สำนักพิมพ์แห่งสามัญชน คนธรรมดาที่ทำหนังสือวรรณกรรมมานานกว่า 35 ปี

649 views
7 mins
May 26, 2026

          คนในแวดวงหนังสือเรียกหนุ่มใหญ่ ผมยาว ร่างผอมสูง ผู้มักซ่อนดวงตาอยู่หลังแว่นสายตาเรียวบางสีดำและปื้นหนวดหนาว่า พี่เวียง หรือไม่ก็ ดอนเวียง ตามบุคลิกแบบคนจริงผู้กว้างขวางและตามความเชี่ยวชาญที่ได้รับการยอมรับนับถือว่าเขาคือนักอ่านและบรรณาธิการผู้มุ่งมั่นจริงจังกับงานวรรณกรรมโดยตรง 

          สำนักพิมพ์สามัญชน ของ เวียง-วชิระ บัวสนธ์ เคยผลิตหนังสือชั้นดีของนักเขียนระดับคุณภาพอย่าง หม่อมเจ้าอากาศดำเกิง, ’รงค์ วงษ์สวรรค์, อาจินต์ ปัญจพรรค์, นิมิตร ภูมิถาวร, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, วารี วายุ, เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, สุรชัย จันทิมาธร, ศรีดาวเรือง, แดนอรัญ แสงทอง, เดือนวาด พิมวนา, ประกาย ปรัชญา, วิมล ไทรนิ่มนวล, จารี จันทราภา, มนตรี ศรียงค์, อุเทน วงศ์จันดา, บัญชา อ่อนดี ฯลฯ ไปจนถึงงานแปลของนักเขียนระดับโลกอย่าง อัลแบรต์ กามูส์, เฮมิงเวย์, คาวาบาตะ, เอมิล โซลา, การ์เซีย มาร์เกซ, ลีโอ ตอลสตอย, ฟีโอดอร์ ดอสโตเยฟสกี, แฮร์มันน์ เฮสเสอะ, จอห์น สไตน์เบ็ก, สต็องดาล, นิฆอส ฆาซานต์ซาฆิส, เออร์สกิน คอลด์เวลล์, ฟรันซ์ คาฟคา ฯลฯ จนสำนักพิมพ์นี้กลายเป็นที่คุ้นเคยของนักอ่านวรรณกรรมระดับฮาร์ดคอร์ในเมืองไทย

          สามัญชนไม่เพียงเป็นสำนักพิมพ์แรกที่จัดพิมพ์วรรณกรรมไทยจนได้รับรางวัลซีไรต์ครบ 3 ประเภทด้วยกัน ได้แก่ ช่างสำราญ (นวนิยาย, 2546 โดย เดือนวาด พิมวนา), โลกในดวงตาข้าพเจ้า (รวมบทกวี, 2550 โดย มนตรี ศรียงค์) และ อสรพิษและเรื่องอื่นๆ (รวมเรื่องสั้น, 2557 โดย แดนอรัญ แสงทอง) หากยังปฏิเสธไม่ได้ด้วยว่าสำนักพิมพ์แห่งนี้มีส่วนส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดศิลปินแห่งสาขาวรรณศิลป์รวม 4 ส. ด้วยกัน ได้แก่ เสกสรรค์ ประเสริฐกุล, สุชาติ สวัสดิ์ศรี, สุรชัย จันทิมาธร และ เสน่ห์ สังข์สุข หรือ แดนอรัญ แสงทอง

          แต่เหตุที่เขามาจริงจังกับวรรณกรรมขนาดนี้ มีที่มาไม่ธรรมดาสามัญเลยทีเดียว

สำนักพิมพ์แห่งสามัญชน คนธรรมดาที่ทำหนังสือวรรณกรรมมานานกว่า 35 ปี

เด็กเกเรที่คบหนังสือเป็นเพื่อน

          เวียงเป็นคนพิษณุโลก เมืองทหาร ในช่วงวัยรุ่นเขาจัดเป็นเด็กค่อนข้างเกเรคนหนึ่ง ทั้งโดดเรียนและมีเรื่องต่อยตีเป็นว่าเล่น เริ่มออกลายตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง เทอมสอง โดยเฉพาะในช่วงหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม ปี 2519 เขากับเพื่อนสนิทอีกคนพากันหนีเรียนตระเวนไปตามสถานที่ต่างๆ ทั่วเมือง ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ โรงหนัง นั่งๆ นอนๆ อยู่ที่บ้านเช่าของเพื่อน บางครั้งบางทีก็ขึ้นรถประจำทางไปนอกเมืองไกลลิบ ไม่เพียงในขอบเขตจังหวัดพิษณุโลกเท่านั้น หากขยับขยายไปถึงพิจิตร, นครสวรรค์, สุโขทัย กระทั่งหล่มเก่า เพชรบูรณ์

          “เสด็จไปหาพระแสงของ้าวด้ามไหนก็ไม่ทราบ” เวียงรำพึงยิ้มๆ เมื่อฟื้นความหลัง ก่อนให้ข้อมูลว่าหลังจากเอือมระอากับการโดดเรียน ถูกสารวัตรนักเรียนจับนับครั้งไม่ถ้วน จึงหันมาอ่านหนังสือด้วยความรู้สึกถูกความอึดอัดกดทับอยู่ในสังคมช่วงนั้น โดยเฉพาะ สรรนิพนธ์เหมา ตำนานชีวิตของเช เกวารา วรรณกรรมบู๊ลิ้ม กระทั่งอาจารย์ที่ปรึกษาท่านหนึ่งยื่นหนังสือ วิถีแห่งเต๋า ของ พจนา จันทรสันติ มาให้อ่าน แม้จะอ่านไม่รู้เรื่องเท่าไร แต่ก็ทำให้เวียงเริ่มสนใจหนังสือที่มีเนื้อหาด้านในเพิ่มเข้ามาจากหนังสือฝ่ายซ้าย 

          “ผมถูกตำรวจจับไปโรงพักอยู่เนืองๆ ทั้งเรื่องขับรถฝ่าไฟแดง ต่อยตีกับเด็กโรงเรียนอื่น ไปๆ มาๆ ก็อดเกรงใจญาติโกโหติกาไม่ได้ที่ต้องใช้เส้นสายขอให้ตำรวจปล่อยตัว หรือไม่ก็ปรับๆ ไป สภาพเช่นนี้

          “มันผลิตซ้ำจนทำให้ผมหันมาคบหนังสือเป็นเพื่อน พอเริ่มอ่านแล้วมันก็ถลำลึกมากขึ้น อยากรู้ว่า จิตร ภูมิศักดิ์ เป็นใคร ลามไปถึง นายผี, ศรีบูรพา, เปลื้อง วรรณศรี, อาจินต์ ปัญจพรรค์, อรวรรณ, พนมเทียน, เรียมเอง, อ. อุดากร, มนัส จรรยงค์, ลาว คำหอม ฯลฯ พูดง่ายๆ ว่าอยากรู้จักผลงานของนักเขียนนักประพันธ์ไทยคนโน้นคนนี้เต็มไปหมด ประกอบกับห้องสมุดโรงเรียนพิษณุโลกพิทยาคมที่ผมเรียนอยู่ในเวลานั้นก็เต็มไปด้วยหนังสือจำพวกนี้

          “ยังไม่พูดถึงว่าตรงข้ามสถานีตำรวจสมัยนั้นมีร้านหนังสือสิทธา ซึ่งสองสามีภรรยาเจ้าของร้านออกจะให้ความเมตตาผมเป็นพิเศษ ช่วยแนะนำหนังสือเล่มโน้นเล่มนี้ให้ผมลองเอาไปอ่านดู ถ้าไม่สบกับจริตหรือถูกใจค่อยเอามาคืน ผมถึงได้อ่านนิตยสารวรรณกรรมอย่าง โลกหนังสือ มาตั้งแต่ฉบับแนะนำตัวเรื่อยมา และ โลกหนังสือ นี่เองที่ช่วยเปิดโลกวรรณกรรมของผมให้กว้างไกลออกไปสู่ระดับสากล”

          หลังจบมัธยมต้น เขาได้สิทธิ์เรียนต่อมัธยมปลายเพราะเกรดผ่านเกณฑ์ แต่อยากเปลี่ยนบรรยากาศใหม่ ไปสอบเข้าวิทยาลัยเทคนิค สาขาออกแบบก่อสร้างหรือที่เรียกกันว่าคณะสถาปัตย์ในปัจจุบัน แต่เกิดเหม็นขี้หน้าอาจารย์ปฐมนิเทศที่มุ่งเน้นแต่ความสำเร็จในการประกอบวิชาชีพ โดยไม่เอ่ยสักคำถึงสำนึกทางสังคมซึ่งเขากำลังให้ความสนใจเป็นเรื่องใหญ่อยู่ในเวลานั้น (อันเป็นผลสะเทือนจากเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ซึ่งช่วงหนึ่งเขาจับพลัดจับผลูไปร่วมส่งเสบียงให้กับ พคท. เพราะพี่ชายเพื่อนสนิทคู่โดดเรียนเข้าป่าแถวอำเภอปัว จังหวัดน่าน)

          เขาจึงตัดสินใจไม่ไปเรียนที่นั่นเอาดื้อๆ กะจะย้อนกลับไปเรียนต่อโรงเรียนเดิม แต่ทางญาติข้างแม่ขอให้เข้ามาช่วยดูแลกิจการใหม่ ชีวิตมนุษย์เงินเดือนของเวียงเริ่มต้นด้วยการเป็นผู้จัดการโรงแรมม่านรูดในเมืองพิษณุโลก คลุกคลีตีโมงกับด้านมืดของสังคม ในขณะที่อีกด้านก็ยังเป็นนักอ่านที่เพิ่มระดับความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะวรรณกรรมสากล อย่าง โจนาธาน ลิฟวิงสตัน นางนวล ของ ริชาร์ด บาค, คนนอก ของ อัลแบรต์ กามูส์, เจ้าชายน้อย, เหยื่ออธรรม, สงครามและสันติภาพ, คาลิล ยิบราน, ฐากูร, เฒ่าทะเล ของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์, เพื่อนยาก ของสไตน์เบ็กฯลฯ เหล่านี้ทำให้เวียงเริ่มตั้งคำถามกับชีวิตตัวเองอย่างเข้มงวดกวดขันมากขึ้นว่าจะมีชีวิตอยู่แบบไหนอย่างไร ในที่สุดเขาตัดสินใจหนีเข้ากรุงเทพฯ สอบเข้าโรงเรียนช่างศิลป เชิงสะพานปิ่นเกล้า แต่ประมุขของตระกูลคือก๋งทราบข่าวในเวลาถัดมา เรียกตัวเขาให้เข้าไปพบ ก่อนจะสั่งให้กลับไปเรียนต่อที่พิษณุโลกพิทยาคมอีกครั้ง เขาจึงกลายเป็นนักเรียนโข่งที่มีเพื่อนร่วมชั้นเป็นเด็กรุ่นน้อง

          “สมัยเรียน ม.ศ. 5 รุ่นสุดท้าย ผมลงเลือกตั้งได้เป็นประธานนักเรียน โรงเรียนผมตอนนั้นมีนักเรียนริมๆ 3,000 คะแนนที่พวกผู้สมัครที่เหลือรวมกันทั้งหมดยังไม่ถึงหนึ่งในแปดที่ผมได้ ผมเองก็งงๆ แต่เข้าใจว่าเด็กโรงเรียนชายประจำจังหวัดในเวลานั้นคงอยากได้ผู้นำหรือตัวแทนของตนที่มีบุคลิกไม่ค่อยสุภาพเรียบร้อยแบบผมนั่นแหละ คะแนนเลยทิ้งห่าง ว่าไปแล้วการเป็นประธานนักเรียนสมัยก่อนหน้าผมแทบไม่ต้องทำอะไร แค่นำร้องเพลงชาติ สวดมนต์ เท่านั้น แต่ใช้กับผมไม่ได้ ผมแจ้งพรรคพวกที่เป็นคณะกรรมการนักเรียนด้วยกันว่า ‘กูไม่ร้อง กูไม่ทำเรื่องจำพวกนี้เด็ดขาด’

          “สิ่งที่ผมทำแทบจะทันทีที่เป็นประธานนักเรียนก็คือ เริ่มประท้วงสารพัดเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องผมยาว เข็มขัด รองเท้าถุงเท้า มาเช้ามาสาย พูดง่ายๆ ว่าหาเรื่องมาประท้วงนัดหยุดเรียนได้ตลอดเหมือนคนเป็นโรคจิตเสพติด ทว่าพร้อมกันนั้นก็ลงมือทำหนังสือรายเดือนออกจำหน่ายในโรงเรียน ตั้งชื่อว่า แสงทอง (เป็นวารสารกึ่งหนังสือพิมพ์ เปิดโปงเรื่องไม่ชอบมาพากลในโรงเรียน แน่ละว่าย่อมมีงานวรรณกรรมผสมผสานอยู่ด้วย) คิดดูแล้วกันว่าชื่อมันซ้ายแค่ไหน ตอนนั้นรู้สึกชื่อนี้โคตรเท่ ตอนนี้รู้สึกเชยฉิบเป๋ง”

          เขาเล่าพลางส่ายหัว ก่อนจะพูดว่า “ย้อนนึกไปแล้ว ชีวิตช่วงวัยรุ่นของผมนี่น่าถีบสิ้นดี ฝากกราบขออภัยครูบาอาจารย์ทุกท่านด้วยที่ผมเคยก่อคดีไว้จนพากันเอือมระอาเต็มที”

          วารสารวัยเรียนที่จัดพิมพ์จากโรงพิมพ์ฉบับละเล่มนี้นี่เองที่นับเป็นจุดเริ่มต้นการเป็นคนทำหนังสือของเวียงในปี 2525

สำนักพิมพ์แห่งสามัญชน คนธรรมดาที่ทำหนังสือวรรณกรรมมานานกว่า 35 ปี

สู่อาณาจักรคนทำหนังสือ

          หลังจากนั้น เวียงขยับขยายลงทุนทำนิตยสารชื่อ อาณาจักรวรรณกรรม เพื่อเปิดพื้นที่วรรณกรรมให้นักเขียนต่างจังหวัด นิตยสารเล่มนี้มีอายุอยู่ราวหนึ่งปี กระนั้นก็มากพอจะส่งให้เขาเข้าสู่แวดวงหนังสือส่วนกลางในที่สุด เริ่มจากจุลสาร สะพาน ตามด้วยนิตยสาร ถนนหนังสือ ก่อนจะทำสำนักพิมพ์กำแพง, สำนักพิมพ์รวมทรรศน์ ตามลำดับ ทำให้เวียงรู้จักมักคุ้นกับนักเขียนไทยจำนวนไม่น้อย ทั้งรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ คลุกคลีกับการทำหนังสือวรรณกรรมอยู่หลายปี จนในที่สุดเขาตัดสินใจทำสำนักพิมพ์ของตัวเองในช่วงต้นปีพุทธศักราช 2533

          “เล่มแรกของสำนักพิมพ์สามัญชนคือ มนุษย์สองหน้า ผลงานของอัลแบรต์ กามูส์ สำนวนแปลโดย ตุลจันทร์ ถัดจากนั้นก็ ขนำน้อยกลางทุ่งนา คือก่อนหน้านั้นสี่ห้าปี ผมสนิทกับพี่ลอง (จำลอง ฝั่งชลจิตร) สมัยทำนิตยสาร ถนนหนังสือ พี่ลองชอบพาผมไปนั่งกินเบียร์ดูสาวๆ แถวหน้าโรงหนังลิโด้ สยามสแควร์ ดูโน่นดูนี่ ดูหนังสือร้านโน้นร้านนี้ ตอนนั้นมีร้านดวงกมล หมึกจีน โอเดียนสโตร์ ประพันธ์สาส์น อะไรพวกนั้น ผมเป็นเหมือนน้องน้อยติดสอยห้อยตามพี่เชื้อท่านนี้

          “พูดถึงตรงนี้ ผมพร้อมจะยืนยันว่าในบรรดานักเขียนไทยที่ผมรู้จักหลากรุ่นหลายวัย นอกจากเสกสรรค์ ประเสริฐกุล แล้ว ก็จำลอง ฝั่งชลจิตรนี่แหละที่มีใจฝักใฝ่ทางการอ่านวรรณกรรมตลอดมาอย่างต่อเนื่องจริงจัง ไม่นับพี่สุชาติ สวัสดิ์ศรี ที่เป็นปรมาจารย์ด้านนี้มานมนาน ด้วยเหตุนี้เมื่อเริ่มทำสำนักพิมพ์สามัญชน ผมเลยนึกถึงพี่ลองเป็นคนแรกๆ เพราะตอนนั้นสำนักพิมพ์กำแพงของเคล็ดไทยที่ผมเป็นบรรณาธิการคนแรกยังพิมพ์งานของพี่เสกอยู่ ผมถูกฝึกให้มีมารยาทพอที่จะไม่ฉกฉวยหรือล้ำเส้น ปรากฏว่าหนังสือเล่มแรกของสามัญชนพิมพ์ออกไปแล้วดันขายดี

          “ถัดจาก มนุษย์สองหน้า และ ขนำน้อยกลางทุ่งนา ก็มี คนนอก ของ อัลแบรต์ กามูส์, ฉันจึงมาหาความหมาย ของ วิทยากร เชียงกูล งานวรรณกรรมของพี่เสกทั้งหมด (หลังจากสำนักพิมพ์กำแพงของเคล็ดไทยแจ้งว่าไม่ไปต่อ) รวมทั้งเรื่องสั้นของพี่หงา (สุรชัย จันทิมาธร) ตำบลช่อมะกอก ของพี่วัฒน์ วรรลยางกูร แล้วไปทำเล่มอื่นๆ อีกเรื่อยมา หากสังเกตจะพบว่าหนังสือส่วนใหญ่ที่จัดพิมพ์ในช่วงสองสามปีแรก ล้วนแล้วแต่เป็นเล่มที่ผมเคยอ่านมาแล้ว และเห็นความสำคัญของมัน เห็นว่าหนังสือเหล่านี้สมควรจะมีอยู่ในร้านตลอดไป ดังนั้นในช่วงแรกๆ จึงเป็นงานพิมพ์ซ้ำ พูดอีกแบบคือ สำนักพิมพ์สามัญชนทำหน้าที่ต่ออายุหนังสือมากเล่มที่สังคมไทยละเลยหลงลืมไปแล้ว”

          หลังจากนั้น ผลงานของสำนักพิมพ์แห่งนี้ก็ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง ในส่วนงานวรรณกรรมไทยใหม่ๆ ก็มีงานที่ได้รับรางวัลซีไรต์อย่าง ช่างสำราญ ของ เดือนวาด พิมวนา โลกในดวงตาข้าพเจ้า ของมนตรี ศรียงค์ และ อสรพิษและเรื่องอื่นๆ ของ แดนอรัญ แสงทอง และเล่มที่ได้รางวัลอื่นๆ อีกหลายเล่ม

สำนักพิมพ์แห่งสามัญชน คนธรรมดาที่ทำหนังสือวรรณกรรมมานานกว่า 35 ปี
สำนักพิมพ์แห่งสามัญชน คนธรรมดาที่ทำหนังสือวรรณกรรมมานานกว่า 35 ปี

          นอกจากนี้ ยังมีงานระดับขึ้นหิ้ง อาทิ สีแดงกับสีดำ ของ สต็องดาล ที่เป็นหมุดหมายสำคัญของวรรณกรรมฝรั่งเศส หรือ ซอร์บา นวนิยายชิ้นสำคัญของนักเขียนชาวกรีกที่โลกยกย่อง หรือนวนิยายเรื่อง พัทยา ของดาวหาง ที่ได้รับการยกย่องเป็น 1 ใน 100 หนังสือดีที่ควรอ่าน แต่ห่างหายไปจากแผงหนังสือกว่า 7 ทศวรรษ กลายเป็นหนังสือหายาก สำนักพิมพ์แห่งนี้ก็ตัดสินใจนำมาพิมพ์ครั้งที่ 2 ในแบบรวมเล่มเดียวจบ (ฉบับพิมพ์ครั้งแรกสองเล่มจบ) ไม่เพียงเพิ่มภาคผนวกเข้าไปอีก 4 ชิ้น จนกลายเป็นหนังสือหนา 800 กว่าหน้า ได้รับการยอมรับว่าเป็นฉบับสมบูรณ์สุด ข้อสำคัญ บรรณาธิการอย่างเวียงยังใช้เวลาตามสืบเสาะร่วมกับมิตรสหายนามประกาย ปรัชญา และเดือนวาด พิมวนา ร่วมสิบปี จนในที่สุดพบว่า ‘ดาวหาง’ นักเขียนผู้ลึกลับที่สุดคนหนึ่งของวงวรรณกรรมไทยเป็นใคร

          สำนักพิมพ์สามัญชนพิมพ์หนังสือวรรณกรรมอย่างต่อเนื่องมาจนปัจจุบัน รวมๆ แล้วราว 300 ปก หากนับเป็นยอดพิมพ์ก็น่าจะหลายแสนเล่ม

          “การทํางานเกี่ยวกับปัญญาเนี่ย คุณอย่าไปคิดว่ามันสูงส่งกว่าการใช้แรงงาน” เวียงพูดถึงการเป็นคนทำหนังสือ “สําหรับผมแล้ว งานทําถนนตรอกซอกซอย ยังเห็นเป็นรูปธรรมชัดกว่างานของคนทำหนังสือหนังหาอย่างเราๆ คือการทําถนนนี่ ภายในเดือนสองเดือนแรก ก็เห็นเป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่ทำหนังสือประเภทวรรณกรรมสร้างสรรค์ มันไม่เห็นชัดขนาดนั้น บ่อยครั้งอาจเลือนหายไปราวสายลม ไม่เห็นอะไรเอาเสียเลย จับต้องอันใดไม่ได้ด้วยซ้ำ ฉะนั้นจึงต้องทําความเข้าใจให้ถูก อย่าไปเผลอทะเยอทะยาน คาดหวังว่ามันจะปรากฏผลแบบฉับพลันทันตาเหมือนทำถนนหรือสร้างบ้าน กระทั่งอย่าไปเที่ยวฟูมฟายให้น่าสมเพชเวทนาเลยพ่อคุณแม่คุณเอ๊ย… ต้องไม่ลืมว่าไม่มีใครเอาปืนมาจ่อกบาลบังคับให้คุณทำหนังสือแนวนี้ คุณทำเพราะคุณชอบไม่ใช่หรือ เมื่อปรากฏผลลัพธ์ไม่สมประสงค์ ก็ไปทำอย่างอื่นสิ! อย่าโอดครวญให้น่าสมเพชเลย อันที่จริง สำนักพิมพ์สามัญชนของผมเองก็ไม่ใช่จะสบายนักหรอก หลายเล่มก็ใช่จะขายได้ขายดีเสียที่ไหน เผอิญผมเป็นคนดื้อด้าน ไม่ค่อยสะทกสะท้านกับกำไรขาดทุนสักเท่าไร พูดอย่างย่นย่อ ผมว่าผ่านมาถึงทุกวันนี้ ผมน่าจะพอพูดได้มั้งว่าผมรักผมชอบการทำหนังสือวรรณกรรมนี่แหละ ไม่ใช่ว่าทำแนวอื่นไม่เป็นนะ แต่แค่ไม่มีใจเท่านั้นเอง” เขาหัวเราะ

          “สรุปในมุมมองของผม คนทำหนังสือนอกกระแส ควรยโสโอหังกันสักหน่อย หรือจะเรียกว่าทะนงองอาจก็ได้ อย่าไปฟูมฟาย โหวกเหวกโวยวายเรียกร้องเอากับสังคมแต่อย่างใด มันไม่เพียงไม่เท่น่ะ มันดูน่าอนาถ สังคมไม่ได้มีหน้าที่จะต้องมาเอาอกเอาใจรับใช้คุณ เรียนตรงๆ เวลาผมเห็นอะไรแบบนี้ ก็ได้แต่ถอนหายใจ ก่อนหันมาเตือนตัวเองว่า ‘มึงอย่าไปขายดราม่า ทำตัวน่าสงสารน้องๆ ขอทานเด็ดขาดเลยนะเวียง ก้มหน้าก้มตาตั้งใจทําหนังสือให้ประณีตไปเถอะ อย่าไปคุยโม้โอ้อวดเกินจริงด้วยล่ะ’ พูดอีกแบบก็คือ ผมเชื่อมั่นว่าท้ายที่สุดแล้วผู้อ่านที่มีคุณภาพย่อมมีวิจารณญาณมองออกน่ะ”

สำนักพิมพ์แห่งสามัญชน คนธรรมดาที่ทำหนังสือวรรณกรรมมานานกว่า 35 ปี
สำนักพิมพ์แห่งสามัญชน คนธรรมดาที่ทำหนังสือวรรณกรรมมานานกว่า 35 ปี

ปรับตัว แล้วไปต่อ 

          มาถึงวันนี้ งานแนววรรณกรรมดูจะมียอดขายน้อยลงอย่างน่าเป็นห่วง แนวทางของหนังสือในกระแสดูจะเปลี่ยนไปพร้อมกับรสนิยมการอ่านของคนรุ่นใหม่ นิยายวาย หนังสือฮาวทู นิยายสืบสวนไขคดี กำลังเป็นที่นิยม นั่นเป็นสิ่งที่ห่างไกลจากหนังสือที่สำนักพิมพ์สามัญชนทำมาตลอด

          “เผอิญผมได้พบปะพูดคุยกับน้องๆ นักกิจกรรม นักเคลื่อนไหวช่วงปี 2563 เป็นต้นมาหลายคน ถามไถ่พวกเขาทั้งหลายก็พบว่า ไม่มีใครสนใจอ่านวรรณกรรมอย่างจริงจัง เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะพวกเขาพบว่าวรรณกรรมไทยร่วมสมัยไม่ใช่คําตอบทางสังคมสำหรับพวกเขา พูดอย่างรวบรัดก็ต้องว่าวรรณกรรมไทยไม่ทํางานสอดรับกับอุดมการณ์แห่งยุคสมัยในสายตาพวกเขา แถมเห็นว่านักเขียนไทยส่วนใหญ่เป็นพวกอนุรักษนิยม อยู่กันคนละจักรวาลกับพวกเขา ฉะนั้นจึงหันไปสนใจหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองกันอย่างหนาตา ทว่าข้อจำกัดของหนังสือประวัติศาสตร์การเมืองมักมุ่งเน้นตรงให้ข้อมูลความรู้ พูดง่ายๆ ว่าไม่ได้ลงลึกชีวิตผู้คนร่วมยุคสมัยเป็นสำคัญ ตรงนี้จึงอาจเรียกได้ว่าเป็นภาวะวิกฤติทางศรัทธาของบรรดาคนหนุ่มสาวผู้ปรารถนาดีต่อโลกต่อสังคม อยากให้บ้านเมืองดีขึ้น แล้วพบว่าไม่มีวรรณกรรมไทยร่วมยุคสมัยสอดรับกับจริตของพวกเขา อันที่จริงเท่าที่ผมทราบมันก็พอมีอยู่ประปราย แต่ไม่ได้ปรากฏตัวเป็นกลุ่มก้อน เป็นกระแส ผมคิดตรงจุดนี้ก็มีผลทําให้วรรณกรรมไทยได้รับความนิยมลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซีไรต์เองก็ถูกมองด้วยหางตาว่าเป็นรางวัลโบราณ แต่พูดกันตรงๆ ในวงวรรณกรรมสากล ผมพอทราบว่ามันก็ไม่ต่างสักเท่าใด โนเบลสาขาวรรณคดีก็ลดทอนความศักดิ์สิทธิ์ความน่าเชื่อถือมานานแล้ว มันอาจเป็นลักษณะร่วมสมัยทั่วทั้งโลกก็ได้มั้ง

          “การปรากฏขึ้นของนิวมีเดียตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษ 1990 เป็นต้นมา ผมเข้าใจว่ามันได้ดูดกลืนผู้มีใจนิยมชมชอบวรรณกรรมเชิงสร้างสรรค์ ไปไม่น้อย ขณะที่ผู้อ่านรุ่นใหม่ๆ ยังก้าวเข้ามาทดแทนไม่ได้สัดส่วนเท่าที่ควร ยอดพิมพ์งานวรรณกรรมในบ้านเราทุกวันนี้จึงลดจำนวนลงเกินครึ่งค่อนเมื่อเทียบกับก่อนหน้านั้น กระนั้นต้องยอมรับว่า ถึงแม้งานวรรณกรรมจะหดตัวลง ก็ยังเห็นชัดถึงความพยายามของสํานักพิมพ์รายเล็กรายน้อยที่มุ่งมั่นผลิตวรรณกรรมกันอยู่ ทั้งๆ ที่ดูแล้วก็ใช่จะขายได้ขายดีเสียที่ไหน เข้าใจว่าคงถูกผีเข้าสิงน่ะ น่าจะตัวเดียวกับที่เข้าสิงผมมาแล้วนั่นแหละ” เวียงพูดถึงภาพรวมแวดวงวรรณกรรมอย่างเข้าใจ แต่สำนักพิมพ์สามัญชนก็ยังดื้อทำหนังสือตามแบบฉบับของตัวเองต่อไป

          “ยังมีวรรณกรรมชั้นดีระดับโลกหลายเล่มที่ผมรู้สึกว่าสังคมไทยควรจะมีโอกาสได้อ่านกัน แล้วมันยังไม่มีใครทำ หรือทำออกมาลวกๆ ชนิดใช้อวัยวะใช้เดินข้างซ้ายที่เป็นเหน็บชาทำออกมา เห็นแล้วอดไม่ได้ที่อยากจะทำออกมาใหม่ให้สมกับคุณค่าตามที่ปรากฏอยู่ในบ้านอื่นเมืองอื่น อันนี้พูดกันในแง่ของความละเอียดถี่ถ้วนด้านงานแปลหรือเนื้อหาของตัวบท

          “กระนั้นในช่วงกว่าทศวรรษที่ผ่านมา ก็ต้องยอมรับว่าความถี่ในการออกหนังสือของสามัญชนก็ลดน้อยถอยลง เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะพออายุมากขึ้น ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่าตัวเองคงไม่มีโอกาสกลับไปแก้ตัวหรือทํามันใหม่ ฉะนั้นก็ทำให้เต็มที่-ให้แล้วใจไปเลยแล้วกัน ซึ่งในช่วงวัยหนุ่มไม่ได้มีสำนึกเรื่องนี้ คือทําออกไปตามที่ตกปากรับคำนักเขียนนักแปล ถ้าพิมพ์ซ้ำค่อยปรับแก้ตรงโน้นตรงนี้ให้ดีกว่าเดิม แต่พอเข้าสู่วัยห้าสิบกลางๆ เมื่อหลายปีก่อน ผมเปลี่ยนนโยบายใหม่ ทุ่มเทสรรพกำลังไปทำให้เต็มที่ เท่าที่มีแรงและปัญญา โดยเฉพาะวรรณกรรมสากลระดับโลกที่อยากเห็นมันปรากฏในฉบับภาษาไทยแบบประณีตสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อจะได้ไม่ต้องสงสัยเกิดข้อกังขาว่าทำไมชาวโลกถึงยกย่องกันนัก รวมทั้งเชื่อมั่นว่า เมื่อผมตายโหงตายห่าไปแล้ว สำนักพิมพ์ใดจะพิมพ์มันออกมาใหม่ จะได้ไม่ต้องเสียเวลาไปตรวจทานทุกประโยคทุกพยางค์อีกต่อไป ใช้ฉบับสามัญชนไปได้เลย เพราะผมทำงานเผื่อไว้ให้แล้ว แต่ผมว่าคนเป็นบรรณาธิการที่ไหนที่ไม่มีนิสัยมักง่าย รู้จักให้เกียรติท่านผู้อ่านสักหน่อยก็ล้วนอดไม่ได้ที่จะตรวจใหม่อยู่ดี”

          และอีกด้านที่คนทำหนังสือวรรณกรรมต้องปรับตัว ก็คือวิธีการขายหนังสือ

          “ช่วงหลังๆ ผมไม่ได้ทําหนังสือขายในระบบตลาดเดิม” เวียงเล่าถึงการปรับตัวด้านการขาย

          “หลังจากใช้สายส่งขายหนังสือให้มาตลอดกว่าสามสิบปี เหตุที่ไม่ได้ขายในระบบตลาดเดิมทุกวันนี้ก็เพราะหนังสือแบบที่ผมผูกจิตผูกใจทำมาตลอดสามสิบห้าปีก็คือพวกวรรณกรรมแนวซีเรียสนี่ พูดกันแฟร์ๆ คือมันไม่ค่อยเหมาะจะไปเสนอหน้าในร้านเชนสโตร์อยู่แล้ว ผมคงเป็นผู้ดี อดไม่ได้ที่จะเกรงอกเกรงใจร้านค้าเครือข่ายพวกนี้โดยปริยายน่ะ เพราะก็รู้ๆ กันอยู่ว่าหนังสือที่เหมาะจะอยู่ในร้านเหล่านี้ มันควรจะแมส แต่ผมเองเลือกทำแต่วรรณกรรมมาตั้งแต่ต้นซึ่งรู้ๆ กันอยู่เช่นกันว่าเป็นหนังสือในตลาดเล็กสุดแคบสุดมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ใช่หนังสือในกระแส ยิ่งหลายปีที่ผ่านมา หนังสือวรรณกรรมโดยภาพรวมล้วนพะงาบๆ ฉะนั้นก็อย่าไปสร้างความลำบากใจแก่ใครเลย” เขาเล่าอย่างเข้าใจ

          แทนที่จะใช้สายส่งจำหน่ายหนังสือเป็นผู้ขายหนังสือให้เหมือนที่เคยเป็นมา ปัจจุบันสำนักพิมพ์สามัญชนจึงเลือกขายขาดให้กับร้านหนังสือที่สนิทกัน 2-3 ราย บวกกับการขายด้วยตัวเองเป็นหลักผ่านช่องทางออนไลน์และออกบูทในงานสัปดาห์และมหกรรมหนังสือแห่งชาติปีละสองครั้ง แม้จะเป็นช่องทางที่แคบลง แต่ข้อดีคือเป็นหนทางที่สื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจนขึ้น ใกล้ชิดขึ้น

สำนักพิมพ์แห่งสามัญชน คนธรรมดาที่ทำหนังสือวรรณกรรมมานานกว่า 35 ปี

บรรณาธิการไม่มีวันเกษียณ

          ทุกวันนี้ เวียงยังคงอ่านหนังสือทำหนังสือสม่ำเสมอ เขายอมรับว่าติดตามงานวรรณกรรมไทยรุ่นใหม่ๆ น้อยลง หันไปให้ความสนใจกับการตามเก็บตามสะสมหนังสือเก่าอย่างจริงจังขนาดทำเพจเฟซบุ๊กชื่อ ‘ส้องหนังสือสามัญชน’ เพื่อบันทึกข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือเก่าเล่มสำคัญๆ ที่ตัวเองเสาะหามาเก็บรักษาไว้

          และเวียงยังคงค่อยๆ ทำหนังสือของสำนักพิมพ์สามัญชนต่อไป

          “เมื่อเร็วๆ นี้ มีนักแปลรุ่นน้องคนหนึ่งถามว่า ‘พี่เวียงเคยคิดว่าจะเกษียณจากการทำหนังสือไหม’ สารภาพตามตรง ผมไม่เคยคิดเรื่องนี้ในหัวเลย ไม่มีเป้าหมายว่าจะต้องทำไปแค่ไหนอย่างไร มันกลายเป็นหนึ่งเดียวกับชีวิตผมไปนานแล้วน่ะ ฉะนั้นก็ทําไปเรื่อยๆ เท่าที่ยังมีแรงและมีใจ คือผมอาจเข้าใจผิดก็ได้ ผมรู้สึกมาตั้งแต่สมัยสามัญชนมีอายุครบยี่สิบปีแล้ว ‘เฮ้ย มึงทําหนังสือจำพวกนี้มาต่อเนื่องได้ขนาดนี้ได้ยังไง’ ขณะสำนักพิมพ์อื่นๆ ล้มหายตายจาก หรือหันเหไปทำแนวอื่นกัน กระทั่งไปหาทุนรอนนอกระบบตลาดมาต่ออายุ ผมหาเหตุผลอื่นไม่เจอน่ะ

          “ในที่สุดเลยสรุปกับตัวเองทื่อๆ ว่าฟ้าดินท่านคงกําหนดให้ผมต้องทำไปแบบนี้เรื่อยๆ แหละ เลยไม่มีความคิดว่าจะเลิก อย่างที่บอก ทุกวันนี้ก็ยังอยากเห็นวรรณกรรมเรื่องนั้นเรื่องนี้ควรได้รับการแปลเป็นภาษาไทยอยู่เลย ไม่ได้หมายความว่าผมจะต้องไปทำมันเองทุกเล่มหรอกนะ ผมยินดีเสียตังค์กับการซื้อหนังสือชั้นดีอยู่แล้วแหละ

          “ขออย่างเดียว ได้โปรดตั้งใจทำหนังสือแบบไม่หมิ่นหยามน้ำจิตน้ำใจคนอ่านอย่างผมเลย ถือว่าผมออกปากขอร้องอย่างเป็นทางการเถอะนะ ช่วยๆ กันตั้งใจทำหนังสือแบบนับถือผู้อ่านกันดีกว่า ผมยอมรับว่าผมหงุดหงิดทุกทีกับการซื้อหนังสือมาแล้วเห็นความชุ่ย ด้วยเหตุนี้ผมจึงได้แต่หันมากำชับกับตัวเอง ‘มึงอย่าทำอย่างนั้นละเวียง!’ พูดก็พูดเถอะนะ ผมอยู่ในวงการหนังสือมาไม่ต่ำกว่าสี่สิบปี มีหรือที่จะไม่รู้ไส้รู้พุงว่าใครเป็นใคร วงวรรณกรรมไทยส่วนหนึ่งที่ไม่พัฒนาก็เพราะยังวนเวียนอยู่กับค่านิยมเก่า ‘ผลัดกันเขียน เวียนกันอ่าน วานกันชม ต้ม(ตุ๋น)กันไป’ นั่นแหละ หรือใครจะเถียงว่าไม่ใช่ ไม่มี!” เขายิ้มสนุก

          แม้จะน้อยลงหรือไม่เป็นที่นิยม แต่วันนี้ยังมีคนเขียนวรรณกรรม มีคนอ่านวรรณกรรม …และแน่นอน ยังคงมีคนดื้อด้านทำหนังสือวรรณกรรมอย่างสำนักพิมพ์สามัญชนต่อไป!

สำนักพิมพ์แห่งสามัญชน คนธรรมดาที่ทำหนังสือวรรณกรรมมานานกว่า 35 ปี


เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ ‘Readtopia 3 ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย’ (2568)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก