นักเขียนที่เริ่มต้นการเขียนจากความสนใจในภาพยนตร์ อยากทำงานศิลปะ อยากเป็นเจ้านายตัวเอง แม้ตอนเริ่มต้นกลับไม่สามารถเลี้ยงดูตัวเองได้จากงานเขียน แต่ก็ทำต่อเนื่องจนได้รับรางวัลจากงานเขียนที่ทำให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เป็นบรรณาธิการนิตยสารด้านวรรณกรรม ได้รับรางวัลศิลปาธรในสาขาวรรณศิลป์ (ปี 2561) และเขียนหนังสือมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลา 20 กว่าปี
นี่คือชีวิตของ ม่อน-อุทิศ เหมะมูล นักเขียนที่มีผลงานที่คนในแวดวงวรรณกรรมให้การยอมรับไม่ว่าจะเป็น ลับแล, แก่งคอย ที่ได้รับรางวัลซีไรต์ และมีการเขียนต่อเนื่องเป็นไตรภาคแก่งคอย, จุติ หนังสือที่ถูกแปลเป็นภาษาต่างประเทศอย่างหลากหลาย และเปิดประตูให้คนได้สัมผัสถึงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ความเป็นไทยอย่างลึกซึ้ง, หนังสือสุดเร่าร้อนอย่าง ร่างของปรารถนา ที่นอกจากการเขียนและวาดแล้ว ตัวรูปเล่มเองก็ยังสร้างประสบการณ์ใหม่แก่ผู้อ่าน หรือผลงานอย่าง ปริมาตรรำพึง และ กระจกเงา / เงากระจก งานชิ้นแรกๆ ของเขาที่ต่างก็ผ่านการคัดเลือกรอบสุดท้ายของรางวัลซีไรต์ ยังมีผลงานที่ได้รับการแปล เป็นภาษาต่างประเทศ และมีผลงานที่ถูกทาบทามให้เป็นภาพยนตร์อยู่ด้วย
นี่คือผลงานของคนที่ใส่ทุกอย่างที่มีลงไปเป็นงานเขียน
นี่คือผลงานของคนที่ท้าทายการเขียนของตัวเองทุกชิ้น
นี่คือชีวิตที่อุทิศมอบให้แก่งานเขียน

ชีวิตที่หันเหจากภาพเคลื่อนไหวสู่ตัวอักษร
อุทิศนั้นไม่ได้สนใจเรื่องการเขียนเป็นอย่างแรก แต่สนใจในภาพยนตร์มาก่อนจนเคยทำงานเป็นทีมงานในกองถ่ายภาพยนตร์, ดีเจเปิดเพลงในร้าน และอาชีพอื่นๆ อีก แล้วอะไรทำให้เขาตัดสินใจมาเป็นนักเขียนในภายหลัง
“ต้องบอกว่าตอนสมัยเป็นวัยรุ่นน่ะ อาชีพที่ทำมาเป็นการพยายามดิ้นรนเพื่อที่จะให้มีชีวิตอยู่ได้ เพราะทางบ้านไม่ได้ส่งเงินมาให้ ตอนนั้นคือมีอะไรก็คว้าหมด อะไรที่ได้เงินก็คว้าไว้หมด” อุทิศหัวเราะให้กับอาชีพในวัยหนุ่ม
แต่อาชีพนักเขียนดูไม่มั่นคงที่สุด เราแย้ง
“อาชีพนักเขียนนี่น่ากังวลที่สุดเลย ตอนนั้นเราอยากทํางานศิลปะ ชอบเป็นนายของตัวเอง การทำงานศิลปะให้มีชื่อได้มันไม่ง่าย ตอนที่เรียนจบเราบ้าหนังมาก ชอบดูหนัง อยากจะเป็นผู้กํากับหนัง แต่ไปได้ไกลสุดก็คือเข้าไปเป็นผู้กำกับศิลป์ให้กับหนังเรื่องหนึ่ง พอได้เห็นกระบวนการทําหนังก็รู้เลยว่ามันเป็นไม่ได้ แต่ยังอยากทำอยู่นะ ก็มาคิดว่าหนังจะเกิดขึ้นต้องมีบท เลยลองเขียนบทดู เป็นทางออกหนึ่งที่ได้ทํางานศิลปะ และเป็นอิสระ คิดว่าอาจจะจนหน่อย แต่เดี๋ยวคงลองหาจ็อบมาทำถูไถไปได้ พอดีกับเรื่องสั้นที่เขียนส่งนิตยสารไปได้รับการตีพิมพ์ก็ยิ่งมีกําลังใจ ตอนนั้นเริ่มรู้สึกชอบงานเขียนขึ้นมาแล้ว เพราะเป็นงานที่ไม่ต้องคุยกับใคร เพราะตอนทำหนังมันเครียดและเหนื่อยมาก” อุทิศเล่าถึงการทำงานในกองถ่ายเรื่องดอกไม้ในทางปืน เมื่อปี 2542 โดย มานพ อุดมเดช ก่อนตัดสินใจมาสู่วงการนักเขียน
จุดที่ทำให้มาทำงานนักเขียนเต็มตัวคือช่วงเวลาที่อุทิศได้เจอกับคนรักที่สนับสนุนให้เขาทำงานเขียนอย่างเต็มที่
“ตอนปี 2545 พอดีมาเจอแอล เป็นแฟนกัน เขาสนับสนุนให้เราทำงานเขียนหนังสืออย่างเต็มที่ ไม่ต้องไปทำงานอื่นหรอก เขียนหนังสือไป เพราะเขาชอบอ่านงานของเรา เขาจะวางเงินไว้ที่โต๊ะทํางานวันละร้อย แต่เราก็ทำอะไรไปด้วยนะทั้งเป็นฟรีแลนซ์ เขียนวิจารณ์ภาพยนตร์ รับจ็อบนิดหน่อย และมีงานไปเป็นดีเจที่ร้านบราวน์ชูการ์ อาร์ซีเอ ซึ่งก็มาจากกองถ่ายหนัง ทางโปรดักชันดีไซเนอร์เขาชวนมาเปิดเพลงที่ร้านเขา
“ใครก็เป็นนักเขียนได้ถ้ามีเรื่องราวที่จะถ่ายเทออกมาได้ ถ้าคุณว่างเปล่าจะเอาอะไรมาเล่า ชีวิตเราก็เจออะไรที่ลำเค็ญอยู่พอสมควร ซึ่งมีเรื่องเยอะ(หัวเราะ) ยิ่งเราเป็นคนชอบสังเกตด้วย ตอนเป็นดีเจก็เจอลูกค้าที่นั่งดื่มสักพักก็เล่าเรื่องที่เขาไม่สามารถพูดที่บ้านได้ บางทีก็เจอคนที่ดื่มแล้วกลายเป็นอีกคน ทั้งด้านรุนแรงหรือว่าด้านทุกข์มากๆ มีหมดครบรส มองย้อนกลับไปก็ขอบคุณตัวเองที่มีโอกาสทำงานเหล่านี้
“ตอนที่เราเขียน กระจกเงา | เงากระจก เป็นนิยายเรื่องที่ 2 ที่เราใช้ลองมือสําหรับการเขียนชื่อคนจริง-สถานที่จริงเพื่อแสดงความเคารพสถานที่หรือบุคคล เหมือนเป็นบันทึกของการพยายามดิ้นรนต่อสู้ในช่วงนั้นของเราเหมือนกัน” อุทิศนักเขียนหนุ่มพูดถึงจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิต

ชีวิตที่เปลี่ยนเพราะหนังสือที่มีฉากหลังเป็นบ้านเกิด
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าการได้รับรางวัลซีไรต์ในปี 2552 ของอุทิศ จากหนังสือ ลับแล, แก่งคอย นั้นเปลี่ยนชีวิตของเขาไปอย่างชัดเจน ความน่าสนใจอยู่ที่การเขียนหนังสือที่มีบ้านเกิดเป็นฉากหลัง เลยย้อนถามถึงที่มาของการเขียนหนังสือเล่มนั้น
“ตั้งต้นมาจากประสบการณ์ชีวิตเราเลย ลับแล, แก่งคอย เขียนขึ้นมาจากการพยายามจะเล่าประสบการณ์การมีชีวิตอยู่ในพื้นที่ตําบลทับกวาง อําเภอแก่งคอย ที่เราเห็นผ่านตาตั้งแต่เกิดถึงอายุ 15 ปี ก่อนที่จะไปเรียนต่อ วัยเด็กเป็นวัยที่ตามันกว้าง ทุกอย่างมันก็จะดูเต็มไปด้วยเรื่องราวไปหมด เราจำได้ว่าเห็นถนนมิตรภาพตั้งแต่เป็นถนนสองเลน เห็นโลกชนบทที่กำลังค่อยๆ เปลี่ยนแปลง เห็นคนผีเข้า เห็นรถวิ่งมาชนต้นไม้ที่อยู่หน้าบ้าน เป็นการเขียนตามความทรงจำ 90% ส่วนอีก 10% พวกจุดเปลี่ยนสําคัญต่างๆ เราก็แต่งเพิ่มเอา” นักเขียนซีไรต์ย้อนถึงตอนที่เขียนผลงานชิ้นนั้น
เราถามอุทิศถึงชีวิตหลังได้รับรางวัลว่าเป็นอย่างไร
“โรงเรียนแสงวิทยาเป็นโรงเรียนที่เราเรียนจริงๆ ตอนที่หนังสือได้ซีไรต์ โรงเรียนแสงวิทยาก็ถ่ายรูปหน้าหนังสือเราที่เขียนถึงแปะไว้หน้าโรงเรียนเลย แล้วก็ให้เราเป็นศิษย์เก่าดีเด่น (หัวเราะ) เราโชคดีที่เติบโตในยุคที่สร้างตัวขึ้นมาจากสื่อสิ่งพิมพ์ การได้รางวัลเปลี่ยนชีวิตของนักเขียนคนหนึ่งไปเลย ทําให้เกิดรายได้เลี้ยงชีพได้แต่นักเขียนรุ่นใหม่ๆ สู้กันแทบตายกว่าจะมีพื้นที่ เป็นการสู้อย่างโดดเดี่ยว การทํางานเขียนเป็นงานที่โดดเดี่ยวอยู่แล้ว พอยิ่งคิดว่าจะอยู่ด้วยอาชีพ นักเขียนยังไง ยิ่งโดดเดี่ยวขึ้นไปอีก คนที่เขียนหนังสือได้และอยู่ได้ ไม่ใช่ทุกคน” อุทิศเน้นเสียงที่ประโยคสุดท้าย


ชีวิต ‘จุติ’ ในต่างแดน
ในปี 2566 สำนักพิมพ์ Penguin Random House ได้ประกาศเปิดตัวหนังสือ The Fabulist วรรณกรรมแปลจากนวนิยายเรื่อง จุติ ของอุทิศ การที่สำนักพิมพ์ที่มีชื่อเสียงระดับสากลมาตีพิมพ์ งานจากไทยนั้นไม่ใช่เรื่องที่พบเห็นได้บ่อยนัก เราถามเจ้าตัวว่าการแปลและตีพิมพ์หนังสือเล่มนี้มีจุดเริ่มต้นอย่างไรบ้าง
“เริ่มต้นจากการที่ผมยื่นขอทุนแปลงานกับ สำนักงานศิลปวัฒนธรรมร่วมสมัย (สศร.) และทาง สศร. ให้ทุนมาครึ่งหนึ่งสำหรับดำเนินการจัดแปล เมื่อแปลเสร็จแล้ว ผมจึงให้ Soi Literary ซึ่งเป็น Literary Agency ของผม หาที่ทางเพื่อส่งต้นฉบับไปพิจารณาที่สำนักพิมพ์ต่างประเทศ และทาง Penguin Random House SEA ก็ตอบรับอยากจะพิมพ์ครับ”
แม้จะฟังดูง่ายดายและไม่ซับซ้อนในการพิจารณาตอบรับต้นฉบับ แต่ในกระบวนการทำสัญญาต่างๆ จนถึงการเตรียมต้นฉบับที่แม้จะได้รับการแปลมาแล้ว แต่ก็ต้องมีการปรับเพิ่มเติมตามความเห็นของทางสำนักพิมพ์ ซึ่งก็ใช้เวลากว่า สามปีด้วยการทำงานร่วมกันของทั้งอุทิศ และ Soi Literary ถึงได้ จุติ ออกมาเป็นภาษาต่างประเทศ
เราถามอุทิศถึงความรู้สึกที่ได้เห็นและการตอบรับของนักอ่านต่างชาติ
“รู้สึกดีใจและตื่นเต้น อย่างน้อยก็ทำให้เรารู้สึกว่าผลงานของเรายังเป็นที่ต้องการอ่านในภาษาอื่นๆ บ้าง มันเป็นโอกาสอันยอดเยี่ยมที่ได้เห็นผลงานตัวเองถูกแปลไปเป็นภาษาอื่นๆ มากกว่าภาษาแม่
การที่งานของเราได้ถูกแปลเป็นภาษาอื่น ซึ่งตอนนี้คือภาษาอังกฤษและรัสเซีย แน่นอนว่าหนังสือได้ไปพบกับนักอ่านประเทศอื่น ถูกทำความเข้าใจมากขึ้น อย่างในรัสเซียซึ่งประชากรเขารู้จักประเทศไทยพอสมควรผ่านการท่องเที่ยว แต่ไม่รู้จักในด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ การเมือง เขาก็จะบอกว่าการได้อ่าน จุติ จะทำให้คนของเขาเข้าใจประเทศไทยในมิติที่ลึกซึ้งขึ้น ผมรู้สึกว่า จุติ ฉบับรัสเซีย ได้รับการตอบรับจากนักอ่านที่เกินคาดหมายไปมากครับ” อุทิศเล่าพร้อมรอยยิ้ม

ชีวิตและการยืนระยะการเขียน
การที่นักเขียนหนึ่งคนจะยืนระยะเขียนหนังสือ และยังคงมีผลงานออกอย่างต่อเนื่องตลอด 20 กว่าปีนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย นักเขียนหลายคนหยุดเขียนทั้งจำใจหยุด และจงใจหยุด อะไรคือเคล็ดลับให้เขียนต่อเนื่องมาได้ เราถาม อุทิศนิ่งคิดไปสักพักก่อนจะพูดออกมาว่า – ความน่าเชื่อถือ
“ความน่าเชื่อถือมันไม่ใช่แค่การเขียนหนังสือ แต่คือการสร้างคุณภาพของงาน และความไว้วางใจของคนอ่าน ตั้งแต่เราเริ่มทํางานเขียนจนถึงปัจจุบัน เราไม่เคยเหลวไหลในการทํางาน เรารักและเคารพการทํางานเขียนมาก แม้งานเดิมอาจจะเป็นที่ชื่นชอบหรือสร้างรายได้เป็นกอบเป็นกํา แต่อย่างน้อยที่สุดงานชิ้นใหม่จะไม่ย่ำชิ้นเก่า มันต้องมีอะไรที่แตกต่างและท้าทายทั้งคนอ่านและตัวคนเขียนเองด้วยในการที่จะเขียนออกมา
เพราะถ้ามันไม่ท้าทายแล้วเราจะเขียนทําไม เราใส่เต็มที่ ไม่เคยปฏิบัติกับงานตัวเองเป็นของตาย ฉะนั้นคนอ่านถ้าเห็นว่าเป็นงานของอุทิศน่าจะเชื่อถือได้ในระดับนึง นี่คือการสร้างตัวตนและลักษณะเฉพาะให้มันเติบโตขึ้นตลอดตั้งแต่เริ่มเขียนหนังสือ” อุทิศอธิบายถึงความน่าเชื่อถือของนักเขียน



เป็นเรื่องปกติของนักเขียนที่จะมีวันที่เขียนไม่ออก แต่สำหรับอุทิศแล้ว หลังเขียนหนังสือมาได้หลายปีก็มีวันที่เขาเขียนงานต่อไม่ได้ เขียนไม่ออก และไม่ใช่เวลาชั่วคราว ซึ่งพลิกผันชีวิตของเขาไปอย่างมาก
“วันที่เขียนไม่ออกมันมีอยู่แล้วเป็นอาการปกติ แต่มีช่วงหนึ่งเป็นวิกฤติที่เขียนไม่ได้เลย เกิดขึ้นหลังจากที่เขียน ร่างของปรารถนา เสร็จ เราเขียนงานทั้งหมดโดยใช้ประสบการณ์ตัวเอง มีคนเตือนเหมือนกันว่าระวังเรื่องเล่าในตัวจะหมดนะ ตอนนั้นคือจุดที่ชนเพดานแล้ว เป็นอาการที่หนักหนาสาหัส พอพิมพ์อะไรขึ้นมา เราไม่อยากเขียนมันต่อเพราะว่าเรารังเกียจสิ่งที่เราเขียนมาก วิกฤติการเขียนมันก็มาพร้อมกับวิกฤติชีวิตทั้งหมดของเรา
เรามีความตึงเครียดจากการเขียนหนังสือไม่ได้ การนั่งอยู่ติดที่แล้วจิตใจคุณก็ไปไหนไม่รู้ หายเข้าไปในตัวเองเพื่อที่จะไปเอาอะไรออกมาสักคําหนึ่งเขียนหน้าบนจอ ตอนนั้นปัญหาสุขภาพมาแล้ว เพราะดื่มหนัก สูบหนัก เลยต้องเปลี่ยนระบบการใช้ชีวิต เรารู้สึกชิงชังรังเกียจตัวเองมากจนแบบว่าอยากจะไปเป็นคนอื่น เลยถึงจุดที่เราต้องเปลี่ยนวิธีทํางานใหม่ เพื่อที่จะใช้พลังงานใหม่ในการทํางานเขียน” อุทิศเล่าถึงวิกฤติชีวิต
เปลี่ยนไปเป็นแบบไหน-เราถามต่อด้วยความสงสัย
“ส่วนที่เกี่ยวกับงานเขียนเหมือนเดิมเลย ตื่นมากินกาแฟดำและอ่านหนังสือ แต่สิ่งที่เปลี่ยนไปก็คือเราทำอาหารกินเอง ผสมกับการออกกำลังกาย ดื่มเฉพาะสุดสัปดาห์ บุหรี่ก็เลิกสูบ การดูแลตัวเอง ให้ดีใช้พลังงานใหม่ๆ เราเชื่อว่าสัมพันธ์กับการเขียน ก่อนหน้านี้เราเขียนงานที่มีความรุงรังทางอารมณ์ แต่พอเปลี่ยนการใช้ชีวิตทำให้เราเขียนแบบที่คัดแต่เนื้อไม่มีน้ำ ไม่รุงรัง
การมีกิจวัตรประจำเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตเรา เราจะไม่สามารถผ่านชีวิตในแต่ละวันอันหาคําตอบไม่ได้ ถ้าเราไม่มีรูทีน (routine) เข้ามาจับชีวิต ยิ่งอิสระเท่าไหร่ คุณยิ่งต้องมีวินัยสําหรับการทําทุกอย่าง” อุทิศเล่าถึงจุดเปลี่ยนสำคัญครั้งล่าสุด
เราถามอุทิศถึงคำแนะนำสำหรับคนรุ่นใหม่ ที่สนใจอยากประกอบอาชีพนักเขียน
“เวลาที่มีใครมาถามว่า จะให้คําแนะนํานักเขียนใหม่ยังไง เราจะไปให้คำแนะนำใครได้ เราเองยังเอาตัวไม่รอดเลย (เน้นเสียง) แต่ก็จะบอกว่าอย่าทํางานเขียนอย่างเดียว ต้องมีอะไรทําที่มันเลี้ยงตัวเองได้ ทําให้การเขียนหนังสือเป็นสิ่งที่เรารัก อย่าทําให้การเขียนหนังสือเป็นสิ่งที่ทําให้เราจะชังมันได้” อุทิศทิ้งท้าย



