วสุรีย์ พิศุทธิ์สินธพ นักขายลิขสิทธิ์หนังสือไทย ในวันที่เข้าใจความหมายของชีวิต

12 views
7 mins
December 9, 2025

          เธอมาพร้อมกับรอยยิ้มขณะที่อากาศด้านนอกร้อนเดือดมากกว่า 36 องศา ก่อนจะนั่งลงตรงหน้า เริ่มบทสนทนาโดยไม่เปิดโอกาสให้อีกฝั่งได้แนะนำตัวระรัวเรื่องราวในความทรงจำ ฉายฉากตอนเรื่องเล่าชีวิตตั้งแต่จุดเริ่มต้นถึงปัจจุบัน ด้วยแววตาอันเปี่ยมล้นไปด้วยประกายแห่งความหลงใหลในตัวตน

          ปอ-วสุรีย์ พิศุทธิ์สินธพ อนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA) และ Co-Founder Monster Agency เธอเล่าถึงที่มาที่ไปของชีวิตว่าไม่ได้เริ่มงานส่งออกหนังสือเป็นงานแรก แต่กลับเป็นชีวิตพลิกผันต่างหาก 

          จากอดีตครูคอมพิวเตอร์หนีไปสอบบริหารการศึกษาผ่าน แต่ก็ละทิ้งชีวิตเรือจ้างมาเรียนปริญญาโทสายการตลาดสาขาการสื่อสาร จบมาทำงานเอเจนซี ไม่อินเรื่องการทำงานเชิงธุรกิจที่ฟาดฟันกันจริงจังจนต้องนั่งหางานใหม่ ไปเดินร้านหนังสือเจอว่าหนังสือคอมิกของไทยก็สนใจ หลงใหลจนค้นเจอเขาเปิดรับสมัครงานฝ่ายวิชาการ ถูกเรียกสัมภาษณ์ เริ่มทำงานฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์การตลาด แล้วชีวิตก็หันมาขายหนังสือเด็ก จนตอนนี้ได้กลายเป็นความหมายของชีวิตไปโดยไม่รู้ตัว

          “ผ่านมา 20 ปี ตัวเชื่อมของเรามันคือเด็ก เราชอบทำงานกับเด็กมาก ไม่ใช่เพราะหนังสือเลยที่ได้เข้ามาในวงการนี้” เธอหัวเราะ

          ไม่เพียงแค่เรื่องเด็กคือจุดเชื่อมที่ทำให้ปอยังอยู่ในวงการส่งออกหนังสือไทยไปต่างประเทศ แม้จะออกจากงานประจำกลายเป็นฟรีแลนซ์เต็มตัวเพราะเรื่องสุขภาพก็ตาม แต่สิ่งที่เธอให้ความสำคัญมากกว่าเรื่องอื่นใด

          “คือก่อนตาย ฉันอยากจะทำอะไรให้สังคมดีนะ”

วสุรีย์ พิศุทธิ์สินธพ นักขายลิขสิทธิ์หนังสือไทย วันที่เข้าใจว่าชีวิตมีความหมายเพื่อสังคม

เรือจ้างหัวใจ E.Q.

          บางครั้งชีวิตตอนนี้ก็อาจจะมาจากจุดเริ่มต้นของชีวิตที่เรามีความสุข สนุกที่ได้ลงมือทำ จนวันเวลาการเติบโตพาเปลี่ยนแปลงไปเจอสิ่งต่างๆ มากมาย ก่อนจะค้นพบว่าสิ่งที่เคยทำมานั้นมันมีความหมายกับตัวเอง เช่นเดียวกับที่ปอทำในสิ่งที่เธอรัก พอรู้ตัวอีกครั้งเวลาก็ล่วงเลยมา

          “20 ปีที่แล้ว เราเรียนครุศาสตร์คอมพิวเตอร์ จริงๆ เราไม่ชอบคอมพิวเตอร์เลยนะ แต่พอดีมันมีคำว่า ครุศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วเราก็ชอบเด็กอยู่แล้ว เลยคิดว่าเรียนก็ได้วะ (หัวเราะ)”

          ระหว่างเรียนสิ่งที่ปอทำคือการออกไปทำค่ายเกี่ยวกับเด็ก พอเรียนจบก็ไปเป็นครูที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัยอยู่ 2-3 ปี ก่อนจะย้ายมาทำงานเอเจนซี แล้วพบว่าสิ่งที่ทำมีความเป็นธุรกิจมากเกินไปจนเกิดความรู้สึกไม่อินในอาชีพ จากนั้นโชคชะตาก็พลิกชีวิตเธออีกหนหลังจากพลิกหนังสือด้วยความสงสัย

          “เราเป็นคนชอบเดินร้านหนังสือนะ แล้วก็ไปเจอหนังสือเล่มหนึ่งชื่อ นายขนมต้ม เป็นหนังสือคอมิก แบ่งเป็นช่องๆ แบบการ์ตูนญี่ปุ่นเลยไปซื้อมาอ่าน พอพลิกด้านหลังปุ๊บก็เจอโปรไฟล์สำนักพิมพ์เราก็ไปเสิร์ชดู

          “วันหนึ่งก็เสิร์ชไปเจอเขารับสมัครพนักงานฝ่ายวิชาการ แต่ไอ้เรานี่ไม่เหมาะเลยกับฝ่ายวิชาการ เพราะเรียนตรีครุศาสตร์ เรียนโท PR Marketing ยังไงก็ไม่ได้แน่ๆ

          “แต่เราอยากทำเลยลองสมัครไปก่อน ปรากฏเขาเรียกสัมภาษณ์ (หัวเราะ) จนได้ไปทำงานในส่วนของฝ่ายสมาชิกสัมพันธ์การตลาด จากวันนั้นก็ทำยาวเลย”

          การตัดสินใจสมัครงานมาที่ E.Q. Plus Publishing เพราะเธอมองว่าเป็นสำนักพิมพ์ที่ทำหนังสือการ์ตูนสำหรับเด็ก เป็นสิ่งที่เธออยากทำและตอบแพสชั่นในใจลึกๆ ที่เธอมีต่อเด็ก ปอเล่าต่อว่าตอนนั้นที่บริษัทยังไม่มีการตลาด ส่วนใหญ่จะเป็นนักเขียนกับกอง บ.ก. ที่เริ่มจากกลุ่มเล็กๆ และจัดจำหน่ายโดยอมรินทร์

          “สมัยนั้นด้วยความที่เป็นโฮมออฟฟิศ ช่วงเวลาพักของนักเขียนเขาก็จะเก็บฟิกเกอร์ อ่านการ์ตูนญี่ปุ่น เราก็คิดว่าทำไมหนังสือเราไม่มีคนต่างชาติอ่านบ้าง เหมือนที่เราซื้อของญี่ปุ่นมาอ่าน แล้ววันหนึ่งก็เริ่มรู้สึกว่าต้องไปดูงานแฟร์ หลังจากนั้นก็เลยกลับมาคุยกันว่า จะขายลิขสิทธิ์หนังสือกันปะล่ะ แล้วเราก็เริ่มขาย”

วสุรีย์ พิศุทธิ์สินธพ นักขายลิขสิทธิ์หนังสือไทย วันที่เข้าใจว่าชีวิตมีความหมายเพื่อสังคม

ฉันไม่เจ็บกับหลานรักนักขาย

          ความสนุกเริ่มจากตรงนี้ ตรงที่ทุกคนในทีมลงความเห็นร่วมกันว่าจะพาลิขสิทธิ์หนังสือไทยออกเดินทางไกลไปต่างแดน พร้อมความหวัง ความฝัน แรงผลักดันจากความหลงใหลเร่งเคลื่อนสุดกำลังของทุกคนในทีม ก่อนจะพบว่าการออกไปขายหนังสือในปีแรก และเล่มแรกต้องหอบแห้งเพราะค่าใช้จ่ายที่สูงลิ่วสุดลูกหูลูกตา

          “เราเคยไปแฟรงก์เฟิร์ตมาแล้วมันไม่สำเร็จ กลับมาก็รู้สึกว่าเปลืองเงิน เพราะการเดินทางไปยุโรปแต่ละทีมันมีค่าใช้จ่ายสูง แต่ระหว่างนั้นเราก็ต้องมาทำการบ้านว่าทำยังไงถึงจะขายได้ มันก็ต้องมีเป้าหมาย มีนู่น มีนี่ มีนั่น เยอะเลย

          “แล้วพอไปทริปที่ไต้หวันหน้าที่เราเป็นแค่ที่ปรึกษาการขาย ตอนนั้นทุกคนมีความเชื่อว่า กองบรรณาธิการเขาเป็นคนผลิตหนังสือเขาจะพรีเซนต์หนังสือที่เขาผลิตได้ดีที่สุด แต่พอกลับมาไทยเราก็มานั่งคุยกันว่ากอง บ.ก. ขายไม่ได้หรอก เพราะการถูกปฏิเสธบ่อยๆ มันทำให้สมรรถภาพในการสร้างสรรค์หนังสือลดลง แต่กับเราที่เป็นการตลาด ไม่เป็นไร ฉันไม่เจ็บ

          “ที่บอกว่าไม่เจ็บ เพราะนักเขียนกับกอง บ.ก. เขาจะดูแลหนังสือของเขาเหมือนลูก เรามันก็เป็นแค่ป้าดูแลหลาน เราไม่ได้คลอดออกมา เพราะฉะนั้นเรารับได้เรื่องข้อบกพร่อง ข้อด้อย ข้อดี แต่เพราะเป็นหลาน เราก็มองอยู่ห่างๆ อย่างห่วงๆ”

          ระหว่างทางเรียนรู้ผิดถูกเพื่อเก็บเกี่ยวประสบการณ์ขาย และตามหาเนื้อคู่ที่แท้จริง หลายคนอาจมองว่า 3 ปีเป็นเวลาที่นานเกินรอ แต่ในมุมของคนทำงาน นอกจากเรื่องทรัพย์สินและเวลา ความฝันก็ค่อยๆ ทลายลง แต่สุดท้ายฟ้าหลังฝนของการรอคอยก็คุ้มค่าเสมอ

          “จำได้ว่าไปออกบูทขายที่เกาหลี เราไปเฝ้าบูทกับน้องในกอง บ.ก. ที่พูดญี่ปุ่นได้ แต่ตอนนั้นเราอยู่คนเดียว ภาษาอังกฤษเราก็ป้อแป้พูดภาษาอื่นไม่ได้เลย (หัวเราะ) เป็นโอกาสที่ดีได้พบเจ้าของสำนักพิมพ์ต่างชาติ เขาสนใจหนังสือของเรา เลยเกิดการพรีเซนต์ ต่อรองราคา และรายละเอียดการขาย เราโชคดีมากที่เจ้านายให้สิทธิ์และอำนาจในการเจรจานี้กับเรา นี่เลยเป็นครั้งแรกที่ขายหนังสือทีเดียวได้ 10 เล่มเลย เพราะเราเสนอขายแบบยกเซต (หัวเราะ)

          “อีกครั้งก็ไปลองออกบูทเองที่ประเทศมาเลเซีย แล้วก็มีผู้ชายคนหนึ่งเขาเดินผ่านมาบูทเรา แล้วก็หยิบหนังสือเราขึ้นมาดู แล้วก็พูดว่านี่มันหนังสือเกาหลีนี่นา แล้วก็วางเหมือนโยนลงตรงหน้า ถามว่าโกรธไหม เราดึงหนังสือกลับเลย แล้วก็บอกไม่ใช่เกาหลีนี่หนังสือภาษาไทย จริงๆ อันนี้มันก็ไม่ได้มาจากเกาหลีนะ ออริจินัลคือสไตล์ญี่ปุ่นที่เรียกว่า มังงะ (Manga) ถ้าเป็นเกาหลีเรียกว่า มันฮวา (Manhua) แต่ว่าอันนี้เป็นหนังสือไทยออริจินัลคอนเทนต์ไทยเราทำเอง

          “แล้วเขาก็ถามเราต่อว่ามันต่างกับหนังสือเกาหลียังไง ไม่รู้สิ ไม่เคยอ่านหนังสือเกาหลี (หัวเราะ) เคยอ่านแต่หนังสือไทย ถ้าจะถามว่าหนังสือฉันดียังไง ฉันอธิบายได้ เราเลยบอกว่าบูทเกาหลีเดินตรงไป หนังสือเกาหลีเดินไปอีก 2 บูทแล้วก็เลี้ยวขวาอยู่ตรงนู้นนู่น เขาก็บอก อ้าวขอโทษทีนึกว่าเป็นหนังสือเกาหลี แล้วเขาก็ไป

          “แต่พอวันรุ่งขึ้น ถึงรู้ว่าเขาก็เป็นเจ้าของบริษัทหนังสือรายใหญ่ของมาเลเซีย พากอง บ.ก. มาด้วย 3-4 คน แล้วก็บอกว่าช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยว่าหนังสือของเรามีดีตรงไหน เนี่ย เปลี่ยนคำถามค่อยน่าคุยด้วยหน่อย (หัวเราะ) เราก็เล่าๆคุยๆ ให้ฟัง

          “สุดท้ายนับจากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็เป็นคู่ค้าพาร์ตเนอร์กันด้วยดี เขาซื้อทีซื้อเป็น 100 เล่ม จนตอนนี้ E.Q. Plus ไม่มีอะไรจะขายแล้ว เพราะขายไปมาเลเซียหมดทุกเล่มในแคตตาล็อก ยกเว้นคอนเทนต์ที่ไทยจ๋า พวกประวัติศาสตร์ไทย ขายไม่ได้ มันจะต้องมีความเป็นอินเตอร์นิดหนึ่ง ถึงจะซื้อง่ายขายคล่อง”

วสุรีย์ พิศุทธิ์สินธพ นักขายลิขสิทธิ์หนังสือไทย วันที่เข้าใจว่าชีวิตมีความหมายเพื่อสังคม

ออกตามหาเนื้อคู่

          มากกว่า 400 เล่ม มากกว่า 5 ภาษากับผลงานการส่งออกหนังสือของไทยไปต่างประเทศของเธอ ปอเล่าให้ฟังว่าการที่หน้าที่ของการตลาดต้องอ่านหนังสือทุกเล่ม ต้องมองเห็นจุดอ่อนจุดแข็งของสินค้าที่เราต้องการขาย และต้องมีกลยุทธ์ชั้นเชิงที่คมคาย พร้อมทั้งมองให้เห็นว่าเรากำลังต่อรองกับใครที่จะส่งหลานของเราไปให้เลี้ยงดู

          “การขายลิขสิทธิ์หนังสือมันไม่ใช่ B2C มันคือ B2B วิธีการและวัตถุประสงค์ในการสื่อสารต้องเปลี่ยน ดังนั้นมันทำให้เรารู้ว่าการเลือกหนังสือไปขาย เราจะไม่เอาหนังสือที่ดีที่สุดไปขายก่อน

          “เพราะเดี๋ยวเขาดูแลหลานเราไม่ดี แม้ว่าเราจะมีตัวเด็ดของเราอยู่ก็ตาม เพราะว่าเรายังไม่รู้เลยว่าฝั่งตรงข้าม เขาจะเลี้ยงลูกหลานเราดีไหม วิธีของเราจึงเป็นการเลือกหนังสือที่เหมาะสมในการเริ่มต้นต่างหาก

          “เพราะการซื้อขายลิขสิทธิ์มันมีสิ่งที่น่ากลัวอยู่อย่างหนึ่ง คือตอนสิ้นปีเขาจะจ่ายเงินเราไหม เขาจะ report ยอดตรงไหม เราวัดไม่ได้เลยนะ เพราะปกติการซื้อขายลิขสิทธิ์จะมีการจ่ายค่า royalty ตามยอดขายที่ขายได้ ซึ่งเราจะรู้ได้ไงว่าเขาจะ report เราตรงจริงๆ มันน่ากลัว น่ากังวล”

          “ฉะนั้นเราก็ไม่รู้หรอกว่าเขาจะดูแลลูกเราดีมั้ย เราก็ต้องเลือกที่จะขาย แม้ใจจริงๆ ก็อยากขาย จำเป็นต้องส่งตัวซ้อมๆ เป็นซีรีส์เล็กๆ ไปก่อน ซีรีส์ละ 4-5 เล่ม แล้วค่อยเปิดซีรีส์ใหญ่ให้

          “การขายลิขสิทธิ์หนังสือก็เหมือนตามหาเนื้อคู่ หาให้เจอ เพราะว่าบางทีเขาอาจจะไม่ใช่เนื้อคู่ คนอื่นอาจจะเป็นเนื้อคู่ที่ถูกส่งมาให้เรา เนื้อคู่มันก็หายากหน่อย แต่ถ้าหาได้แล้ว เราเวิร์กกันดีๆเราก็เป็นคู่ชีวิตกันระยะยาว”

วสุรีย์ พิศุทธิ์สินธพ นักขายลิขสิทธิ์หนังสือไทย วันที่เข้าใจว่าชีวิตมีความหมายเพื่อสังคม

เคลื่อนทัพทั้งองคาพยพ

          ภาพความทรงจำที่มีฉากหลังครั้งเดินไปทั่วทุกบูทในเทศกาลหนังสือยังคงฉายชัดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ภาพตรงหน้าของเธอคือการได้รับเชิญในตำแหน่งอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านหนังสือ ของสำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA)

          เธอเล่าให้ฟังว่าเดิมทีตัวเธอเองได้เข้าไปช่วยสมาคมผู้จัดพิมพ์และผู้จำหน่ายหนังสือแห่งประเทศไทย (PUBAT) ในการเป็นอนุกรรมการฝ่ายต่างประเทศเป็นระยะ และนับว่าเป็นโอกาสที่ดีได้รับคำเชิญให้เข้าไปช่วยงานกับภาครัฐเพื่อจัดอบรมให้กับผู้ที่สนใจส่งออกลิขสิทธิ์หนังสือไทย

          “เราถามทางผู้ใหญ่ว่า ปอช่วยได้จริงเหรอ เขาบอกช่วยได้สิ เราก็จะช่วยในสิ่งที่เราช่วยได้ก็เลยได้ไปเป็น อนุกรรมการซอฟต์พาวเวอร์ไทย แล้วก็ได้มีส่วนช่วยหลายอย่างเพราะงานก็จะลิงก์ๆกับทางสมาคม PUBAT

          การเข้ามาของซอฟต์พาวเวอร์ไทยเป็นเหมือนหนทางที่ซัพพอร์ตการเติบโตในวงการหนังสืออีกทางหนึ่ง เช่นเดียวกับที่เราพบว่าหนังสือในประเทศไทยมากกว่า 70% เป็นหนังสือที่ถูกแปลเข้ามาในประเทศ 

          “2 ปีที่ผ่านมา มีการสนับสนุนให้ทุนนักเขียนต่างประเทศเดินทางมาบ้านเรา และนักเขียนบ้านเราเดินทางไปบ้านเขา มันเหมือนเป็นการยกระดับ และมีการให้ทุนแปลหนังสือ แต่บางคนสงสัยว่าอ้าวจะขายลิขสิทธิ์ต่างประเทศ ทำไมต้องให้ทุนแปลหนังสือต่างประเทศมาไทย เพราะหนังสือไทยมันเป็นหนังสือแปลเข้ามาเยอะ

          “มองในด้านธุรกิจตลาดหนังสือของไทย 60-70% เป็นหนังสือที่แปลเข้ามา มันก็ทำให้เราเห็นว่า สัดส่วนการซื้อเข้ามันเยอะกว่า เวลาสำนักพิมพ์เขาซื้อหนังสือแปลเข้ามา หนังสือแปลจะเป็นหนังสือที่ถูกคัดโดยสำนักพิมพ์ เขาก็จะคัดจากพื้นฐานเรื่องของธุรกิจเป็นหลัก ดังนั้นมันก็สะท้อนกลับไปว่า ซื้อเข้ามันง่ายกว่า มีหนังสือดีข้างนอกเยอะกว่า

          “สิ่งที่เกิดขึ้น คือเราก็ต้องสนับสนุน การแปลออกแล้วการแปลออกก็ต้องมีทุนแปล มีทุนในการผลิตนักเขียน มีโครงการอบรมต่างๆ เพื่อจะพัฒนาศักยภาพ

          “การที่เปอร์เซ็นต์ในการแปลเข้ามากกว่าการแปลออก มันมีเหตุผลหลายอย่างนอกจากเรื่องผู้ผลิตมองว่าหนังสือแปลมันดี ผู้ผลิตยังมีความเชื่อว่านักเขียนต่างประเทศคนนั้น ผลงานดี การตลาดดี เพราะว่านักเขียนคนนั้นถูกโปรโมต

          “แต่นักเขียนของประเทศเราล่ะ นักเขียนคนไทยเราไม่ได้ถูกโปรโมต ทั้งที่ผลงานของคนไทยก็ไม่ได้แปลก อาจจะดีกว่าด้วยซ้ำบางเรื่อง แต่มันไม่ได้ถูกโปรโมต ถ้าเรามองลึกเข้าไปอีก วิธีการทำการตลาดก็ต่างกัน”

          ปอเล่าต่อว่าการที่หนังสือในต่างประเทศที่ถูกจัดอันดับให้เป็น 10 เล่มบนบิลบอร์ดก็เหมือนเป็นการการันตีความสำเร็จของโอกาสที่จะทำให้หนังสือเล่มนั้น นักเขียนคนนั้นได้รับการกระจายสินค้าและถูกแปลไปทั่วโลก เป็นการทำการตลาดที่ใหญ่กว่าจากหัวลงมาหาง แต่อื่นใดการที่หนังสือไทยจะไปถึงจุดนั้นได้

          “มันไปทีละคนไม่ได้ เราเป็นแค่ 1 ในโลก การที่จะทะยานขึ้นไปบนบิลบอร์ด เพราะฉะนั้นก็ย้อนกลับมามองอีกว่า เราต้องหาทางที่จะต้อง

พัฒนา จะว่าเรียกประชาสัมพันธ์ หรือเรียกโปรโมตก็ได้ให้ผลงานมันถูกยกระดับทั้งหมด

          “เราต้องทำเป็นองคาพยพ ถ้าไม่ทำแบบนี้มันช้า แล้วมันยาก เหมือนที่เราเดินไปแล้วเจ็บ ขายหนังสือภาษาไทยเหรอ อ่านไม่เห็นออก เพราะมันไม่มีตัวกลางภาษา แต่ถ้าแปลเป็นภาษาอังกฤษ ใครๆ เขาก็อ่านออกกัน”

วสุรีย์ พิศุทธิ์สินธพ นักขายลิขสิทธิ์หนังสือไทย วันที่เข้าใจว่าชีวิตมีความหมายเพื่อสังคม

ชีวิตนี้ก่อนฉันตาย

          บทเรียนสำคัญในการส่งออกหนังสือ ไม่ใช่แค่เรื่องที่ถูกตีพิมพ์เป็นแสนเล่ม ไม่ใช่แค่ขายลิขสิทธิ์ได้เพราะการเป็นนักขายชั้นยอด แต่หมายรวมถึงเรื่องที่เธอมีหัวใจเพื่อสังคมมากกว่าการทำธุรกิจ

          เราไม่ได้เริ่มจากการมองใดๆ ที่ธุรกิจ เราเริ่มจากสิ่งที่เราชอบ เราเริ่มจากสิ่งที่เราอิน แล้วก็เราเริ่มจากสิ่งที่เรารู้สึกว่าสนุกกับมัน แล้วค่อยมาคิดเรื่องธุรกิจทีหลัง แต่ใดๆ ก็ต้องคิดว่า ไอ้กระบวนการทำมาข้างหน้าทั้งหมดนั้น มันจะจบไม่ได้ ถ้าไม่มีธุรกิจมาสนับสนุน เงินใช้แล้วมันก็ต้องมีหมดไปสุดท้ายมันก็ต้องจบด้วยธุรกิจ 

          แต่เพียงว่าในการทำธุรกิจมันไม่ใช่แค่การส่งออกอย่างเดียว ถ้าเราขาดแพสชั่น ถ้าเราขาดเรื่องของคุณธรรม ความดี คิดแต่เรื่องธุรกิจ คิดแต่เรื่องเงิน แล้วขาดการคืนอะไรกลับไปให้สังคม สุดท้ายธุรกิจนั้นมันก็จะไม่สามารถไปต่อได้โดยปกติสุข

          นี่คือสิ่งที่เจ้านายเราสอนไว้ตั้งแต่ตอนทำ E.Q. Plus มันเป็นประโยคที่ว่า ถ้าเธอจะทำธุรกิจใดๆ เธอต้องทำอะไรที่มันตอบแทนไปในสังคมบ้าง 

          สิ่งที่เธอให้กับสังคมอาจจะไม่ใช้เงินตรามากมายก่ายกองเท่าภูเขา หากแต่เป็นแรงขับที่สำคัญจากแพสชั่นที่ยังคงทำงานเรื่องเด็ก สนับสนุนการทำงานให้สังคม ทั้งการจัดอบรมแบ่งปันความรู้เรื่องการส่งออกลิขสิทธิ์หนังสือ รวมไปถึงงานอื่นๆ ที่ปอพอจะมีแรงและมีกำลังในการลงมือทำ

          “แล้วตั้งแต่เราทำงานเป็นฟรีแลนซ์ ก็มีคนมาชวนไปทำงานประจำหลายที่เหมือนกัน แต่ก็คิดเยอะ เพราะเรามีแพสชั่นบางอย่างลึกๆ ในใจของเราเหมือนกัน ซึ่งมันก็มาจากช่วงหนึ่งที่ไม่สบายหนักๆ คิดว่า ก่อนตายฉันอยากจะทำอะไรให้สังคมดีนะ” 

          “ฟังดูเป็นนางงามมั้ย (หัวเราะ) แต่ว่ารู้สึกอย่างนั้นจริงๆ” เธอนิ่งคิด

          “เราอยากทำแบบนี้แหละ อยากทำสิ่งที่ทำอยู่ มันอาจจะต้องเป็นธุรกิจผสมเพื่อมีรายได้เข้ามา ผสมกับสิ่งที่เราทำอยู่ เราไม่ได้อยากทำงานสบายอย่างเดียวเพราะมันไม่ได้มีการเกื้อกูลหรือเชื่อมโยงกับสังคม แบบนั้นมันก็ไม่ใช่ตัวเรา เพื่อนๆ ถึงบอกไง ปอชอบทำงานฟรี แต่จริงๆ ก็ไม่ได้ขนาดนั้นนะ เราว่าเราเริ่มต้นจากความสนุกในการทำงานก่อนเท่านั้นเอง”

          “เพราะถ้าเริ่มต้นที่ความสนุกและแพสชั่นอย่างที่บอกไป มันก็ยังมีอะไรบางอย่างที่อย่างน้อยเราก็เต็มใจ มันฮีลใจเรา คนที่ไม่เคยได้รับการฮีลใจ เขาไม่รู้หรอกว่าเวลาแบบนี้มันแฮปปี้แค่ไหน เวลาได้ใครสักคนหนึ่งที่รู้สึกแฮปปี้จากสิ่งที่เราทำให้ เราก็จะมีความสุขด้วย”

วสุรีย์ พิศุทธิ์สินธพ นักขายลิขสิทธิ์หนังสือไทย วันที่เข้าใจว่าชีวิตมีความหมายเพื่อสังคม


เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ ‘Readtopia 3 ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย’ (2568)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก