น้อยเห็นดีเห็นงามกับการล่าแม่มด บ่อยครั้งผมก็สับสนว่าผมกำลังอยู่ในศตวรรษที่ 21 หรือยุคมืดของยุโรปกันแน่
หรือสิ่งนี้จะเป็นธรรมชาติอันยากแก้ไขของมนุษย์กันนะ?
‘แม่มดในสเปน: ผู้หญิง เวทมนตร์ และวาทกรรมสังคมชายเป็นใหญ่’ คือหนังสือบรรยายอดีตที่บอกเล่าปัจจุบัน และอาจบางที…ยังทำนายอนาคตด้วย
คำพูดหนึ่งของตัวละครจากเรื่อง ‘สมัญญาแห่งดอกกุหลาบ’ โดยอุมแบร์โต เอโก นักเขียนผู้ลาลับ ที่ผมชอบและยกมาอ้างบ่อยครั้ง (มากๆ) เพราะมันเป็นการขมวดปมการตรวจสอบตนเองที่ดีที่สุดที่มนุษย์ควรทำสม่ำเสมอ เป็นคำพูดของภราดาวิลเลี่ยม ตัวเอกของเรื่อง เขากล่าวว่า
“สัจจะเพียงหนึ่งเดียวคือการเรียนรู้ที่จะปลดปล่อยตัวเราเองจากความคลั่งไคล้งมงายในสัจจะ”
เหตุการณ์ล่าแม่มดครั้งสุดท้ายของโลกเกิดขึ้นเมื่อวันที่…?

