ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะทิปเพตไรซ์

748 views
10 mins
July 25, 2023

          “ภูเขาร่ายมนตร์ให้กับการสืบเสาะจิตวิญญาณ การอุบัติซ้ำของบุคคลเต็มไปด้วยพลังงานไอออนของพายุฟ้าคลั่ง ความพลุกพล่านในแบบที่คุณรู้สึกในวันแรกของการเรียนมหาวิทยาลัย ความตื่นตาตื่นใจที่ได้ค้นพบเส้นทางใหม่ผ่านภูมิทัศน์ที่ไม่เคยพบเจอมาก่อน เราประสงค์ที่จะนำเสนอนักดนตรีที่โอบกอดวิสัยทัศน์แบบนั้น มีเสรีภาพ เปิดกว้าง สรรค์สร้าง และแสวงหา

          มีหลายช่วงเวลาที่เราดำรงอยู่ในดนตรีแล้วรู้สึกคล้ายกับโดนฟ้าผ่า อยู่ในปรากฏการณ์เหนือดนตรี ห้วงเวลาที่ช่องว่างระหว่างเสียงและอารมณ์สอดประสานกัน ช่วงเวลาเหล่านั้นมักจะเกิดขึ้นในสถานที่ห่างไกล และพาเราออกไปจากความวิตกกังวลในชีวิตประจำวัน นั่นคือสถานที่ที่ไร้ซึ่งแลนด์มาร์กคุ้นตา เราจะได้มองเห็นเงาของตัวเองทอดยาวไปบนหุบเขา รู้สึกถึงความนิ่งงันของต้นหญ้าสูงลิ่ว แพทเทิร์นของก้อนเมฆเด่นชัด เป็นรั้วรอบแสดงเขตแดนอันไร้จำกัดของขอบฟ้า

          เราทั้งหมดล้วนเคยรู้สึกถึงกระแสธารล่องหนเหล่านี้ และหลายครั้งที่มันอุบัติขึ้นที่ภายนอกหรือภายในดนตรี เรามุ่งหวังที่จะมอบบรรยากาศแบบนั้น นักแสดงแบบนั้น ให้เกิดขึ้นในพื้นที่”

         นี่เป็นส่วนหนึ่งของถ้อยแถลงของปีเตอร์และเคธี ฮอลสเตด (Peter and Cathy Halstead) สองศิลปินผู้ก่อตั้ง Tippet Rise Art Center หรือ ศูนย์ศิลปะทิปเพตไรซ์ ความพิเศษของพื้นที่กว่า 12,500 เอเคอร์ที่ฟิชเทล มอนแทนา ทางด้านเหนือของอุทยานแห่งชาติเยลโลว์สโตน คือ ที่นี่ไม่ใช่เพียงลานแสดงดนตรี แต่เป็นพื้นที่สื่อกลางให้มนุษย์เรียนรู้ที่จะกลับเข้าสู่ธรรมชาติและสัมผัสงานศิลปะแบบลึกซึ้ง พวกเขาเชื่อว่าบทกวี ดนตรี บวกกับสุนทรียภาพแห่งธรรมชาติ จะช่วยชุบชูจิตวิญญาณ และการศึกษาศิลปะยิ่งๆ ขึ้นไป

         ตั้งแต่ปี 2016 จุดเด่นของทิปเพตไรซ์เห็นจะเป็นการจัดแสดงดนตรีคลาสสิกในทุกๆ ฤดูร้อนของทุกปี โดยนักดนตรีชื่อดังระดับโลก ผู้คน ไวโอลิน วิโอลา วาทยกร ตัวโน้ต ฯลฯ เต้นรำอยู่ในพื้นที่สุดลูกหูลูกตา นอกจากดนตรียังมีประติมากรรมของศิลปินนานาชาติชื่อก้องที่นำมาจัดแสดงบนภูเขามอนแทนา ดนตรีเหล่านั้นไม่ได้เพียงเต้นรำอยู่บนภูเขา แต่ยังลอยอยู่ใน ‘โรงนาดนตรี’ ผ่านศิลปะการแสดงเสมือนจริง (Virtual Performance) และกิจกรรมออนไลน์

         คู่สามีภรรยา เคธีและปีเตอร์เที่ยวค้นหาภูมิศาสตร์ทางศิลป์ทั้งในโคโลราโด แคลิฟอร์เนีย หรือแม้กระทั่งฮาวาย แต่ยังไม่มีที่ไหนที่ทำให้ใจเต้นเท่ากับที่นี่ 

         “ถ้าคุณมีโลกแบบนี้ ที่ราบไร้ต้นไม้ ท้องฟ้ากว้างเต็มไปด้วยกลุ่มผืนเมฆ คุณจะสัมผัสได้ถึงแรงดึงดูด มันมีสิ่งคู่ขนานกันอยู่ที่ทำให้ผมระลึกได้ถึงดนตรีของจักรวาล” ปีเตอร์ ผู้ก่อตั้งและนักเปียโนกล่าว

         ทั้งสองถือว่าเป็นผู้ฝักใฝ่ที่จะบริจาคช่วยเหลือสังคม หรือ Philanthropist ชาวอเมริกันที่เป็นศิลปิน ผู้ก่อตั้ง และผู้จัดการกองทุนขององค์กรและมูลนิธิที่สนับสนุนด้านศิลปะและการศึกษาหลายแห่งอยู่แล้ว เช่น The Adrian Brinkerhoff Poetry Foundation ที่ทำงานเกี่ยวกับการเผยแพร่การเข้าถึงบทกวีและการศึกษา รวบรวมบทกวีจากทั่วโลกไว้ในเว็บไซต์ดิจิทัลแล็บที่ห้องสมุดรอกกีเฟลเลอร์ (Rockefeller Library) และที่สำคัญคือ เคธีเป็นบอร์ดบริหารของที่ปรึกษาแห่งการบริจาคเพื่อการกุศลรอกกีเฟลเลอร์ (Rockefeller Philanthropy Advisors) และศูนย์ศิลปะสตอร์มคิง (Storm King Art Center) ซึ่งได้รับเงินทุนจากมูลนิธิซิดนีย์ อี. แฟรงก์ (Sidney E. Frank Foundation) ที่ทั้งสองเป็นผู้จัดการกองทุนอยู่

ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะทิปเพตไรซ์
Photo: Tippet Rise Art Center

ที่แห่งนี้ เสียงดนตรีคืนชีวิตให้ผู้คน

         “ทิปเพตไรซ์ เป็นคำอุปมา นี่คือสี่แยกที่ศิลปะ ดนตรี พื้นที่ ท้องฟ้า และบทกวี สามารถถักทอเชื่อมกันได้ภายใต้อัลกอริทึมที่ยิ่งใหญ่กว่าสาระทั้งหมดของพวกมัน ดนตรีไม่ได้เป็นแค่เพียงตัวโน้ต บทกวีก็ไม่ได้เป็นเพียงแค่คำพูด เหลี่ยมมุมของรูปปั้นเป็นเพียงเงาของแก่นแท้ที่หลบเร้นอยู่ เหมือนที่ใครสักคนกล่าวถึงนักเปียโน อาร์เทอร์ ชนาเบล (Artur Schnabel) ไว้ว่า ดนตรีเป็นเพียงแค่สารตั้งต้นเท่านั้น…

         ดนตรีและประติมากรรมเต็มไปด้วยคลังศัพท์นามธรรม แต่เราหวังว่าบทกวีจะมีศักยภาพมากพอที่จะเปลี่ยนรูปภาษาเหล่านั้นให้กลายเป็นการเปรียบเทียบที่เข้าถึงได้มากขึ้น เหมือนที่กวีชาวไอริชเข้าใจว่าบทกวีคือภาวะของจิตใจที่ถักทอเข้ากับจิตวิญญาณของพื้นที่”

         เคธีและปีเตอร์กล่าวไว้ว่านี่คือภารกิจของทิปเพตไรซ์ หรือสรุปง่ายๆ คือการทำให้สถานที่แห่งนี้เป็น ‘โอเอซิสแห่งศิลปะและดนตรีที่เข้าถึงได้’ โดยไม่รบกวนธรรมชาติโดยรอบที่อยู่มาก่อนเนิ่นนาน พื้นที่แสดงดนตรีหลักๆ ในทิปเพตไรซ์มี 3 ส่วนด้วยกันนั่นคือ โรงนาดนตรีโอลิเวียร์ (The Olivier Music Barn) รังอะคูสติกเทียรา (The Tiara Acoustic Shell) และกระท่อมวิลล์ (Will’s Shed) ทั้งสามแห่งถูกออกแบบมาอย่างละเอียดลออเพื่อสร้างผลลัพธ์ทางศิลปะที่ลึกซึ้งที่สุด

         “เราไม่เคยได้ยินเสียงที่ไพเราะขนาดนี้มาก่อน มันร่วงหล่นลงมาเหมือนเม็ดฝนที่ตกกระทบหลังคา” ปีเตอร์อธิบาย

         “เธอเล่นเปียโนห่างออกไปแค่ไม่กี่ฟุต แล้วภาพฟ้าแลบก็วาบขึ้นมาท่ามกลางหุบเขามืดมิดตรงหน้าต่างบานใหญ่ด้านหลังเธอ ผมได้ยินเสียงฟ้าผ่าระหว่างจังหวะของดนตรี

ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
Photo: Tippet Rise Art Center

         ท่ามกลางความใกล้ชิดในโรงนา ผู้ฟังสามารถถามคำถามนักดนตรีได้ พวกเขาพูดคุยแบ่งปันประสบการณ์เรื่องสีหน้านักดนตรีระหว่างแสดงให้ฟัง นักไวโอลินรุ่นเยาว์ ลูเธอร์ วอร์เรน (Luther Warren) บอกว่าบางครั้งอารมณ์ก็มาถึงก่อนดนตรีจะเริ่มเสียด้วยซ้ำ “มันเหมือนคลื่นและพลังงาน ที่บางครั้งคุณก็รู้สึกถึงการมาของมันแต่บางครั้งก็ไม่รู้สึก ซึ่งเราจะส่งมันออกมาให้คุณเอง” ผู้ชมคนหนึ่งสะท้อนหลังจากที่ได้ชมการแสดงในโรงนาดนตรีโอลิเวียร์

         ภูมิสถาปนิกออกแบบโรงนาดนตรีโอลิเวียร์ให้ล้อไปกับสีของแนวภูเขาที่เป็นพื้นหลัง ด้านนอกตัวโรงนาจึงเป็นสีสนิมต่างจากโครงสร้างไม้สีอ่อนด้านใน เป็นผลงานบริษัทวิศวกรรม Arup ผู้เชี่ยวชาญงานออกแบบฮอลล์คอนเสิร์ตคุณภาพสูง ผู้ทำงานให้จักรวรรดิอังกฤษกว่า 50 ปี มีผลงานทั่วโลกทั้งโอเปราเฮาส์ในเมืองซิดนีย์ (Sydney Opera House) หรือโรยัลโอเปราที่ย่านโคเวนต์การ์เดนในลอนดอน (Royal Opera House)

         พวกเขาดีไซน์โครงสร้างภายในให้ซับเสียงดนตรีอะคูสติกดีที่สุด โรงนาที่จุคนได้ 150 ที่นั่งเล็กๆ แห่งนี้ควรจะให้ความรู้สึกอบอุ่นใกล้ชิด ห้อมล้อมไปด้วยเสียงดนตรีอะคูสติกที่สื่อออกจากนักดนตรีสู่นักฟังจนไร้ช่องว่างทางอารมณ์ เชื่อมต่อแนบสนิทกับโสตและผัสสะของทุกคน

         “สถาปนิกส่วนใหญ่อาจจะให้ความสำคัญกับรูปลักษณ์มาเป็นที่หนึ่ง แต่เราให้ความสำคัญกับเสียงก่อน คุณจะตกแต่งพื้นที่ยังไงก็ได้หลังจากที่ออกแบบเสร็จแล้ว แต่คุณไม่สามารถชดใช้ความเสียหายของเสียงดนตรีอะคูสติกที่เกิดจากสถาปัตยกรรมนั้นได้” ปีเตอร์กล่าว

         พื้นที่เล็กๆ แห่งนี้จะกลายเป็นโมเดลสำหรับการแสดงดนตรีที่มีความยั่งยืนในอนาคต เพราะมันสามารถดัดแปลงเป็นโรงละคร ห้องเลกเชอร์ ห้องดนตรี หรือพื้นที่จัดคอนเสิร์ตเดี่ยวได้ ดังนั้นมันจึงเป็นพื้นที่อเนกประสงค์ที่ใช้งานได้หลากหลาย แถมยังรื้อโครงสร้างความคิดเก่าที่ว่าโรงละครหรือโรงอุปรากรต้องใหญ่โตไว้ก่อน

ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
การแสดงเปียโนภายในโรงนาดนตรีโอลิเวียร์ หรือ The Olivier Music Barn
Photo: Kinzley Photography LLC/ Tippet Rise Art Center
ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
ภาพภายนอกโรงนาดนตรีโอลิเวียร์
Photo: Erik Petersen/ Tippet Rise Art Center

         นอกจากคอนเสิร์ตใหญ่ในทุกๆ ฤดูร้อน รังอะคูสติกเทียราก็ถือเป็นสถาปัตยกรรมที่ถูกออกแบบมาเพื่อความสนุกสนานของวงดนตรี การซึมซับธรรมชาติ และวัฒนธรรมดนตรีกระแสรอง เช่น การแสดงของวงดนตรีควอร์เทต (วงที่มีเครื่องดนตรี 4 ชิ้น) ที่สะท้อนให้เห็นถึงเพลงเพื่อชาวอเมริกันพื้นถิ่น ชาวแอฟริกันอเมริกันและผู้อพยพ คณะดนตรีจะได้เห็นทิวทัศน์ฝั่งอเมริกันตะวันตกขณะที่กำลังบรรเลงเพลง ซึ่งถือเป็นภูมิศาสตร์ ณ ขณะที่สะท้อนให้เห็นถึงความลึกลับของประวัติศาสตร์ในบทประพันธ์

         “การได้มาเล่นในพื้นที่ธรรมชาติด้านนอกมันช่วยได้มาก ตอนที่ลมพัดผ่านเส้นผม คุณจะรู้สึกได้ถึงนกที่บินไปมาในสายลม”

         “ลมที่พัดผ่านเข้ามาทำให้การเล่นดนตรีอะคูสติกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง แต่มันสนุกมากเลย มันเป็นประสบการณ์ที่เหนือจริงมาก” สองนักดนตรีออกความเห็น

         ส่วนสเปซสุดท้าย กระท่อมวิลล์ ก็กว้างขวางไม่ได้เหมือนกระท่อมเล็กๆ แต่อย่างใด ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสถานที่พักผ่อน ให้บริการผู้มาเยือนได้หย่อนกาย นั่งเล่น กินข้าว และพูดคุยกันเสียมากกว่า

ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
การแสดงดนตรีที่รังอะคูสติกเทียรา หรือ The Tiara Acoustic Shell
Phto: Erik Petersen/ Tippet Rise Art Center
ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
รังอะคูสติกเทียรา
Photo: Iwan Baan/ Tippet Rise Art Center
ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
ภายในกระท่อมวิลล์ หรือ Will’s Shed
Photo: Erik Petersen/ Tippet Rise Art Center

          ไม่ว่าการแสดงดนตรีจะเกิดขึ้นที่ไหน เสียงและตัวโน้ตจะถูกอัดไว้ในห้องสมุดดนตรีออนไลน์ในเว็บไซต์หลักของทิปเพตไรซ์ ผู้ฟังสามารถดาวน์โหลดไฟล์คุณภาพสูงติดเครื่องไว้หรือฟังออนไลน์ก็ได้ รวมถึงยังมีพอดแคสต์ คลังรูปภาพ ห้องสมุดเสมือนจริง หรือห้องสมุดภาพยนตร์ออนไลน์ เช่น โปรเจกต์ Site Sounds ที่ถ่ายมุมมองต่างๆ ของพื้นที่กว่า 12,000 เอเคอร์นี้เอาไว้ รวมถึงเส้นทางจักรยาน ทางปั่นเทรล พรรณไม้ชนิดต่างๆ และการเปลี่ยนผ่านของฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศ ซึ่งภูมิศาสตร์และทัศนียภาพทางเสียงจะบ่งบอกถึงวงจรธรรมชาติของมอนแทนาทั้งในระดับจุลภาคและมหภาค

          ณ ภูเขาที่แยกขาดจากโลกเมือง ทิปเพตไรซ์นั้นห่างไกลแต่ก็ชิดใกล้เพราะชื่อเสียงของที่นี่โด่งดังจนในแต่ละปีต้องออกสลากมาให้คนเสี่ยงดวงว่าจะได้ชมคอนเสิร์ตหรือไม่ เจ้าหน้าที่ของศูนย์บอกว่า “ก็เป็นปัญหาที่ดีนะ” ดนตรีคลาสสิกอาจจะไม่เคยป๊อปขนาดนี้มาก่อน และเมื่อมันได้รับความสนใจโดยคนทั่วไปในสถานที่ที่ส่งเสริมให้สุนทรียะทำงานได้อย่างเต็มที่แบบนี้ คุณค่าของศิลปะก็อาจจะมากมายจนประเมินไม่ได้ 

          “ผู้ชายคนหนึ่งเดินเข้ามาหาผมที่ซูเปอร์มาร์เก็ตแล้วบอกว่า “ผมอยากเล่าเรื่องให้คุณฟัง ลูกๆ ของผมเกลียดดนตรี โดยเฉพาะดนตรีคลาสสิก พวกเขาไม่ยอมฝึกเล่นเปียโนเลย พวกเขายังเป็นวัยรุ่นอยู่ ผมเลยพาไปที่ทิปเพตไรซ์ แล้วหลังจากนั้นพวกเขาก็แย่งกันใหญ่ว่าใครจะได้เล่นเปียโนก่อน ผมอยากบอกคุณว่าขอบคุณ” ปีเตอร์เล่าประสบการณ์

          “ผมยังไม่รู้ว่าหลังจากสุดสัปดาห์นี้ ผมจะยังฟังดนตรีคลาสสิกในวิถีอื่นๆ นอกจากแบบที่เกินความคาดหมายอย่างที่นี่ได้อีกไหม” นักเขียนจากเนชั่นแนล จีโอกราฟฟิกสะท้อน

          “ฉันเคยฟังบาคมาแล้วรอบโลก แต่เหมือนกับว่ายังไม่เคยฟังจริงๆ จนกระทั่งได้มาถึงที่นี่” ผู้ฟังดนตรีอีกคนเล่า

ศิลปะ ดนตรี พื้นที่ ผู้คน เป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติ

          ที่ดินผืนนี้เป็นของมูลนิธิศิลปะ แต่ก็ยังมีเป้าหมายอื่นๆ ตั้งแต่การคงวิถีเกษตรกรรมดั้งเดิมของมอนแทนา นั่นคือการเป็นภูเขาที่มีฟาร์มแกะกว่า 1,200 ตัว รวมถึงวัวและควาย และเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้ามาศึกษาหรือทำกิจกรรมในพื้นที่ได้ตามช่วงเวลา อีกหนึ่งโอกาสคือเปิดให้นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยมอนแทนาสเตท (Montana State University) มาฝึกงานในทุกๆ ปี 

           “มันเป็นโอกาสที่ยอดเยี่ยมสำหรับนักศึกษา พวกเขาจะได้ซึมซับไม่ใช่เพียงแค่ศิลปะ ดนตรี หรือธรรมชาติ แต่เป็นสถาปัตยกรรม วิศวกรรม วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และการจัดการที่ดินด้วย” คณบดีแห่งมหาวิทยาลัยกล่าว

          โปรแกรมฝึกงานด้านศิลปะเริ่มต้นตั้งแต่ก่อนที่นักศึกษาจะเดินทางมาถึงด้วยซ้ำ เพราะหลายเดือนก่อนหน้านั้น พวกเขาจะต้องศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับประติมากรรม ดนตรี และศิลปะ เพื่อที่จะเชื่อมโยงกับความงดงามของพื้นที่ได้ดียิ่งขึ้นเมื่อเดินทางไปถึง ทุกฤดูใบไม้ร่วง คณบดีจะกลับมาอีกครั้งพร้อมนักศึกษาอีกชุดหนึ่งเพื่อแสดงดนตรีและอ่านอาขยานที่นี่

          การดูแลฟาร์มและวิวัฒนาการของทิปเพตไรซ์เป็นไปตามธรรมชาติ เน้นการเพิ่มจำนวนของวัวควาย ดูแลหญ้าให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเกิดไฟป่าลุกลาม พัฒนาระบบน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ให้สะอาดใช้งานได้ดี ทิปเพตไรซ์เปิดให้คนเข้าชมได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนจนถึงเดือนกันยายน ตัวอย่างของกิจกรรมก็หนีไม่พ้นการสำรวจธรรมชาติ การปั่นจักรยาน ปีนเขา หรือทัวร์ประติมากรรมรอบๆ พื้นที่

          เส้นทางเดินเทรลศึกษาธรรมชาติยาวถึง 9 ไมล์ รวมถนนลูกรังที่ตัดผ่านจุดที่มีศิลปะจัดวางขนาดยักษ์ตั้งอยู่ด้วย ผู้มาเยือนจะเลือกเดิน ปั่นจักรยาน หรือนั่งรถตู้ก็ได้ และโปรแกรมทัวร์สถานที่มีให้เลือกหลากหลาย และหลายโปรแกรมก็มีเป้าหมายทางด้านการศึกษาที่ชัดเจน 

          ผู้มาเยือนจะได้ท่องไปตามพื้นที่ ชมประติมากรรมจากศิลปินที่มีผลงานจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ชั้นนำของโลก ฟังดนตรีที่โรงนาดนตรีโอลิเวียร์ ใช้เวลาพูดคุยแลกเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่ของศูนย์ เข้าร่วมวงที่มีผู้เชี่ยวชาญของทิปเพตไรซ์มาพูดให้ความรู้ รวมไปถึงได้หัวหน้าสถาปนิกผู้ออกแบบพื้นที่ ศิลปินและนักดนตรีที่มาพำนัก และที่สำคัญที่สุดคือเคธีและปีเตอร์ ผู้ก่อตั้ง มาแบ่งปันประสบการณ์

          สำหรับบุคคลทั่วไป ทิปเพตไรซ์มี Sculpture Van Tours หรือทัวร์นั่งรถตู้ดูศิลปะจัดวาง 6 จุดจากศิลปินระดับโลก เช่น ‘Domo’ หินก้อนเบิ้มจาก Ensamble Studio ที่ดูยิ่งใหญ่ แต่ไม่แปลกแยกออกไปจากพื้นที่เลยสักนิด ศิลปินต้องการสื่อความว่านี่คือสิ่งที่คลอดออกมาจากทิปเพตไรซ์ และในเชิงฟังก์ชันก็ถูกออกแบบมาให้สะท้อนเสียงที่ไพเราะสำหรับการแสดงดนตรีกลางแจ้ง ภาพการแสดงคอนเสิร์ตฤดูร้อนประจำปีที่มีเปียโนและนักดนตรีบรรเลงดนตรีใต้ร่มของหินผาแข็งแรง จึงถือว่าเป็นภาพที่ทั้งแปลกตาและงดงาม

ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
การแสดงดนตรีที่ Domo
Photo: Erik Petersen/ Tippet Rise Art Center
ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
Photo: Iwan Baan/ Tippet Rise Art Center

         Cottonwood Campus Self-Guided Tour เป็นทัวร์สเปซ 3 แห่งหลักของที่นี่ พร้อมกับผลงานของศิลปินที่ทำงานร่วมกัน เช่น Iron Tree ศิลปะจัดวางของศิลปินและนักเคลื่อนไหวระดับโลก อย่าง อ้าย เว่ยเว่ย (Ai Weiwei) ซึ่งเป็นต้นไม้ที่สร้างจากเหล็กกว่า 97 ชนิด สะท้อนความหมายของปัจเจกนิยมที่ต้องอาศัยอยู่ในสังคมใหญ่

ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
Iron Tree ที่สร้างจากเหล็กกว่า 97 ชนิด ผลงานศิลปะของ อ้าย เว่ยเว่ย
Photo: James Florio/ Tippet Rise Art Center
ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
วัวกำลังยืนอยู่ใต้งานศิลปะชื่อ Proverb อีกหนึ่งชิ้นงานที่จัดแสดงอยู่ใน Tippet Rise Art Center สร้างสรรค์โดย Mark di Suvero
Photo: Andre Costantini/ Tippet Rise Art Center

วิดีโอที่แสดงถึงงานศิลปะซึ่งถูกติดตั้งอยู่ที่ Tippet Rise Art Center

         ทิปเพตไรซ์ไม่ได้มีแค่ทัวร์ศิลปะและดนตรี แต่ยังมี Geo-Paleo Tours ที่ลึกไปกว่าการเดินสำรวจตามเส้นทางธรรมชาติมากนัก เพราะมีสมาคมวิจัยเยลโลว์สโตน บิ๊กฮอร์น (Yellowstone Bighorn Research Association) เข้ามาทำงานร่วมด้วย

         “ลองจินตนาการถึงจระเข้ สัตว์เลื้อยคลาน ไดโนเสาร์ และหนองน้ำสิ ที่นี่เคยมีสัตว์และสิ่งมีชีวิตเหล่านี้ มันร้อนอบอ้าว ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่ร้อนที่สุดในประวัติศาสตร์โลกเลยล่ะ” เจสัน เชิน (Jason Schein) นักบรรพชีวินวิทยาบอกกับลูกทัวร์

          ตลอดช่วงเวลา 3 ชั่วโมง นักบรรพชีวินวิทยาจะพานักเรียนและผู้ที่สนใจราว 16 ชีวิตเดินเลาะไปสำรวจความดึกดำบรรพ์ของสถานที่ตั้งแต่ฝั่งทางเหนือของทิปเพตไรซ์ไปจนถึงฝั่งตะวันตกของภูมิศาสตร์อันมหัศจรรย์ที่มี Hell Creek Formation ซึ่งเป็นขุมทรัพย์ฟอสซิลที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก และยังมีซากฟอสซิลของไดโนเสาร์หลงเหลือให้เห็นอยู่ 

          ในฤดูร้อน ผู้คน นักเรียน และนักบรรพชีวินวิทยาทั่วโลกจึงมารวมตัวกันที่นี่เพื่อตะลุยหาขุมทรัพย์ฟอสซิล ระหว่างทาง ไกด์ผู้ให้ความรู้จะเล่าลำดับเวลาของการเกิดโลกและตามหาฟอสซิลไปพร้อมๆ กัน

ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
กิจกรรม Geo-Paleo Tours โดยสมาคมวิจัยเยลโลว์สโตน บิ๊กฮอร์น
Photo: Tippet Rise Art Center
ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
Photo: Tippet Rise Art Center

เด็กและผู้ใหญ่รุ่นต่อไปจะได้เรียนรู้อะไรจากธรรมชาติ

         ในโลกของเด็กๆ ทิปเพตไรซ์สอนอะไรพวกเขาได้บ้าง

         ประติมากรรมและศิลปะจัดวางที่กระจายอยู่ตามพื้นที่หลายชิ้นนั้นเหมือนว่าอยู่มานานและเป็นสิ่งก่อสร้างที่น่าพิศวง เช่น Daydreams ผลงานของศิลปินแพทริก โดเฮอร์ที (Patrick Dougherty) ที่สร้างสรรค์ผลงานจากกิ่งไม้ในพื้นที่ นำมาลดเลี้ยวพันเกี่ยวกันจนเหมือนบ้านลึกลับในแฮร์รี่ พอตเตอร์ ดัดแปลงมาจากโรงเรียนในศตวรรษที่ 19 ภายใต้ผืนฟ้าของภูเขาแบร์ทูธ โดยผลงานชิ้นนี้ได้รับความนิยมจากเด็กๆ เป็นอย่างมาก ศิลปินเองก็มีเจตจำนงในการสร้างผลงานเพื่อการเรียนรู้ว่าเด็กๆ จะสามารถมีสมาธิในการเล่น และหลงใหลในดีไซน์ของ Daydreams มากแค่ไหน

         “โว้วววววว”

         “พวกมันเหมือนปีศาจเลย!”

         “ปีศาจนอนหลับ!”

         “ปีศาจใจดี!”

ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะทิปเพตไรซ์
บ้าน Daydreams
Photo: James Florio/ Tippet Rise Art Center

         นั่นคือเสียงจากเด็กๆ ที่ได้ผลุบเข้ามาเล่นใน Daydreams และทายอายุของที่นี่เรื่อยเปื่อย บางคนทายยาวไปถึง 3 ล้านปีด้วยซ้ำ กลุ่มเด็กๆ เข้ามาร่วมเวิร์กชอปสีน้ำ Painting the Isabelle Johnson way ที่ศูนย์ฯ ทำงานร่วมกับพิพิธภัณฑ์ศิลปะเยลโลว์สโตน (Yellowstone Art Museum) เพื่อส่งเสริมให้พวกเขาได้เรียนรู้จากศิลปะ ดนตรี และธรรมชาติ เริ่มด้วยการเล่าเรื่องของศิลปินอิซาเบล จอห์นสัน ที่ทำฟาร์มอยู่ที่ทิปเพตไรซ์ และบอกเด็กๆ ให้วาดรูปที่นี่ตามใจเห็น เหมือนที่อิซาเบลเห็นอย่างไรก็วาดออกมาแบบนั้นเหมือนกัน

         สุดท้ายนี่คือเวิร์กชอปง่ายๆ แต่มันปล่อยพื้นที่ทางจินตนาการให้เด็กได้สร้างสรรค์ภาพที่แต่ละคนชอบ แต่ภาพนั้นเกิดจากพื้นที่เดียวกัน ซึ่งเป็นพื้นที่ทางประวัติศาสตร์และธรรมชาติที่ตัดขาดจากโลกภายนอก พร้อมผู้เชี่ยวชาญทางด้านศิลปะและการศึกษาที่คอยแนะนำอยู่ไม่ห่าง เพราะทิปเพตไรซ์เป็นศูนย์ศิลปะที่ให้ความสำคัญกับการศึกษาและศิลปะจนมีโปรแกรมด้านการศึกษากว่า 100 โปรแกรมร่วมกับพาร์ตเนอร์มากมาย 

        “ตอนที่พี่อายุเท่าพวกเธอ พี่ชอบทำอยู่ 3 อย่าง นั่นคือ สร้าง วาด และสงสัย”

         เวิร์กชอป An afternoon with Stephen Talasnik ก็เป็นอีกหนึ่งการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของเด็กๆ จากชนบทมอนแทนาที่ได้โอกาสสุดพิเศษมาเรียนรู้กับศิลปินสตีเฟน ทาลาสนิก ที่จะสอนจากผลงานจริงที่จัดแสดงอยู่ที่นี่นั่นล่ะ ด้านบนคือคำตอบของเขาเมื่อมีเด็กคนหนึ่งถามว่าทำไมถึงได้มาเป็นศิลปิน

         สตีเฟนเล่าให้พวกเด็กๆ ฟังตามจริงว่ากระบวนการทำงานของเขาเป็นอย่างไร มีใครเป็นผู้เกี่ยวข้องบ้าง ต้องมีผู้เชี่ยวชาญมาช่วยถักทอให้กระบวนการสำเร็จได้กี่คน พร้อมกับมอบโจทย์ในตอนท้ายให้กับเด็กๆ ด้วย

         โปรแกรมด้านการศึกษาและศิลปะของทิปเพตไรซ์ไม่ได้รอให้เด็กๆ เดินทางระยะไกลมาที่นี่เพียงอย่างเดียว แต่เจ้าหน้าที่ยังไปเยี่ยมที่โรงเรียนต่างๆ เช่น โรงเรียนประถมศึกษาเมาน์เทนวิว (Mountain View Elementary) โรงเรียนอนุบาลเมาน์เทนบลูเบลส์ (Mountain Bluebells Preschool) และคลับ Boys & Girls Club of Carbon County อยู่เสมอเพื่อแนะนำให้เด็กๆ เรียนสีน้ำ หรือสร้างผลงานนามธรรมจากแผ่นฟอยล์ และยังไปเยี่ยมตามห้องสมุดในเครือข่าย จัดสรรอุปกรณ์และแนวทางการสอนศิลปะให้เสมอ

ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
การเวิร์กชอปสีน้ำ Painting the Isabelle Johnson way
Photo: Emily Rund/ Tippet Rise Art Center
ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
เด็กๆ ขณะกำลังเข้าร่วมเวิร์กชอป An afternoon with Stephen Talasnik
Photo: Tippet Rise Art Center

         ส่วนในโลกของผู้ใหญ่ ศูนย์ศิลปะแห่งสุนทรีย์มอบสถานที่ให้พบปะ พูดคุย อยู่กับตัวเอง และนั่งสมาธิเงียบๆ ในผลงานของศิลปินมือรางวัล The Pritzker Architecture Prize ในปี 2022 อย่างสถาปนิกฟรานซิส เคเร (Francis Kéré) ที่ออกแบบ Xylem ไว้ในปี 2019 อาคารที่สร้างจากไม้แปลกตาด้วยโครงสร้างที่ชุมชนโดกอนแถบแอฟริกาตะวันตกถือว่าศักดิ์สิทธิ์

ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
ด้านในของอาคารไม้ Xylem
Photo: Erik Petersen/ Tippet Rise Art Center

         นอกจากนี้ทิปเพตไรซ์ยังมีโปรเจกต์สอนวาดรูปจากดินสอถ่าน วาดสีน้ำ ทำภาพพิมพ์ดอกไม้และจัดทัวร์ให้กับผู้สูงอายุในลอเรล มอนแทนา ซ้ำยังมีโปรเจกต์เพื่อสังคมอย่าง Teaching Artists Program สำหรับผู้หญิง 30 ชีวิตที่เป็นนักโทษอยู่ในทัณฑสถานสตรีมอนแทนา โดยใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือในการค้นหาปัญหา สร้างความมั่นใจ และสร้างสรรค์วิธีใหม่ๆ ให้พวกเธอกลับไปทำงานในองค์กรได้ดีดังเดิม

         “ตอนที่ผมยืนอยู่บนหุบเขา และมองออกไปยังทิวทัศน์เบื้องหน้า…ผมได้รับแรงบันดาลใจจากพื้นที่สุดลูกหูลูกตา สถานที่หลบภัย ที่อุทิศให้กับความบริสุทธิ์ในธรรมชาติและศิลปะ ตอนที่ผมยืนพิงผนังในโรงนาดนตรีที่ถูกก่อสร้างขึ้นมาด้วยความพิถีพิถันและตั้งใจ ถูกรายล้อมไปด้วยดนตรีที่รังสรรค์มาจากความพิถีพิถันและตั้งใจแบบเดียวกันนั้นเป็นประสบการณ์ที่ผมจะไม่มีวันลืมลงได้ง่ายๆ 

         เมื่อผมหลับตาลงตอนอยู่ใน Daydreams ผมรู้สึกได้ถึงความหวังและคำอธิษฐาน และจินตนาการเพ้อคลั่งอยู่ตรงหน้าและยืนอยู่ตรงนั้นด้วยกันกับผม…ทิปเพตไรซ์เติมเชื้อไฟให้กับคลังแสงสร้างสรรค์ของผมตั้งแต่ตอนนั้น และผมก็คาดหวังอย่างเต็มเปี่ยมว่ามันจะเดินทางมาถึงในหลายขวบปีข้างหน้า” 

         นั่นคือคำกล่าวจากนักศึกษาสาขาภาพถ่ายและการเขียนเชิงสร้างสรรค์

ร่ายเวทมนตร์แห่งศิลปะและดนตรีที่ศูนย์ศิลปะ Tippet Rise
แผนที่ซึ่งแสดงถึงสถานที่และผลงานศิลปะต่างๆ ใน Tippet Rise Art Center
Photo: Tippet Rise Art Center

ที่มา

บทความ “How Peter and Cathy Halstead Cultivate Transformative Experiences at Tippet Rise Art Center” (Online)

บทความ “LARGE-SCALE ART, MUSICAL PERFORMANCE AND STUNNING LANDSCAPE CONVERGE AT TIPPET RISE ART CENTER” (Online)

บทความ “See the wildest art destination in the West” (Online)

บทความ “Tippet Rise Art Center “Daydreams” School House” (Online)

บทความ “Tippet Rise Art Center Combines Architecture, Art, Music and Mountains in Montana” (Online)

เว็บไซต์ tippetrise.org

Cover Photo: Tippet Rise Art Center

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก