บันทึกจาก TK Park สตูล พื้นที่เรียนรู้เล็กๆ ที่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองขยับ

350 views
7 mins
February 4, 2026

          ถ้าพูดถึง สตูล ภาพแรกที่ลอยขึ้นมาในหัวของใครหลายคน มักไม่ใช่ตัวเมือง แต่เป็นทะเลสีฟ้าใสของ เกาะหลีเป๊ะ เกาะเขาใหญ่ ท่าเรือปากบารา หรือเส้นทางเดินเรือที่พานักท่องเที่ยวออกจากแผ่นดินไปสู่หมู่เกาะกลางทะเลอันดามัน ตัวเมืองสตูลในจินตนาการของคนนอกพื้นที่ จึงหนีไม่พ้น “เมืองทางผ่าน” ผ่านเพื่อไปทะเล ผ่านเพื่อไปพักผ่อน แล้วก็ผ่านไปโดยยังไม่ได้แวะสำรวจส่วนอื่นๆ เลย  

          “ไม่เกิน 2 ทุ่ม ทั้งเมืองก็เงียบกันหมดแล้ว” 

          “ถ้าจะเดินเล่นในเมือง ใช้เวลาไม่นานหรอก แป๊บเดียวก็เดินทั่ว”

          “เมืองเล็กมากๆ เงียบสงบ แหล่งท่องเที่ยวจะอยู่นอกเมืองเสียมากกว่า”

          ประโยคเหล่านี้ ผู้เขียนเองก็ได้ยินอยู่บ่อยครั้ง ทั้งจากคนในและคนนอกสตูล… 

          ทว่า จากมุมมองของคนรุ่นใหม่ ที่เป็นชาวสตูลโดยกำเนิด และทำงานอยู่ใจกลางเมืองอย่าง เบียร์-เทิดพงศ์ ตั้งรุ่น สตูลไม่ใช่เมืองทางผ่าน แต่คือเมืองที่ดำเนินชีวิตไปแบบเรื่อยๆ ไม่หวือหวา ในจังหวะของตัวเอง 

          ขณะเดียวกัน มุมมองของทั้งคนในและคนนอกหลายคนก็มองว่า ‘การเรียนรู้’ เกิดขึ้นและเติบโตอยู่ท่ามกลางพื้นที่สาธารณะที่มีจำกัด แต่ในตัวเมืองที่ใครๆ ต่างก็บอกว่าเป็นเมืองเล็กๆ มีอาคารแห่งหนึ่งที่ทำหน้าที่เป็นศูนย์รวมของคนที่ต้องการพัฒนาตัวเองและพัฒนาท้องถิ่นอย่างแข็งขัน ที่แห่งนั้นคือ อุทยานการเรียนรู้ TK Park เทศบาลเมืองสตูล 

          และ ‘เบียร์’ ในฐานะผู้ช่วยนักประชาสัมพันธ์ประจำหน่วยงาน จะมาเล่าให้เราฟังว่าการทำงานของพื้นที่เรียนรู้สาธารณะแห่งนี้ตั้งอยู่บนหลักการใดบ้าง.

บันทึกจาก TK Park สตูล พื้นที่เรียนรู้เล็กๆ ที่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองขยับ
Photo: อุทยานการเรียนรู้เทศบาลเมืองสตูล

เมืองที่มีพื้นที่สาธารณะน้อยกว่าความต้องการ

          ถ้าเทียบกับเมืองใหญ่อย่างหาดใหญ่ หรือจังหวัดท่องเที่ยวหลักอื่นๆ สตูลอาจดู ‘เงียบ’ แต่ความเงียบนั้นไม่ได้แปลว่าไม่มีชีวิต สตูลเป็นเมืองที่กิจกรรมกระจายตัวเป็นหย่อมๆ อยู่ตามช่วงเวลา ตามฤดูกาล และตามความพร้อมของผู้คน 

          ในตัวเมืองสตูล พื้นที่สาธารณะซึ่งพอจะทำหน้าที่เป็น ‘จุดนัดพบ’ ของผู้คนมีอยู่ไม่กี่แห่ง สวนสาธารณะและสนามเด็กเล่นมีขนาดเล็ก กระจายตัวอยู่ตามย่านชุมชน ใช้เป็นแหล่งพักผ่อนในชีวิตประจำวันมากกว่าจะเป็นพื้นที่กิจกรรมการเรียนรู้ ตลาดสดและตลาดเย็นทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางทางเศรษฐกิจและวิถีชีวิต ผู้คนมาพบกัน ซื้อขาย พูดคุย แต่ไม่ใช่พื้นที่ที่ถูกออกแบบมาเพื่อการแลกเปลี่ยนความคิดหรือการเรียนรู้อย่างจริงจัง

          พื้นที่ทางวัฒนธรรมอย่างพิพิธภัณฑ์หรือแหล่งเรียนรู้เฉพาะทางมีอยู่บ้าง แต่ส่วนใหญ่มักเป็นจุดแวะเยี่ยมในโอกาสพิเศษ ไม่ได้เปิดใช้งานเป็นพื้นที่กิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ ขณะที่ร้านหนังสืออิสระในเมืองมีเพียงแห่งเดียว คือ ร้านหนังสือความกดอากาศต่ำ ซึ่งทำหน้าที่เป็นทั้งพื้นที่นั่งอ่าน พูดคุย และรวมกลุ่มของคนที่สนใจเรื่องเดียวกัน ทว่าด้วยขนาดและทรัพยากรที่จำกัด ก็ไม่อาจรองรับกิจกรรมขนาดใหญ่หรือผู้คนจำนวนมากได้

          ในบริบทแบบนี้ TK Park สตูลจึงไม่ได้ทำหน้าที่เป็นแค่ ‘สถานที่’ แต่เป็น ‘โครงสร้างพื้นฐานทางการเรียนรู้’ ของเมือง เป็นพื้นที่กลางที่เด็กจากอำเภอรอบนอกยอมเดินทางเป็นชั่วโมงในวันหยุด เป็นสถานที่ที่ครูพานักเรียนมาทำกิจกรรมนอกห้องเรียน เป็นพื้นที่ที่หน่วยงานอื่นๆ เลือกใช้เป็นจุดนัดหมายของโครงการ เจ้าหน้าที่ของ TK Park จึงต้องทำงานแบบหนึ่งคนหลายหน้าที่ เพื่อผลักดันให้สามารถจัดกิจกรรมการเรียนรู้ได้อย่างราบรื่น

          ตั้งแต่เริ่มต้นทำงานเมื่อ พ.ศ. 2558 จวบจนถึงทุกวันนี้ เบียร์บอกว่า แต่ละคนทำงานเหมือน ซูเปอร์แมน ต้องพลิกแพลงและสวมบทบาทหลากหลาย “ถ้าพูดถึงการทำงานที่นี่ เราต้องทำทุกอย่างเองแทบทั้งหมดเลยครับ ทีมของเรามีเจ้าหน้าที่แค่ประมาณ 5 คน แต่ต้องรับบทบาททุกด้าน ตั้งแต่ประชาสัมพันธ์ คิดกิจกรรม ประสานงาน ไปจนถึงดูแลคนที่เข้ามาใช้บริการ ทั้งคนที่ลงทะเบียนล่วงหน้าและวอล์กอิน บางวันต้องสลับบทบาทไปมาเร็วมาก เหมือนทำงานหลายตำแหน่งในเวลาเดียวกัน โครงสร้างทีมก็ไม่ได้ซับซ้อน มีแค่หัวหน้าฝ่ายกิจกรรมและเจ้าหน้าที่ไม่กี่คน จึงต้องอาศัยการช่วยกันคิด ช่วยกันทำ ทุกคนใน TK Park ต้องลงมามีส่วนร่วมทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการออกไอเดียหรือการลงมือจัดกิจกรรมเอง”

          และการลงมามีส่วนร่วมด้วยตัวเองตั้งแต่ต้น จนจบกิจกรรม ทำให้เบียร์ถ่ายทอดเรื่องราวและบทบาทของ TK Park สตูลได้อย่างน่าสนใจ มองเห็นภาพได้ชัดเจน

พลิกแพลงออกแบบกิจกรรมจากทรัพยากรที่มีอยู่ การอ่านและการเรียนรู้ที่ไม่กดดัน

          นอกจากบริหารคนแล้ว ทีมงานก็ต้องรู้จักบริหารทรัพยากรที่มีอย่างชาญฉลาด บางครั้งกิจกรรมที่เด็กๆ ชื่นชอบ ก็มาจากทรัพยากรใกล้ตัวนี่เอง “เราเคยได้รับอุปกรณ์สนับสนุนในรูปแบบกระเป๋าลาก ข้างในมีสื่อการเรียนรู้และอุปกรณ์สำหรับจัดกิจกรรมสำหรับเป็นชุดๆ จากอุปกรณ์เหล่านี้ เราไม่ได้เอามาจัดกิจกรรมเล็กๆ ประจำวันอย่างเดียว แต่ต้องพยายามต่อยอดออกมาเป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กๆ ได้เข้ามาเรียนรู้อย่างจริงจังมากขึ้น ทั้งในแง่ทักษะ ความคิด และการลงมือทำ”

          เบียร์ยกตัวอย่างเพิ่มเติม เพื่อให้มองเห็นภาพชัดเจนขึ้น ว่าจากสิ่งที่มีอยู่ใกล้ตัว อย่างเช่นหนังสือพิมพ์ เขาสร้างสรรค์กิจกรรมออกมาได้สนุกสนานอย่างไร 

          “เราให้เด็กเลือกหยิบหนังสือพิมพ์มา แล้วเล่นเกมค้นหาคำจากโจทย์ง่ายๆ เช่น หาคำที่ขึ้นต้นด้วยตัวอักษรที่กำหนดอย่าง กอไก่ จากเนื้อหา จะเป็นข่าวการเมือง ข่าวสังคม หรือเรื่องอะไรก็ได้ กิจกรรมนี้เหมาะกับเด็กระดับประถมปลาย (ป.4–ป.6) ซึ่งเริ่มอ่านหนังสือได้คล่องแล้ว ช่วงแรกเราจะให้เด็กหยิบหนังสือพิมพ์มาโดยยังไม่บอกว่าจะนำไปทำอะไร จากนั้นค่อยอธิบายกติกา เช่น กำหนดว่าคำแรกต้องขึ้นต้นด้วย งอ งู เด็กจะต้องเปิดหนังสือ ค้นหา และอ่านเนื้อหาจริง เพื่อยืนยันว่าคำที่พบถูกต้อง ไม่ใช่แค่เปิดผ่านๆ อย่างน้อยทุกคนต้องเปิดหนังสือหลายหน้า และหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าจะต้องอ่านเนื้อหาไปด้วย กิจกรรมนี้คล้ายกับเกม Word Search แต่เป็นเวอร์ชันที่ต้องอ่านหนังสือจริงๆ ไม่ใช่แค่ใช้สายตากวาดหาคำอย่างเดียว”

          แม้จะเป็นเกมง่ายๆ แต่เด็กจะได้ฝึกทั้งการอ่าน การสังเกต และสมาธิ โดยที่เขาไม่รู้สึกว่ากำลังถูกบังคับให้อ่านหนังสือ แค่รู้สึกว่ากำลังสนุกกับการแข่งขันและการค้นหาคำ นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมฝึกสมาธิจากการฟังเสียงสัตว์ ให้เด็กหลับตา ฟัง วิเคราะห์ และเดา ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเดียวกัน คือทำให้การเรียนรู้เป็นเรื่องสนุก ไม่ตึงเครียด และเข้าถึงได้

          “เรายังมีกิจกรรมเกี่ยวกับ ‘คำในภาษาไทยที่มักเขียนผิด’ ด้วยครับ ตัวอย่างเช่น คำว่า ไอศกรีม
เราจะขึ้นภาพหรือเขียนคำนี้ให้เด็กดู แล้วให้เด็กลองทายว่าคำไหนเขียนถูก คำไหนเขียนผิด เพราะเด็กหลายคนมักจะสับสนและเขียนผิดไปหลายแบบ แทนที่จะบอกคำตอบตรงๆ เราจะเปิดเพลงประกอบ เด็กจะอ่านคำออกเสียงเอง เล่นไปตามจังหวะเพลง เหมือนกำลังเล่นเกม ไม่รู้สึกว่ากำลังถูกทดสอบภาษาไทย ถ้าเด็กตอบผิดก็ไม่เป็นไร ไม่มีใครตำหนิ เราจะค่อยๆ อธิบายให้เข้าใจว่า คำนี้ จริงๆ แล้วเขียนให้ถูกได้อย่างไร ทำไมถึงเขียนแบบนั้น และคำที่พูดติดปากในชีวิตประจำวัน เช่น ‘ไอติม’ กับคำเขียนทางการอย่าง ‘ไอศกรีม’ ต่างกันอย่างไร”

บันทึกจาก TK Park สตูล พื้นที่เรียนรู้เล็กๆ ที่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองขยับ
Photo: อุทยานการเรียนรู้เทศบาลเมืองสตูล

บันทึกจาก TK Park สตูล พื้นที่เรียนรู้เล็กๆ ที่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองขยับ
Photo: อุทยานการเรียนรู้เทศบาลเมืองสตูล

บันทึกจาก TK Park สตูล พื้นที่เรียนรู้เล็กๆ ที่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองขยับ
Photo: อุทยานการเรียนรู้เทศบาลเมืองสตูล

          สำหรับเด็กระดับมัธยม เบียร์และทีมจะขยับมาใช้คำภาษาอังกฤษที่เด็กสามารถพบเจอในชีวิตประจำวัน เช่นคำว่า คอมเมนต์ เด็กหลายคนใช้คำนี้เป็นประจำ แต่กลับไม่แน่ใจว่าจริงๆ แล้วหมายถึงอะไร หรือควรใช้ในบริบทแบบไหนกันแน่ 

          “เราจะยกตัวอย่างสถานการณ์ง่ายๆ เช่น ถ้าเห็นเพื่อนโพสต์รูปในโซเชียล เราจะคอมเมนต์ว่าอะไรดี จากนั้นให้เด็กลองคิดและเขียนคำตอบเอง ว่าการคอมเมนต์คือการแสดงความคิดเห็น การตอบโต้ หรือการสื่อสารกับคนอื่นอย่างไร นอกจากคำว่า คอมเมนต์ เรายังต่อยอดไปถึงคำที่ใช้บ่อยในโลกออนไลน์ เช่น ไลก์ แชร์ คลิก อัปโหลด หรือ ลิงก์ หลายคำเด็กใช้เป็นประจำ แต่ไม่เคยหยุดคิด ว่าคำเหล่านี้หมายถึงอะไรจริงๆ หรือเขียนอย่างไรให้ถูก โดยรวมเราจะคัดคำที่มักเขียนผิดหรือใช้ผิดบริบทประมาณ 30–40 คำ ค่อยๆ เล่นเป็นรอบๆ ให้เด็กได้ฝึกคิด ฝึกใช้ภาษา และเข้าใจการสื่อสารในโลกดิจิทัลมากขึ้น ทั้งหมดนี้ทำไปพร้อมกับบรรยากาศสนุกๆ เพื่อให้เด็กกล้าลอง กล้าผิด และกล้าเรียนรู้”

          สำหรับเบียร์ เขามองว่าแนวคิดที่สำคัญที่สุดของการออกแบบกิจกรรมคือ บรรยากาศต้องไม่กดดัน ไม่ได้ทำในบรรยากาศแบบห้องสอบ แต่เป็นการเล่นเกมภาษา คุยไปด้วย หยอกล้อไปด้วย เด็กจึงไม่รู้สึกว่ากำลังถูกทดสอบ แม้ตอบผิดก็ไม่เป็นไร เจ้าหน้าที่จะค่อยๆ ชวนคุยให้เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำ และการใช้คำให้ถูกต้อง เด็กจะรู้สึกว่า ผิดได้ และการผิดก็เป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ บางครั้งเจ้าหน้าที่ก็เล่าให้เด็กๆ ฟังตรงๆ ว่า ผู้ใหญ่เองก็เคยเขียนผิดมาก่อนเหมือนกัน เพื่อให้เด็กรู้สึกสบายใจ 

          กิจกรรมลักษณะนี้ จะค่อยๆ เพิ่มระดับความยากตามช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็ก ไปจนถึงเด็กโต เพื่อให้ทุกคนได้เรียนรู้ภาษาไทยอย่างสนุก ไม่เครียด และกล้าลองผิดลองถูก แตกต่างจากบรรยากาศในห้องเรียน 

          “แค่มาเล่นเกมกับเรา อย่างน้อยเด็กก็ต้องอ่านหนังสือ หนึ่งหน้า สองหน้า แค่นั้นก็ถือว่าเราเริ่มต้นได้แล้วครับ” เบียร์เล่าถึงกิจกรรมต่างๆ ด้วยน้ำเสียงที่สะท้อนถึงความรู้สึกสนุกสนานเจือกับความภาคภูมิใจในสิ่งที่ทำ

          อีกหนึ่งกิจกรรมที่เบียร์รู้สึกว่าประสบความสำเร็จค่อนข้างมาก คือ กิจกรรมระบายสีสำหรับเด็ก ซึ่ง TK Park ใช้เป็นกิจกรรมประจำสัปดาห์มานานกว่า 3 ปีแล้ว และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการขยับขยายเครือข่ายความร่วมมือไปสู่ภาคเอกชน และขยายผลลัพธ์ของงานให้ใหญ่ขึ้น 

          “จากกิจกรรมที่ทำเป็นประจำทุกสัปดาห์ วันหนึ่งเราก็คิดกันว่า ทำไมเราไม่ลองขยับไปสู่การจัดประกวดแบบจริงจังดูบ้าง สุดท้ายเราตัดสินใจจัดการประกวด เปิดรับสมัครในระยะเวลาไม่นานเลย แค่ประมาณ 1–2 เดือน แบ่งเป็น 3 รุ่น รุ่นละประมาณ 30 คน ซึ่งก็เต็มอย่างรวดเร็ว ในช่วงแรก เราแทบไม่มีงบประมาณหรือรางวัลอะไรเลย มีแค่เกียรติบัตรเป็นหลัก แต่พอภาคเอกชนเห็นว่าเด็กๆ ให้ความสนใจจริง และกิจกรรมมีความหมาย เขาก็เข้ามาช่วยสนับสนุนรางวัลให้ ทำให้กิจกรรมขยายตัวและมีพลังมากขึ้น”

Photo: อุทยานการเรียนรู้เทศบาลเมืองสตูล

Photo: อุทยานการเรียนรู้เทศบาลเมืองสตูล

เด็กสตูลสร้างเมือง: จากฝันใหญ่ สู่สเกลที่ทำได้จริง

          จากกิจกรรมทั่วไป สู่กิจกรรมที่กระตุ้นให้เด็กๆ หันมาให้ความสนใจกับทรัพยากรธรรมชาติ และวัฒนธรรม ของเมืองสตูลมากขึ้นอย่าง “เด็กสตูลสร้างเมือง” ที่แนวคิดเริ่มต้นมาจากความฝันใหญ่ อยากทำเทศกาลการเรียนรู้ แล้วปรับแนวคิดให้เล็กลงให้อยู่ในขอบเขตที่ทำไหวด้วยกำลังคนและเครือข่ายที่มี 

          “โครงการเด็กสตูลสร้างเมือง จริงๆ ไม่ได้เริ่มวางแผนแบบนี้ตั้งแต่แรกนะครับ ตอนนั้นเราคุยกันแค่ว่าอยากทำอะไรที่พัฒนาขึ้นจากกิจกรรมเดิมๆ เคยคิดไปถึงการทำเฟสติวัล อยากจัดกิจกรรมที่พอคนได้ยินแล้วรู้สึกว่า ‘TK Park สตูลกำลังทำอะไรที่น่าสนใจ’ ภาพแรกที่คิดไว้จะคล้ายงานแฟร์หรืองานประจำปี มีหลายหน่วยงานมาออกบูท มาให้ความรู้ เหมือนงานใหญ่ในจังหวัด หรือในกรุงเทพฯ แต่พอมาดูความเป็นจริงแล้ว สเกลแบบนั้นใหญ่เกินไป ทั้งในแง่ทีมงาน ทรัพยากร และพื้นที่ เราเลยกลับมาคิดใหม่ว่า ถ้าจะทำให้เกิดขึ้นจริง ควรทำอย่างไรให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วม โดยยังอยู่ในขอบเขตที่เราทำได้”

          ไอเดียที่จุดประกายขึ้น คือแทนที่จะจัดงานใหญ่ ทีมงานก็ปรับให้เด็กมาทำโปรเจกต์เกี่ยวกับเมืองของตัวเอง ให้เด็กคิดเอง ลงมือทำเอง แล้วค่อยเชื่อมโยงออกไปสู่เมืองจริง “สุดท้ายก็เลยกลายมาเป็นโครงการเด็กสตูลสร้างเมือง ที่ TK Park ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ตั้งต้น เป็นตัวเชื่อมให้เด็กๆ ได้มาคิด มาคุย และทำโปรเจกต์เกี่ยวกับสตูลในแบบของเขาเองครับ”

          โครงการนี้เปิดรับสมัครเด็กและเยาวชนจากหลากหลายพื้นเพ ทั้งโรงเรียนประจำ โรงเรียนเอกชน เด็กมหาวิทยาลัย ไปจนถึงเด็กที่เรียนจบแล้ว จากที่ตั้งใจรับ 30 คน กลับมีผู้สมัครเกือบ 60 คน ต้องคัดเลือกเป็นทีมๆ รวมกว่า 12 ทีม “ความหลากหลายของผู้เข้าร่วมทำให้โครงการนี้ไม่ใช่แค่กิจกรรมของเด็กกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่เป็นพื้นที่ที่เด็กหลายช่วงวัยและหลายพื้นฐานได้มาเรียนรู้และทำงานร่วมกัน” เบียร์กล่าวเสริม

          เมืองสตูลในสายตาของเด็กๆ ที่เข้าร่วมโครงการไม่ได้มีแค่ทะเล หรือเป็นแค่เมืองผ่าน แต่เต็มไปด้วยเรื่องเล่า ผู้คน ธรรมชาติ และความเป็นไปได้ที่รอการค้นพบ แต่ละกลุ่มลุกขึ้นมาสำรวจบ้านเกิดของตัวเองผ่านหลากหลายวิธี ตั้งแต่การเดินเมือง เล่าเรื่องย่านเก่า งานหัตถกรรม อาหารพื้นบ้าน และวัฒนธรรมมลายู ไปจนถึงการทดลองวิทยาศาสตร์ ศิลปะ ดนตรี และสื่อดิจิทัลอย่างพอดแคสต์และ TikTok บางกลุ่มเลือกพัฒนาเมืองผ่านพื้นที่สีเขียวและสิ่งแวดล้อม บางกลุ่มสร้างพื้นที่เรียนรู้ใกล้บ้านให้เด็กที่เข้าไม่ถึงแหล่งเรียนรู้ใหญ่ๆ ความหลากหลายของการลงมือทำทำให้เด็กๆ ได้รู้จักสตูลลึกขึ้น เห็นคุณค่าของสิ่งที่เคยมองข้าม และเริ่มมองเมืองไม่ใช่แค่ที่อยู่อาศัย แต่เป็นพื้นที่ที่พวกเขามีส่วนร่วม ดูแล เล่าเรื่อง และร่วมออกแบบอนาคตไปพร้อมกัน

          บางกลุ่มยึดมรดกวัฒนธรรมเป็นแกน พากันสำรวจเมืองเก่า เรื่องเล่า ชุมชน และประวัติศาสตร์ สัมภาษณ์คนในพื้นที่ ทำสื่อเล่าเรื่องเมืองในภาษาของคนรุ่นใหม่ ทำให้เด็กเริ่ม ‘เห็นเมือง’ มากกว่าที่เคยอยู่เกิดความภูมิใจในบ้านเกิด และทำให้เมืองถูกเล่าด้วยมุมมองใหม่ 

          บางกลุ่มตั้งโครงการที่ฟื้นฟูพื้นที่สีเขียว จัดกิจกรรมจิตอาสา ดูแลธรรมชาติ เชื่อมธรรมชาติกับชีวิตคนเมือง ทำให้เด็กเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง คน/ป่า/เมือง เกิดจิตสำนึกในการดูแลทรัพยากร และเริ่มมองเมืองในมิติที่ยั่งยืนมากขึ้น

          บางกลุ่มใช้ศิลปะและดนตรีเป็นเครื่องมือพัฒนาเมือง เปิดพื้นที่สาธารณะให้คนมีส่วนร่วม และเชื่อมศิลปะกับเศรษฐกิจชุมชน ทำให้เมืองมีชีวิตชีวา เด็กได้แสดงออกและเป็นผู้นำกิจกรรม อีกทั้งพื้นที่สาธารณะถูกใช้งานในรูปแบบที่ต่างออกไป 

          บางกลุ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์พื้นถิ่น อัปเกรดด้วยการออกแบบ และการตลาด ให้เป็นของที่ระลึกแบบพรีเมียม เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าหัตถกรรมที่ลงมือทำโดยช่างพื้นถิ่น

          เบียร์รู้สึกภาคภูมิใจในผลงานของน้องๆ ทุกทีม แต่ทีมที่เบียร์มองว่า สะท้อนภาพบทบาทในการส่งเสริมการเรียนรู้ของ TK Park สตูล ได้ดี คือ กลุ่ม SATUN-STEAM-LAB ห้องทดลองขนาดย่อมของเมือง ที่พาวิทยาศาสตร์ออกจากห้องเรียนมาอยู่ใกล้เด็กๆ แบ่งกิจกรรมออกเป็นฐานๆ ผสมผสานความรู้ด้านสังคมและวัฒนธรรมเข้าไปด้วย เช่น

          ฐานผจญภัยใต้ดิน (ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับหิน) 

          ฐานภูเขาไฟระเบิด (การทดลองปฏิกิริยาเคมีที่จำลองการเกิดภูเขาไฟระเบิด) 

          ฐานป่าชายเลน (ให้ความรู้เรื่องป่าชายเลนและความสำคัญของป่าชายเลนต่อสตูล 

          ฐานหินลึกลับ (ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับหินในสตูล)

          “มันอาจไม่ใหญ่เท่าที่อื่นๆ แต่เด็กได้ลงมือทำจริง ได้คิดจริง ผมว่ามันมีความหมายมากครับ”

          สำหรับเบียร์ นี่คือคำตอบของคำถามสำคัญว่า เด็กที่ไม่มีโอกาสเดินทางไปแหล่งเรียนรู้ใหญ่ๆ ในเมืองใหญ่ จะเรียนรู้ได้อย่างไร และ TK Park จะทำหน้าที่เป็นพื้นที่กลางของการเรียนรู้ได้มากแค่ไหน

บันทึกจาก TK Park สตูล พื้นที่เรียนรู้เล็กๆ ที่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองขยับ
Photo: อุทยานการเรียนรู้เทศบาลเมืองสตูล

เริ่มจากพื้นที่เล็กๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงของเมือง

          TK Park สตูลไม่ได้ทำหน้าที่เพียงจัดกิจกรรมของตัวเอง หากยังเป็นพื้นที่รองรับและเชื่อมโยงโครงการการเรียนรู้อื่นๆ ของเมือง ตั้งแต่แนวคิด Learning City ไปจนถึงกิจกรรมที่เชื่อมกับอุทยานธรณีโลก บางครั้งเด็กๆ ถูกพาออกไปเดินเมือง เรียนรู้เมืองเก่า ฟอสซิล และธรณีวิทยา ก่อนจะกลับมาสรุปบทเรียนที่ TK Park

          บทบาทของพื้นที่กลางเช่นนี้ ทำให้การเรียนรู้ไม่ถูกจำกัดอยู่แค่ในกิจกรรมใดกิจกรรมหนึ่ง แต่ค่อยๆ เชื่อมโยงไปสู่คำถามที่ใหญ่กว่านั้น คือ คำถามเรื่องเมือง และ บทบาทของคนในเมืองเอง

          “จริงๆ ก็อยากให้ทุกหน่วยงานช่วยกันกระตุ้นเมืองอยู่แล้วนะครับ ไม่ใช่แค่จัดกิจกรรมเป็นครั้งๆ ไป แต่เริ่มจากตัวเราเองก่อนด้วยซ้ำ อย่างวันหยุดสุดสัปดาห์ หลายครั้งเรายังไม่ค่อยได้เที่ยวสตูลเลย ทั้งที่เป็นเมืองของเราเอง”

          เบียร์จึงเสนอให้ย้อนกลับมาที่คำถามง่ายๆ แต่สำคัญว่า “เราเลือกเมืองของเราก่อนหรือยัง ก่อนจะมองว่าคนอื่นควรมาเที่ยวอย่างไร เราต้องเลือกบ้านของเราก่อน ว่าเราอยากให้สตูลเป็นแบบไหน ถ้าบอกว่าสตูลเป็นเมืองท่องเที่ยว ก็ต้องถามต่อว่า ในตัวเมืองมีอะไรให้นักท่องเที่ยวดูบ้าง อยากให้เมืองโดดเด่นเรื่องอะไร อาหารใช่ไหม แล้วเรามีร้านอาหารที่รองรับนักท่องเที่ยวได้แค่ไหน ที่พักเพียงพอหรือเปล่า คุณภาพโอเคไหมพอคิดลึกลงไป คำถามก็จะต่อเนื่องไปถึงว่า แล้วใครจะเป็นคนพานักท่องเที่ยวมา หน่วยงานไหนควรเข้ามามีบทบาท เพราะทั้งหมดนี้เชื่อมโยงกัน ไม่ใช่เรื่องใดเรื่องหนึ่งแยกขาดจากกัน”

          ในขณะเดียวกัน คำถามเรื่อง ‘พื้นที่’ ก็ปรากฏชัดขึ้น จากประสบการณ์การทำงานของเบียร์

          “ถ้าถามว่าตั้งแต่ผมทำงานที่ TK Park มา เห็นความเปลี่ยนแปลงของเด็กสตูลไหม ผมว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแบบชัดเจนมาก เด็กก็ยังใช้โทรศัพท์ ดูหนัง เล่นแอปพลิเคชันเหมือนเดิม แต่ถ้าถามว่า TK Park สำคัญไหม ผมว่ามันสำคัญ เพราะบ้านเราแทบไม่มีพื้นที่ให้เด็กมาเรียนรู้หรือมานั่งเจอกัน วันเสาร์อาทิตย์ เด็กบางคนต้องขับรถจากอำเภอรอบนอกเป็นชั่วโมงเพื่อมาที่นี่ แสดงว่า TK Park กลายเป็นพื้นที่กลางของเขาช่วงหลังโรงเรียนพาเด็กออกไปทัศนศึกษานอกพื้นที่ยากขึ้น หลายโรงเรียนเลยเลือกพาเด็กมาที่ TK Park แทน บางที่บอกเลยว่าไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีพื้นที่แบบนี้ เวลาเราจัดกิจกรรม เราไม่ได้ปล่อยเด็กเข้ามาเดินเฉยๆ แต่จะออกแบบกิจกรรมให้เหมาะกับแต่ละกลุ่ม ภายในประมาณสองชั่วโมง เด็กจะได้ทำกิจกรรมการเรียนรู้อย่างน้อยหนึ่งอย่างจริงๆ ครับ”

          จากบทบาทของพื้นที่กลางในวันนี้ จึงค่อยๆ ต่อยอดไปสู่ความฝันในระยะยาว อย่างการจัด Satun Fest เทศกาลการเรียนรู้ที่รวบรวมเรื่องการศึกษา เมือง วัฒนธรรม และธรณีโลกไว้ด้วยกัน หากทำได้ เด็กอาจไม่จำเป็นต้องเดินทางหลายที่ในหลายวัน แต่สามารถมาเรียนรู้ครบในวันเดียว ทั้งที่ TK Park แหล่งธรณีโลก พิพิธภัณฑ์ และกิจกรรมจากภาคเอกชนที่เข้ามาสนับสนุนการศึกษา

          ภาพอนาคตของสตูลในสายตาของเบียร์ ไม่ใช่เมืองใหญ่ ไม่ใช่เมืองเร่งรีบ หากเป็นเมืองที่สงบแต่มีชีวิต เป็นเมืองที่รู้ว่าตัวเองอยากโดดเด่นเรื่องอะไร และค่อยๆ เติบโตจากการที่ ‘คนในเมืองเลือกเมืองของตัวเองก่อน’

          สตูลอาจเปลี่ยนช้า แต่ก็เปลี่ยนไปตามจังหวะของมันเอง

บันทึกจาก TK Park สตูล พื้นที่เรียนรู้เล็กๆ ที่พยายามทำให้เมืองทั้งเมืองขยับ
Photo: อุทยานการเรียนรู้เทศบาลเมืองสตูล


ที่มา

Cover Photo: อุทยานการเรียนรู้เทศบาลเมืองสตูล

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก