ใน Politics ของอริสโตเติล เขากล่าวไว้ว่า มนุษย์เป็นสัตว์การเมือง ส่วนเศรษฐศาสตร์คลาสสิกก็มีแนวคิดเชิงทฤษฎีที่เรียกว่า Homo Economicus หรือมนุษย์เป็นสัตว์เศรษฐกิจ จะมีใครบอกว่ามนุษย์เป็น ‘สัตว์’ อะไรอื่นอีกผมก็ไม่รู้
หนังสือ ‘War: How Conflict Shaped Us’ หรือชื่อไทยว่า ‘สัตว์สงคราม ประวัติศาสตร์บาดหมางที่ก่อร่างสร้างโลก’ ตั้งชื่อได้น่าสนใจและชวนให้ใคร่ครวญต่อว่าจริงหรือไม่ เพราะทั้งที่เรารู้ว่าสงครามคือหายนะและโศกนาฏกรรม ตลอดประวัติศาสตร์มนุษยชาติกลับมากมายด้วยสงคราม ซึ่งตัวมันเองก็ไม่ค่อยมีเหตุผลสักเท่าไหร่ ทว่า หลายครั้งของเหตุผลในการก่อสงครามยิ่งแสดงความไร้สาระของมนุษย์จนไม่แน่ใจว่ามนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความสามารถในการใช้เหตุผลจริงหรือเปล่า
คาร์ล ฟ็อน เคลาเซอวิทซ์ (Carl von Clausewitz) นักการทหารชาวปรัสเซียในศตวรรษที่ 19 เขียน ‘On War’ หนังสือคลาสสิกของเขาว่า “สงครามเป็นเพียงการดำเนินการทางการเมืองต่อด้วยวิธีการที่แตกต่างออกไป” มันคือการเมืองบนความรุนแรงเมื่อการเมืองปกติใช้ไม่ได้ผล เมื่อสองฝ่ายหรือหลายฝ่ายขี้เกียจคุยและอยากจบการเจรจาด้วยกำลังที่คิดว่าตนมีเหนือกว่า
แถมมนุษย์ยังมีความสามารถในการให้เหตุผลเพื่อสร้างความชอบธรรมแก่ผู้ก่อสงครามได้ด้วย
อย่างไรก็ตาม มันเป็นความจริงตามที่ มาร์กาเร็ต แมคมิลลัน (Margaret MacMillan) เขียนไว้ในหนังสือเล่มนี้ สงครามมีส่วนในการก่อร่างสร้างรูปสังคมของเรา หลายครั้งที่การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้วยเหตุผลทางการสงครามส่งผลต่อการยกระดับคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ในภายหลัง หรือหลังจากทำสงครามกันมาหลายพันปี มนุษย์ก็สุมหัวกันตั้งกติกาเพื่อให้สงครามดูหยาบคายน้อยลงนิดหนึ่ง
แมคมิลลัน เปิดเรื่องด้วยการยกถ้อยคำของ สเวตลานา อเล็กเซวิช จาก The Unwomanly Face of War ว่า “สงครามยังคงเป็นหนึ่งในปริศนาที่ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติ ดังเช่นที่เป็นมาตลอด” ก่อนจะเริ่มด้วยคำถามคลาสสิกที่ว่าความรุนแรงฝังอยู่ในสายพันธุ์ของมนุษย์โดยธรรมชาติหรือไม่ แมคมิลลัน ยกตัวอย่างการศึกษาลิงชิมแปนซีและโบโนโบสายพันธุ์ที่มีความใกล้ชิดมนุษย์ที่สุด ซึ่งคำตอบที่ได้ก็ยังคลุมเครือว่าเราดุร้ายเหมือนชิมแปนซีหรือมีความเป็นมิตรกว่า เช่น โบโนโบ
แล้ว แมคมิลลัน ก็ยกคำพูดของนักมานุษยวิทยา ริชาร์ด แรงแฮม จากหนังสือ ‘The Goodness Paradox’ ว่า “ตลอดวิวัฒนาการของมนุษย์ เราเรียนรู้ที่จะควบคุมด้านก้าวร้าวโดยฝึกฝนตนเองให้เชื่องเหมือนกับที่ฝึกสัตว์ป่า” จากนั้นเธอก็ข้ามไปสู่เขตแดนของปรัชญาด้วยแนวคิดเกี่ยวกับธรรมชาติของมนุษย์ที่มีชื่อเสียงของนักปรัชญาสองคนคือ โทมัส ฮอบส์ และ ฌอง ฌาร์ค รุสโซ
คนแรกเชื่อว่ามนุษย์ชั่วร้ายโดยธรรมชาติ คนหลังเชื่อว่าธรรมชาติของมนุษย์นั้นดีงาม เราข้ามคำถามที่ยังไม่มีคำตอบนี้กันไปก่อนดีกว่า
แมคมิลลัน ในฐานะศาสตราจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและประวัติศาสตร์ เปิดอภิปรายหลายหัวข้อที่ทำให้เราต้องฉุกคิดต่อสงคราม เช่นในมุมของคนธรรมดาในศตวรรษที่ 21 สงครามเป็นความชั่วร้าย แมคมิลลัน ให้ผู้อ่านลองมองจากมุมของผู้นำอาณาจักร การหลีกเลี่ยงสงครามหมายถึงความอ่อนแอ การสูญเสียอาณัติสวรรค์ในความเชื่อของชาวจีน และการสูญเสียความสงบสุขของสังคมอันเนื่องจากความรุนแรงหรือสงครามที่คนอื่นก่อแล้วผู้นำไม่มีความกล้าหรือความสามารถที่จะใช้สงครามเพื่อยุติสงคราม

ผู้เขียนยกพื้นที่ทั้งบทให้แก่หัวข้อ ‘ชนวนสงคราม’ อีกนั่นแหละ ในโลกสมัยใหม่ที่ความรุนแรงเป็นสิ่งต้องห้าม (แต่ก็มีให้เห็นทุกวัน วันละหลายๆ ครั้ง หลายๆ รูปแบบ) การหาเหตุผลเพื่อจับดาบหรือปืนกลมาไล่ฆ่าอีกฝ่ายช่างไร้สาระ ถึงกระนั้น เรากลับเห็นความไร้สาระไม่หยุดหย่อน
ความโลภ ศักดิ์ศรี อำนาจ ดินแดน อุดมคติ และ “เรื่องไม่เป็นเรื่อง” อีกสารพัดล้วนเป็นข้ออ้างได้ทั้งนั้น ชนวนสงครามโลกครั้งที่ 1 เกิดจากอาร์ชดยุก ฟรานซ์ เฟอร์ดินานด์ และพระชายาถูกกลุ่มชาตินิยมเซอร์เบียลอบสังหาร แมคมิลลันใช้คำว่า รัชทายาทแห่งอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการีคนนี้ “ก่อความผิดพลาดโง่เขลาด้วยการเสด็จเยือนซาราเยโว” แล้วก็ตาย แม้ว่ารัชทายาทคนนี้จะไม่เป็นที่นิยมในราชสำนักออสเตรีย แต่การตายของเขาก็มีข้อดีอยู่บ้างคือมันสร้างข้ออ้างให้ออสเตรียเปิดสงครามกวาดล้างชาวเซอร์เบีย
และ…
“สงครามแห่งอุดมการณ์และความเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นความเชื่อทางศาสนาหรือการเมืองมักจะโหดร้ายที่สุดในบรรดาสงครามทั้งปวง เพราะอาณาจักรสวรรค์หรือสรวงสวรรค์บางประเภทบนโลกล้วนรับรองความชอบธรรมให้ทุกการกระทำที่ดำเนินไปในนามของมัน รวมถึงการกำจัดมนุษย์ที่เป็นอุปสรรคขัดขวางด้วย ผู้ใดยึดถือแนวคิดหรือความเชื่อผิดๆ ควรตายเสียเหมือนที่เชื้อโรคควรถูกกำจัด หรือไม่ก็เป็นเพียงเครื่องสังเวยที่ขาดเสียมิได้ในการบรรลุความฝันซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อมนุษยชาติ” (หน้า 74)
ปัจจุบันเรารู้กันดีว่าในสงครามอันไร้เหตุผลนั้นมีกติกาที่ผู้ทำสงครามควรปฏิบัติตาม เช่น การไม่โจมตีโรงพยาบาล ไม่ทำร้ายพลเรือน หรือไม่สังหารทหารที่ยอมจำนน เป็นต้น แน่นอนว่าเมื่อพิจารณาแล้วข้อปฏิบัติเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องทำ แต่มนุษยชาติต้องการอะไรจากกติกาของสงครามกระนั้นหรือ?
เราต้องการให้สงครามดูมีอารยธรรมมากขึ้นอย่างนั้นหรือ? มันช่างเป็นความย้อนแย้งอันแปลกประหลาด แมคมิลลันอ้างคำพูดของ ปันโช วิลลา ผู้นำกบฏชาวเม็กซิกันหลังจากเขาได้อ่านแผ่นพับกฎหมายสงครามจากการประชุมที่กรุงเฮกปี 1907 ว่า
“ข้าพเจ้าเห็นเป็นเรื่องแปลกที่จะสร้างกฎเกณฑ์ต่างๆ ขึ้นกำกับสงคราม สงครามไม่ใช่เกมการละเล่น สงครามอันศิวิไลซ์นั้นต่างจากสงครามอื่นๆ อย่างไรหรือ” (หน้า 282)
…ก็จริงของเขา
ผู้เขียนยังแตะคำถามสำคัญว่า มีสงครามที่ยุติธรรมหรือไม่? เป็นคำถามคลาสสิกที่มีคนพยายามตอบมาเนิ่นนานอีกเหมือนกัน คำตอบหนึ่งที่เราพอจะรับรู้ก็คือการทำสงครามเพื่อป้องกันตนเองจากการถูกรุกรานอาจนับว่าเป็นสงครามที่ยุติธรรม แมคมิลลันพาเราเดินทางต่อกับเหตุผลนี้ว่า แล้วถ้าประเทศหนึ่งรู้สึกว่าตนเองจะถูกคุกคามในอนาคตจึงตัดสินใจเปิดสงครามใส่อีกฝ่ายหนึ่งก่อนล่ะ มันจะยังคงเป็นสงครามที่ยุติธรรมอยู่หรือไม่?
ย้อนมาดูสังคมไทย นี่ก็เป็นคำถามที่น่าคิด คนไทยจำนวนไม่น้อยเอาใจช่วยรัสเซียผู้เปิดสงครามกับยูเครนอย่างออกหน้าออกตา ก่นด่าเซเลนสกี ประธานาธิบดียูเครนที่ไม่ยอมแพ้แต่โดยดี ซึ่งเหตุผลหนึ่งของการเชิดชูรัสเซียก็มาจากความชิงชังสหรัฐฯ ที่เข้ามายุ่มย่ามในยุโรป และเห็นว่ารัสเซียเปิดสงครามเพื่อปกป้องตนเองจากภัยคุกคามของสหรัฐฯ (แต่ตอนนี้ทรัมป์ก็โปรรัสเซียแล้วนะ)
แล้วการใช้กำลังแทรกแซงเพื่อมนุษยธรรมล่ะเป็นสงครามที่ยุติธรรมหรือเปล่า? สหรัฐฯ บุกอิรักและอัฟกานิสถานเพื่อกำจัดเผด็จการซัดดัม ฮุสเซ็นและตาลีบัน หยิบยื่นประชาธิปไตยและเสรีภาพให้แก่ประชาชนทั้งสองประเทศเป็นสงครามที่ยุติธรรมหรือเปล่า?
ทำไมไม่มีประเทศใดหรือแม้แต่กองกำลังของสหประชาชาติแสดงท่าทีว่าควรเข้าไปหยุดยั้งการประหัตประหารประชาชนของรัฐบาลทหารพม่า?
มันช่างเป็นเรื่องยากและน่าขัดอกขัดใจในการมองหานิยามที่ชัดเจนของสงครามที่ยุติธรรม
ยังมีอีกหลายหัวข้อที่ แมคมิลลันแสดงให้เห็นวิวัฒนาการความเพียรพยายามของมนุษย์ในการควบคุมพิษภัยของสงครามที่ดำเนินไปอย่างลุ่มๆ ดอนๆ การเกิดขึ้นของขบวนการสันติภาพต่อต้านสงคราม และความอ่อนแอของมนุษย์ที่ไร้ความสามารถจะสลัดตนเองออกจากสงคราม
ในช่วงท้ายของหนังสือ ผู้เขียนกล่างถึงสงครามในมิติของศิลปะและความทรงจำที่มนุษย์มีต่อสงคราม ไม่ว่าจะในรูปแบบภาพยนตร์ เพลง งานรำลึก สถาปัตยกรรม เป็นต้น มันช่วยให้เราตระหนักว่าสงครามอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด
ถ้าคุณอยากเข้าใจสงครามให้มากกว่าแง่มุมการฟาดฟัน หนังสือเล่มนี้ก็เหมาะมาก มันมีการเรียบเรียงเนื้อหาที่ดี อ่านไม่น่าเบื่อ และสำนวนการแปลที่ทำออกมาได้สละสลวย เรียกว่าเป็นหนังสือแนว non-fiction ที่ใช้ภาษาได้งดงาม
ผมเดาว่า แมคมิลลันคงมีเจตนาให้ผู้อ่านเข้าใจสงครามมากขึ้นว่ามันมีส่วนกำหนดโฉมหน้าความเป็นไปของโลกปัจจุบันอย่างไร และลึกๆ แล้วเธอคงอยากเห็นวันที่โลกปราศจากสงคราม
ส่วนตัวผมซึ่งเป็นคนมองโลกในแง่ร้ายอย่างสม่ำเสมอและคงทน ผมเชื่อว่าตราบใดที่ยังมีมนุษย์ สงครามจะไม่มีวันสูญสิ้นไปจากโลก

