‘วิสิทธิ์ ตออำนวย’ Empathy พลเมืองโลก ดาบพิฆาตอสูร กับเอเลี่ยนบุกโลก

181 views
15 mins
August 11, 2026

          ขณะที่เรียบเรียงบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ สถานการณ์สงครามจริงกำลังคุกรุ่น เรากำลังต้องการให้มนุษย์อีกฝ่ายตายตกเพราะเชื่อว่าอีกฝ่ายเลวทราม คดโกง และอีกสารพัดความชั่วร้าย ในเวลาเดียวกันเราก็เผชิญสถานการณ์เสมือนสงครามน่าจะเรียกว่าทุกหย่อมหญ้า

          เราเผชิญกับภาวะโลกร้อน ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ การค้ามนุษย์ การกดขี่จากระบบ ฯลฯ ซึ่งเราสู้รบตบมือกับสิ่งเหล่านี้ได้ไม่ค่อยดีนัก

เราเผชิญกับความเกลียดชัง คำด่าทอ การพิพากษา ดูถูกเหยียดหยาม ต่างกันเพียงว่าในแต่ละห้วงเวลาเราจะตกไปอยู่ฝั่งไหน

          ไม่แปลกถ้าคุณจะรู้สึกหมดหวัง ถ้าคุณได้ดูการต่อสู้ระหว่างแซนด์แมนกับลูซิเฟอร์ในซีรีส์ The Sandman แซนด์แมนที่กำลังเพลี่ยงพล้ำกลับมาชนะได้ด้วย ‘ความหวัง’ ในโลกความเป็นจริง คุณอาจไม่ค่อยแน่ใจว่าความหวังสามารถเอาชนะได้หรือเปล่า แต่เราจะลองเสนอความหวังดูอีกสักครั้ง

          ความหวังนี้เรียกว่า Empathy หรือความเข้าอกเข้าใจ เราสร้างมันได้ในใจเด็กๆ และสร้างได้ยากกว่าในใจผู้ใหญ่ ถึงกระนั้น Empathy ก็หาใช่ความหวังที่ปราศจากจุดอ่อนหรือความหวังอันสมบูรณ์แบบ เราจึงต้องทำความเข้าใจสิ่งนี้ ด้วยหวังว่าในอนาคต (อันแสนไกล) เราอาจจะสร้างพลเมืองโลกขึ้นได้ โดยไม่ต้องมีเอเลี่ยนบุกโลก สงครามนิวเคลียร์ หรืออสูรข้างขึ้นข้างแรม

          คุณเริ่มสับสนใช่มั้ยว่าสามสิ่งที่ว่าโผล่มาได้ยังไง ไปฟัง เปี๊ยก-วิสิทธิ์ ตออำนวย ครูวิชาบูรณาการระดับชั้นประถม ศูนย์การเรียนประถมภูมิธรรม ว่าด้วยการสร้าง Empathy อิฐที่ช่วยปูทางสู่การเป็นพลเมืองโลกที่อาจจะหยุดยั้งสงครามต่างๆ นานาได้บ้าง

‘วิสิทธิ์ ตออำนวย’ Empathy พลเมืองโลก ดาบพิฆาตอสูร กับเอเลี่ยนบุกโลก

สถานการณ์สงครามทำให้นึกถึงประเด็นเรื่องความเป็นพลเมืองโลก ซึ่งคิดว่ามีความเชื่อมโยงกับ Empathy ที่คุณให้ความสนใจและสอนนักเรียน สองสิ่งนี้เกี่ยวข้องกันอย่างไร

          ผมสอนสังคมเด็กประถมปลาย ในสาระก็มีพลเมืองโลกอยู่ คิดว่าเกี่ยวข้องกันอย่างมากครับ และจริงๆ แล้วมันสามารถไปเชื่อมกับสาระของศาสนาได้ด้วย ทีนี้มันเกี่ยวอย่างไร สำหรับผม ผมจะเกริ่นให้เด็กๆ ฟังก่อนว่า มนุษย์เป็นสัตว์ที่อยู่รวมกันเป็นสังคม ต้องอยู่ร่วมกันนะ การที่มนุษย์อยู่ร่วมกัน ในอดีตมันก็มีฟังก์ชันหลายอย่าง เช่น หน้าที่ที่ช่วยให้เผ่าพันธุ์มีความปลอดภัย ช่วยให้เผ่าพันธุ์รวบรวมอาหาร และทำให้ท้ายสุดแล้วมีการใช้ชีวิตสืบทอดพันธุกรรมต่อไปได้ อันนี้ตามวิทยาศาสตร์ด้วย เพราะฉะนั้นการอยู่ร่วมกันของมนุษย์จึงเหมือนติดมากับสายพันธุ์โฮโมเซเปียนของเราตั้งแต่ต้น

          ทีนี้แต่เดิมมนุษย์อยู่กันไม่เยอะเท่าปัจจุบัน ดังนั้นการอยู่ร่วมกันของมนุษย์เลยต้องปรับตัวมากกว่าในอดีตพอสมควร ถ้าตามทฤษฎีวิวัฒนาการเราจะได้ยินคำว่า Mismatch คอนเซปต์ของ Mismatch คือวิวัฒนาการตามไม่ทันกับวิถีชีวิตของมนุษย์ ปกติแล้วกว่ามนุษย์หรือสัตว์ต่างๆ จะเกิดคุณภาพใหม่ๆ ขึ้นมาต้องใช้เวลาหลายร้อยล้านปี แต่ว่ามนุษย์ตั้งแต่ปฏิวัติอุตสาหกรรมมาจนถึงยุค AI คือมันโตเร็วมาก พอโตเร็วมากปุ๊บ มันก็มีความ Mismatch หลายอย่าง คือสิ่งที่มนุษย์เป็นอยู่มันตามไม่ทันกับวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ทำให้ท้ายสุดพอมนุษย์ปรับตัวอยู่ มันก็เลยมีความลงตัวบ้าง ไม่ลงตัวบ้าง

          ผมคิดว่าการที่พลเมืองโลกต้องอยู่ร่วมกันมากขนาดนี้ เราต้องใช้คุณสมบัติของความอดทน อดกลั้นอะไรต่างๆ เพื่ออยู่ร่วมกับความแตกต่างหลากหลายที่มีจำนวนมากในปัจจุบัน มันก็มีทั้งส่วนที่มนุษย์พยายามเรียนรู้ ปรับตัว และส่วนที่มนุษย์ก็คิดไม่ทันเหมือนกันว่าฉันจะรับมือกับสิ่งเหล่านี้อย่างไร เพราะฉะนั้นมันก็เลยอาจจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ช่วงชีวิตที่ผ่านมาประมาณ 1,000-2,000 ปีของมนุษย์ การเรียนรู้เติบโตตรงนี้มีความเหวี่ยงมาก คือมีทั้งฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ มีนั่นนี่สารพัด เรียนรู้ได้บ้าง เรียนรู้ไม่ได้บ้าง ทำให้ท้ายที่สุดแล้วความเป็นพลเมืองโลกจำเป็นต้องมีของที่เอามาแตะเบรก ซึ่งของที่แตะเบรกนั้น Empathy เป็นหนึ่งในคุณสมบัติสำคัญที่ช่วยเรื่องนี้ได้ ซึ่งอาจจะมีคุณสมบัติอื่นๆ ด้วย เช่น คำถามที่ส่งมามีคำว่า สงสาร เมตตา ความเข้าใจ Sympathy ความรัก ผมคิดว่ามันเป็นคุณสมบัติร่วมกันที่ช่วยเป็นไกด์ให้พลเมืองโลกของเราที่อยู่กัน 8,000 ล้านคนพอจะมีทางออกที่ยังดูแลรักษาเผ่าพันธุ์ของเราได้

ช่วงที่เกิดความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา บรรยากาศในสังคมโดยเฉพาะในโซเชียลมีเดียถือว่าเดือดมาก ในฐานะครู คุณพูดคุยกับเด็กเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ยังไง

          ผมจะเล่าในสถานการณ์ของประถมปลาย แล้วก็สถานการณ์ของโรงเรียนผมก่อน ต้องบอกว่าโรงเรียนผมเป็นโรงเรียนที่อยู่ในแนวที่เรียกว่า ทางเลือก ซึ่งเดี๋ยวนี้คำนี้เริ่มหายไป แต่ถ้าให้ภาพโรงเรียนผมจะคล้ายๆ ทางเลือกแบบนั้นคือมีหลักสูตรเฉพาะบางอย่างที่สามารถออกแบบเองได้ ด้วยความที่เป็นทางเลือกหน่อยๆ ผู้ปกครองก็มีความรู้ เขาก็พอจะรู้ว่าเด็กไม่ควรใช้โซเชียลมีเดียมากเกินไป แต่ถามว่าเด็กๆ ของผมยังได้ใช้ไหม ก็มี เพราะฉะนั้นเด็กก็จะมีโอกาสใช้ตามแต่ละบ้านที่อาจจะเข้มงวดมากน้อยต่างกัน

          แน่นอนว่านอกจากคุยกับโซเชียลมีเดียแล้ว เด็กๆ ก็ยังได้คุย ได้ฟังผู้ใหญ่ที่เขาถกเถียงกันในแต่ละบ้าน ซึ่งก็จะแตกต่างกัน ทีนี้ ถามว่าผมคุยกับเด็กยังไง เอาจริงๆ แล้วสำหรับผมที่สอนประถมปลาย ผมอยากจะหลีกเลี่ยงการเมืองร่วมสมัยสำหรับเด็กวัยนี้ เพราะอะไร เพราะว่าหนึ่ง ผมรู้แก่ใจว่าเด็กๆ ยังไม่ได้ใช้โซเชียลเองอย่างเต็มที่ เขายังกําลังบ่มเพาะเรื่องของ Media Literacy ดังนั้น ถ้าเขาไปอ่านเอง เขาก็จะรับมาแบบเชื่อมาเลย อาจจะตั้งคำถามได้น้อยเนื่องจากประสบการณ์ชีวิตเขาน้อย สอง เขาจะไม่เผื่อความเป็นไปได้ เขามักจะเชื่อว่า ถ้าผู้ใหญ่ในบ้านเขาเชื่อฝั่งไหน เช่น อาจจะบอกว่าจัดการเขมรไปเลย เขาก็จะดึงมาเชื่อแบบนั้น หรือเขาอาจจะไม่ได้เชื่อ แต่แค่เขาจำมาพูดคุยกันในฐานะที่เป็นเรื่องสนุก เด็กเขายังไม่ได้คิดทางศีลธรรมขนาดนั้น แต่เขาพอจะเข้าใจได้ว่าเรื่องการแบ่งพรรคแบ่งพวก การแบ่งฝั่งแบ่งฝ่าย มันติดในพันธุกรรมของเรา เขารู้ว่าไทยกับเขมรคนละกลุ่มกัน ดังนั้น เขาต้องเข้าข้างเราอยู่แล้ว เราคือไทย

          ข้อ 3 ก็คือผมมองย้อนกลับมาที่ผู้ใหญ่ บ่อยครั้งแม้เราจะเป็นผู้ใหญ่ที่มี Media Literacy แล้ว เราก็ยังมีข้อจำกัด เช่น เราอาจจะไม่มีเวลาตามข่าวละเอียดทุกด้านทุกมุมและมีโอกาสที่พอคุณไม่ได้ตามละเอียด มันจะก่อให้เกิดอคติขึ้นในใจได้ คำว่าอคติผมขอย้ำไว้ก่อนว่า ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นลบหรือเป็นบวก แต่มันคือคำเรียกสำหรับการที่เรารับรู้ข่าวสาร ประสบการณ์ หรือประมวลผลพร้อมกับประสบการณ์ชีวิตของเรา แล้วจึงออกมาเป็นชุดคำตอบหนึ่งที่ใช้สำหรับตัดสินใจในชีวิตประจำวัน ซึ่งแต่ละคนจะมีฐานของสภาพแวดล้อมประสบการณ์ชีวิตแตกต่างกัน ดังนั้น แม้เขารับสารอันเดียวกัน แต่ประสบการณ์ชีวิตที่ต่างกันทำให้เขาอาจตีความออกมาต่างกันได้

          ถ้ามนุษย์เรารู้ว่าเรามีอคติ ต่อให้เราเสพข่าวอะไร เราอาจจะพอแตะเบรกตัวเองได้ คำว่าแตะเบรกตัวเองนี่แหละที่ผมกังวลว่าเด็กอาจจะยังมีคุณภาพได้ไม่มากพอ แต่ถามว่าผมสอนเขายังไง ผมสอนให้เขาแตะเบรกนี่แหละ คือพยายามจะบอกเขาว่า เฮ้ย ถ้าเกิดคุณคิดมุมนี้ แล้วถ้าครูจะแตะเบรก คุณครูจะถามหรือครูจะให้คุณคิดไปในมุมไหนได้บ้าง อันนี้ตัวอย่างในห้องเรียนเลยนะครับ มีเด็กที่มาถามผมเพราะเขาอยากเรียนเรื่องเขมรมาก เขามาบอกว่าเขาอยากให้เขมรหายไปจากแผนที่โลกหรือไม่ก็ยึดเขมรมาเป็นของไทยเลย ผมก็เลยถามเขากลับ 2 คำถาม หนึ่ง คุณรู้หรือเปล่าว่ากัมพูชามีประชากรในประเทศเท่าไหร่ ตัวเลขคร่าวๆ ประมาณ 18 ล้านคน สอง ถ้าคุณบอกว่าให้ยึดเขามาเลย คุณจะทำยังไงกับ 18 ล้านคนนี้ พอเขาได้คำถามแบบนี้ไป เขาก็จะแตะเบรกตัวเองได้ระดับหนึ่ง เขาจะเริ่มคิดตามว่าทำยังไง เขาก็จะไม่มีประสบการณ์ ไม่มีความสามารถในการบอกได้หรอกว่า 18 ล้านคนนี่เอาไง แต่ก็จะมีเด็กที่อาจจะมีความสุดโต่งสูงมาก เขาจะบอกว่าฆ่าเลยก็ได้ครู เด็ก ป.4 ป.5 ป.6 บอกเรา

          ผมถามเขากลับว่าคุณไม่กลัวสิ่งที่คุณพูดบ้างหรือ? เขาก็ยังติดเล่น ขำๆ ตลกๆ ของเขาไปตามพัฒนาการ แต่ผมก็ชวนเขาคิดต่อไปอีกว่า ถ้าคุณบอกว่าทางออกนี้คุณอยากได้ สมมติว่าตอนนี้คุณก็รู้อยู่แล้วว่ามีประเทศที่มีอำนาจมากกว่าไทย สมมติสหรัฐ จีน ถ้าเขาจะทำแบบเดียวกัน อยากจะมายึดประเทศไทยเรา คุณจะเอา 60-70 ล้านคนของไทยไปไว้ตรงไหน รวมถึงคุณพอใจที่คนอื่นเขามาทำอย่างนี้กับคุณหรือเปล่า

          มันคือการที่ผมลองชวนเขาคิดว่าลองสวมรองเท้าเป็นคนเขมร แต่ผมให้เขาสวมเป็นคนไทยก่อน ดึงเขามาว่าถ้าไทยโดนเองคุณชอบไหม แล้วผมค่อยไปชวนเขาคิดกลับว่าเขมรก็เหมือนกัน คุณไปคิดอย่างนั้นกับ 18 ล้านคน คุณโอเคจริงหรือเปล่า ผมก็จะบอกเด็กว่าผมไม่ได้มีสูตรสำเร็จที่ตายตัว ผมแค่พูดได้ว่าถ้าเป็นครูเปี๊ยก ครูเปี๊ยกไม่เลือกแบบนั้น ครูเปี๊ยกอยากให้เรามีหนทางที่อยู่กันราบรื่นมากกว่า เพราะถ้าบอกว่าฆ่ากัน มันไม่ได้ฆ่ากันง่ายขนาดนั้น มันต้องเกิดสงครามซึ่งเด็กๆ ก็นึกภาพออก ครูคิดแบบนั้น แต่ผู้ใหญ่หลายๆ คนที่เด็กๆ เจออาจจะไม่ได้คิดแบบนี้ คุณต้องค่อยๆ ตัดสินใจเอาเองว่าคำตอบไหนที่คุณคิดว่าเป็นคำตอบที่คุณพอใจที่สุด

          ผมหยอดคำถามนี้ไป แต่ตามพัฒนาการของเด็ก เขาอาจจะยังไม่คิดเรื่องนี้ การที่เขาจะคิดเรื่องคุณค่าของความเป็นมนุษย์ มันต้องหลัง 14 ไป คือ 14-21 ปี ที่เด็กจะเริ่มใช้ความคิดเชิงนามธรรม ตั้งคำถามกับความหมายของชีวิต ดังนั้น ผมแค่โยนเข้าไปก่อน อาจจะมีเด็กที่คิดออกก็ได้ แต่แน่นอนว่าแค่ทักษะการคิดวิเคราะห์ การที่ผมแตะเบรกเขาไม่ให้ไปสุดโต่งทางใดทางหนึ่ง ผมเคยวาดโมเดลให้เขาว่ามี 1-10 พวก 1 กับ 10 นี่แหละมักจะตีกันแล้วเกิดสงคราม แต่คุณไม่จำเป็นต้องเป็น 5 หรือ 6 ตรงกลางก็ได้ คุณอาจจะเป็นเจ็ด แปดหรือสาม สี่ แล้วคุณก็มีความเชื่อของคุณ แต่มันไม่ต้องตีกันก็ได้ แล้วเราต้องอยู่กันแบบนี้แหละ มันจะได้ไม่เกิดสงคราม สงครามไม่สนุก ผมก็บอกเด็กๆ ว่าประสบการณ์บางอย่างเรามีประวัติศาสตร์ มีความรู้ที่เราเรียนรู้มาแล้ว บางทีเราไม่ ต้องไปเจอเองก็ได้ คุณไม่ต้องไปเจอสงครามด้วยตัวเองก็ได้ อย่าให้ถึงวันนั้นเลย

‘วิสิทธิ์ ตออำนวย’ Empathy พลเมืองโลก ดาบพิฆาตอสูร กับเอเลี่ยนบุกโลก

คำถามที่หลายคนยังสงสัย ยังไม่แน่ใจ Empathy คืออะไร

          สำหรับผมที่พยายามจะอธิบาย Empathy ให้ง่ายสำหรับเด็ก และผมคิดว่ากับบุคคลทั่วไปก็อาจจะไม่ต้องการความหมายที่ลึกซึ้ง แต่เป็นความหมายที่สามารถนำไปใช้ได้จริง คำว่านำไปใช้ได้จริงสำหรับผมคือ Empathy เป็นคุณสมบัติสำคัญที่ทำให้เราสามารถอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นและไม่ฆ่ากันตายซะก่อน เวลาผมบอกเด็ก ผมจะใช้ประโยคนี้เป็นหลัก

          ทีนี้ถ้าผมแปลง่ายๆ ก็คือความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ซึ่งตรงกับภาษาไทยทั่วไปพื้นฐานเลย มันต่างกับความเห็นอกเห็นใจ (Sympathy) นิดหนึ่ง ต่างกันยังไง ในห้องเรียนผมก็จะมีกระบวนการให้เด็กๆ ได้ลองแลกเปลี่ยนผ่านบทสนทนาง่ายๆ เช่น ผมถามเขาว่าถ้ามีเพื่อนคนหนึ่งเดินมาบ่นกับคุณว่าพรุ่งนี้จะสอบแล้ว ฉันเครียดเหลือเกิน คุณจะตอบเขาอย่างไรใน 1 ประโยค เอาประโยคที่คุณคิดว่าให้ความเข้าอกเข้าใจเขาได้มากที่สุด เด็กๆ ก็จะตอบมา เช่น เธออย่าไปคิดมากเลย เธอทำได้แน่นอน ไปติวด้วยกันไหม การสอบก็เป็นแค่บททดสอบหนึ่งมันไม่ได้บอกว่าชีวิตคุณจะเสียหาย ไปกินหมูกระทะกัน ถ้าคุณพยายามแล้วเต็มที่แล้วก็ไม่ต้องไปเสียใจทีหลัง เสร็จแล้วพอผมเขียนประโยคพวกนี้บนกระดาน ผมให้เด็กเห็นประโยคทุกประโยคเลย แล้วให้เด็กเลือกดูว่าคุณชอบประโยคไหนมากที่สุด

          จากที่ทำกิจกรรมนี้มาสองรุ่นแล้ว ผมพบว่าเด็กมักจะไม่เลือกประโยคของตัวเอง เหมือนกับว่าประโยคที่เขารู้สึกว่าดีที่สุด ณ เวลาที่ตอบผมมันยังพอ พอเห็นประโยคอื่นเขาก็มักจะเลือกประโยคที่เขาคิดว่าดีกว่า ซึ่งหมายความว่าในชีวิตประจำวันเองเขาอาจจะเลือกคำตอบที่ไม่ได้เหมาะที่สุดเหมือนกัน แต่นั่นไม่ใช่ปัญหา เขากำลังเรียนรู้อยู่

          ประโยคที่เขามักจะเลือกมีอยู่ 2 แบบ หนึ่ง มีวิธีแก้ปัญหาให้เขา เช่น เดิมคิดว่าการสอบยากมาก แล้วมีมุมคิดว่าการสอบไม่ใช่ทั้งหมดของชีวิตหรือไปติวด้วยกัน อันนี้เป็นพื้นฐานของมนุษย์มาก เพราะเวลาเรามีปัญหาเราแก้ภายในของเราได้อย่างความรู้สึกหรือความต้องการ แต่ปัจจัยภายนอกก็ต้องแก้เหมือนกัน สอง เป็นประโยคที่ยืนยันความรู้สึกนั้น เช่น เฮ้ย เธอเครียดหรอ ถ้าเป็นเรา เราก็เครียดเหมือนกันนะ มันน่าเครียดมากจริงๆ นะการสอบเนี่ย เพราะว่าเนื้อหาที่เรียนมันยากมาก ประโยคแบบนี้จะถูกเลือก ซึ่งประโยคแบบนี้ครับ มันสะท้อน Empathy เพราะประโยคที่กำลังบอกว่าคนฟังมีความใส่ใจในตัวคนพูด ซึ่งความใส่ใจนั้นสะท้อนว่าเราพยายามเข้าอกเข้าใจเขาหรือเห็นอกเห็นใจเขา ถ้าพูดว่าเข้าใจความรู้สึกมันคือ Empathy

          ถ้าเป็นระดับ Sympathy หมายความว่า เออ เธอก็เครียดเนาะ แต่พอพูดลอยๆ ขึ้นมา เช่น เออ ช่างมันเหอะ เธอจะไปเครียดทำไม ประโยคแบบนี้จะเป็น Sympathy คือไม่ได้หมายความว่าเขาไม่ปรารถนาให้เพื่อนพ้นทุกข์นะ คือเขาก็หวังดีกับเพื่อน แต่วิธีพูดมันดูไม่ใส่ใจ Sympathy คือการที่เรารับรู้ปรากฏการณ์ตรงหน้าว่าเพื่อนเครียด แต่เราไม่ได้ไปลึกกว่านั้น ไม่เข้าไปคิดถึงความรู้สึกความต้องการของเขา ถ้าเครียดก็ต้องแก้ งั้นก็อย่าเครียด คือพูดแค่เชิงปรากฏการณ์ แต่ถ้าเราแตะถึงความรู้สึกข้างในจะรู้ว่าเขาก็เครียดอยู่ และความเครียดนั้นมีเหตุผลและสามารถยอมรับได้ และเราไปยืนยันกับเขาว่าคุณเครียดได้ เครียดมาเถอะ เราจะอยู่ข้างๆ คุณ เราจะช่วยหาทางแก้ปัญหา พวกนี้ครับคือความหมายของ Empathy ซึ่งมีนัยของความใส่ใจคนอื่น

“เดี๋ยวเราไปติวกัน” ไม่สื่อถึงความเข้าอกเข้าใจ ความเห็นอกเห็นใจ

          ต้องบอกอย่างนี้ครับ บางทีคนที่มาบ่นหรือระบายให้เราฟังเขาไม่ได้ต้องการ อันนี้อาจจะต้องเช็กนะ แต่ผมกำลังจะบอกว่ามันมีความเป็น Empathy อยู่ แต่ Empathy นั้นไม่ได้ไปโฟกัสที่ตัวคนพูด แต่ไปโฟกัสที่ตัวปัญหาซึ่งต้องขึ้นอยู่กับว่า ณ ตอนนั้นตัวคนพูดกำลังโฟกัสที่ตัวปัญหาหรือเขากำลังท่วมท้นอยู่กับตัวเขาเอง ปัญหามันต้องแก้อยู่แล้ว เผลอๆ ถ้าลองชวนคิด เวลาคนมาบ่นให้เราฟัง บ่อยครั้งเรากลับพบว่าเขามีคำตอบอยู่ในใจแล้ว เขาแค่ต้องการระบาย เพราะมันอึดอัด คับข้องใจ ไม่มีใครมาฟังฉัน ซึ่งถ้าเราจับความรู้สึกได้ว่า อ๋อ ยูแค่ต้องการบ่น ยูไม่ได้ต้องการวิธีแก้ปัญหา แต่เราดันกระโจนไปเรื่องวิธีแก้ปัญหาเลย ถ้าเกิดว่าเขามีวิธีแก้ปัญหาแล้ว วิธีที่เราแนะนำดันไม่ตรงกับเขาอีก มันก็กลายเป็นว่า”อ๋อ นี่เธอไม่ได้ใส่ใจฉันเท่าไหร่

          มันสะท้อนอยู่ลึกๆ ว่าคุณกำลังโฟกัสกับสิ่งที่ไม่ใช่ตัวฉัน เพราะถ้าโฟกัสที่ตัวฉันก่อน คุณก็น่าจะพอรู้ไหมว่า อารมณ์ความรู้สึกของฉัน ความต้องการของฉันคืออะไร ถ้าให้ผมเปรียบเทียบมันจะเหมือนที่เราอาจจะเคยได้ยินคนพูดถึงว่า ทำไมเวลาเราพูดกับคนที่เราไม่รู้จัก เราสามารถพูดจาดีๆ ได้ แต่กับคนที่เรารู้จัก ยิ่งใกล้ชิดยิ่งเป็นพ่อแม่ พี่น้อง สามีภรรยา ทำไมถึงไม่สามารถพูดจาดีๆ ได้เหมือนคนข้างนอก มันมีเหตุผลอยู่ เพราะคนเหล่านั้นใกล้ชิดมาก เขาจึงคาดหวังมากว่าคนเหล่านั้นจะเข้าใจ แล้วไม่รีบกระโดดไปอย่างอื่น เพราะฉะนั้นหมายความว่าในเมื่อเราไม่สามารถคาดหวังกับคนที่อยู่ไกลตัวได้ งั้นเราก็ต้องพูดจาดีๆ ไว้ก่อน มันจะได้ไม่ตีกัน 

          แต่พอเป็นสามีภรรยา เป็นลูก เป็นพ่อแม่ บางทีเราคาดหวังว่าเขาน่าจะรู้จักเราแล้ว อยู่กันมาตั้งหลายปี ช่วยเข้าใจเราหน่อยได้ไหม แต่ปรากฏว่าผลตอบสนองไม่ตรงกับสิ่งที่คาดหวัง มันก็เลยเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน จริงๆ แล้วเขาเชื่อมั่นในตัวเราและเขาอยากอยู่กับเรานั่นแหละ เขาถึงเลือกเราเป็นคนรับฟัง เพราะฉะนั้นคำว่า Empathy เวลาผมอธิบายในวงต่างๆ ผมจะอธิบายประมาณนี้ คือคุณพยายามเข้าไปรู้สึกรับรู้ถึงความต้องการ ความรู้สึกของอีกฝ่ายหนึ่ง และถ้าเรารับรู้แล้ว ประโยชน์ของมันก็คืออีกฝั่งก็จะไม่ตั้งกำแพงใส่ เมื่อไม่ตั้งกำแพงใส่ ความสัมพันธ์ของเราก็มีโอกาสพัฒนาไปในทางที่งอกงามขึ้นได้

Empathy กับความสงสาร ความเมตตา ความเห็นอกเห็นใจ ความเข้าใจ ความรัก ความใดๆ ก็ตามที่เป็นคำในกลุ่มเหล่านี้ มันคาบเกี่ยวกันยังไงบ้าง

          ผมคิดว่ามันคาบเกี่ยวกันอยู่ มันเหมือนสายใย ถ้าเปรียบเทียบภาพจะเหมือนกับ Connect the dot มีจุดเยอะแยะมากมาย แล้วจุดพวกนี้มีความเชื่อมโยงกัน ถ้าเราเข้าใจว่ามันเชื่อมอย่างไร เดี๋ยว มันจะเชื่อม แต่ถ้าเราไม่เข้าใจ จุดแต่ละจุดก็จะอยู่ต่างคนต่างที่ ผมคิดว่าการที่เราจะเข้าอกเข้าใจผู้อื่นอาจไม่ต้องเริ่มจาก Empathy เป็นตัวต้นก็ได้ มันจะเริ่มจากตัวไหนก็ได้ แต่ว่าเมื่อมีตัวใดตัวหนึ่งเกิดขึ้น เดี๋ยวมันไปโยงได้ เช่น พุทธมีคำว่าเมตตา เมตตาคือความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุข ถ้าเราเริ่มจากอันนี้ก่อน เราคิดว่าเราอยากให้เขามีความสุข คำนี้มีนัยของการที่เราเอาตัวเขาเป็นตัวตั้งต้นแต่แรก ประกอบกับคำว่ากรุณา คือความปรารถนาที่ให้ผู้อื่นพ้นทุกข์ เมตตาคืออยากให้เขาสุขเฉยๆ แต่กรุณา เราต้องหาวิธีการละ

          สมมติว่าเรามีเมตตากรุณาและเข้าใจคอนเซปต์ของมัน เราจะรู้ว่าท้ายสุดมันจะเชื่อมกับ Empathy แน่นอน เพราะ Empathy คือการที่เราพยายามทำความเข้าอกเข้าใจความรู้สึกของเขาก่อนและพอเรารู้สึกว่าอยากให้เขาดีขึ้น เราก็จะพยายามหาทางทำยังไงที่เราจะเข้าใจความรู้สึกความต้องการของเขาอย่างถูกต้อง มันคือคุณสมบัติเดียวกันเลย แค่อธิบายคนละแง่มุม

          คำว่า สงสาร หรือ ความรัก ก็เหมือนกัน ถ้าเราสงสารก่อน เราจะรู้สึกว่าเราอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อคนอื่น ความรัก ถ้าเรามีความรักให้คนคนนี้มากกว่า เราก็พร้อมที่จะทุ่มเท พร้อมที่จะเสียเวลา พร้อมที่จะเรียนรู้เขาให้มากกว่าเดิม พวกนี้ตรงกับ Empathy หมดเลย สิ่งหนึ่งที่สำคัญที่ผมบอกเด็กๆ เสมอก็คือคุณต้องไปรู้จักกับเขาให้มากขึ้น เวลาคุณเจอขอทานนั่งเครียดกับเวลาคุณเจอคุณแม่นั่งเครียด คุณอยาก Empathy ใครมากกว่า ร้อยทั้งร้อยต้องตอบว่าเราอยาก Empathy คนใกล้ตัวมาก่อนเพราะเรารู้จักเขา เราผูกพันกับเขา

          ส่วนความสงสาร บางทีไม่ได้ต้องมาจากคนใกล้ชิดมากก็ได้ เช่น มีมที่ถ้ามีคนตกน้ำทั้งคู่ ลูกกับสามี มันก็ขึ้นอยู่ว่าคุณรักใครมากกว่าหรือคุณสงสารใครมากกว่า คุณก็จะไปช่วย ซึ่งมันจะกลับมาคาบเกี่ยวกันหมด เริ่มจากอะไรก่อนก็ได้ สำหรับผมถ้า Empathy เข้าใจยาก คุณไปเริ่มจากเมตตากรุณาก่อนก็ได้ ผมสอนสังคม เพราะฉะนั้นผมจะสอนคอนเซปต์พวกนี้ไปพร้อมกัน เช่น สอนพุทธศาสนา เมตตากรุณา สอนหลักความรักของศาสนาคริสต์ อย่างนี้เป็นต้น

‘วิสิทธิ์ ตออำนวย’ Empathy พลเมืองโลก ดาบพิฆาตอสูร กับเอเลี่ยนบุกโลก

เรามักจะได้ยินว่า สังคมไทยชอบหยุดแค่ที่ความสงสาร เป็นสังคมช่างสงสาร สงสารแล้วสงเคราะห์ แล้วพอ คุณมองเรื่องนี้ยังไง

          ผมคิดว่าคนไทยขี้สงสาร มันก็น่าจะเชื่อมโยงกับพุทธศาสนาเพราะยังไงประเทศไทยเราก็นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก ศาสนาพุทธพูดถึงการให้ทานซึ่งมันเชื่อมโยงกัน แล้วก็เชื่อมกับที่บอกว่าเราต้องทำบุญเพื่อที่ชาติหน้าจะได้เกิดมาดี หรือต่อให้เราไม่อธิบายเรื่องบุญเลย ถ้าเราอธิบายแค่เรื่องกรรมในชาตินี้ การที่เราช่วยเหลือผู้อื่นก่อน มันก็มีโอกาสที่เราจะได้รับสิ่งดีๆ ตอบแทนกลับมา ซึ่งอันนี้จริงๆ ก็เหมือน Empathy คือถ้าเราอยากจะได้รับคำพูดดีๆ จากเพื่อน แต่เราดันพูดแย่ๆ กับเขา มันก็แน่นอนว่าคุณจะไม่ได้รับคำพูดดีๆ กลับมา ดังนั้น เราต้อง Action เหมือนการโยนลูกบาสไปแล้วมันกระเด้งกลับมา โยนแรงแค่ไหนมันก็เด้งกลับมาแค่นั้น เราโยนของดีๆ ไป ของดีๆ มันก็มีโอกาสกลับมา แต่ผมก็จะบอกเด็กเสมอว่ามันก็ไม่แน่ทุกครั้ง คุณพยายามทำดีแค่ไหน สิ่งที่ได้กลับมาอาจจะไม่ยุติธรรมเลยก็ได้ ซึ่งก็จะเป็นอีกคอนเซปต์หนึ่งที่ผมใช้สอนเด็กๆ เป็นเรื่องของ Mindset

          ทีนี้ถ้าเกิดบอกว่าขี้สงสารใช่ไหม ผมคิดว่าในเบื้องต้น เวลาเราจะบรรเทาความทุกข์หรือเราจะปรารถนาให้คนอื่นมีความสุข มันเป็นสิ่งที่เห็นได้ชัดเจน สมมติเราทำบุญไปแล้ว เราคิดว่า เฮ้ย เงินนั้นน่ะ ถ้าไปถึงอย่างถูกต้องในกระบวนการมันจะสามารถช่วยได้เลยทันที มันก็ไม่ต่างกัน สมมติเราเห็นเด็กร้องไห้อยู่แล้วเราเดินเข้าไปปลอบ การเดินเข้าไปปลอบเลยไม่ได้ต่างกับการที่เราเอาเงินไปทำบุญ คือเราเข้าไปช่วยก่อนในเบื้องต้น แต่หลังจากนั้นว่าเด็กร้องไห้เพราะอะไร แล้วเราจะต้องแก้ปัญหาเชิงลึกว่าต้นตอของการร้องไห้ของเด็กเป็นยังไง มันก็ต้องทำงานเพิ่ม เพียงแต่ว่าพอเป็นเรื่องของการสงเคราะห์ในสังคมที่ขนาดใหญ่ 8,000 ล้านคน บางทีเราไม่สามารถไปเรียนรู้ ไปเข้าใจ หรือคลุกคลีกับทุกเหตุการณ์ได้ แต่เรามีความรู้สึกร่วมนั้นอยู่แล้ว ผมคิดว่าความรู้สึกร่วมนั้นไม่ผิดและควรมีด้วย เพราะถ้าเกิดไม่มีความรู้สึกร่วมเช่นนั้น คุณจะบ่มเพาะ Empathy ไม่ได้

          ถ้าคนนี้รับบริจาคอยู่ แต่ว่าชีวิตของมันฉันไม่แคร์ ฉันก็ไม่ต้องให้ Empathy แต่แรกถูกไหมครับ แต่พอให้ไปแล้วเกิดผลอย่างไร ชอบไม่ชอบ ดีไม่ดี ยุติธรรมพอหรือเปล่า นั่นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ตัวตั้งต้นก็ต้องมีความสงสารนั้นเป็นตัวตั้งอยู่ดีถึงจะบ่มเพาะ Empathy ได้ ดังนั้น ผมเลยไม่อยากให้เรามองว่า เฮ้ย ความสงสารอย่างเดียวแล้วมันเป็นปัญหา แต่เราควรพาไปลึกกว่านั้นมากกว่า เช่น หลังจากสงสารแล้ว มันมีอะไรที่เราควรต้องนึกคิด ใคร่ครวญกับมันต่อว่าท้ายสุดแล้วผลลัพธ์ของการที่เราทำไปแค่นั้นน่ะ มันได้ผลจริงไหม ยังขาดอะไรอีก ซึ่งถ้าเรากลับมาถามอะไรแบบนี้ มันก็จะเป็นคำถามที่ไม่สร้างศัตรูด้วย เช่น ถ้าเกิดเราบอกว่า เฮ้ย คุณแม่งขี้สงสารแต่แม่งไม่ใส่ใจเรื่องอื่นเลย แล้วเราลงท้ายว่าแบบนี้โง่ พอโง่ปุ๊บ กำแพงมันตั้งเลย แล้วในฐานะที่เรามีความขัดข้องหมองใจ โกรธแล้ว มันก็คุยกันต่อไม่ได้ แล้วจะหวังให้อยู่ร่วมกันในสังคมยังไง การอยู่ร่วมกันได้ต้องลดกำแพงก่อน แต่พอไปตั้งกำแพงใส่ มันยิ่งต่างคนต่างอยู่กว่าเดิม อย่างนี้ก็ไม่ไหวครับ

เท่าที่คุณคลุกคลีอยู่กับการสอนเรื่อง Empathy อะไรคือความเข้าใจผิดที่คุณพบมากเกี่ยวกับ Empathy

          ถ้าเป็นความเข้าใจผิดเกี่ยวกับ Empathy ผมคิดว่าเป็นเรื่องการที่เราจะต้องยอมรับความทุกข์เหล่านั้นไว้เอง หมายความว่าถ้าเราจะ Empathy ผู้อื่น แล้วอย่างเมื่อกี้ที่ผมพูดไปว่าความยุติธรรมอาจจะไม่มีในโลกก็ได้ คุณให้ Empathy คนอื่น ไม่ได้หมายความว่าเขาจะ Empathy เรากลับ บางคนอาจจะหักหลังเราด้วยซ้ำ เหมือนที่เวลายกตัวอย่างในห้องเรียน ผมจะบอกว่าครูเปี๊ยกจะพยายามอย่างยิ่งที่จะไม่ปล่อยเขาเลท แต่ทุกความพยายามนั้นของครูเปี๊ยกไม่ได้ตอบกลับมาว่าเด็กๆ จะเตรียมตัวเรียนกับครูเปี๊ยกก่อนเวลาเสมอ ต่อให้ผมพยายามปล่อยให้ตรงเวลาแค่ไหนก็ตาม แต่เด็กเลทผมตลอด แล้วถ้าเกิดผมไปนั่งหงุดหงิดกับความอยุติธรรมนี้ว่าเด็กไม่ยอมทำให้ฉันซักที งั้นฉันปล่อยเลทมันเลย คือถ้าเราคิดแบบนั้น Empathy ก็ไม่เกิดเพราะว่าเราแตกซะแล้ว เราไม่พยายามทำด้วย Empathy ก็จะหายไป ซึ่งพอพูดอย่างนี้ก็จะเกิดคำถามว่า อ้าว แสดงว่าเราก็ต้องรับความไม่ยุติธรรมนั้นเอาไว้กับตัวเองอย่างนั้นหรือ

          ผมตอบว่าทั้งใช่และไม่ใช่นะครับ เอาคำว่าใช่ก่อน ใช่ก็คือตัว Empathy ต่อให้เรารู้ว่าเราอาจจะไม่ได้รับต่างตอบแทนกลับมา แต่ท้ายที่สุดถ้าคุณยังเชื่อมั่นว่ามนุษย์ควรจะต้องอยู่ด้วยกัน มันต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นคนเริ่มสร้างและบ่มเพาะมันขึ้นมาก่อน ผมมักจะเปรียบเทียบเรื่องขับรถ สมมติว่าเราพยายามขับรถอย่างดีที่สุดบนท้องถนน ทำตามกฎทุกอย่าง แต่ปรากฏว่าเพื่อนร่วมท้องถนนของเราก็ยังมาปาดผมอยู่ดี หรือต่อให้ผมขับดีที่สุดแต่อยู่ๆ มีใครก็ไม่รู้ที่ขับไม่ตรงตามเงื่อนไขชนผมตายโดยที่ผมไม่ทันได้รู้ตัวด้วยซ้ำ แต่ถามว่าถ้าผมคิดไปถึงขั้นนั้นแล้ว งั้นผมขับเร็วเลยแล้วกัน ขับแย่ๆ เลยแล้วกันได้หรือเปล่า คำตอบคือไม่ได้ เพราะถ้าผมตั้งใจจะสร้างสภาพแวดล้อมที่ดีในท้องถนนหรือต้องการกลับไปเจอหน้าคนที่รักกับครอบครัวในทุกๆ วัน ท้ายที่สุดผมยังต้องขับรถให้ถูกตามกฎจราจรอยู่ดี เพราะมันการันตีได้มากขึ้นว่าผมจะกลับบ้านอย่างปลอดภัย ต่อให้การันตีไม่ได้ 100 เปอร์เซ็นต์ก็ตาม

          ถ้าผมอธิบายตัวเองแบบนี้ บางทีการที่ผมรับไว้เองอาจจะไม่ทุกข์ก็ได้ ที่เมื่อกี้ผมบอกว่าการรับความทุกข์ไว้เองทั้งใช่และไม่ใช่ มันขึ้นอยู่กับ Mindset หมายความว่า การที่คุณต้องเรียกร้องจากตัวเองก่อน คุณต้องทำไปเรื่อยๆ แม้คนอื่นจะไม่ทำให้คุณก็ตาม แต่การทำไปเรื่อยๆ นั้นท้ายสุดถ้าคุณเชื่อม Connect the dot ให้มากพอ คุณจะรู้ว่าผลลัพธ์จะกลับมาสู่ตัวเราในแง่มุมใดแง่มุมหนึ่ง เพราะฉะนั้นมันจึงเป็นทั้งใช่คือรับไว้เองกับไม่ใช่ก็คือไม่ได้หมายความว่าคุณยอมทนทุกข์ทรมานแทนผู้อื่น เราทำเพราะเรารู้ว่าถ้าเราไม่เริ่มก่อนมันไม่มีคนเริ่ม วงจรมันไม่เกิด เมื่อเราเริ่มแล้ว เรามี Mindset ที่เข้าใจว่าเดี๋ยวทุกอย่างมันจะเป็นเหตุปัจจัยกลับมาเกี่ยวข้องกันแล้วเราจะได้ผล เราก็จะไม่ได้รู้สึกว่าต้องทนทุกข์ไว้เองขนาดนั้น

          เราต้องมีตัวอย่างหลายๆ อย่างเพื่อให้เขาเห็นว่า ต่อให้เรียกร้องจากตัวเอง ต่อให้ไม่ยุติธรรม แต่มันยังควรทำเพื่ออะไร ซึ่งเด็กหลายคนก็อาจจะแบบฉันไม่รู้สึกอย่างงั้น คือต่อให้ครูเปี๊ยกสอนไป แต่ว่าเพื่อนมาตีผม ผมอยากตีกลับ ซึ่งบางทีผมก็แค่ตอบกลับไปว่าคุณอยากได้โลกแบบนั้นใช่ไหม งั้นทุกอย่างจะเป็นโลกของตาต่อตาฟันต่อฟัน คุณอยากได้แบบนั้นจริงหรือ สมมติคุณพลาด คุณมีหลายอย่างในชีวิตที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจ เช่น ไปสะดุดหกล้ม แล้วเอาหมัดไปต่อยหน้าเพื่อนพอดี งั้นให้เพื่อนต่อยกลับนะ ร้อยทั้งร้อยเด็กจะบอกว่าไม่ได้อยากได้โลกแบบนั้น

          ในเมื่อเรารู้ว่าอาจจะไม่ได้ตั้งใจหรือต่อให้ตั้งใจก็ตาม แต่ถ้าคุณจะหยุดวงจรนี้ คุณจะหยุดได้ยังไง ท้ายสุดมันต้องพูดเหมือนศาสนาพุทธว่าเวรระงับด้วยการไม่จองเวร คือมันต้องมีคนหยุดก่อนจริงๆ ไม่งั้นมันไม่หยุด

เราจะบ่มเพาะ Empathy ขึ้นในจิตใจคนได้อย่างไร

          เท่าที่ผมสอนมาและไปพูดในที่ต่างๆ ก็มีกลั่นกรองออกมา ถ้าเป็นของครูเปี๊ยกเองจะมี 4 ขั้นตอนในการบ่มเพาะ Empathy นะครับ หนึ่ง สร้างพื้นที่ปลอดภัยก่อน เวลาเรา Empathy กับคนอื่น การมีปฏิสัมพันธ์กับเราควรจะต้องมีความปลอดภัยระหว่างกันเป็นตัวตั้งต้น ความปลอดภัยนั้นจะสร้างได้ยังไงก็ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข อย่างเงื่อนไขของผม ผมก็ต้องสร้างพื้นที่ปลอดภัยว่า คุณคุยกับครูได้ทุกเรื่อง ในเรื่องที่คุณผิด ครูพร้อมจะให้อภัย ซึ่งถ้าพวกนี้ถูกตอบสนองได้ ความปลอดภัยก็จะเกิดขึ้นและความปลอดภัยนั้นเองก็ทำให้กำแพงลดลง

          สอง บ่มเพาะ Mindset อย่างเมื่อกี้ที่ผมพูด มันมี Mindset หลายๆ อย่างอยู่ เช่น Mindset หนึ่งคือคุณต้องยอมรับก่อนว่าโลกมันไม่ยุติธรรม ถ้าคุณมองหาความยุติธรรม คุณไม่ต้องทำ Empathy เพราะมันไม่ยุติธรรมให้คุณตลอดเวลา อย่ามองเรื่องสุดโต่งจนเกินไป มองว่ามนุษย์ควรจะอยู่ร่วมกัน ไม่ควรจะต่างคนต่างอยู่ แม้เราจะคิดเห็นแตกต่างกัน ไม่ชอบหน้ากัน มันก็ต้องอยู่ด้วยกันอยู่ดี อันนี้เป็นกรอบคิดตั้งต้นที่ถ้ามีเป็นพื้นฐานจะช่วยให้บ่มเพาะง่ายขึ้น หรือบอกว่ามนุษย์มีข้อจำกัดในการรับข้อมูลข่าวสาร คุณอาจจะผิดก็ได้ คุณแตะเบรกตัวเองนิดหนึ่งได้ไหม พอแตะเบรกแล้ว ท่าทีการแสดงออกต่อความเชื่อของเราจะอ่อนน้อมถ่อมตนมากขึ้น ไม่สุดโต่ง เอื้อเฟื้อต่อคนที่เห็นต่างได้มากขึ้น

          สาม เชื่อมใจคือไปทำความรู้จักกับคนที่เราอยากจะอยู่ด้วยกันให้มากขึ้น เมื่อกี้สร้างพื้นที่ปลอดภัย คุณอาจจะยังไม่จำเป็นต้องรู้จักก็ได้ แต่เชื่อมใจคือการที่คุณไปรู้จักกับคนที่คุณอยากจะอยู่ร่วม เพื่อคุณจะได้มีพื้นฐานของการจะบ่มเพาะ Empathy ในตัวเราได้ง่ายขึ้น เขามีประสบการณ์ชีวิตที่เคย trauma หรือเปล่า พวกนี้ช่วยให้เรา Empathy คนอื่นง่ายขึ้น

          สี่ เพิ่มทักษะ ทักษะหมายถึงอะไร เช่น เราฟังไม่เป็น เราไม่สามารถฟังอย่างตั้งใจกับคนที่มาคุยกับเราได้ เราไม่สามารถรับรู้อารมณ์ความรู้สึก แม้กระทั่งของเรา เราอึดอัดขัดข้องใจอยู่ แต่เราบอกไม่ได้ว่าเรารู้สึกอะไร แล้วคุณจะไปจับความรู้สึกของคนอื่นมันก็ยิ่งยาก ทักษะในการคิดวิเคราะห์ แยกแยะ ให้เหตุผล เพราะต่อให้คุณมี Mindset ทุกอย่างแล้ว แต่คุณอาจจะไปใช้ผิด คุณอยากรู้จักคนอื่นมากขึ้น แต่คุณพูดจาไม่ดี การเชื่อมใจก็ไม่สำเร็จ ดังนั้นก็ต้องมีทักษะที่ทำให้การเชื่อมใจสำเร็จ หลังจากเชื่อมใจสำเร็จก็อาจจะทำให้พื้นที่ปลอดภัยมันปลอดภัยมากขึ้น รวมถึงอาจจะยืนยันได้ว่า Mindset ที่เราพยายามเชื่ออยู่ มันจริงนี่หว่า มันใช้ได้ เพราะฉะนั้น 4 ข้อนี่จะรวมกันหมดคล้ายๆ Connect the dot เหมือนกัน

‘วิสิทธิ์ ตออำนวย’ Empathy พลเมืองโลก ดาบพิฆาตอสูร กับเอเลี่ยนบุกโลก

ในผู้ใหญ่สร้าง Empathy ได้ยากกว่าเด็กไหม?

          ในผู้ใหญ่ค่อนข้างยากกว่า ยากกว่ายังไง ผมคิดว่าในเด็กตั้งแต่ก่อน 14 แล้วกัน ที่ผมบอกว่าเด็กเขายังไม่ได้คิดเรื่องความหมายของชีวิต ในพัฒนาการของเด็กตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 14 ขวบเขาจะเรียนรู้ด้วยการทำตามกติกา ยิ่งเฉพาะประถมปลายตั้งแต่ 7-14 ถ้าพูดรีวิวสั้นๆ คือ 1-7 ขวบเรียนรู้เรื่องฐานกาย (Physical base) 7-14 ปีเขาจะเริ่มอยู่ร่วมกับคนอื่นแล้ว เขาจะเรียนรู้เรื่องฐานใจ (Emotional base) ประกอบกับพัฒนาการด้านสมอง ส่วนการพัฒนาด้านอารมณ์จะโตเข้มข้น เขาจะเหมือนโรงงานที่บ่มเพาะอารมณ์ต่างๆ และเริ่มเรียนรู้เฉดของอารมณ์

          สิ่งที่เราต้องเสริมปัจจัยภายนอกเข้าไปก็คือเฉดของอารมณ์นั้นน่ะ มันมีคำเรียกด้วยนะและคุณควรจะเรียกมันให้ถูก พอเขาเรียนรู้เรื่องอารมณ์ บางทีสมองเขาก็เรียนรู้เรื่องการคิดวิเคราะห์ได้ด้วย แต่พอด้วยความที่อารมณ์เขายังท่วมท้นอยู่ บางทีเขาเบรกไม่ได้ เขาจะค่อยๆ เข้าใจเรื่องหลักเหตุผลไปเรื่อยๆ ดังนั้น พอเขาใช้ฐานใจ มันก็เลยยังไม่ได้ต้องแบบ เฮ้ย เป็นตรรกะ เขาจะเรียนรู้ระหว่างที่เขารับคำพูดของครูหรือของผู้ใหญ่ อย่างที่ผมบอกว่าพอเขาฟังเรื่องกัมพูชาแล้วเขาไม่ค่อยตั้งคำถาม มันเป็นเรื่องปกติ เขาจะรับมาก่อน แต่หลังจากนั้น เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดสิ่งใดขึ้น เช่น พอเชื่อกัมพูชาแบบนี้แล้ว พ่อแม่ตีกันเลย เขาจะเริ่มเรียนรู้ว่าพูดอย่างนี้มันเวิร์กจริงหรือเปล่า

          แต่ผู้ใหญ่มีฐานคิดเยอะ มีความเชื่อจากประสบการณ์ของตัวเองที่บ่มเพาะมาค่อนข้างมาก คล้ายๆ การอาบน้ำร้อนมาก่อน เราใช้ประสบการณ์แบบนี้ แล้วเวลาเจอทางแพร่งทางศีลธรรม เราก็จะเลือกตามประสบการณ์ซึ่งเรามีชุดประสบการณ์แค่นี้ เราก็ต้องเลือกจากเท่าที่เรามี เพียงแต่ว่าถ้าเราแตะเบรกมันบ้าง เราอาจจะคิดว่า เฮ้ย มันมีชุดอื่นที่เป็นไปได้มากกว่านี้หรือเปล่า พอผู้ใหญ่มีเจตจำนง มีประสบการณ์ที่แข็งแกร่ง มีการคิดวิเคราะห์ที่เข้มแข็งก็เลยยิ่งยากที่จะชวนคิด ถ้าผมใช้คำพุทธจะตรงกับคำว่า ปัจจัตตัง ที่บอกว่าการเรียนรู้เป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้เฉพาะตน หมายความว่าเมื่อถึงเวลาแล้วต่อให้เขาฟังปราชญ์ ฟังอาจารย์ ฟังใครก็แล้วแต่ ท้ายสุดเขาจะประมวลคิดวิเคราะห์แล้วเลือกของเขาได้ด้วยตัวเอง การเรียนรู้ของเขาคนอื่นไปแทรกไม่ได้ คืออาจจะแนะนำได้ ชวนให้คิดได้ แต่ท้ายสุดเขาเลือกของเขาเอง 

          การบ่มเพาะ Empathy ในผู้ใหญ่อาจจะต้องชวนเขาให้นึกย้อนกลับไปสู่ประสบการณ์ชีวิตต่างๆ ของตัวเอง แล้วลองดึงของพวกนั้นกลับมาเชื่อมโยงกับข้อเสนอของเราว่าตกลงแล้วถ้าข้อเสนอเราถูก เมื่อคุณนึกย้อนกลับไป มันเชื่อมโยงกันแล้วต่อติดกันพอดีหรือไม่ ซึ่งถ้ามันต่อติดกันพอดี ของผู้ใหญ่จะมีสเตจต่อไปคือ เออว่ะ มันน่าเชื่อ งั้นลองไปทำดูก่อนไหม ซึ่งก็ต้องรอให้เขาไปลองทำดูก่อน สร้างประสบการณ์ชีวิตด้วยตัวเองว่าการมี Empathy ดีกว่าการไม่มี ถ้าคำตอบระหว่างทางที่เขากำลังเรียนรู้มันใช่ เขาก็อาจจะเรียนรู้ได้เร็ว แต่ถ้าหลังจากที่เขาเอาไปใช้แล้วเจอความไม่ยุติธรรมถาโถมเข้ามามากๆ เขาอาจจะท้อแท้ถดถอย Mindset ไม่แข็งแรง เขาอาจจะบอกว่า Empathy ใช้ไม่ได้ผล มันทำให้ฉันทุกข์มากขึ้น งั้นฉันไม่ใช้แล้ว ความยากของผู้ใหญ่ภาพจะประมาณนี้

          ในขณะที่เด็ก ถ้าเขามีพื้นที่ปลอดภัย เคารพครู เคารพผู้ใหญ่ อย่างน้อยเชื่อมั่นได้เลยว่าเขาจำไปใช้ เขาจำได้แน่ๆ ส่วนเขาจะนำไปใช้ยังไงเดี๋ยวค่อยๆ ไปกระทบกับประสบการณ์ของเขา แต่เขาจะไม่ได้ตั้งคำถามว่า เฮ้ย ตกลงใช่หรือไม่ใช่ก่อนไว้ตั้งแต่แรก ถ้าภาพนั้นจะเกิดในเด็ก มันอาจจะเป็นว่าผู้ใหญ่สองคนพูดไม่เหมือนกัน แต่เขาจะเลือกของผู้ใหญ่ที่เขาเคารพกว่าก่อนเป็นตัวแรก

ประวัติศาสตร์ชาตินิยม ชนชาติ ศาสนา การแบ่งเขาแบ่งเรา ระบบอุปถัมภ์ อำนาจนิยมในสังคม เป็น อุปสรรคต่อการสร้าง Empathy และสำนึกความเป็นพลเมืองโลกแค่ไหน

          ผมลองตอบแบบนี้แล้วกันครับ จริงๆ แล้วมันเป็นได้ทั้งอุปสรรคและโอกาส สมมติว่าโลกเรามีแต่คนเห็นอกเห็นใจกันหมด มีแต่ด้านบวกอย่างเดียว ไม่เคยมีด้านลบมาก่อน บางทีเราอาจจะไม่จำเป็นต้องบ่มเพาะก็ได้ สมมติว่าทารกเกิดมาปุ๊บเป็นคนดีเลย เป็นผ้าขาว ไม่มีอะไรไปแต้มจุดเขาได้งั้นเราก็ไม่ต้อง Empathy แต่ที่เราจำเป็นจะต้องบ่มเพาะเพราะเรารู้แก่ใจว่าโลกมนุษย์มีขาวและดำอยู่ร่วมกันแน่ๆ เหมือนมี หยิน หยาง มีทั้งด้านมืดและด้านสว่าง มันจึงเป็นได้ทั้งโอกาสและข้อเสีย ข้อเสียคืออาจจะทำให้มนุษย์สิ้นหวัง แล้วเลือกไปอีกทางหนึ่งคือ ในเมื่อฉันไม่ได้รับความยุติธรรม งั้นฉันฆ่าทิ้งให้หมดเลย

          เหมือนดาบพิฆาตอสูร เนื้อเรื่องคืออสูรซึ่งมีทุกอย่างเหนือกว่ามนุษย์ มนุษย์ต้องไปสู้กับมันตอนกลางคืน คือภาพที่คุณจะเจอความไม่ยุติธรรมอย่างแน่นอน ถ้าคุณไม่ทำอะไรเลย อสูรก็จะแอบมากินคนตอนกลางคืนไปเรื่อยๆ ท้ายที่สุดแล้วมนุษย์ต้องกลืนเลือดคือพยายามรู้ว่าโลกไม่ยุติธรรม กฎมันเป็นอย่างนี้ เงื่อนไขเป็นอย่างนี้ งั้นคุณต้องสู้กลับเพื่อปกป้องคนที่รัก มันก็มีทั้งฝั่งมนุษย์ที่พยายามอย่างยิ่งที่ฉันจะไม่เป็นอสูรแน่ๆ ฉันไม่ยอม ฉันยอมตาย กับอีกฝั่งหนึ่งที่ฉันสิ้นหวังแล้ว ฉันอาจจะเห็นคุณค่าอื่น ฉันอยากจะแก้สิ่งที่ฉันเคยได้รับความไม่ยุติธรรม แก้ความอับอายในอดีต มันมีสองฝั่งเสมอ

          ถ้าเราบอกว่าโครงสร้างไม่ยุติธรรม อำนาจนิยมมากดขี่เรา ทำให้ท้ายสุดขัดขวางการสร้าง Empathy ผมจะบอกว่ามันขัดขวางหรือไม่ขึ้นอยู่กับ Mindset ขึ้นอยู่กับเป้าหมายปลายทางว่าคุณเลือกอะไร คุณให้คุณค่ากับอะไรมากกว่า ซึ่งอันนี้เป็นเรื่องปัจจัตตัง คือผู้ใหญ่แต่ละคนเลยว่าท้ายสุดแล้วเขาจะเลือกแบบไหน มันมีทางให้คุณเลือก แต่ว่าคุณต้องรับผลของการเลือกนั้นเอง อย่างดาบพิฆาตอสูรเงื่อนไขมันโหดร้ายมากทำให้คนที่สามารถก้าวข้ามได้ก็เก่งมากๆ เป็นเสาหลัก พอเขาเป็นเสาหลักเขาก็ดูแลคนอื่นได้มาก สามารถช่วยเหลือส่งต่อ Mindset ต่างๆ ที่มีคุณภาพต่อไปได้ซึ่งอสูรทำไม่ได้ หรือคนที่ยอมแพ้ไปก่อนระหว่างทางทำไม่ได้ เพราะฉะนั้นมันเป็นทั้งโอกาสและเครื่องกีดขวางได้หมดเลย ขึ้นอยู่กับเขาใคร่ครวญความหมายในชีวิตของเขาว่าเป็นในแนวทางไหน

Empathy ปฏิเสธความรุนแรงไหม

          Empathy ปฏิเสธความรุนแรงไหม ผมคิดว่าไม่ได้ปฏิเสธซะทีเดียว แต่ความรุนแรงมีหลายระดับ ถ้าเป็นในระดับ Common sense เราก็จะบอกว่า เฮ้ย เราไม่ควรไปพรากชีวิตมนุษย์ด้วยกัน แต่มันอาจจะมีคำถามเชิงปรัชญาว่าแต่เราก็พรากชีวิตหมูหมากาไก่ แต่ในมนุษย์เพราะเรารู้ไงว่ามนุษย์กว่าจะเติบโตมามันใช้เวลา ใช้ทรัพยากร ใช้การทุ่มเท วิริยะ อุตสาหะของคนรุ่นก่อนเยอะ ดังนั้น หมายความว่าชีวิตมนุษย์จึงมีความหมายในมิติของความเป็นเผ่าพันธุ์เดียวกัน เราก็เลยให้ค่าของมนุษย์มากกว่า ดังนั้น การพรากชีวิตของมนุษย์จึงรู้สึกว่าไม่ควรและอยู่ในสำนึกด้วย ผมมั่นใจว่าเด็กที่ยังไม่ได้ผ่านประสบการณ์ที่เลวร้ายมามากๆ เมื่อรู้จักการตายเป็นครั้งแรก อยู่ๆ มีคนดีๆ คนหนึ่งที่ไม่ได้ทำอะไรเลยถูกมีดแทงจากคนร้าย เด็กก็จะบอกว่าแย่มาก

          เราอาจจะบอกได้ว่าทารกก่อนจะเติบโต เขาเป็นผ้าขาว เขามีจิตใจที่น่าจะอยากทำดีเพื่อผู้อื่นก่อนเป็นพื้นฐาน ไม่ได้มีความเกลียดชังก่อนเป็นพื้นฐาน เหมือนที่เนลสัน แมนเดลาบอกว่า มนุษย์ไม่ได้เกิดมาพร้อมความเกลียด แต่เราปลูกฝังความเกลียดได้ คือผมค่อนข้างเชื่อมั่นว่ามนุษย์เกิดมาไม่ได้อยากทำร้ายคนอื่นแต่ต้น แล้วอีกอย่าง ถ้าทารกถูกเกลียดตั้งแต่แรก ทารกคนนั้นอาจจะตายตั้งแต่แรกก่อนที่จะได้เรียนรู้ ถ้าเขายังโตมาแล้วเรียนรู้ได้ แสดงว่าเขาเคยได้รับความรักมาก่อนแน่นอนไม่งั้นเขาจะมีชีวิตอยู่ไม่ได้

          กลับมาในแง่ที่ Empathy ปฏิเสธความรุนแรงไหม มันก็จะมีความรุนแรงแบบนั้น ในระดับที่เป็นสามัญสำนึกคือพรากชีวิตเราไม่ยอม แต่ถามว่าการเรียนรู้ฝึกตนของมนุษย์ก็มีรูปแบบการเรียนรู้หลากหลาย อย่างทหารก็จะเป็นรูปแบบหนึ่ง ไม่ได้หมายความว่าคุณฝึกเป็นทหาร เป็นนักกีฬา คุณเคี่ยวกรำตนเอง ฝึกศิลปะการต่อสู้ต่างๆ แล้วทำร้ายร่างกายไม่ได้ แต่มันจะมีขีดขั้นบางอย่างที่เรารู้เองด้วยสามัญสำนึกว่า อันนี้เกิน ลงโทษเกิน กระทืบเขาแบบไม่มีเหตุมีผล แต่ถ้าเราย้อนกลับไปสมัยก่อนที่ตีเด็ก การตีนั้นน่ะจะออกหัวหรือก้อยก็เป็นไปได้ทั้งสองด้าน สมมติว่าพ่อแม่ที่สนิทกับลูกมากๆ ทำเงื่อนไขกับลูกเป็นอย่างดีแล้วลูกเข้าใจเงื่อนไขนั้น แล้วพ่อแม่ใช้วิธีการตี มันก็ไม่ได้บอกว่ามันจะต้องออกมาเลวร้ายเสมอนะ ดังนั้น ผมคิดว่าเรากำลังมองว่าการใช้ความรุนแรง ถ้าในมิติของการถึงเนื้อถึงตัว ถ้าเราไม่ได้ให้คุณค่ามันแต่แรก มันก็คือเหมือนเครื่องมือหนึ่ง เหมือนมีดที่เอาไปทำอาหารก็ได้ ดี ถ้าเอาไปฆ่าคนก็แย่ ความรุนแรงก็เหมือนกันครับ บางทีมันอาจจะมีมิติบางอย่างที่ใช้ได้กับบางสถานการณ์

          เหมือนอย่างดาบพิฆาตอสูร ในหนังรุนแรงมาก ให้เรต 13+ แต่ถ้าถามผมว่าเด็กประถมปลายของผมที่อายุไม่ถึง 13 หรือ 15 ควรดูไหม ผมบอกผู้ปกครองเสมอ ถ้าผู้ปกครองเปิดใจหรือเขาได้ดูเอง เขาจะรู้ว่าดูได้ดิ ต่อให้มีฉากคอขาด แขนขาด แขนหลุด โหดร้าย สัตว์อสูรกินคน มันก็เป็นความรุนแรงที่เข้าใจได้ และเป็นความรุนแรงที่ Impact กับข้างในเราในลักษณะหนึ่ง ไม่ใช่ความรุนแรงแบบที่เป็นความสนุกสนานเหมือนหนังเรื่องอื่น ดังนั้น ผมก็เลยคิดว่าไม่ใช่ทุกความรุนแรงที่เราจะต้องปฏิเสธ

          แม่มักจะถามผมเหมือนกัน เช่น บอกเวรระงับด้วยการไม่จองเวร หมายความว่างั้นถ้าลูกฉันโดนต่อยลูกก็ต้องห้ามต่อยกลับใช่ไหม ผมก็จะบอกว่าทั้งใช่และไม่ใช่ ใช่คือหมายความว่าถ้าการต่อยนั้นมันระดับเด็กคือเล่นกันไม่ได้เกิดความเสียหายรุนแรง มันก็หยุดได้จริงๆ นะคุณพ่อคุณแม่ เด็กจะเลือกที่จะไม่ต่อยกลับก็ได้ แล้วเรียนรู้ว่าการไม่ต่อยกลับนั้นมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง แต่สมมติว่าถ้าเกิดเพื่อนคนนั้นไม่ได้ต่อยอย่างเดียว เอาอาวุธมาด้วย คุณจะไม่ป้องกันตัวเลยมันไม่ได้ เพราะฉะนั้นเด็กต้องเรียนรู้ที่จะใช้ตามบริบทสถานการณ์เฉพาะหน้าของตนเองด้วย ดังนั้น จะบอกว่าอันนี้ไม่ได้เลยผมก็คิดว่ามันปิดทางเลือกทางรอดเกินไป สถานการณ์ของมนุษย์มีทางออกได้แสนแปดอย่างถ้าเราไม่ปิดกั้น

‘วิสิทธิ์ ตออำนวย’ Empathy พลเมืองโลก ดาบพิฆาตอสูร กับเอเลี่ยนบุกโลก

ผมเข้าใจว่าสันติวิธีปฏิเสธความรุนแรง ถ้าฟังจากที่คุณพูดก็หมายความว่า Empathy กับสันติวิธี อาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกันเสมอไป

          ผมเพิ่งอ่านสันติวิธีในแง่ของ Nonviolent Communication แต่เอาเป็นว่าผมตอบตามความรู้สึกผมแล้วกัน สันติวิธีพูดถึงปลายทางว่าอยากหาทางอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น ซึ่ง Empathy ผมก็น่าจะอ้างอิงมาจากสันติวิธีเป็นหลัก แต่ว่าวิธีการน่ะจริงๆ แล้วเขาไม่ได้มีวิธีการที่เข้มงวดขนาดนั้น เช่น Nonviolence Communication เขาแค่พยายามจะบอกว่าการสื่อสารเชิงบวกมีข้อดียังไงและจะนำไปปรับใช้ยังไง แต่ถามว่าท้ายที่สุดถ้าคุณเอาเป้าหมายเป็นตัวตั้งคือการอยู่ร่วมกันอย่างราบรื่น มันก็ไม่ได้ฟันธงว่าการพูดในเชิงลบจะมีปัญหา

          ผมก็เลยประยุกต์ว่าถ้าไม่ปิดกั้นว่าเชิงลบใช้ไม่ได้เลย ดังนั้น ความรุนแรงในแง่ของการปกป้องตัวเอง ปกป้องชีวิตและทรัพย์สิน ผมว่าสันติวิธีรับได้นะ มันเป็น Violence ที่มีคำอธิบายที่มีเหตุมีผลที่เข้าใจได้ คือถ้าเกิดคุณคิดไม่ทันตอนนั้นแล้วฉันต้อง Action ทันที แล้วมันเกิด Violence ไป ผมคิดว่าเขารับได้ครับ

          ในมุมผม ผมไม่ได้อ้างอิงสำนักไหนนะ ผมคิดว่าถ้าเราจะนำ Empathy ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน เราไม่ต้องไปโฟกัสว่าความรุนแรงนั้นใช้ได้หรือใช้ไม่ได้ในลักษณะที่ให้คุณค่าไปเลยแต่ต้น แต่ก็ต้องมีน้ำหนักของมันว่าทำไมถึงใช้ในเคสนี้ ใช้แล้วได้ผลแค่ไหน แล้วถอดบทเรียน ทุกครั้งที่มนุษย์เติบโต มันคือการเอาไปทดลอง ถอดบทเรียน เสร็จแล้วก็ทดลองใหม่ ถ้าเรามองแบบนี้มันจะมองตามความเป็นจริงมากกว่าและน่าจะสามารถปรับใช้กับมนุษย์ที่มีความคิดหลากหลายทุกรูปแบบได้มากกว่าด้วย ไม่งั้นมันกลายเป็นว่าถ้าเรายึดมั่นว่าความรุนแรงใช้ไม่ได้ตั้งแต่ต้น คนที่รู้สึกว่าฉันใช้ความรุนแรงก็จะถูก Against มันก็เหมือนกับการตั้งกำแพงขึ้นมาว่า อ๋อ อย่างงี้ Empathy มันไม่เข้ากับฉันละ ซึ่งมันไม่ดีกับเป้าหมายปลายทางที่เราอยากไปถึงครับ

Empathy เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่งของการผลักดันสำนึกความเป็นพลเมืองโลก ในมุมของคุณคิดว่ามันยากไหมที่เราจะสร้างสำนึกความเป็นพลเมืองโลกร่วมกัน

          ผมคิดว่าสำนึกความเป็นพลเมืองโลกจำเป็นมากและก็ยาก ยิ่งเทคโนโลยีเราโตไวขึ้น คนเราเยอะขึ้น ต่อให้โลกไม่มีนิวเคลียร์ แต่ 8,000 ล้านคนถ้าตีกัน ความเสียหายน่าจะรุนแรงกว่าสมัยก่อน แต่ตอนนี้ยิ่งกว่านั้นอีกคือมีนิวเคลียร์กันเป็นหมื่นๆ ลูกในโลกเรา มันยิ่งอันตราย ถ้าเราไม่สามารถสร้างคุณสมบัติของการอยู่ร่วมกันดีๆ ได้ ท้ายสุดจะต้องล่มสลายแน่สักวันหนึ่ง ถ้ามีคนตัดสินใจผิดพลาดแม้เสี้ยววินาทีโลกเราจะเปลี่ยนหน้าตาไปเลย

          ความยากของมันอยู่ตรงไหน ความยากของมันจะกลับไปอยู่ที่หยิน หยางครับ ท้ายที่สุดแล้ว เราไม่มีทางรู้ว่า บุคคลแต่ละคนจะ Action ออกหัวหรือออกก้อย เราคงคาดหวังให้พลเมืองโลกสมบูรณ์ที่สุดไม่ได้ อย่างที่บอกว่าถ้าสมบูรณ์เลยเราก็คงไม่ต้องบ่มเพาะ Empathy การที่มีความไม่สมบูรณ์อยู่บ้างกำลังยืนยันกับมนุษย์ว่า Empathy สำคัญ สันติวิธีสำคัญ แต่ทีนี้เราจะประคองความไม่สมบูรณ์นั้นยังไงให้อยู่ในระดับที่รับได้ ซึ่งคำนี้เราต้องยอมรับบนพื้นฐานว่าเราอาจจะเป็นคนที่ซวยก็ได้ คุณก็ต้องเผื่อ Possibility ด้วย

          สำนึกพลเมืองโลกผมว่าถ้าเรามีภาพแบบเดียวกับที่ผมอธิบายไป อย่างน้อยก็ลดความเสียหาย แต่แน่นอนว่าจะมีคนที่สร้างความเสียหาย เราก็ต้องหาวิธีจัดการหรือถ้าเปลี่ยนเขาได้ก็จะดีกว่าจัดการไปเลย แต่มันยากกว่า ถ้าเรายังหาวิธีไม่ได้แล้วเราจะบล็อกเขา ผมก็เข้าใจได้หมดเลย แต่ว่าเราควรต้องบ่มเพาะให้พลเมืองโลกมีทักษะของการอยู่ร่วมกันบนความแตกต่างหลากหลาย ไม่งั้นถ้าเด็กประถมบอกว่า เอาคนเขมรไปฆ่าให้หมดเลย คุณอยากได้สังคมแบบนี้จริงดิ ก็อาจจะต้องเป็นคำถามที่ไปถามผู้ใหญ่

ทำไมมนุษย์ถึงชอบมีจินตนาการว่า ถ้ามนุษยชาติต้องเผชิญภัยคุกคามร่วมกัน เช่น มนุษย์ต่างดาวบุกโลกหรือต้องเกิดสงครามนิวเคลียร์แบบทำลายล้าง หลังจากนั้นมนุษย์จะรวมตัวกันได้

          ผมตอบอย่างนี้แล้วกัน ทฤษฎีวิวัฒนาการ ผมเอามาจากนายแพทย์ชัชพล เกียรติขจรธาดา เขาเขียนหนังสือเกี่ยวกับร่างกายมนุษย์คือมันมีโอกาสที่มนุษย์จะแบ่งฝักแบ่งฝ่าย ตั้งแต่เราเป็นโฮโมเซเปียนแล้วแหละ เพราะการที่เราแบ่งฝักแบ่งฝ่ายแล้วอยู่ร่วมกันมันการันตีความปลอดภัย การันตีความอยู่รอด ถ้าเราไม่มีตัว Common sense ของการแบ่งฝ่าย ท้ายที่สุดแล้วคุณก็ออกไปอยู่คนเดียว คุณก็ตาย พอคุณตาย ธรรมชาติจะคัดยีนแบบคุณทิ้งไงเพราะไม่เอื้อต่อการอยู่รอด ดังนั้น มันก็เลยส่งผ่านพันธุกรรมที่คุณจะต้องแบ่งฝักแบ่งฝ่ายหรือรวมเป็นกลุ่มก้อนส่งต่อมาถึงมนุษย์ในปัจจุบัน

          ดังนั้น ถ้าเราจินตนาการหนังแบบนั้นก็ถูกครับ มีโอกาสจริงๆ ที่เมื่อถึงเวลา การแบ่งฝั่งแบ่งฝ่าย การแบ่งเขาแบ่งเราจะทำให้ อ๋อ ณ ตอนนั้นที่ศัตรูตัวร้ายมาจากนอกโลกและเราจะรวมตัวกันได้ชั่วครั้งชั่วคราว แต่ก็จะมีภาพเหมือนดาบพิฆาตอสูรอีก ต่อให้เรารู้ว่าอสูรคุกคามเรา แต่ถ้าเรามีตัวเลือกว่าเราไปสามารถอยู่ฝั่งอสูรได้ แล้วคิดว่าการอยู่ฝั่งอสูรทำให้เรามีชีวิตที่ดีกว่า เรารอดชีวิต มันก็มีคนเลือกนะ เพราะฉะนั้นไม่ได้หมายความว่าการรวมตัวนั้นจะเป็นการรวมตัวที่สมบูรณ์

          อีกคำถามหนึ่งที่ซ้อนอยู่ก็คือถ้าเป็นหนังอีกแบบ เช่น Avengers ทานอสที่ดีดนิ้วบอกว่า เฮ้ย ในเมื่อมนุษย์ปั่นป่วนขนาดนี้งั้นฉันจะเป็นคนจัดระเบียบโลกใหม่ คล้ายๆ กันหนัง AI ที่บอกว่าคิดไปคิดมาแล้วท้ายสุดฆ่ามนุษย์ทิ้งดีกว่า ปลอดภัยกับมนุษย์ที่สุดแล้ว ผมคิดว่าอันนี้ก็จะเป็นอีกอันหนึ่งที่มีอยู่ในตัวมนุษย์ คือเรามีข้อจำกัดในการรับรู้และการตัดสินใจ ท้ายที่สุดแล้วเราก็เลยเอาตัวเองเป็นตัวตั้งในการตัดสินใจเรื่องราวต่างๆ ก่อนเสมอ ทานอสก็มีชุดความคิดหรือประสบการณ์บางอย่างที่เรียนรู้เติบโตมา พอเขามีอำนาจ เขาดันเลือกแบบนั้น

          ผมจะบอกว่าภาพของทานอสมีในทุกคน สิ่งที่ Empathy ควรทำก็คือเราพยายามสร้างประสบการณ์ สร้างเหตุการณ์ หรือสถานการณ์ที่ทำให้คนอย่างทานอสเห็นได้ว่ามันมีทางเลือกอื่นที่พอจะฝากผีฝากไข้ได้ แล้วเกิดเป็นโลกใหม่ที่ทานอสเองก็อยากได้ ถ้าเราสร้างของแบบนี้ก็อาจจะเปลี่ยนใจคนอย่างทานอสได้ แต่แน่นอนว่าพอมนุษย์มีข้อจำกัด เราไม่ทันรู้ว่าทานอสกำลังถูกบ่มเพาะขึ้นมา ท้ายสุดทานอสก็ถูก Violence นะ กลับไปเรื่อง Violence ว่าเราก็ต้องใช้ความรุนแรงจัดการเขาอยู่ดี ซึ่งถามว่าเข้าใจได้ไหม เข้าใจได้สิ เพราะว่าทานอสกำลังจะฆ่าคนครึ่งโลกเลยนะ ซึ่งคนเหล่านั้นไม่ผิดไง แล้วเราจะปล่อยให้ตายอย่างนั้นหรือ มันก็ไม่ใช่การดิ้นรนของมนุษย์ที่ฝังอยู่ในพันธุกรรมด้วย

เราสามารถส่งต่อ Empathy ไปสู่สิ่งอื่นๆ ที่ไม่ใช่มนุษย์ได้มั้ย?

          ใช่ ผมอาจจะไม่อธิบายว่าส่งไปถึงสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ ผมคิดว่าคุณสมบัติของมนุษย์นี่แหละที่ส่งต่อกันเอง เวลาเราแคร์สิ่งแวดล้อมหรือแคร์สิ่งอื่นๆ ท้ายสุดลึกๆ แล้วเพราะเรารู้ว่ามันคือจุดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ หมายความว่าถ้าเราไม่แคร์โลกร้อนตอนนี้ มนุษย์ก็จะแย่ด้วย แต่ถ้าผมบอกว่าคำตอบทางวิทยาศาสตร์บอกว่าโลกร้อนแล้ว แต่มนุษย์กันโลกร้อนได้อยู่สายพันธุ์เดียว สายพันธุ์อื่นจะตายหมด ผมว่าเผลอๆ ก็อาจจะมีมนุษย์ที่ไม่แคร์เพราะก็ฉันยังอยู่ได้ไง ทำไมฉันต้องแคร์ชีวิตอื่นด้วย

          เพราะฉะนั้นการที่มนุษย์จะไปสู่สิ่งอื่น ผมคิดว่ามันกลับเป็นจุดตั้งต้น เพราะเราเคยได้รับจากคนอื่นหรือมีคุณสมบัติบางอย่างที่ส่งผลกลับมาถึงตัวเรา เราจึงยินดีที่จะยอมรับความไม่ยุติธรรมบางอย่างและทำเพื่อผู้อื่น เพราะท้ายสุดแล้วเราเชื่อลึกๆ ว่ามันจะดีกว่าที่เป็นอยู่ตอนนี้ แล้วความดีนั้นน่ะอาจจะกลับมาที่เรา หรืออาจจะกลับมาในเชิงสังคมของเรา ถ้าเรายังอยู่ถึงก็ได้ เวลาผมสอนเด็ก ผมจะไม่บอกตามตรงนะว่าคุณควรต้องรักโลกเพื่อโลก มันคือการมองโลกโดยเอาคุณสมบัติของมนุษย์ไปใส่ เช่น โลกต้องเสียใจแน่เลย

          แต่ผมจะบอกว่าโลกไม่ได้แคร์คุณหรอก ต่อให้สิ่งมีชีวิตตอนนี้หายไปจากโลกทั้งหมด โลกก็อยู่ของมันต่อไป ถึงเวลาจะมีสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียวสักตัวเกิดขึ้นมาใหม่ ดังนั้น เราจะบอกว่าโลกแคร์ มันก็คือมุมมองจากมนุษย์อยู่ดี มนุษย์เอาอคติของเราไปอ่านว่าอย่างอื่นต้องคิดเหมือนเราแน่ๆ ซึ่งจริงๆ แล้วเราควรจะต้องระวังเรื่องพวกนี้อย่างมาก เพราะบางทีเราอินมากไป ผมจะบอกเด็กๆ ว่าสมมติคุณห่วงใยพะยูนเมืองไทย แต่ต่อให้ไม่มีพะยูนแล้ว คุณยังอยู่ต่อไปได้ไหม โลกยังอยู่ต่อไปได้ไหม คำตอบคืออยู่ต่อไปได้ เราก็แค่เสียใจว่าพะยูนไม่ควรสูญพันธุ์ แล้วหลังจากนั้นอีกสักสามสี่ชั่วอายุคนเมื่อโลกไม่รู้จักพะยูนมันก็จบไป โลกมันก็เป็นแค่นี้ เราให้คุณค่าได้ เศร้าได้ แต่ถามว่าแล้วยังไงต่อ ในเมื่อโลกที่เป็นจริงก็เป็นอย่างนี้แหละ

          แต่ว่าเราเป็นมนุษย์ ดังนั้น เราจึงสนใจ ผมไม่ได้บอกว่าเด็กๆ ผิด แต่แค่ว่าแตะเบรกบ้าง ไม่ต้องไปอินมากจนเกินไป ถ้าพะยูนตัวสุดท้ายตาย คุณจะฟูมฟายโวยวาย เกิดมีคนเรือสักคนแค่จะออกเรือหาปลาแล้วใบพัดไปโดนพะยูนโดยไม่ตั้งใจ ถ้าคุณไม่มี Mindset แบบนั้น แล้วคุณไปโกรธเขาคนนั้นจนคุณไม่สามารถเข้าอกเข้าใจได้ว่าเขาไม่ได้มีเจตนาจะทำร้ายพะยูน งั้นคุณก็จะสาปส่งเขา คุณก็จะบอกว่าเอาคนนี้ไปประหารเพราะทำให้พะยูนตาย ซึ่งมันไม่เอื้อให้เกิด Empathy เลย มันไม่เอื้อให้เกิดการที่จะอยู่ร่วมกันอย่างสันติได้เลย

‘วิสิทธิ์ ตออำนวย’ Empathy พลเมืองโลก ดาบพิฆาตอสูร กับเอเลี่ยนบุกโลก

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก