การเดินตามฝันอีกครั้งเพื่อเป็นนักวาดการ์ตูนในวัย 40 ของ ‘บ.ก. ซัน’

258 views
6 mins
November 18, 2025

          นับตั้งแต่สำนักพิมพ์การ์ตูนไทยอย่าง Let’s Comic ก่อตั้งขึ้นในปี 2008 ซัน-ธัญลักษณ์ เตชศรีสุธี ผู้เป็นบรรณาธิการ ก็ให้สัมภาษณ์กับสื่อมานับไม่ถ้วน ถึงบทบาทผู้อยู่เบื้องหลังการขับเคลื่อนวงการการ์ตูนไทยให้เป็นที่รู้จักมากขึ้น ด้วยความเชื่อที่ว่าการ์ตูนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก เช่นเดียวกับนักเขียนการ์ตูนไทยที่เก่งกาจมากฝีมือ ควรถูกมองเห็นและได้รับการสนับสนุน ทำให้ยุคหนึ่งหากนักอ่านอยากรู้จักนักเขียนหน้าใหม่ ขอแค่ติดตามสำนักพิมพ์นี้ คุณจะพบรายชื่อนักเขียนที่ยังไม่เคยรู้จักในทุกฉบับ เพราะทั้ง The Duang, Puck, สะอาด หรือ เอกสิทธิ์ ไทยรัตน์ ฯลฯ ก็ต่างร่วมกันเติบโตจากการมีอยู่ของ Let’s Comic

          แต่แม้จะให้สัมภาษณ์มาเยอะ ครั้งนี้กลับเป็นครั้งที่ซันบอกว่าไม่เหมือนทุกครั้งมากที่สุด เพราะต่างออกไปตรงที่ บทบาทของ บ.ก. ซัน ในวันนี้เปลี่ยนไปแล้ว ไม่ว่าจะทั้งมุมมอง สถานะการมีอยู่ และความคาดหวัง ในยุคที่นักเขียนการ์ตูนไทย ไม่จำเป็นต้องอยู่กับสำนักพิมพ์อีกแล้ว เมื่อการรับงานเอง พิมพ์เอง ทำเอง หรือการสร้างฐานแฟนของตัวเอง

          หลายคนคิดว่าเป็นวิธีที่จะอยู่รอดได้มากกว่าในยุคเศรษฐกิจแบบนี้ หรือยุคที่สื่อสิ่งพิมพ์โดยเฉพาะการ์ตูนไทยขาดความมั่นคง เนื่องจากต้นทุนการทำงานทั้งของนักวาดและสำนักพิมพ์ ประเทศไทยไม่ได้มีระบบช่วยเหลืออย่างเป็นรูปธรรม

          Let’s Comic ที่เคยออกหนังสือมาแล้วราวๆ 120 เล่มให้คนจดจำ แต่ทุกวันนี้ ซันแทบไม่ได้ออกหนังสือเล่มใหม่จากนักวาดหลายคนเหมือนแต่ก่อน บทบาทการเป็นบรรณาธิการก็ย่อส่วนลงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ถามว่าเศร้าไหม? เขาเศร้า แต่ถามว่ายังเรียกตัวเองว่าเป็นบรรณาธิการไหม? เขาก็ยังเรียกตัวเองแบบนั้น เพราะแม้จะผลิตหนังสือน้อยลง แต่ก็ยังผลิตส่งขายตามร้านหนังสือ และยังคงอ่านต้นฉบับงานของนักเขียนหน้าใหม่ที่มีส่งเข้ามาขอคำปรึกษาอยู่บ้าง ก็ใช่น่ะสิ การเป็นบรรณาธิการนั้นอยู่ในสายเลือดของเขาไปแล้ว…

การเดินตามฝันอีกครั้งเพื่อเป็นนักวาดการ์ตูนในวัย 40 ของ ‘บ.ก. ซัน’

การ์ตูนทำให้ผมเป็นผม

          ชายผู้บุกเบิกสร้างสำนักพิมพ์นี้ขึ้นมา หยิบสิ่งที่เรียกว่า Zine สมัยเด็กขึ้นมาแล้วเล่าว่านี่เป็นหนังสือทำมือที่เขาทำเองในช่วง ม.3 หน้าปกกำกับชื่อเรื่องว่า บ่น เพราะเขาแค่อยากวาดไปเรื่อย อยากบ่นไปเรื่อย

          โดยเหตุผลที่เขาได้เรียนรู้การทำหนังสือได้ไว เป็นเพราะที่บ้านเป็นโรงพิมพ์ ทำนิตยสาร Starpics ซึ่งมีพ่อเป็นบรรณาธิการ เขาจึงได้อ่านการ์ตูนญี่ปุ่นมาตั้งแต่จำความได้ นอกจากโดราเอมอน ดราก้อนบอล หรือ คนเก่งฟ้าประทาน อีกเรื่องที่ชอบคือ ปรสิต ที่ทำให้เขาได้สนุกกับการ์ตูนเชิงวิทยาศาสตร์สอดแทรกการเมือง 

          “ผมว่าการ์ตูนมันให้อะไรกับคนอ่านเสมอ เช่น ถ้าคนเล่นกีฬา ก็จะชอบอ่านการ์ตูนกีฬา เพราะมันอาจมีส่วนช่วยผลักดันให้เขาทำตามฝันต่อไปได้ หรือบางครั้งมันก็ปลูกฝังเรื่องความยุติธรรมอยู่บ้าง เพราะหลายเรื่อง การ์ตูนก็มีแฝงเรื่องการเมืองและระบบสังคมเข้าไปให้เราคิดตาม

          “พอเราวาดการ์ตูนกับเพื่อนมาตั้งแต่มัธยม ตอนจะเรียนจบมหา’ลัย ผมกับเพื่อนก็มาคุยกันว่าอยากทำสำนักพิมพ์ด้วยกัน เพราะมองเห็นปัญหาว่า ทำไมท่ามกลางหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น เรายังไม่เห็น ‘สำนักพิมพ์ไทย’ ที่เข้าใจนักวาดเสียเท่าไหร่ ถ้าเราไม่ทำ ก็อาจไม่มีหนังสือสไตล์คนไทย หรือวิธีคิดแบบคนไทย ที่เราอยากอ่าน ซึ่งเพื่อนก็อยากให้ผมเป็นบรรณาธิการ เพราะที่บ้านผมเป็นโรงพิมพ์ มันง่ายต่อการง่ายต่อการจัดพิมพ์และจำหน่าย งั้นผมเป็น บ.ก. ก็ได้

          “และพอได้มาทำงานกับนักเขียนจริงๆ ผมว่าเราได้เปรียบสำนักพิมพ์อื่นตรงที่ผมเป็นคนวาดรูปเหมือนกัน ผมสามารถแก้งานให้นักเขียนได้ โดยที่คนอ่านไม่รู้ เรามีสกิลที่ใกล้เคียงกัน คุยกันรู้เรื่อง และถูกคอ

          “บทบาทของ Let’s Comic แต่ก่อนผมวางไว้ว่าเป็นพื้นที่การ์ตูนทางเลือก ถ้าเกิดคนอยากเห็นอะไรใหม่ๆ อยากสนับสนุนนักเขียนที่ไม่เคยผ่านจากที่อื่นมา ต้องมาดูที่เรา เพราะนักเขียนเราเจ๋ง และเราก็อยากปั้นเขา เช่น วิโรจน์ (Beast) เขาเคยส่งที่หนึ่งมาก่อน แต่ไม่ผ่าน จนมาหาผม ผมมองว่าเวิร์ก ปั้นได้ จนเขาได้มีรางวัลของตัวเองอย่างที่คิด ก็เป็นความภูมิใจอย่างหนึ่งครับ”

การเดินตามฝันอีกครั้งเพื่อเป็นนักวาดการ์ตูนในวัย 40 ของ ‘บ.ก. ซัน’

บรรณาธิการที่อยู่มาทุกยุค

          “แต่ก่อนผมออกมาหลายร้อยปก นักเขียนเยอะมาก มีนักเขียนหมุนเวียน 5-6 คน สำรองอีก 10 คน เล่มที่ขายดีแล้วพิมพ์ซ้ำ ก็น่าจะเป็นเล่มของเดอะดวง และพี่เอกสิทธิ์ หรือจะเล่มที่คอนเซปต์น่าสนใจหน่อยอย่าง เล่มซอมบี้ และเล่มแมว จนถึงซีรีส์รวมเล่มเฉพาะคน ก็มีออกมาหลายนักเขียนอยู่ครับ เพราะส่วนใหญ่พวกเล่มที่เป็นคนๆ จะมีโอกาสพิมพ์ซ้ำมากกว่า และขายง่ายกว่าเล่มที่เป็นรวมหลายๆ คน

          “ช่วงพีกสุดของสำนักพิมพ์ผม น่าจะเป็นช่วงที่ออกแบบรายสองเดือนครับ บวกกับมีรวมเล่มออกด้วย ก็จะตกราวๆ 12-15 เล่มต่อปีครับ ซึ่งต้องบอกว่าเราผ่านการเปลี่ยนแปลงมาเยอะเหมือนกัน…ตอนทำครั้งแรก เราทำเป็นแมกกาซีนจ๋าๆ อยู่ได้ด้วยโฆษณา ไปๆ มาๆ ก็เริ่มคิดต่อว่าถ้าโฆษณาหมด จะฉิบหายเอานะ เราอยู่ด้วยโฆษณาไม่ได้ ผมก็เลยลองเปลี่ยนไปทำพ็อกเก็ตบุ๊กทำเล่มให้น่าเก็บสะสม กลายเป็นยุครุ่งเรืองที่สุดเลยครับจากบุ๊กกาซีนกลายเป็นหนังสือการ์ตูนเต็มๆ รายได้โอเค เราอยู่ได้ 

          “แต่พอโควิดเข้ามา มันมืดมน นักเขียนเริ่มไม่อยากเขียนกับเรา เริ่มขอเอาหน้าน้อยๆ พอยุคคริปโต หลายคนจากเราไป หันไปขายงานในรูปแบบ NFT พอปัจจุบัน บทบาทของสำนักพิมพ์การ์ตูนไทยก็เลยลดลง นำไปสู่คำถามว่า หรือคนไม่ต้องการบรรณาธิการกันแล้ว?

          “ปัจจุบัน หลายคนแยกย้ายไปทำกันเองเกือบหมด สิ่งหนึ่งที่มันยาก คือการโปรโมต การแบ่งรายได้ แค่นี้มันก็กัดก้อนเกลืออยู่แล้ว จะให้มาแชร์อีก ยิ่งยาก นักเขียนเลยหันมาทำรูปเล่มเอง จากแต่ก่อนที่การมีผม เหมือนมีคนช่วยแบ่งเบางาน

          “สำหรับผม การมีบรรณาธิการมันช่วยให้ผลงานดีขึ้นได้จริงๆ เพราะเวลาผมทำงานของตัวเอง ผมยังอยากได้บรรณาธิการมาช่วยคุมงานเลย ยกตัวอย่าง โชเน็งจัมป์ ของญี่ปุ่น บรรณาธิการเขาเยอะมาก ขณะที่ผมทำมาหลายปี แต่มีบรรณาธิการคนเดียว เพราะมันไม่มีเม็ดเงินมาหล่อเลี้ยงให้เรามีบรรณาธิการเยอะ

          “พอไม่มีเงิน ระบบบรรณาธิการก็เริ่มจำกัดจำเขี่ย ยิ่ง ณ ปัจจุบัน ยอดขายโดยรวมในตลาดก็เหมือนจะลดลง บางคนเลยเลือกจะไม่อยู่กับสำนักพิมพ์ตั้งแต่แรก เพราะมันไม่พอยาไส้ การที่ต่างคนต่างเอาตัวรอด มันก็ไม่ใช่เรื่องผิดหรอกครับ แต่มันก็น่าเสียดายที่ภาพความเป็นกลุ่มก้อนคอมมูนิตี้นักเขียนการ์ตูนไทย มันไม่ค่อยมีภาพนั้นให้เห็นอีกแล้ว

          “ทุกวันนี้ Let’s Comic ก็ยังทำหนังสืออยู่บ้าง แต่จะเป็นอารมณ์อยากออกก็ออก อยากทำก็ทำ ใครอยากเข้ามาก็ส่งงานมา ผมก็นั่งดูว่าคนนี้เวิร์กไหม พอไหวไหม ถ้าไหว ก็ตกลงสัญญากัน เป็นการพิจารณาเป็นเคส ผมว่าสิ่งที่สำนักพิมพ์ช่วยได้มากๆ คือการจัดจำหน่ายทั่วประเทศ เพราะนักเขียนตัวคนเดียว แบกรับต้นทุนคนเดียวก็ลำบาก เราพิมพ์หลักพันได้ ช่วยเรื่องค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้ แต่ก่อนน่าจะเป็นที่เดียวเลยที่ผมรับนักเขียนหน้าใหม่ทุกฉบับ เพราะเขารู้สึกว่าเราช่วยได้จริงๆ

          “ภาพรวมตอนนี้ พอไม่ค่อยมีนักเขียนเข้ามามาก ประจวบกับการที่ผมมีลูก เลยไม่ค่อยมีเวลาทำเล่มใหม่เท่าเมื่อก่อน ผมเลยคิดว่าหนังสือฮาวทูวาดภาพ 3D วาดฉาก วาดคาแรกเตอร์ ยังเป็นตลาดที่ยังพอไหว พอไปได้ อ้างอิงจากยอดขายของสำนักพิมพ์เราที่ไม่ได้ขาดทุน และวิธีคิดง่ายๆ คือหนังสือในยุคนี้มันต้องเป็นของสะสมได้ด้วย ผมก็เลยต้องทำให้มันสวย ทำให้มีมูลค่าด้วยเสมอ แต่เกิดถ้าหลังจากนี้ผมจะรับนักเขียนหน้าใหม่เข้ามาจริงๆ ผมคงช่วยดูตัวเล่มและคุณภาพของเขา สำนักพิมพ์เราให้ความใส่ใจตรงนี้ เพราะผมก็เป็นคนทำงานศิลปะที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากๆ เช่นกัน”

การเดินตามฝันอีกครั้งเพื่อเป็นนักวาดการ์ตูนในวัย 40 ของ ‘บ.ก. ซัน’

แพสชั่นที่ช่วงโชติอีกครั้งในวัย 40

          ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ จงอย่าละทิ้งความฝันของตัวเอง ลงมือทำต่อไป อย่าหยุดฝัน…นี่อาจเป็นประโยคที่ฟังแล้วดูเหมือนหลุดมาจากการ์ตูนสักเรื่องที่บางคนอาจมองว่าฟุ้งเกินไป แต่สำหรับซันแล้ว เขาก็ยังเชื่อแบบนั้นแม้ตอนนี้จะอายุ 40 ปี 

          ในวัย 40 ปี เขาผู้ทำงานเบื้องหลังมาตลอดนับตั้งแต่เรียนจบ ส่งคนไปถึงฝันก็มาก พอมีช่วงที่ได้คุยกับตัวเอง จึงเลือกกลับมาโฟกัสที่ความฝันของตัวเอง ตัดสินใจเป็นนักวาดหน้าใหม่ ในชื่อ Sonoson ที่มาพร้อมคาแรกเตอร์อันเป็นภาพจำจากโลโก้สำนักพิมพ์ อย่างช่องคำพูดการ์ตูนซึ่งมีต้นไม้งอกขึ้นมาด้านบน ด้วยคติหนึ่งที่เขาย้ำคือ สกิลและความสามารถที่มาจากตัวตนของเรา จะติดตัวไปเสมอ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เช่นเดียวกับนักวาดการ์ตูนไทยตอนนี้ที่ต่างปรับตัวให้อยู่รอดกันทุกคน

          “ที่พูดมาทั้งหมด ผมอาจจะดูเปลี่ยนไปเยอะจากแต่ก่อน ไม่ได้พูดเพื่อขับเคลื่อนอะไรได้เท่าที่ควร แต่ผมก็ยังอยากให้นักวาดการ์ตูนไทยเชื่อในฝันของตัวเองต่อไปเหมือนที่ลึกๆ ผมก็ยังเชื่อ ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าอนาคตจะถอดใจไหม แต่ตอนนี้ยังทำมันอยู่โดยไม่กดดันมากไป”

          “ช่วงโควิด ผมทำหนังสือ 3 เล่ม ของตัวเอง ไม่ได้กะว่าจะขายได้ แต่เรารู้สึกว่า วงการสิ่งพิมพ์กำลังจะแย่ลง ถ้าไม่ทำตอนนี้ จะทำตอนไหน ก็เลยทำงานตัวเองมาขาย ก็มีบางเล่มที่ได้รับรางวัลบ้าง ได้คืนทุนบ้าง เรื่องราวใน 3 เล่ม เป็นการ์ตูนไซไฟที่ผมจินตนาการว่าในอนาคตมันจะมีโลกที่สื่อสิ่งพิมพ์ดรอปไป และมีอะไรบางอย่างมาแทน

           โดยเล่มแรกคือ คำสารภาพของบรรณาธิการ เล่มสองคือ การเดินทางของบรรณาธิการ และเล่มสุดท้ายคือ จุดจบของบรรณาธิการ ที่ชวนตั้งคำถามต่อบทบาทของบรรณาธิการในยุคนี้

การเดินตามฝันอีกครั้งเพื่อเป็นนักวาดการ์ตูนในวัย 40 ของ ‘บ.ก. ซัน’
การเดินตามฝันอีกครั้งเพื่อเป็นนักวาดการ์ตูนในวัย 40 ของ ‘บ.ก. ซัน’

          “ต้องยอมรับว่าการ์ตูนได้รับผลกระทบสูงกว่าหนังสือนิยาย เพราะใกล้เคียงกับสื่อในมือถือมากกว่า ทำไมหนังสือที่กลายเป็นหนัง ถึงไม่ดีเท่าหนังสือ เพราะมีอารมณ์บางอย่างที่สู้การอ่านข้อความไม่ได้ ขณะที่การ์ตูนส่วนมาก แอนิเมชันมักจะต่อยอดอารมณ์ได้มาก เพราะมันครบรส มีแสง สี เสียง ถึงอย่างนั้นผมเองก็ยังซื้อการ์ตูนเล่มอ่านอยู่ครับ เพราะผมชอบสัมผัสการอ่านของกระดาษ” 

          ซันยังเป็นซันคนเดิมที่เชื่อว่านักเขียนการ์ตูนไทยเก่ง เพราะเสน่ห์ของการ์ตูนไทยในมุมของเขาคือ “วิธีสร้างมันขึ้นมา มันต่างจากประเทศอื่นชัดเจน มันสร้างโดยกลุ่มคนที่แตกต่าง และถ้าเราไม่ไปนับประเทศที่ใหญ่มากๆ อย่าง อเมริกาหรือญี่ปุ่น ความจริงการ์ตูนไทยอยู่ในตำแหน่งที่ไม่ได้แย่เลยครับ เรามีนักวาดและโอกาสในการสร้างงานสูง ขณะที่บางประเทศแทบจะไม่มีโอกาสได้ตีพิมพ์การ์ตูนกันเลย

          “ปัจจุบัน การ์ตูนไทยแมสขึ้น เนื่องจากเข้าสู่สื่อโซเชียลฯ แต่ก็ตามมาด้วยการแข่งขันที่สูง ข้อดีคือคนอ่านได้เปรียบ เราจะได้เจอนักเขียนที่เก่ง วาดเก่ง เอาตัวรอดเก่ง และพรีเซนต์ตัวเองเก่ง แต่นักเขียนบางคนก็จะรู้สึกว่ามันยากในการต้องพยายามพรีเซนต์ตัวเองบนโลกอินเทอร์เน็ต
หรือต้องแข่งอยู่ตลอดเวลา”

          อย่างไรก็ตาม แม้เส้นทางของนักเขียน/นักวาดการ์ตูนไทยจะไม่ได้ง่าย แต่ซันก็ยังยืนยันที่จะเดินต่อไปด้วยความฝันที่ว่า “ผมอยากวาดทุกอย่างให้ได้ คิดจะวาดอะไรก็ลงมือวาดได้เลย นั่นคือความฝันของผมที่อยากจะเก่งขึ้น และอยากสะสมผลงานของตัวเอง”

          “วันก่อนผมได้นั่งจัดอาร์ตหนังสือดู ผมยังสนุก ยังเพลิน ยังชอบทำทุกอย่างที่เราทำมาโดยตลอด ทุกวันนี้เราก็เลยยังทำงานของตัวเองต่อไป เพราะเราเชื่อว่า สิ่งที่จะอยู่กับเราไปได้ตลอด คือทักษะที่ติดตัวเราและการทำงานแบบที่ไม่หลอกลวงตัวเอง อายุ 40 แล้ว ก็ดูเหมือนจะแก่แล้ว ไม่รู้จะสร้างชื่ออะไรทัน แต่มันก็เป็นความฝันของผมครับ และมันก็มีข้อดีตรงที่ผมไม่ได้คาดหวังเยอะเหมือนตอนเด็กๆ ผมเลยจุดนั้นมาแล้ว ผมแค่จะขยันสร้างงานไปเรื่อยๆ และคงไม่ทิ้งงานที่ตัวเองรัก ใครที่อยากทำหนังสือ มาขอคำแนะนำผมได้นะครับ แต่ผมตรงไปตรงมานะครับ (หัวเราะ)”

การเดินตามฝันอีกครั้งเพื่อเป็นนักวาดการ์ตูนในวัย 40 ของ ‘บ.ก. ซัน’


เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ ‘Readtopia 3 ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย’ (2568)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก