เมื่อเส้นทางโบราณ Via Francigena กลายเป็นโมเดลแห่งการอยู่ร่วมกันในยุคดิจิทัล

178 views
9 mins
February 16, 2026

          หากจะมีเส้นทางใดในยุโรปที่บอกเล่าการเดินทางของมนุษย์ได้ลึกซึ้งกว่าภูมิประเทศ มันคงไม่ใช่ถนนสายใหญ่หรือรางรถไฟความเร็วสูง แต่คือเส้นทางที่ถูกเหยียบย่ำด้วยเท้า ทีละก้าว จากผู้แสวงบุญนับพันในยุคกลาง

           หนึ่งในเส้นทางเหล่านั้นคือ Via Francigena เส้นทางโบราณที่ทอดยาวกว่า 3,000 กิโลเมตร จากเมืองแคนเทอร์เบอรีในอังกฤษ ผ่านฝรั่งเศสและสวิตเซอร์แลนด์ ลงสู่กรุงโรม และต่อไปจนถึงปลายแหลมของอิตาลีที่ มาเรีย ดิ เลอูกา (Santa Maria di Leuca)

          แต่กว่าจะกลับมามีชื่ออีกครั้งในยุคใหม่ เส้นทางนี้ก็เคยถูกลืมเลือนไปหลายร้อยปี เหมือนบทกวีที่หล่นหายอยู่ในซอกตู้เอกสารของประวัติศาสตร์

          นี่ไม่ใช่แค่การเดินป่าระยะไกล แต่เป็นทางเดินวัฒนธรรมแห่งยุโรปที่มีชีวิต หากเปรียบเทียบกับเส้นทางวัฒนธรรมอื่นๆ ภายใต้การดูแลของ สภายุโรป (Council of Europe: CoE) ที่มักจะถูกวิจารณ์ว่า “ดูเป็นทางการ ไม่น่าเดิน และมีผู้สนใจเพียงกลุ่มเล็กๆ” 

          แต่ Via Francigena กลับประสบความสำเร็จอย่างน่าทึ่งในการเปลี่ยนความศักดิ์สิทธิ์เชิงประวัติศาสตร์ให้กลายเป็น ขบวนการการท่องเที่ยวเชิงช้า (Slow Tourism) ที่เข้าถึงผู้คนได้ทุกกลุ่ม

          คำถามก็คือ Via Francigena ทำได้อย่างไร? คำตอบไม่ได้อยู่ที่ความเก่าแก่ของเส้นทางเท่านั้น แต่อยู่ที่กลยุทธ์การบริหารจัดการที่ชาญฉลาด การผสมผสานเทคโนโลยี การเน้นย้ำความหลากหลาย และการทำให้คุณค่าของยุโรปกลายเป็นสิ่งที่จับต้องได้ผ่านมื้ออาหารและรอยเท้า

เมื่อเส้นทางโบราณ Via Francigena กลายเป็นโมเดลแห่งการอยู่ร่วมกันในยุคดิจิทัล
Photo: Via Francigena

จากเส้นทางยุคกลางสู่ Cultural Route ของสภายุโรป

          จุดเริ่มต้นของ Via Francigena ย้อนกลับไปไกลถึงศตวรรษที่ 10 เมื่อ ซิเกอริค (Sigeric) อาร์คบิชอปแห่งแคนเทอร์เบอรี เดินทางไปยังกรุงโรมเพื่อรับตำแหน่งอย่างเป็นทางการจากสมเด็จพระสันตะปาปา เส้นทางที่เขาใช้เดินกลับได้ถูกบันทึกไว้ในสมุดไดอารี่สั้นๆ ซึ่งกลายเป็นเอกสารสำคัญชิ้นหนึ่งของยุคกลาง

          ในสมุดนั้น  ซิเกอริคจดชื่อเมือง 79 แห่งที่เขาแวะพักระหว่างทาง 

          จากกรุงโรม ผ่านเทือกเขาแอลป์ หมู่บ้านเล็กๆ ทางตอนเหนือของอิตาลี จนถึงชายฝั่งอังกฤษ เอกสารชิ้นนั้นไม่ได้เพียงบันทึกเส้นทาง แต่มันคือหลักฐานของความเชื่อ ความกล้าหาญ และความสัมพันธ์ระหว่างดินแดนต่างๆ ในยุโรปที่ยังไม่มีเส้นพรมแดนแบบสมัยใหม่

          เมื่อเวลาผ่านไป ผู้แสวงบุญนับพันคนเดินทางตามรอยเดียวกันเพื่อไปยังโรม จุดหมายปลายทางของศรัทธาในโลกคริสต์ตะวันตก เส้นทางนี้จึงกลายเป็น “เส้นเลือดวัฒนธรรม” ที่หล่อเลี้ยงการค้าขาย ศิลปะ และความรู้จากเหนือจรดใต้ของทวีป

          แต่ในศตวรรษต่อมา เส้นทางนี้ค่อยๆ ถูกกลืนหายไปพร้อมการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เมื่อระบบขนส่งสมัยใหม่เข้ามาแทนที่ ถนนศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็กลายเป็นเพียงเส้นทางเกษตร หรือถนนท้องถิ่นที่ไม่มีใครจดจำชื่ออีกต่อไป

          กระทั่งช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เมื่อยุโรปเริ่มพูดถึงแนวคิดของ “ความเป็นยุโรปร่วมกัน” 

          คำว่า Europeanness ที่ไม่ได้หมายถึงแค่เศรษฐกิจหรือการเมือง แต่คือจิตวิญญาณร่วมของผู้คน เส้นทางแสวงบุญเก่าแก่เหล่านี้เริ่มถูกหยิบกลับมามองใหม่ ว่ามันคือสายใยที่เชื่อมผู้คนจากหลายชาติให้เข้าใจว่าตนเองเคยเป็นครอบครัวเดียวกันมาก่อน

          ทำให้ในช่วงทศวรรษ 1990 นักประวัติศาสตร์และนักผจญภัยหลายคนเริ่มศึกษาการเดินทางของ ซิเกอริคอีกครั้ง พวกเขาพบว่าแม้เส้นทางส่วนใหญ่จะถูกซ่อนอยู่ใต้ถนนสายใหม่ แต่โครงสร้างภูมิประเทศยังคงเหมือนเดิม หมู่บ้านหลายแห่งยังมีโบสถ์หรืออารามที่เคยใช้เป็นที่พักของผู้แสวงบุญ

          การค้นพบใหม่นี้ เกิดขึ้นพร้อมกับแนวโน้มของยุโรปในการสร้างอัตลักษณ์ร่วมหลังสงครามเย็น สภายุโรป (Council of Europe) ในเวลานั้นเริ่มผลักดันโครงการ Cultural Routes คือแนวคิดที่ว่าความเข้าใจในมรดกร่วมกันของยุโรปสามารถสร้างสันติภาพและความเคารพในความแตกต่างได้

          ในปี 1994 สภายุโรปจึงประกาศให้ Via Francigena เป็นหนึ่งใน Cultural Routes of the Council of Europe อย่างเป็นทางการ เส้นทางนี้จึงกลายเป็นมากกว่าเส้นทางศาสนา แต่มันคือเส้นทางของความทรงจำร่วมของทั้งทวีป

          การได้รับการรับรองจากสภายุโรปไม่ได้หมายถึงแค่ป้ายโลหะที่ปักอยู่ข้างทางเท่านั้น มันคือการยืนยันว่า “การเดิน” ก็สามารถเป็นเครื่องมือทางวัฒนธรรม เป็นรูปแบบของการเรียนรู้ข้ามพรมแดน

          Council of Europe มองว่าเส้นทางวัฒนธรรมคือห้องเรียนกลางแจ้งของยุโรป ที่เด็กๆ และเยาวชนสามารถเรียนรู้ประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรม ศิลปะ และภูมิปัญญาท้องถิ่นได้ผ่านการเคลื่อนไหวของร่างกายจริง การเดินทำให้ประวัติศาสตร์ไม่ใช่เพียงตัวอักษรในตำรา แต่กลายเป็นประสบการณ์ที่สัมผัสได้

          แนวคิดนี้ต่างจากการอนุรักษ์วัฒนธรรมแบบเดิมที่มักมองอดีตในฐานะสิ่งต้องห้ามยุ่ง เส้นทางอย่าง Via Francigena กลับเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ “เดินเข้าสู่อดีต” แล้วเรียนรู้ด้วยตัวเอง ผ่านทุกหมู่บ้าน โบสถ์ หรือภูเขาที่พวกเขาผ่าน

          เมื่อแนวคิดเริ่มแข็งแรงขึ้น เมืองและองค์กรท้องถิ่นหลายแห่งในอิตาลี สวิตเซอร์แลนด์ ฝรั่งเศส และอังกฤษ จึงเริ่มรวมตัวกันเพื่อดูแลเส้นทางนี้อย่างจริงจัง

          ในเดือนเมษายน ปี 2001 มีการก่อตั้งองค์กร European Association of the Via Francigena Ways (EAVF) ที่เมืองฟิเดนซา (Fidenza) ในจังหวัดพาร์มา (Parma) อิตาลี เพื่อทำหน้าที่เป็นหน่วยกลางในการดูแล พัฒนา และสื่อสารเส้นทางนี้อย่างยั่งยืน

          EAVF ทำงานร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่นกว่า 250 แห่ง องค์กรไม่แสวงหากำไรกว่า 90 แห่ง และภาคเอกชนอีกกว่า 40 หน่วย เพื่อรักษาความสมดุลระหว่าง “ความเป็นมรดกทางวัฒนธรรม” กับ “ศักยภาพทางการท่องเที่ยว”

          องค์กรนี้ยังเปิดโอกาสให้ชุมชนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม เช่น เจ้าของโรงแรม โบสถ์ โรงเรียน และร้านค้าในหมู่บ้าน ซึ่งทำให้เส้นทางนี้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้งในแบบที่ไม่ใช่เพียงของนักแสวงบุญ แต่เป็นของคนทุกคน

          ความงดงามของ Via Francigena อยู่ตรงที่มันไม่ได้เป็นเส้นทางของประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่เป็นพื้นที่ร่วมที่ทุกชาติในยุโรปมีส่วนแบ่ง ไม่ว่าจะเป็นทุ่งลาเวนเดอร์ในฝรั่งเศส เส้นทางหินกรวดบนเทือกเขาแอลป์ หรือทุ่งองุ่นของแคว้นทัสคานีในอิตาลี

การเดินผ่านเขตแดนในยุคนี้อาจไม่ต้องใช้พาสปอร์ตจริง ๆ แต่เส้นทางนี้กลับให้ “พาสปอร์ตทางวัฒนธรรม” แก่ผู้เดิน 

          บัตรแสตมป์ที่เรียกว่า Pilgrim’s Passport ซึ่งผู้เดินจะเก็บตราประทับจากจุดต่างๆ ที่ผ่าน เป็นทั้งที่ระลึกและบันทึกการเดินทาง

          แต่ในเชิงสัญลักษณ์ มันยิ่งใหญ่กว่านั้น มันคือการยืนยันว่าแม้เราจะต่างภาษา ต่างชาติ แต่เรายังมีเส้นทางร่วมที่เชื่อมโยงหัวใจของเราไว้ในรอยเท้าเดียวกัน

          หลายปีหลังจากได้รับการรับรอง โรงเรียนต่าง ๆ ในยุโรปเริ่มบรรจุ Via Francigena เข้าเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมภาคสนาม เด็กๆ จะได้เรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ สถาปัตยกรรมโรมัน การเกษตรพื้นถิ่น และการดูแลสิ่งแวดล้อมระหว่างทาง

          อย่างเช่นโครงการ “Walking with History” ในอิตาลี ที่ให้นักเรียนมัธยมเดินเส้นทางบางส่วนพร้อมครูและมัคคุเทศก์ท้องถิ่น ใช้เวลา 3 ถึง 5 วันเพื่อเรียนรู้ทั้งภูมิศาสตร์และวัฒนธรรม ความรู้ที่เด็กได้รับไม่ใช่แค่จากหนังสือ แต่จากเสียงฝีเท้าของตนเองที่ก้องสะท้อนบนทางหินเก่า

          สิ่งเหล่านี้สะท้อนหัวใจของโครงการ Cultural Route ของสภายุโรปได้อย่างชัดเจน 

          ว่าการศึกษาไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียนเสมอไป และวัฒนธรรมไม่ควรถูกจำกัดไว้ในพิพิธภัณฑ์

          การรับรอง Via Francigena กลายเป็นแรงบันดาลใจให้ประเทศอื่น ๆ พัฒนาเส้นทางวัฒนธรรมของตนเอง เช่น Camino de Santiago ในสเปน หรือ Saint Olav Ways ในสแกนดิเนเวีย แนวคิดของ “การเดินเพื่อเข้าใจตนเองและผู้อื่น” กลายเป็นภาษาสากลของยุโรป

เมื่อเส้นทางโบราณ Via Francigena กลายเป็นโมเดลแห่งการอยู่ร่วมกันในยุคดิจิทัล
Photo: Via Francigena

เมื่อเส้นทางโบราณ Via Francigena กลายเป็นโมเดลแห่งการอยู่ร่วมกันในยุคดิจิทัล
  บัตรแสตมป์ Pilgrim’s Passport
Photo: Via Francigena

3,200 กิโลเมตรแห่งการกระจายอำนาจ ทางเดินข้ามชาติเชื่อมความสามัคคี

          Via Francigena เป็นแบบจำลองแห่งความสำเร็จ เพราะขนาดและขอบเขตทางภูมิศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่กว่า 3,200 กิโลเมตร ที่พาดผ่าน 5 ประเทศ  ไม่เพียงแต่เชื่อมโยงอารยธรรมยุคกลางที่สำคัญที่สุด แต่ยังกลายเป็นกลไกอันทรงพลังในการกระจายความมั่งคั่งทางเศรษฐกิจสู่ชุมชนท้องถิ่น ตามแนวคิดการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

          เส้นทางนี้เริ่มต้นจากแคนเทอร์เบอร์รี ผ่านฝรั่งเศส (785 กม.) สวิตเซอร์แลนด์ (214 กม.) และอิตาลี (1,014 กม. ถึงโรม และต่อลงไปถึงซานตา มาเรีย ดิ เลอูกา) การเดินทางนี้เป็นพรมทอที่เชื่อมโยกภูมิประเทศและสถาปัตยกรรมระดับสูงสุดของยุโรป ตั้งแต่ศิลปะยุคก่อนโรมาเนสก์ไปจนถึงบาโรก

          การบริหารจัดการเส้นทางที่กว้างใหญ่ไพศาลนี้ต้องอาศัยการประสานงานข้ามชาติอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือการส่งเสริมความเข้าใจในคุณค่าร่วมของยุโรป

          ในแง่ของความยั่งยืน Via Francigena ยึดมั่นในหลักการการท่องเที่ยวเชิงช้า ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs)

          “ความท้าทายของเราคือการสร้างโอกาสทางรายได้ในพื้นที่ชนบทที่ผู้คนอาจไม่รู้จัก แทนที่จะไปกระจุกตัวในเมืองท่องเที่ยวใหญ่ ๆ” เจ้าหน้าที่ส่งเสริมการท่องเที่ยวภูมิภาคของฝรั่งเศษ ให้สัมภาษณ์เอาไว้

          ด้วยการดึงดูดนักเดินทางสู่หมู่บ้านโบราณและถนนสายรอง เส้นทางนี้ช่วยสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนท้องถิ่นตามเส้นทางกว่า 600 เทศบาล ทำให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง 

          การทำตัวเป็นสะพานเชื่อมข้ามพรมแดน ทำให้ Via Francigena ไม่ได้เป็นเพียงเส้นทางวัฒนธรรม แต่เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำงานเพื่อความสามัคคีและความเท่าเทียมในเชิงเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม

          สิ่งที่ทำให้ Via Francigena ประสบความสำเร็จเหนือเส้นทาง CoE อื่นๆ คือความสามารถในการสลัดภาพลักษณ์องค์กรวัฒนธรรมที่ชวนเดินในเส้นทางที่รัฐจัดเอาไว้ และปรับเปลี่ยนแรงจูงใจในการเดินทางไปสู่ “ประสบการณ์การแบ่งปันทางสังคม” 

          ซึ่งตรงกับความต้องการของนักเดินทางสมัยใหม่ที่แสวงหาการผจญภัยเชิงลึกและอัตลักษณ์ที่แท้จริง

          หากคุณคิดว่าการเดิน Via Francigena คือการเดินทางที่เคร่งครัดและเต็มไปด้วยการสวดอ้อนวอน คุณอาจจะประหลาดใจ การสำรวจแรงจูงใจของผู้เดินทางเผยให้เห็นว่า ภารกิจหลักในการออกเดินทางไม่ใช่เรื่องทางศาสนาเสมอไป

          จากการสำรวจของ CoE พบว่าแรงจูงใจอันดับแรกคือการแบ่งปันประสบการณ์’ คิดเป็น 42.7% ตามมาด้วยการท่องเที่ยว (33.4%) และวัฒนธรรม (32.4%) ในขณะที่แรงจูงใจด้านความศรัทธา ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางนี้นั้นมีเพียงแค่ 12.5% 

          ตัวเลขเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่า Via Francigena ได้เปลี่ยนสถานะตัวเองจาก เส้นทางแสวงบุญ ไปเป็น ประสบการณ์ชุมชน ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่บนร่องรอยประวัติศาสตร์

          การนำเสนอเส้นทางในฐานะการเดินทางเชิงประสบการณ์ที่เน้นการพักผ่อน การออกกำลังกาย การสำรวจ และความท้าทายส่วนบุคคล ทำให้สามารถดึงดูดกลุ่มคนเดินป่า นักปั่น และครอบครัว ได้กว้างกว่ากลุ่มผู้แสวงบุญดั้งเดิมมาก

          “ตลอดเส้นทางนี้ได้เชื่อมโยงพวกเราให้เป็นกลุ่มเดียวกัน มันทำให้เราได้พูดคุยเกี่ยวกับตัวเองในแบบที่ชีวิตประจำวันที่เร่งรีบไม่เคยเปิดโอกาสให้ทำได้” ฟาบิโอ เซ็คโค (Fabio Zecco) นักเดินทางจากโบโลญญา ที่เดินทางกับเพื่อนเพื่อเฉลิมฉลองการเอาชนะวิกฤตสุขภาพ ให้สัมภาษณ์เอาไว้

          ความสำเร็จนี้เกิดขึ้นจากเครือข่ายภาคเอกชนที่แข็งแกร่งกว่า 400 ราย ซึ่งเป็นผู้ประกอบการที่ให้บริการจริง เช่น โรงแรม ร้านอาหาร และร้านอุปกรณ์ ความหนาแน่นของเครือข่ายนี้ทำให้มั่นใจได้ว่านักท่องเที่ยวจะได้รับบริการที่มีคุณภาพสูงและครบถ้วน ซึ่งเป็นสิ่งที่เส้นทางวัฒนธรรมทางการของรัฐมักจะขาดไป

เมื่อเส้นทางโบราณ Via Francigena กลายเป็นโมเดลแห่งการอยู่ร่วมกันในยุคดิจิทัล
ปราสาทมอนเต ซานต์ แองเจโล (Castello di Monte Sant’Angelo) ในแคว้นปูเกลีย ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศอิตาลี หนึ่งในเส้นทาง Via Francigena
Photo: Via Francigena

เมื่อเส้นทางโบราณ Via Francigena กลายเป็นโมเดลแห่งการอยู่ร่วมกันในยุคดิจิทัล
แหลมกาบลังเน (Cap Blanc-Nez) บนชายฝั่งโกตโดปาล (Côte d’Opale) ทางตอนเหนือของประเทศฝรั่งเศส
Photo: Via Francigena

‘เส้นทางสำหรับทุกคน’ การโอบรับความหลากหลายและผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย

          “การเดินทางไม่ควรถูกจำกัดอยู่ที่คนที่แข็งแรงที่สุด แต่ควรเป็นสิ่งที่เปิดโอกาสให้กับคนที่อยากจะก้าวออกจากบ้านมากที่สุด เราจึงมี Via Francigena for All” 

          นี่คือคำประกาศของ มาร์ตินา บากนาสโก (Martina Bagnasco) หัวหน้าโครงการ EAVF ในด้าน Inclusive Tourism

          EAVF จึงร่วมมือกับหน่วยงานท้องถิ่นเพื่อทำแผนที่เส้นทางที่สามารถรองรับการเดินทางของผู้ใช้วีลแชร์ หรือผู้ที่มีข้อจำกัดด้านการเคลื่อนไหว 

          มีการปรับปรุงพื้นผิวทางเดิน สร้างทางลาดไม้ และจัดทำป้ายสัญลักษณ์ที่          อ่านง่ายพร้อมจุดพักที่ออกแบบให้เข้าถึงได้จริง นอกจากนี้ยังมีการพัฒนา “Accessible Routes” หรือเส้นทางเฉพาะที่สั้นกว่าแต่ยังคงมีคุณค่าทางวัฒนธรรมเท่าเทียมกับเส้นทางหลัก

          ในหลายเมือง เช่น Parma หรือ Fidenza จะมีบริการ “pilgrim support centers” ที่จัดอุปกรณ์ช่วยเหลือผู้พิการ เช่น รถเข็นที่เหมาะกับเส้นทางภูเขา หรือไม้เท้าเดินเขาพิเศษสำหรับผู้มีปัญหาการทรงตัว ที่สำคัญคือเจ้าหน้าที่ในแต่ละจุดมักเป็นอาสาสมัครท้องถิ่นที่ผ่านการอบรมมาโดยเฉพาะ เพื่อให้ความช่วยเหลือได้ทั้งเชิงกายภาพและจิตใจ

          ในปี 2022 โครงการ “Walk of Inclusion” ที่ EAVF ใช้เวลาพัฒนาอยู่หลายปี ได้รับความสนใจอย่างมากในอิตาลีตอนเหนือ เมื่อกลุ่มนักเดินทางกว่า 20 คนจากหลากหลายประเทศ ซึ่งมีทั้งผู้พิการทางสายตา ผู้ใช้รถเข็น และผู้ที่เคยประสบอุบัติเหตุจนไม่สามารถเดินได้ตามปกติ 

          ได้ร่วมกันเดินทางตามเส้นทาง Via Francigena ตั้งแต่เมือง Fidenza ไปจนถึง Lucca ระยะทางกว่า 100 กิโลเมตร

          หลักการสำคัญที่ตอกย้ำคุณค่าความเป็นยุโรปของ Via Francigena คือการให้ความสำคัญกับการไม่แบ่งแยก 

          โครงการ “Via Francigena for All” แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นที่จะทำให้เส้นทางโบราณนี้เข้าถึงได้สำหรับทุกคน ตั้งแต่ผู้พิการไปจนถึงผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว โดยเน้นย้ำว่าทุกคนมีคุณค่าในการเดินทาง

          การเดินทางแสวงบุญเป็นกิจกรรมที่ต้องใช้ร่างกายเป็นอย่างมาก แต่ EAVF ได้ร่วมมือกับองค์กรอย่าง AllTrails (แอปพลิเคชันสำหรับนักวิ่งเทรลและเดินป่า) และสมาคม B-Free เพื่อทำแผนที่เส้นทางอย่างละเอียด 

          โดยไม่ได้เพียงแค่ระบุว่าส่วนไหนง่ายต่อการเข้าถึงเท่านั้น แต่ยังทำงานเพื่อค้นหาวิธีแก้ไขปัญหาเพื่อให้ส่วนที่ยากสามารถเข้าถึงได้สำหรับผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย 

          ในโบรชัวร์ของเส้นทางนี้ กล่าวเอาไว้อย่างชัดเจนว่า “เส้นทางวัฒนธรรมนี้ต้องเป็นเครื่องมือเพื่อสุขภาพ การไม่แบ่งแยก และการพัฒนาท้องถิ่น เราเชื่อว่าการเดินป่าคือสิทธิของทุกคน” 

          นี่คือความพยายามที่เกินกว่าการปฏิบัติตามกฎหมาย เป็นการทำงานร่วมกันกับผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์จริง เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน

          “ต้องขอบคุณที่เขารับฟังข้อเสนอแนะของเรา เรือโดยสารจึงได้รับการปรับปรุงและติดตั้งอุปกรณ์ที่สมบูรณ์แบบเพื่อขนส่งคนพิการ” เปียโทร มาเทียร์ (Pietro Martire) จากองค์กรผู้พิการ Oltre il Muro ผู้พิการในอิตาลี ผู้ซึ่งใช้ชีวิตในวีลแชร์มา 21 ปี

          เปียโทรยังเล่าถึงบทบาทของเขาในการสร้างความตระหนักรู้ โดยการพบปะกับผู้ที่เดินทางใน Via Francigena นับพันคน เพื่อให้ความรู้เรื่องเส้นทางในอิตาลี และความสำคัญของการไม่แบ่งแยก 

          อีกประเด็นหนึ่งที่ EAVF ให้ความสำคัญอย่างมาก คือการสร้างความมั่นใจให้กับผู้หญิงที่เดินทางคนเดียว ซึ่งเป็นกลุ่มนักเดินทางที่เพิ่มจำนวนขึ้นต่อเนื่องในช่วงหลังโควิด-19 หลายเมืองได้พัฒนาโปรแกรม Safe Hostels ที่ผ่านการรับรองว่ามีระบบความปลอดภัยและมิตรไมตรีต่อผู้หญิง เช่น มีห้องพักเฉพาะสำหรับผู้หญิง มีระบบลงทะเบียนแบบไม่ต้องเปิดเผยชื่อเต็ม และมีสายด่วนประสานงานฉุกเฉินในแต่ละภูมิภาค

          ในเว็บไซต์ของ EAVF ยังมีหมวดคำแนะนำสำหรับ “Women on the Road” ที่รวบรวมเคล็ดลับการเดินทาง ตั้งแต่การเลือกเส้นทางที่เหมาะสมกับฤดูกาล ไปจนถึงเทคนิคการสื่อสารกับเจ้าบ้านในหมู่บ้านเล็กๆ ที่ภาษาอังกฤษไม่แพร่หลาย 

          สิ่งเหล่านี้สะท้อนแนวคิดที่ว่า เส้นทางวัฒนธรรมไม่ควรเป็นเพียงพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง แต่ควรเป็นพื้นที่ที่ทุกคนสามารถเดินได้อย่างมั่นใจและปลอดภัย

          แนวทางของ Via Francigena คือการทำให้ การเดินทาง กลายเป็นสิทธิ์ ไม่ใช่สิ่งหรูหรา มันทำให้ผู้คนเข้าใจว่าแม้ในสังคมที่เต็มไปด้วยความแตกต่าง เราก็ยังสามารถมีพื้นที่ร่วมที่เรียกว่าถนนเดียวกันได้

          เมื่อผู้พิการได้มีโอกาสเห็นวิวจากยอดเขาเดียวกันกับคนทั่วไป เมื่อเด็กๆ ได้รับตราประทับเดียวกับผู้ใหญ่ หรือเมื่อหญิงสาวเดินลำพังโดยไม่รู้สึกกลัว

          เส้นทางนี้ก็ได้กลายเป็นมากกว่าถนน มันกลายเป็นสัญลักษณ์ของยุโรปที่โอบรับความหลากหลายอย่างแท้จริง

          และนี่อาจเป็นคำตอบที่ดีที่สุดว่าทำไม Via Francigena จึงยังคงมีชีวิต ไม่ได้กลายเป็นเพียงเส้นทางประวัติศาสตร์แช่แข็ง แต่คือเส้นทางแห่งความหวัง ที่ทำให้ทุกคนที่ได้ก้าวเดินรู้สึกว่า 

          “ฉันก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวนี้ได้เช่นกัน”

เมื่อเส้นทางโบราณ Via Francigena กลายเป็นโมเดลแห่งการอยู่ร่วมกันในยุคดิจิทัล
Photo: B-Free

ล้อกิจกรรมให้ใกล้เคียงกับประวัติศาสตร์อย่างกลมกลืน

          ถ้าความงดงามของเส้นทางวัฒนธรรมอยู่ที่การเชื่อมอดีตเข้ากับปัจจุบันแล้วล่ะก็ Via Francigena ก็คือแบบอย่างที่ชัดเจนที่สุดของการทำให้ประวัติศาสตร์มีชีวิต

          การที่เส้นทางไม่ได้เพียงเล่าเรื่องของผู้แสวงบุญในอดีต แต่เชื้อเชิญให้ผู้เดินทางมีส่วนร่วมกับประสบการณ์ของคนเหล่านั้นจริงๆ ผ่านกิจกรรมที่ทั้งเรียบง่าย สนุก และแฝงด้วยจิตวิญญาณของเวลา 

          ทุกการเดินทางบนเส้นทาง Via Francigena เริ่มต้นด้วยสิ่งเล็กๆ ที่เรียกว่า Pilgrim’s Passport

          มันคือสมุดประจำตัวนักแสวงบุญที่ทำหน้าที่เสมือนบันทึกชีวิตในแต่ละวัน ผู้เดินจะได้รับตราประทับจากโบสถ์ ที่พัก ร้านอาหาร หรือสำนักงานท้องถิ่นตามเมืองที่ผ่าน เหมือนเป็นการบันทึกพยานแห่งเส้นทางในรูปของหมึกประทับ

          ในอดีต นักแสวงบุญยุคกลางต้องพก testimonium หรือใบรับรองการเดินทางเพื่อยืนยันว่าตนได้เดินไปยังสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จริง การมีตราประทับในแต่ละเมืองคือหลักฐานแห่งศรัทธาและความอดทน 

          Via Francigena ได้นำขนบนี้กลับมาอย่างสร้างสรรค์ ไม่ใช่เพียงของที่ระลึก แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้เดินรู้สึกว่าทุกก้าวมีค่า

          เมื่อครบเส้นทาง ผู้เดินจะได้รับ “Testimonium Viae Francigenae” เป็นใบรับรองจากสำนักโรมันอย่างเป็นทางการ 

          หลายคนบอกว่า ช่วงเวลาที่ได้ตราประทับสุดท้ายที่โรมคือช่วงเวลาที่อดีตและปัจจุบันมาบรรจบกันในหัวใจ

          “มันคือสมุดแห่งชีวิต ฉันไม่ได้สะสมตราประทับ แต่สะสมความรู้สึกในแต่ละวัน” นิโคลัส (Nicolas) นักเดินทางชาวฝรั่งเศสวัย 34 ปี เล่าให้ทีมงาน EAVF ฟัง

          แน่นอนว่าเส้นทางนี้ก็ม่ได้เป็นเพียงถนนแห่งศรัทธาเท่านั้น แต่ยังเป็นเส้นเลือดใหญ่ของรสชาติยุโรปด้วย 

          การเดินเท้าผ่านดินแดนกว่า 3,000 กิโลเมตร หมายถึงการเดินผ่านแหล่งอาหารที่มีเอกลักษณ์ที่สุดในโลก ตั้งแต่ชีสในนอร์มังดี ขนมปังในเบอร์กันดี ไปจนถึงไวน์ในทัสคานี

          โครงการ “Stop and Taste” ของ EAVF จึงถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้เดินทางได้สัมผัสประสบการณ์อาหารท้องถิ่นในแบบช้าๆที่เชื่อมโยงกับธรรมชาติและวัฒนธรรมของพื้นที่ 

          ร้านอาหารท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการจะได้รับตราสัญลักษณ์ “Taste Francigena” เพื่อยืนยันว่าใช้วัตถุดิบท้องถิ่น ปรุงตามสูตรดั้งเดิม และรักษาความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม

          นักเดินจำนวนมากบอกว่า “อาหารคือจุดพักที่ดีที่สุดของเส้นทาง” เพราะมันไม่ได้เติมพลังให้ร่างกายเท่านั้น แต่ยังเล่าเรื่องของผู้คนผ่านรสชาติ ตัวอย่างเช่น 

          ในแคว้น Lazio ร้านอาหารเล็ก ๆ แห่งหนึ่งเสิร์ฟ “zuppa di farro” (ซุปข้าวฟ่าง) ซึ่งเป็นอาหารที่นักแสวงบุญยุคกลางเคยกินจริงๆ เมนูนี้ถูกฟื้นขึ้นมาเพื่อต้อนรับนักเดินรุ่นใหม่ให้ได้ลิ้มรสประวัติศาสตร์ด้วย

          และเพื่อให้การเดินทางเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้ง่ายขึ้น EAVF ได้พัฒนาแอปพลิเคชัน “Via Francigena App” ที่รวมทุกสิ่งที่นักเดินต้องรู้ ตั้งแต่แผนที่เส้นทาง GPS จุดพัก ที่พักราคาประหยัด ร้านอาหาร ไปจนถึงจุดชมวิวที่ซ่อนอยู่ แอปยังเปิดให้ผู้ใช้บันทึกระยะทาง แชร์ภาพ และรับตราประทับดิจิทัลในสมุดพาสปอร์ตออนไลน์ได้ด้วย

          เทคโนโลยีนี้ไม่เพียงทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น แต่ยังเชื่อมโยงผู้คนผ่านประสบการณ์ร่วม นักเดินหลายคนใช้ฟีเจอร์ “share your step” เพื่อบันทึกภาพพร้อมพิกัดในแต่ละวัน ซึ่งต่อมาจะกลายเป็นแผนที่ของความทรงจำที่ทุกคนสามารถเห็นได้ในชุมชนออนไลน์ของ Via Francigena

          ไม่เพียงแต่กิจกรรมในโลกจริงและดิจิทัลเท่านั้น ชุมชนของ Via Francigena ยังมีการจัดเวิร์กชอปและเทศกาลเพื่อเชื่อมโยงนักเดินกับคนท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น “Francigena Festival” ที่จัดในเมือง Monteriggioni ทุกเดือนกรกฎาคม เมืองโบราณที่ล้อมรอบด้วยกำแพงหินจะกลายเป็นพื้นที่สำหรับการแสดงดนตรี การอ่านบทกวี และตลาดของชาวบ้าน

          สิ่งเหล่านี้ทำให้การเดินทางไม่ได้จบแค่ปลายทาง แต่กลายเป็นการแลกเปลี่ยนที่ต่อเนื่อง 

          ระหว่างผู้เดินกับเจ้าบ้าน ระหว่างอดีตกับปัจจุบัน

          “ถ้าไม่มีเสียงหัวเราะและกลิ่นอาหารของชาวบ้าน เส้นทางนี้ก็คงเป็นเพียงถนนสายหนึ่งเท่านั้น” เอลีนา รอสซี (Elena Rossi) เจ้าของร้านอาหารใน Siena ที่เข้าร่วมกับ Taste Francigena

          สิ่งที่น่าทึ่งคือ ทุกกิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้ถูกออกแบบเพื่อดึงความสนใจเชิงพาณิชย์ แต่เพื่อให้ผู้เดินในวันนี้ ได้เข้าใจผู้เดินในวันวาน

          เส้นทางที่เคยใช้เดินทางสู่กรุงโรมเพื่อแสวงบุญในศตวรรษที่ 10 ถูกทำให้กลายเป็นพื้นที่สำหรับการเรียนรู้ การแบ่งปัน และการพักใจ

          ในท้ายที่สุด สิ่งที่ Via Francigena ทำได้อย่างงดงามคือการทำให้ผู้คนได้อยู่ในยุคสมัยเดียวกับอดีต โดยไม่ต้องย้อนเวลา ทุกก้าวที่เหยียบลงบนดินคือการเดินทับรอยเท้าของคนเมื่อพันปีก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นการก้าวสู่โลกใหม่ที่เปิดกว้างกว่าเดิม

          ในยุคที่ผู้คนเดินทางด้วยความเร่งรีบ เส้นทางนี้จึงกลายเป็นพื้นที่สำหรับการชะลอ

          ชะลอเพื่อมองเห็น ชะลอเพื่อฟัง และชะลอเพื่อเข้าใจว่าประวัติศาสตร์ไม่ใช่สิ่งไกลตัว หากเรายังเดินไปบนถนนสายเดียวกัน

Tasting Tuscany บอกเล่าเรื่องราวของอาหารและวิถีชีวิต บนเส้นทางในแคว้นทัสคานี ประเทศอิตาลี

เมื่อการเดินกลายเป็นภาษาร่วมในยุโรปของผู้แสวงบุญยุคใหม่ 

          จะว่าไปแล้ว แรงจูงใจของผู้เดินทางวันนี้เปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อพันปีก่อนอย่างสิ้นเชิง ในอดีต ผู้คนเดินบนเส้นทางนี้ด้วยแรงศรัทธา เพื่อขออภัยบาป หรือเพื่อพิสูจน์ศักดิ์ศรีแห่งจิตวิญญาณ 

          แต่ในยุคที่โลกเต็มไปด้วยความเร่งรีบและเสียงรบกวน ผู้แสวงบุญรุ่นใหม่กลับเดินเพื่อเงียบลง เพื่อฟังเสียงของตัวเองท่ามกลางเสียงของยุโรปที่เปลี่ยนไป

          “มันไม่ใช่ศาสนา แต่มันคือการฟื้นคืนศรัทธาในชีวิต” คำบอกเล่าของมาร์ทา กัลลี (Marta Galli) หญิงสาวจากมิลานที่เริ่มต้นการเดินทางจากโลซานน์ลงไปโรมในปี 2022 สะท้อนจิตวิญญาณของผู้แสวงบุญรุ่นนี้อย่างชัดเจน 

          เธอบอกว่า “ฉันไม่ได้เดินเพราะพระเจ้าเรียก แต่เพราะฉันอยากหาว่าฉันยังเชื่อในอะไร”

          ใครก็ตามที่เคยเดินบน Via Francigena จะพูดคล้ายกันว่า เส้นทางนี้ค่อยๆ เปลี่ยนคุณไปทีละวัน 

          จากก้าวแรกในอังกฤษจนถึงกำแพงโรม ทุกหมู่บ้านและโบสถ์เล็กๆ คือจุดพักที่บังคับให้คุณลดจังหวะชีวิตลง

          การเดินผ่านเขตชนบทของแคว้นเบอร์กันดี ทำให้ผู้คนได้สัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่นที่ยังคงรักษาวิถีชีวิตแบบเกษตรกรรมไว้ เช่นเดียวกับการได้พักในออสเตลโล เดล เปลเลกรีโน (ostello del pellegrino) ซึ่งเป็นที่พักผู้แสวงบุญราคาถูกที่ชาวบ้านอาสาเปิดให้พักฟรี

          สิ่งเหล่านี้ทำให้เส้นทางนี้กลายเป็นการเรียนรู้ความกรุณา ที่แผ่ไปทั่วหมู่บ้านเล็กๆ ในยุโรป

          ชาวบ้านเล่าว่า หลังจากทางการบูรณะเส้นทางและมีผู้แสวงบุญกลับมาเดินมากขึ้น เศรษฐกิจท้องถิ่นก็ฟื้นตัว ร้านเบเกอรี่และโบสถ์เก่าได้รับการบูรณะใหม่ 

          “Via Francigena คืนชีวิตให้เรา เหมือนเรากลายเป็นส่วนหนึ่งของประวัติศาสตร์อีกครั้ง” คำพูดของชาวบ้านคนหนึ่งในเบอร์กันดีบ่งบอกความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างคนท้องถิ่นกับนักเดินทาง

          แม้จะเป็นเส้นทางโบราณ แต่การเดินบน Via Francigena ในศตวรรษที่ 21 นั้นผสมผสานกับเทคโนโลยีเอาไว้ ผู้แสวงบุญรุ่นใหม่ใช้แอปพลิเคชัน เช่น Via Francigena App หรือ Cammino Maps เพื่อวางแผนเส้นทาง คำนวณระยะทาง และจองที่พัก 

          ขณะเดียวกันพวกเขายังใช้โซเชียลมีเดียบันทึกประสบการณ์ แชร์ภาพวิวหมู่บ้านเล็กๆ ที่แทบไม่มีคนรู้จัก

          “มันคือการเดินแบบร่วมสมัย เงียบกับตัวเองแต่เชื่อมต่อกับโลก” โทมัส เบคเกอร์ (Thomas Becker) นักเดินทางชาวเยอรมันเล่าประสบการณ์ให้กับ CoE 

          เขาอธิบายว่า เส้นทางนี้ไม่ได้ปฏิเสธเทคโนโลยี แต่ทำให้ผู้คนรู้จักใช้มันอย่างช้าลง มีสติ และใส่ใจต่อสิ่งรอบตัวมากขึ้น

          ในปี 2023 ทาง EAVF รายงานว่ามีผู้เดินทางบนเส้นทางนี้กว่า 50,000 คนต่อปี จากมากกว่า 60 ประเทศทั่วโลก ตัวเลขนี้แม้ไม่เทียบเท่า Camino de Santiago ของสเปน แต่เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง 

          โดยเฉพาะหลังการระบาดใหญ่ของโควิด-19 ซึ่งทำให้ผู้คนกลับมามองการเดิน เป็นการเยียวยา

          ในอิตาลี มีการจัด “Festival della Via Francigena” ทุกปี เพื่อเฉลิมฉลองเส้นทางนี้ในฐานะสมบัติร่วมของยุโรป งานดังกล่าวรวมทั้งการแสดงดนตรีพื้นบ้าน นิทรรศการภาพถ่ายผู้แสวงบุญ และเวิร์กชอปเกี่ยวกับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ทำให้เส้นทางนี้มีชีวิตชีวาในมิติร่วมสมัย

          สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้เดินทางหลายคนเมื่อถึงโรมแล้ว ไม่ได้พูดถึงการสิ้นสุดของการเดิน แต่พูดถึงการเริ่มต้นใหม่แทน 

          ดังนั้น เมื่อใครสักคนถามว่า ทำไมคุณถึงเดิน?

          คำตอบอาจไม่ใช่ “เพราะพระเจ้าเรียก” อีกต่อไป แต่เป็น “เพราะโลกนี้ยังมีทางให้เดิน” 

          ทางที่ชื่อว่า Via Francigena

บรรยากาศการเฉลิมฉลองและการเดินเท้าของผู้แสวงบุญ Festival della Via Francigena

เครือข่ายเมือง มรดก และอนาคตของ Via Francigena

          หากในอดีต Via Francigena คือเส้นทางแห่งศรัทธา วันนี้มันได้กลายเป็นเส้นทางแห่งความร่วมมือระดับทวีป ที่ผูกโยงหมู่บ้าน ชุมชน เมือง และประเทศเข้าด้วยกันผ่านวัฒนธรรมเดียว 

          วัฒนธรรมของการเดิน การเปิดประตูบ้าน และการแบ่งปัน

          “ทุกเมืองคือผู้ดูแลเส้นทางร่วมกัน” มัสซิโม เทเดสชี (Massimo Tedeschi) ประธานกิตติมศักดิ์ของ EAVF กล่าว 

          “Via Francigena ไม่ได้เป็นของประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นของยุโรปทั้งทวีป”

          แนวคิดนี้สะท้อนแนวทาง “subsidiarity” ของยุโรป  คือการกระจายอำนาจลงสู่ท้องถิ่น ให้ชุมชนเป็นเจ้าของมรดกของตนเอง ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนหนึ่งของเรื่องราวที่ใหญ่กว่า

          ในทศวรรษที่ผ่านมา EAVF ได้ผลักดันให้ Via Francigena ถูกขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกของยูเนสโก (UNESCO World Heritage Site) โดยให้เหตุผลว่า เส้นทางนี้เป็น “พยานแห่งความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างยุโรปเหนือและใต้ ที่ยังมีชีวิตมาจนปัจจุบัน”

          แม้การขึ้นทะเบียนยังอยู่ในขั้นตอนการประเมิน แต่หลายเมืองตามเส้นทางได้เตรียมเอกสารและข้อมูลร่วมกัน เพื่อยืนยันคุณค่าทางประวัติศาสตร์และสังคม เช่น โครงสร้างสะพานยุคกลางในฝรั่งเศส โบสถ์โรมาเนสก์ในสวิตเซอร์แลนด์ และหมู่บ้านหินในแคว้นทัสคานี ซึ่งล้วนเป็นร่องรอยที่ยังเดินได้ของยุโรปยุคกลาง

          ในขณะเดียวกัน ทางสภายุโรปและคณะกรรมาธิการยุโรปก็สนับสนุนงบประมาณผ่านโครงการ Creative Europe และ Interreg Europe เพื่อพัฒนาเส้นทางให้ตอบโจทย์การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน และเข้าถึงได้สำหรับทุกคน รวมถึงผู้สูงอายุและผู้พิการ

          เส้นทางนี้จึงไม่ได้ถูกอนุรักษ์ไว้เพียงเพราะอดีต แต่ถูกปรับให้เดินต่อได้ในอนาคต

          แม้จะมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง แต่ Via Francigena ก็เผชิญกับความท้าทายใหม่ๆ เช่น ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่ทำให้บางส่วนของเส้นทาง 

          โดยเฉพาะบริเวณเทือกเขาแอลป์และตอนเหนือของอิตาลี เผชิญอุทกภัยและดินถล่มบ่อยครั้ง อีกทั้งความไม่สมดุลของจำนวนนักเดินทางระหว่างประเทศ 

          อังกฤษและฝรั่งเศสยังค่อนข้างเงียบเมื่อเทียบกับอิตาลี ซึ่งกลายเป็น “หัวใจการเดินทาง” ของเส้นทางนี้

          EAVF และองค์กรท้องถิ่นจึงต้องปรับกลยุทธ์ เช่น สร้างเส้นทางแยก เพื่อกระจายนักท่องเที่ยวไปพื้นที่อื่น และจัดอบรมให้ไกด์ท้องถิ่นเข้าใจเรื่องสิ่งแวดล้อมและมรดกทางวัฒนธรรมมากขึ้น

          ที่ผ่ามา Via Francigena ทำหน้าที่เป็น ศูนย์กลางความเชี่ยวชาญ ด้านการจัดการเส้นทางวัฒนธรรม โดยไม่เพียงแต่ใช้เส้นทางเพื่อการท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังใช้เป็นห้องทดลองสำหรับการวิจัยและการฝึกอบรมบุคลากรยุคใหม่ 

          ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและการให้ความรู้เฉพาะทาง EAVF จึงพร้อมที่จะเป็นตัวอย่างและถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน ‘การท่องเที่ยวเชิงช้า’ สู่สากล

          EAVF มองว่าการลงทุนในคนรุ่นใหม่คือการลงทุนในอนาคตของเส้นทาง EAVF ได้รับทุนจากโครงการ Erasmus+ ถึงสองครั้ง ซึ่งทำให้บัณฑิตจบใหม่กว่า 170 คนที่อาศัยอยู่ในเมืองตามแนว Via Francigena ได้รับการฝึกอบรมวิชาชีพในต่างประเทศ (สเปน ฝรั่งเศส อังกฤษ) ในสาขาการท่องเที่ยว การตลาด และการสื่อสาร

          ความสำเร็จนี้ทำให้ EAVF ได้รับ Mobility Card ซึ่งรับประกันเงินทุนสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 7 ปีสำหรับการเคลื่อนย้ายบุคลากรด้านอาชีวศึกษา นี่คือกลยุทธ์ที่ล้ำลึกที่รับประกันว่าบุคลากรที่ให้บริการตามเส้นทางจะได้รับการฝึกอบรมตามมาตรฐานยุโรปอย่างต่อเนื่อง

          นอกจากนี้ Via Francigena ยังถูกใช้เป็นหัวข้อสำหรับการวิจัยทางวิชาการ นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เช่น IUAV University of Venice ได้ทำวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับบทบาทของเส้นทางนี้ในการพัฒนาการท่องเที่ยวช้าและยั่งยืน 

          ด้วยการเปลี่ยนเส้นทางวัฒนธรรมให้เป็น “สถาบันการเรียนรู้แบบเปิด” Via Francigena จึงไม่ได้แค่รักษาอดีตไว้ แต่กำลังสร้างผู้เชี่ยวชาญรุ่นใหม่ที่จะรับประกันการอยู่รอดของเส้นทางในอนาคต

          ในปีนี้ Via Francigena กำลังก้าวสู่จุดสูงสุดครั้งใหม่ ด้วยการเตรียมพร้อมรับมือกับ ปีศักดิ์สิทธิ์ 2025 (Jubilee Year) ที่คาดว่าจะดึงดูดผู้แสวงบุญเป็นจำนวนมหาศาล ควบคู่ไปกับการผลักดันอย่างเต็มที่เพื่อขึ้นทะเบียนเป็น มรดกโลกของยูเนสโก การลงทุนเชิงกลยุทธ์และวิสัยทัศน์ที่มุ่งเน้นความยั่งยืนนี้ เป็นการตอกย้ำถึงความคาดหวังที่จะเห็นเส้นทางโบราณนี้เติบโตไปอีกหลายศตวรรษ 

          การเดินทางสู่โรมมีความหมายพิเศษใน ปีศักดิ์สิทธิ์ 2025 รัฐบาลอิตาลีได้อัดฉีดงบประมาณกว่า 22 ล้านยูโร เพื่อลงทุนในการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัย และป้ายบอกทาง 

          เงินทุนจำนวนมหาศาลนี้คือตัวเร่งที่ทำให้การปรับปรุงเส้นทางก้าวหน้าไปหลายปีในระยะเวลาอันสั้น โดยมีเป้าหมายคือการต้อนรับผู้แสวงบุญให้ได้ 100,000 คนในปี 2025 ซึ่งเพิ่มขึ้นสองเท่าจากปีก่อน 

          “ปีศักดิ์สิทธิ์ 2025 ไม่ใช่แค่เรื่องของศาสนา แต่เป็นแรงผลักดันครั้งใหญ่สำหรับโครงสร้างพื้นฐานและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของอิตาลี มันคือโอกาสที่จะทำให้ Via Francigena สวยงามขึ้น และเข้าถึงได้ง่ายขึ้นตลอดเส้นทางทั้งหมด ตั้งแต่แคนเทอร์เบอร์รีไปจนถึงซานตา มาเรีย ดิ เลอูกา” ผู้บริหารระดับสูงของ EAVF กล่าวถึงการเตรียมพร้อมในปี 2025

          ขณะเดียวกัน ความมุ่งมั่นในการเสนอชื่อเป็นมรดกโลกของยูเนสโกก็กำลังดำเนินไปอย่างเต็มที่ 

          ด้วยการผสานแรงผลักดันทางศาสนาเข้ากับการสนับสนุนทางนโยบายและการแสวงหาการยอมรับระดับโลก ทำให้ Via Francigena ไม่ได้เป็นแค่เส้นทางในความทรงจำ แต่เป็นวิสัยทัศน์แห่งการเติบโตที่ยั่งยืน ซึ่งพร้อมจะต้อนรับโลกทั้งใบในทศวรรษหน้า

เมื่อเส้นทางโบราณ Via Francigena กลายเป็นโมเดลแห่งการอยู่ร่วมกันในยุคดิจิทัล
การประชุม EAVF ในปีศักดิ์สิทธิ์ 2025 เพื่อขับเคลื่อนอนาคตของ Via Francigena สู่ระดับโลก
Photo: Via Francigena

เมื่อเส้นทางโบราณ Via Francigena กลายเป็นโมเดลแห่งการอยู่ร่วมกันในยุคดิจิทัล
Photo: Via Francigena

เมื่อการเดินป่ากลายเป็นปรัชญา

          Via Francigena ไม่ได้เป็นเส้นทางวัฒนธรรมที่ประสบความสำเร็จเพราะความเก่าแก่เท่านั้น แต่เพราะความเต็มใจที่จะเปลี่ยนแปลงและตอบสนองต่อความต้องการของนักเดินทางในศตวรรษที่ 21

          จากรากฐานของการรับรองโดยสภายุโรป สู่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการนำทางและดูแลความปลอดภัย  ไปจนถึงการเปลี่ยนจุดเน้นจากการแสวงบุญทางศาสนาไปสู่การแบ่งปันประสบการณ์ทางสังคม  Via Francigena ได้ถอดรหัสและตีความมรดกทางวัฒนธรรมใหม่ในฐานะการท่องเที่ยวเชิงคุณค่า

          มันสอนเราว่า เส้นทางที่ยั่งยืนนั้นต้องให้ความสำคัญกับทุกคน สร้างความผูกพันที่จับต้องได้ และสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจของชุมชนเล็ก ๆ ตามแนวเส้นทาง 

          Via Francigena จึงเป็นแบบจำลองอันทรงพลัง ที่พิสูจน์แล้วว่า การเดินช้า ๆ สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด และความเข้าใจร่วมกันในคุณค่าของมนุษย์นั้น ไม่ได้เกิดขึ้นในห้องประชุม แต่เกิดขึ้นบนถนนฝุ่นแดงแห่งทัสคานี ภายใต้ดวงตะวันเดียวกับที่ผู้แสวงบุญเมื่อหนึ่งพันปีก่อนเคยสัมผัส

          สามทศวรรษหลังจากได้รับการรับรอง เส้นทาง Via Francigena ได้กลายเป็นทั้งสัญลักษณ์ของการเชื่อมโยงยุโรป และเป็นห้องทดลองของการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในยุคที่ผู้คนเริ่มโหยหาความช้าของชีวิต การเดินกลายเป็นรูปแบบของการกลับไปฟังเสียงของร่างกายและธรรมชาติ

          และที่สำคัญ คือชุมชนตลอดเส้นทางได้รับประโยชน์ทั้งในเชิงสังคม วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ

          EAVF เองยังคงขับเคลื่อนเส้นทางนี้ต่อไป ทั้งในมิติสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และการเข้าถึงของทุกกลุ่มประชากร เพื่อให้แน่ใจว่า “การเดินข้ามยุโรป” จะไม่ใช่เพียงความฝันของคนบางกลุ่ม แต่เป็นโอกาสที่ทุกคนสามารถเข้าถึงได้

          หากมองจากมุมสูง เส้นทาง Via Francigena คือรอยต่อระหว่างอดีตกับอนาคต 

          ระหว่างการเดินของพระในยุคกลางกับนักเดินสมัยใหม่ที่ถือสมาร์ทโฟนในมือ

          แต่เมื่อคุณได้ยืนอยู่บนถนนหินกรวดในหมู่บ้านเล็กๆ ของทัสคานี หรือมองเห็นยอดโดมของโรมอยู่ลิบๆ คุณจะรู้ว่าเส้นทางนี้ไม่เคยตายไปเลย มันเพียงรอให้คนรุ่นใหม่กลับมา “เดินอ่าน” มันอีกครั้ง  

          เพื่อจะได้เข้าใจว่าการเป็น “ชาวยุโรป” ไม่ได้วัดกันด้วยเส้นพรมแดน แต่ด้วยความสามารถในการก้าวไปข้างหน้าโดยไม่ลืมอดีต

          และบางที นั่นอาจเป็นบทเรียนที่ทรงพลังที่สุดของ Via Francigena เส้นทางที่ไม่ได้เพียงพาเรากลับไปยังกรุงโรม แต่พาเรากลับไปหาความเป็นมนุษย์ของเราเอง


ที่มา

เว็บไซต์ Council of Europe (Online)

เว็บไซต์ Cicerone (Online)

เว็บไซต์ Olive Tree Route (Online)

เว็บไซต์ Via Francigena (Online)

เว็บไซต์ Tourism4SDGs (Online)

เว็บไซต์ Galiwonder (Online)

เว็บไซต์ Visit Tuscany (Online)

เว็บไซต์ Pilgrims to Rome (Online)

เว็บไซต์ MDPI (Online)

เว็บไซต์ Camino Ways (Online)

เว็บไซต์ Italia (Online)

เว็บไซต์ Bundespräsidialamt (Online)

เว็บไซต์ Erusmus Plus (Online)

เว็บไซต์ Unesco (Online)

Cover Photo: Orsieres

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก