คุยเรื่อง ‘ศิลปะและความงาม’ กับธิดาวดี สกุลโพน “เสรีภาพในการเสพงานศิลปะคือการที่เราเลือกได้ว่าจะเสพระดับไหนและหวังว่าสังคมจะเปิดโอกาสให้เราตัดสินได้ด้วยตัวเอง”

807 views
11 mins
July 21, 2026

          ก่อนจะเริ่มอ่านบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ อยากให้ทุกคนรับชมคลิปล้อเลียนศิลปะสมัยใหม่สั้นๆด้านล่างนี้กันก่อน

          คุณรู้สึกถึงมุมปากที่ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มหรือเสียงหัวเราะที่หลุดออกมาของตัวเองหรือเปล่า? พร้อมกันนั้นเกิดคำถามในใจหรือไม่ว่า “เอ๊ะ ศิลปะนี่มันคืออะไรกันแน่นะ ถ้าสิ่งที่ปรากฏในคลิปเป็นงานศิลปะ อย่างนี้ฉันก็เป็นศิลปินได้สินะ” เชื่อเถอะว่ามีคนคิดเหมือนคุณแน่ๆ

          ศิลปะคืออะไร? ความงามคืออะไร? ศิลปะกับความงามเป็นของคู่กันหรือไม่? คำถามเหล่านี้ตอบไม่ง่ายเลย เผลอๆ คุณอาจแปลกใจถ้ารู้ว่าหลายครั้งที่ความงามไม่ใช่องค์ประกอบที่จำเป็นของศิลปะ

          ความคลุมเครือและน่าสงสัยใคร่รู้นำเรามาสู่การพูดคุยกับ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ธิดาวดี สกุลโพน จากสาขาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้มีความเชี่ยวชาญด้านสุนทรียศาสตร์ซึ่งเป็นสาขาหนึ่งของปรัชญา จะพาเราท่องไปในโลกของศิลปะและการถกเถียงอันหลากหลาย แว่นตาที่เป็นงานศิลปะแบบไม่ตั้งใจ คุณอาจกลายเป็นศิลปินโดยไม่รู้ตัวหรือไม่เป็นอะไรเลย กล้วยแปะผนัง โถส้วมของดูว์ช็องป์ ฯลฯ

          เอาล่ะ คุณจะเห็นด้วยหรือไม่ คุณจะตีความสิ่งใดเป็นหรือไม่เป็นศิลปะ งามหรือไม่งาม ย่อมเป็นสิทธิของคุณโดยสมบูรณ์ แต่รู้อะไรมั้ย? บทสนทนานี้พาไปสู่ข้อสรุปบางอย่างที่ดูจะไม่ค่อยเกี่ยวกับศิลปะนัก ถึงกระนั้นกลับเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้

          สิ่งนั้นเรียกว่า ‘เสรีภาพ’ เพราะหากขาดมัน ศิลปินก็ไม่สามารถสร้างงานศิลปะได้ ไม่มีผลงานศิลปะให้เราชื่นชม เมินเฉย หรือด่าทอ คุณจะไม่สามารถเลือกได้ด้วยตัวเองว่าคุณชอบหรือไม่ชอบงานที่วางอยู่ตรงหน้า สถานการณ์แบบนี้คุณคงไม่ชอบมันสักเท่าไหร่หรอก…จริงมั้ย?

ศิลปะมีหลากหลายแขนง มีนิยามร่วมกันไหมว่าศิลปะคืออะไร หรือความหมายของมันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา

          มีการถกเถียงและมีหลากหลายทฤษฎีนะคะ นักวิชาการบางกลุ่มเชื่อว่าเวลาพูดถึงศิลปะจะต้องมีคุณสมบัติอะไรบางอย่างร่วมกัน สมัยก่อนก็จะต้องเลียนแบบอะไรบางอย่าง ถ้าการเลียนแบบมันดูแคบไปก็จะถูกบอกว่า มันต้องเป็นตัวแทนของอะไรบางอย่างหรือ represent ในการถกเถียงกันก็จะมีบางคนบอกว่า ไม่ใช่ ศิลปะต้องเป็นเรื่องการแสดงออก (Expression) ผู้สร้างงานมีความต้องการแสดงออกอารมณ์ความรู้สึกอะไรบางอย่าง แล้วก็ใช้สื่อ (medium) เพื่อให้ผู้ชมได้รับความรู้สึกเดียวกันนี้ อีกกลุ่มบอกว่าจริงๆ ไม่ใช่ทั้งเลียนแบบและไม่ใช่ทั้งการแสดงออก แต่เป็นศิลปะเพื่อศิลปะ คล้ายกับว่าศิลปะไม่ควรจะให้ความสนใจกับอย่างอื่น แต่ควรจะดูที่ตัวศิลปะเอง คือดูที่ฟอร์มโดยไม่จำเป็นต้องดูคอนเทนต์ อันนี้เป็นกลุ่มที่บอกว่าศิลปะต้องมีคุณสมบัติร่วมอะไรบางอย่าง

          แล้วก็มีการถกเถียงกันอีกว่าถ้าไม่มีคุณสมบัตินี้แล้วจะเป็นศิลปะอยู่หรือเปล่า นักวิชาการกลุ่มนี้ก็บอกว่าจริงๆ แล้วศิลปะไม่ได้มีคุณสมบัติร่วม แต่มีสิ่งที่เรียกว่าความคล้ายคลึงกันในเครือญาติ (family resemblance) วัตถุนี้อาจจะเหมือนกับวัตถุนี้ แต่ไม่มีคุณสมบัติอะไร มันเหมือนเครือข่าย เหมือนใยแมงมุม ดังนั้น นักวิชาการกลุ่มที่ 2 จะบอกว่าการพยายามหาคุณสมบัติร่วมนั้นหาไม่เจอหรอกเพราะว่ามันไม่มี คุณเข้าใจผิดเกี่ยวกับคำว่าศิลปะ เพราะศิลปะเป็นมโนทัศน์เปิด การที่เราจะหาคุณสมบัติเดียวกัน มันเป็นการปิดตัวศิลปะ

          ทีนี้ก็มีอีกกลุ่มที่ย้อนกลับไปแบบเดิมว่าเอาเข้าจริงคุณสมบัติร่วมมีอยู่จริง แต่เป็นสิ่งที่มองไม่เห็น อย่างทฤษฎีที่เป็นตัวกำหนดว่าทำไมวัตถุนี้ถึงเป็นศิลปะ ทำไมอีกวัตถุหนึ่งไม่เป็น มันคือสถาบันศิลปะ มันคือประวัติศาสตร์ค่ะ อย่างโถฉี่ของดูว์ช็องป์ (มาร์แซล ดูว์ช็องป์ หรือ Marcel Duchamp) ทำไมโถฉี่อันอื่นไม่เป็น ตามร้านสุขภัณฑ์ก็ไม่เป็น คือที่กลายเป็นงานศิลปะได้ ไม่ใช่เพราะรูปลักษณ์ แต่เพราะบริบทและทฤษฎีที่ศิลปินนำเสนอ

          เพราะฉะนั้นถามว่าศิลปะมีอะไรร่วมกันไหม ถ้าตอบสั้นๆ ก็คือขึ้นอยู่กับว่าคุณจะใช้แนวคิดไหนเป็นตัวตอบ

คุยเรื่อง ‘ศิลปะและความงาม’ กับธิดาวดี สกุลโพน “เสรีภาพในการเสพงานศิลปะคือการที่เราเลือกได้ว่าจะเสพระดับไหนและหวังว่าสังคมจะเปิดโอกาสให้เราตัดสินได้ด้วยตัวเอง”

ในคำอธิบายของนักวิชาการที่คุณยกมาไม่มี ‘ความงาม’ เข้ามาเกี่ยวข้องเลย ทั้งที่คนทั่วไปเข้าใจว่าศิลปะต้องงดงาม แบบนี้ความเข้าใจของคนทั่วไปเป็นความเข้าใจที่ผิดหรือเปล่า?

          ไม่ถือว่าผิดนะ หมายความว่าถ้าเรามองจากสังคมที่เราอยู่ตอนนี้ สมัยก่อนเวลาพูดถึงศิลปะมักจะมีเรื่องความงามเข้ามาเกี่ยวข้อง คือมันต้องเป็นภาพที่งดงาม ต้องประดิดประดอยด้วยความประณีตบรรจงถึงจะถือว่าเป็นงานศิลปะ ในสมัยก่อนความงามก็คงเป็นคุณสมบัติหนึ่งที่สำคัญหรือบางคนอาจมองว่าเป็นคุณสมบัติร่วมที่ศิลปะต้องมีร่วมกันก็ได้ แต่ถ้าถามนักวิชาการสมัยใหม่ก็จะบอกว่าไม่จำเป็นต้องมีความงาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านักวิชาการสมัยใหม่จะตัดทิ้งความงามทั้งหมดนะ มันก็แล้วแต่คน มันเหมือนกับว่าในโลกปัจจุบัน สิ่งที่เรียกว่างานศิลปะไม่จำเป็นต้องมีความงามเข้ามาเกี่ยวข้องเสมอไปก็ถือว่าเปิดกว้างมากขึ้น

          สำหรับตัวเองรู้สึกว่าศิลปะไม่จำเป็นต้องงามเพราะมันขึ้นกับบริบท เหมือนในสังคมที่เราอาจจะตกลงกันโดยไม่ต้องมีกฎชัดเจน อย่างกรณีโถปัสสาวะ (Fountain) ของดูว์ช็องป์ ถามว่ามันมีความงามตรงไหน ส่วนตัวคิดว่าผู้สร้างไม่ได้ต้องการนำเสนอความงาม แต่เขาตั้งคำถามว่าเราสามารถเอาของธรรมดาทั่วไปที่เรียกว่า ready-made มาเป็นศิลปะได้ไหม ในบริบทนี้ความงามจึงไม่ใช่สิ่งสำคัญของผู้สร้าง เขาไม่ได้ปั้นเองด้วยซ้ำ ไปซื้อมา แล้วนำมาเสนอเป็นงานศิลปะเพื่อให้คนตั้งคำถามกับสิ่งนั้น

          ในปัจจุบันก็มีงานที่เอากล้วยมาติดเทปอะไรแบบนั้น มันขึ้นอยู่กับว่าคนทำทำภายใต้บริบทของการสร้างศิลปะจริงๆ หรือแค่ล้อเล่นโดยไม่เข้าใจศิลปะเลย เพราะฉะนั้นส่วนตัวมีทัศนคติว่างานศิลปะต้องมีอะไรมากกว่าสิ่งที่มองเห็น ถ้าถามว่าความงามเป็นคุณสมบัติหนึ่งไหม ก็คงตอบว่าในอดีตใช่ แต่ในปัจจุบันอาจจะไม่แล้ว

คุณอธิบายว่าศิลปินพยายามจะนำเสนออะไรบางอย่าง หมายความว่างานบางอย่างก็ทำได้แค่ครั้งเดียวหรือเปล่า แล้วมันก็ขึ้นอยู่กับคนทำใช่ไหม สมมติว่าผมเอาโถปัสสาวะไปวางในพิพิธภัณฑ์ศิลปะ ถ้าเขายอมให้วาง ผมจะถือเป็นศิลปินไหม ถ้าอย่างนั้นใครก็เป็นศิลปินได้หรือเปล่า แล้วเราค่อยใส่เหตุผลหรือเบื้องหลังเข้าไปทีหลังก็ได้ ทั้งที่ตอนทำมันอาจจะไม่มีความหมายอะไรเลย

          ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่ทุกคนจะเป็นศิลปินได้ มันต้องดูเจตนาในตอนต้นด้วยว่าเขารู้บริบทที่กำลังทำอยู่หรือเปล่า ถ้าเขาต้องการตั้งคำถามเกี่ยวกับโลกศิลปะจริงๆ ก็อีกแบบ แต่ถ้าจะไปทำซ้ำเหมือนที่ดูว์ช็องป์ทำมันก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่แล้วใช่ไหม มันต้องถามตัวเองว่าเรากำลังทำอะไรกับงานชิ้นนั้น สมมติว่าใครก็ได้ไปเลือกเอาโถปัสสาวะมาใหม่ แต่มันอยู่ภายใต้บริบทแบบไหน คุณต้องการสื่ออะไร เจตนาอยู่ตรงไหน

          ส่วนกรณีที่ตอนแรกไม่ได้ตั้งใจ แต่ตอนหลังมาคิดทฤษฎีใหม่ขึ้นมาได้ไหม ส่วนตัวคิดว่าได้ ถ้ามีความเข้าใจในเรื่องนั้นจริงๆ มันเหมือนกับการมองสิ่งเดิมผ่านแว่นตาใหม่ก็เป็นไปได้ แต่วงเล็บไว้นิดหนึ่ง คือเราไม่มีทางรู้แน่หรอกว่าเขาหลอกเราหรือเปล่า บางทีตอนแรกเขาอาจจะวางไปเฉยๆ แต่พอหลังจากนั้นมาคิดอีกทีก็อาจจะเห็นมุมใหม่ที่ตั้งคำถามได้จริงๆ ส่วนตัวคิดว่าเป็นไปได้ค่ะ

หมายความว่า ณ เวลาที่คนคนหนึ่งเอาของไปวางไว้โดยไม่ได้คิดอะไร ตอนนั้นสิ่งนั้นยังไม่ใช่งานศิลปะ และคนนั้นก็ยังไม่ใช่ศิลปิน แต่ถ้าภายหลังที่เขาเกิดคิด เกิดตั้งคำถาม หรือเกิดมุมมองใหม่ขึ้นมา สิ่งนั้นก็จะกลายเป็นศิลปะและคนนั้นก็จะกลายเป็นศิลปิน?

          อันนี้ขอพูดในมุมมองส่วนตัวนะคะ ส่วนตัวคิดว่ามันขึ้นอยู่กับหลายอย่าง เพราะรู้สึกว่าการตัดสินหรือการนำเสนออะไรบางอย่างไม่ได้เกิดขึ้นครั้งเดียวแล้วจบ มนุษย์เปลี่ยนทัศนคติหรือมุมมองได้ตลอดเวลา สมมติว่าตอนแรกที่เอาไปวางแบบมั่วๆ นั่นไม่ใช่แน่ เพราะไม่ได้อยู่ในบริบทของศิลปะ แต่ถ้าผ่านไป เขาเริ่มตกผลึก มาศึกษาแนวคิด ready-made ของดูว์ชองแล้วตั้งคำถามใหม่ เช่น อยากล้อเลียนผลงานของดูว์ช็องป์อีกครั้ง ส่วนตัวคิดว่าก็เป็นไปได้ที่คนคนนั้นกำลังจะเสนองานศิลปะอยู่

          แต่ถ้ามองในมุมของนักวิชาการศิลปะก็ถกเถียงกันได้ว่าโลกศิลปะอาจจะไม่ยอมรับคุณนะ เพราะคุณกำลังทำซ้ำสิ่งที่ศิลปินคนอื่นเคยทำมาแล้ว แล้วมันมีน้ำหนักมากพอไหมที่จะยกสถานะของคุณให้เป็นศิลปิน และยกวัตถุนั้นให้กลายเป็นศิลปะ อันนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าคนที่ตัดสินใช้ทฤษฎีอะไรในการมองว่าสิ่งนี้คือศิลปะหรือไม่ แต่ถ้าพูดในฐานะส่วนตัวเลยคิดว่าคนเราสามารถตกผลึกแล้วมองสิ่งเดิมในมุมมองใหม่ได้

คุยเรื่อง ‘ศิลปะและความงาม’ กับธิดาวดี สกุลโพน “เสรีภาพในการเสพงานศิลปะคือการที่เราเลือกได้ว่าจะเสพระดับไหนและหวังว่าสังคมจะเปิดโอกาสให้เราตัดสินได้ด้วยตัวเอง”

สุนทรียศาสตร์คืออะไร

          สุนทรียศาสตร์เป็นหนึ่งในคำถามหลักของปรัชญาเลยค่ะ คือการตั้งคำถามว่า “ความงามคืออะไร” แล้วมันก็เกี่ยวข้องกับศิลปะด้วย เช่น คำถามทางปรัชญาอย่างว่า “ศิลปะคืออะไร” หรือ “เราตีความงานศิลปะได้อย่างไร” บางทีก็พูดถึงทัศนคติทางสุนทรียะ หรืออารมณ์ทางสุนทรียะว่าคืออะไร เป็นอย่างไร ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นการถกเถียงกันภายใต้เรื่องของ ‘ความงาม’

ถ้าอย่างนั้นสุนทรียศาสตร์ให้ความหมายของคำว่า ความงาม ไว้อย่างไรบ้าง

          มีหลายทฤษฎีนะคะ เพราะฉะนั้นเวลาถามว่า ‘สิ่งนี้คืออะไร’ เราก็ต้องอธิบายก่อนว่าเขาถกเถียงกันยังไงบ้าง เรื่อง ‘ความงาม’ ก็เหมือนกัน นักวิชาการบางกลุ่มมองว่าความงามเป็นคุณสมบัติที่อยู่ในวัตถุ เช่น ถ้าเราบอกว่าสามเหลี่ยมคือรูปที่มีสามด้าน แล้วสิ่งที่มีสามด้านก็คือความงามในแบบนั้น แสดงว่าความงามมีคุณสมบัติบางอย่างที่สิ่งเหล่านั้นมีร่วมกัน 

          บางกลุ่มบอกว่าความงามขึ้นอยู่กับ ‘คนมอง’ คล้ายกับแนวคิดแบบอัตวิสัย (subjective) คือฉันเห็นว่าสวย แต่เธออาจจะบอกว่าไม่สวย แสดงว่าความงามไม่ได้มีอยู่ในวัตถุ มันขึ้นอยู่กับผู้รับรู้มากกว่า หรือบางแนวคิดก็มองว่ามันไม่ใช่เรื่องของปัจเจกคนเดียว แต่เป็นสิ่งที่ ‘สังคมสร้างขึ้น’ เช่น ในอดีตผู้หญิงที่สวยอาจจะต้องมีลักษณะแบบหนึ่ง แต่ละยุคสมัยก็มีมาตรฐานความงามไม่เหมือนกัน แบบนี้ก็แปลว่าความงามเป็นสิ่งที่สังคมบ่มเพาะขึ้นมา

          แต่ก็ยังมีนักวิชาการอีกกลุ่มที่บอกว่าความงามมีความเป็นสากล โดยใช้ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ ทฤษฎีวิวัฒนาการของดาร์วินมาช่วยอธิบาย เช่น แนวคิดของเดนนิส ดัตตัน (Denis Dutton) หนังสือชื่อ The Art Instinct เขาเสนอว่าความงามเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ ทุกสังคมมีสิ่งที่เรียกว่าสวยเหมือนกัน เพราะมันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ เช่น เรามักจะรู้สึกดึงดูดกับสิ่งที่สวยงามและระวังสิ่งที่ดูอันตราย ซึ่งเป็นกลไกตามสัญชาตญาณ เพราะฉะนั้นถ้าจะตอบสั้นๆ ก็คือ ‘ความงาม’ มีหลายแง่มุมมาก ไม่ได้มีคำจำกัดความเดียว

          ส่วนตัวเชื่อว่าความงามเป็นสิ่งที่สังคมแต่ละยุคสมัยสร้างขึ้น แต่ก็เข้าใจดัตตันในบางส่วน เพราะความงามดูเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่คล้ายกันอยู่ แต่ไม่ทั้งหมด ความงามโดยพื้นฐานมันดึงดูดเราเข้าหาสิ่งนั้น เช่น ของเน่าหรือของเสีย มนุษย์ทั่วไปจะไม่เห็นความงามในสิ่งเหล่านั้น เว้นแต่เราจะพยายามตัดบริบทของความเน่าเสียออกไปหรือมองในมุมใหม่ เพราะฉะนั้นจึงรู้สึกว่าความงามอาจมีแกนกลางบางอย่างร่วมกัน แต่รายละเอียดขึ้นอยู่กับแต่ละสังคมและยุคสมัยว่าจะให้คุณค่ากับสิ่งใดว่างาม

แต่สุดท้ายแล้ว ความงามกับศิลปะก็อาจจะไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

          คิดว่าไม่จำเป็นต้องเป็นสิ่งเดียวกัน นักวิชาการบางคนโดยเฉพาะนักปรัชญาที่ค่อนข้างอนุรักษ์ เขาจะบอกว่าศิลปะยุคปัจจุบันละเลยความงาม เขามองว่าโลกทุกวันนี้มันก็เลวร้ายพอแล้ว ศิลปะควรเป็นสิ่งที่จรรโลงใจ เขาจึงวิพากษ์ว่าโลกศิลปะปัจจุบันเดินทางผิด เพราะแยกความงามออกไป ทั้งที่จริงศิลปะควรมีความงามเป็นแกนหลัก คนกลุ่มนี้ก็เลยเถียงว่าศิลปะยุคใหม่มาผิดทาง

ผมอยู่หอพักชั้น 14 มองเห็นวิวแม่น้ำตั้นสุ่ยกับกรุงไทเปแล้วรู้สึกว่ามันสวยมากและสร้างอารมณ์สุนทรีย์ให้กับเรา แต่นี่ก็ไม่ใช่งานศิลปะ

          สำหรับนักวิทยาศาสตร์จะมีคนที่บอกว่าทุกอย่างคือศิลปะ บางคนก็คิดแบบนั้นเหมือนกัน มีถึงขั้นที่บางคนบอกว่าการจะตัดสินว่าอะไรเป็นหรือไม่เป็นศิลปะ มันเป็นเรื่องของปัจเจก เป็นสิ่งที่ขึ้นอยู่กับแต่ละคน อย่างถ้าคุณมองว่าวิวทิวทัศน์ข้างนอกเป็นศิลปะ มันก็อาจจะเป็นศิลปะสำหรับคุณก็ได้ ก็มีคนที่คิดแบบนั้น แต่ก็มีอีกฝ่ายที่ถกเถียงว่ามองอย่างนั้นไม่ได้ เพราะศิลปะมันเป็นมโนทัศน์ที่เป็นสาธารณะ เป็น public concept สิ่งที่เราเรียกว่างานศิลปะ มันเหมือนเป็นสิ่งที่สังคมร่วมกันตัดสินว่าสิ่งนี้เป็นงานศิลปะ สิ่งนั้นไม่เป็น เพราะฉะนั้นนักปรัชญาก็จะบอกว่ามันขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้มุมมองไหนเป็นตัวตัดสิน บางคนบอกว่าธรรมชาติไม่ใช่ศิลปะ แต่บางคนบอกว่าถ้ามันทำให้เกิดอารมณ์สุนทรีย์ มันก็อาจไม่ต่างอะไรจากงานศิลปะก็ได้ แล้วศิลปะจำเป็นต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างขึ้นเท่านั้นหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นคำถาม

คุยเรื่อง ‘ศิลปะและความงาม’ กับธิดาวดี สกุลโพน “เสรีภาพในการเสพงานศิลปะคือการที่เราเลือกได้ว่าจะเสพระดับไหนและหวังว่าสังคมจะเปิดโอกาสให้เราตัดสินได้ด้วยตัวเอง”

แต่พอพูดถึงศิลปะมักจะมีเรื่อง ‘ความงาม’ อยู่ด้วย ช่วงหนึ่งในโซเชียลมีเดียมีศิลปินพูดประมาณว่า คนที่จะเข้าใจศิลปะได้ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ไม่ใช่แค่เสพความงามแบบผิวเผิน ซึ่งทำให้เกิดการเถียงกันพอสมควร แล้วคุณคิดยังไง ศิลปะมีระดับชั้นหรือเปล่า มีศิลปะที่ ‘งามกว่า’ หรือ ‘งามน้อยกว่า’ หรือ ‘ไม่งาม’ ในแง่ที่ว่าถ้าความงามเป็นส่วนหนึ่งของศิลปะ

          ส่วนตัวคิดว่าคงมีระดับของความงามนะ แต่เรื่องการเข้าถึงจะว่าไปแล้ว มันขึ้นอยู่กับว่าเราจะเสพศิลปะในระดับไหน สมมติว่าคนที่ยังไม่มีความรู้หรือพื้นฐานเกี่ยวกับสิ่งนั้นเลย เขาก็จะเสพได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราเข้าใจมากขึ้น อย่างเช่นเพลง ตัวเองไม่ได้มีความรู้เรื่องเพลงคลาสสิก ถ้าเราฟังเพลงหรือดูภาพยนตร์ เราก็จะเข้าใจเท่าที่เห็น ได้ความบันเทิงในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเราศึกษาเบื้องลึกเบื้องหลังมากขึ้น เช่น ใครเป็นคนแต่ง เขามีเจตนารมณ์อะไร ต้องการสื่ออะไร มันก็ทำให้เรามีระดับการเข้าถึงงานนั้นมากขึ้น เพราะฉะนั้นมันก็มีระดับของการเข้าถึงอยู่จริงและไม่จำเป็นที่ทุกคนจะต้องเข้าถึงในระดับเดียวกัน ขึ้นอยู่กับว่าเราอยากเสพในระดับไหน ซึ่งก็ไม่ผิดเลย

          สมมติว่าเราดูภาพหนึ่งแล้วรู้สึกว่า “เออ มันสวยดี” เราอาจตีความของเราเองหรือฟังเพลงแล้วแค่รู้สึกว่าเพราะดี เข้าใจเนื้อหา แค่นั้นก็ไม่ผิด แต่ถ้าในอีกปีหนึ่ง เรารู้มากขึ้น เช่น รู้ว่าเขาแต่งเพลงนี้ให้ใครหรือภาพนี้เป็นสัญลักษณ์ของอะไร เราก็จะเข้าใจงานนั้นได้ลึกขึ้น เป็นเหมือนสเต็ป 2 ของการเสพงานศิลปะ แต่มันไม่จำเป็นเลยว่าทุกคนต้องก้าวไปถึงสเต็ปสอง สาม หรือสี่ เพราะมันขึ้นอยู่กับความพอใจส่วนตัว เป็นความคิดเห็นส่วนตัวนะ คือใครจะเสพแค่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องรู้สึกว่า “ฉันไม่รู้เรื่องเลยเพราะฉันไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ศิลป์” มันไม่ถึงขนาดนั้นหรอก มันอยู่ที่ว่าเราพอใจจะเข้าไปถึงระดับไหนของการเข้าใจงานศิลปะมากกว่า

คุณคิดอย่างไรกับการที่ศิลปินเรียกร้องความลุ่มลึกจากผู้เสพว่าคุณต้องมีความรู้ก่อน ถึงจะเข้าใจงานของเขาได้

          ถ้ามองในมุมหนึ่ง มันก็อิงกับแนวคิดของนักปราชญ์ร่วมสมัยบางคนที่บอกว่าเวลาศิลปินสร้างงานศิลปะ มันไม่ต่างจาก ‘การสนทนา’ สมมติว่าเราคุยกัน เราก็อยากรู้ว่าคนพูดหมายความว่ายังไง เพราะฉะนั้นงานศิลปะก็คล้ายกัน มันไม่ใช่การสื่อสารทางเดียว แต่มันเป็นการสื่อสารระหว่างเรากับศิลปิน การที่ศิลปินอยากให้เราเข้าใจงานของเขาก็ไม่ผิดอะไร เพราะเขาอยากสื่อสาร ส่วนเราก็อยากรู้ว่า “เส้นนี้ เธอหมายความว่ายังไงนะ” คือเข้าใจได้ว่าทำไมเขาอยากให้เราเข้าใจสิ่งที่เขาสื่อ เพราะมันเป็นการสื่อสารสองทาง ไม่ใช่เราตีความอยู่คนเดียว

          แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเราดูภาพนี้แล้วไม่เข้าใจเพราะไม่รู้ประวัติของเขา มันจะผิดอะไร มันคือการเสพไปเรื่อยๆ ตอนนี้เราพอใจแค่นี้ ปีหน้าก็อาจจะเข้าใจมากขึ้นก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่างานศิลปะนั้นไม่ว่าจะเป็นภาพหรือเพลง มันจะมีสิ่งให้เราค้นคว้าอยู่ตลอดเวลา

ส่วนตัวรู้สึกว่าศิลปินเรียกร้องให้คนเข้าใจงานของได้ แต่ไม่ควรมีท่าที ‘กด’ ผู้เสพงานศิลปะ

          อ๋อ ใช่เลย ไม่เห็นด้วยเลยค่ะ ไม่ควรกด นักปรัชญาคนหนึ่งชื่อเกรกอรี เคอรี (Gregory Currie) เป็นชาวอังกฤษ เขามีคำเปรียบเทียบที่ส่วนตัวเห็นด้วย เขาบอกว่าเขาเชื่อว่าศิลปะเป็นสิ่งที่เป็นสากล ในแง่ที่ว่าสมมติว่าเราไปอยู่ในสังคมอื่น อย่างชนเผ่าอะไรแบบนี้ เขาอาจจะไม่มีสิ่งที่เรียกว่า ‘งานศิลปะ’ หรือ a work of art แต่เราอาจเจอสิ่งที่คล้ายๆ กันในสังคมนั้นที่เขาประดิดประดอยขึ้นมา เขายกตัวอย่างการเพาะพันธุ์วัว เช่น เขาจะเลือกให้วัวมีสีแบบไหน มีเขาแบบไหน ลักษณะยังไง แล้วภาษาที่เขาใช้เรียกเฉดสี อย่างสีน้ำตาลในขนวัวหรือสีของเขาวัว มันทำให้เราเห็นว่าสิ่งที่ชาวชนเผ่าทำอยู่ก็อาจถือเป็นงานศิลปะได้ แม้เขาอาจจะไม่ได้มองว่าสิ่งนั้นคือศิลปะ

          ทีนี้มันมีคำเปรียบเทียบอันหนึ่งที่เขาพูดไว้น่าสนใจว่า งานศิลปะมีความเป็นสากลตรงที่ไม่ว่าเราจะอยู่ในสังคมไหน เราก็สามารถเข้าถึงมันได้ มันเปิดกว้างให้เราเข้าไปเรียนรู้ได้ตลอดเวลา ไม่จำเป็นว่าต้องศึกษาประวัติที่มาที่ไปของชาวชนเผ่าก่อนถึงจะเข้าใจ เหมือนกับการเดินขึ้นเขา เราไม่จำเป็นต้องปีนหน้าผาสูงๆ ใช้แรงเยอะๆ เพื่อจะไปถึงยอดแล้วเข้าใจว่าศิลปะคืออะไร แต่เรามีสิทธิ์ที่จะเดินไปเรื่อยๆ เพื่อทำความเข้าใจกับสภาพแวดล้อมนั้นได้ อย่างเพลงคลาสสิก คนที่ไม่รู้โน้ตเลยก็ยังฟังได้ ไม่ใช่ฟังไม่ได้เพราะไม่เข้าใจทฤษฎีดนตรี ถ้าอยากรู้เพิ่มก็ค่อยศึกษาเพิ่มก็ได้ หรือไม่อยากเรียนรู้ก็ไม่เป็นไร มันเปิดกว้างสำหรับทุกคน มันเปิดให้ทุกคนสามารถเข้าไปเสพได้ มันอาจจะมีลำดับขั้นก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าลำดับขั้นนั้นเป็นตัวกำหนดว่า “เธอไม่รู้เรื่องเพราะไม่ได้ศึกษาประวัติศาสตร์ศิลปะ” มันไม่น่าจะใช่แบบนั้น

งาน ‘Comedian’ ที่สร้างโดยศิลปินชาวอิตาเลียน Maurizio Cattelan ที่นำเทปกาวไปติดกล้วยไว้กับผนัง โดยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2024 ได้ถูกประมูลที่นิวยอร์กในราคา 6.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสร้างข้อถกเถียงกันมากเลย ทั้งแบบจริงจังและแบบขบขัน

          อาจต้องแยกก่อนว่ามันเป็นงานศิลปะหรือไม่ กับมูลค่าที่สังคมให้มันเหมาะสมหรือเปล่า มันเป็นคนละเรื่องกัน คือสังคมเราก็ต้องเข้าใจว่าเทรนด์ของมูลค่ามันเปลี่ยนไปเรื่อยๆ ของบางอย่างที่เราคิดว่าไม่น่าจะมีคุณค่า สังคมก็อาจให้คุณค่ากับมันได้ ถ้าถามว่าเหมาะสมไหม ก็อยู่ที่ว่าถ้ามีคนพร้อมจ่ายก็คงปล่อยเขาไป แต่ประเด็นคือมันเป็นงานศิลปะหรือเปล่า ถ้าเขาให้คุณค่ามันในฐานะศิลปะก็ถือว่ามีความหมายในตัวของมันเอง

          แต่ถ้าเขาซื้อเพื่อเก็งกำไร เอาไปขายต่ออีกราคาก็อีกเรื่อง อย่างกรณีดูว์ชองเอง ผลงานของเขามันไม่ได้มีคุณค่าที่ตัววัตถุหรอก แต่มันตั้งคำถามกับโลกศิลปะ กล้วยแปะผนังนี้ก็คล้ายกัน ถ้ามันทำให้คนตั้งคำถามได้ มันก็มีคุณค่าในเชิงศิลปะได้เหมือนกัน ส่วนตัวเลยคิดว่าไม่แปลกที่คนจะซื้อ 

คุยเรื่อง ‘ศิลปะและความงาม’ กับธิดาวดี สกุลโพน “เสรีภาพในการเสพงานศิลปะคือการที่เราเลือกได้ว่าจะเสพระดับไหนและหวังว่าสังคมจะเปิดโอกาสให้เราตัดสินได้ด้วยตัวเอง”
Comedian (2019) ผลงานศิลปะเชิงแนวคิด (Conceptual Art) ของ Maurizio Cattelan
Photo: Maurizio Cattelan, CC0, via Wikimedia Commons

ในปี 2019 ที่งาน Art Basel Miami Beach มีศิลปิน performance art ชื่อ David Datuna เดินไปแกะกล้วยจากผนังแล้วกินต่อหน้าผู้ชม แล้วพูดว่า ‘Hungry Artist’ ซึ่งทางแกลเลอรีก็ไม่ได้ถือว่าเป็นการทำลายผลงานศิลปะ เพราะตัวกล้วยไม่ใช่แก่นของผลงานแต่คือแนวคิด

          ใช่ค่ะ อันนี้ต้องไปอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมว่าคนทำมีเจตนาแบบไหน เขาต้องการล้อเลียนหรือตั้งคำถามกับโลกศิลปะหรือแค่บังเอิญ เพราะมันมีกรณีคล้ายๆ กัน เช่น ตอนที่มีเด็กสองคนไปดูงานศิลปะแล้ววางแว่นตาไว้บนพื้น แล้วคนอื่นก็คิดว่านั่นคืองานศิลปะ เหมือนกับว่าลึกๆ แล้ว เด็กสองคนนั้นก็อยากจะลองดูว่าคนที่เข้ามาชมหอศิลป์จะมีปฏิกิริยายังไง ก็เลยลองวางแว่นตาไว้บนพื้น ปรากฏว่ามีคนคิดว่าเป็นงานศิลปะจริงๆ ก็เลยไปถ่ายรูป ถ่ายคลิปกันใหญ่เลย แต่มันก็เลยกลายเป็นคำถามว่า เอ๊ะ การเอาแว่นตามาวางไว้บนพื้นในแกลเลอรี่นี่ มันเป็นงานศิลปะหรือเปล่า

          มันก็คล้ายกับกรณีอื่นๆ ที่เราเห็น เด็กอาจไม่ได้ตั้งใจจะทำเป็นงานศิลปะด้วยซ้ำ เหมือนแค่ลองเล่นดู ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นเด็กไฮสคูล เขาอาจแค่มองว่า เฮ้ย ทำไมงานศิลปะบางอย่างมันดูง่ายๆ จัง ก็เลยลองวางของธรรมดาดูสิว่าคนจะมีปฏิกิริยายังไง ปรากฏว่าคนก็เข้าใจว่าเป็นส่วนหนึ่งของนิทรรศการจริงๆ ไปถ่ายรูปกันใหญ่ แล้วพอเฉลยออกมาก็กลายเป็นเรื่องน่าสนใจ วงการศิลปะก็น่าคิดเหมือนกันเพราะบางทีสิ่งที่ผู้สร้างไม่ได้ตั้งใจให้เป็นงานศิลปะ แต่มันกลับถูกตีความหรือให้คุณค่าในมุมนั้นได้

แปลว่า ณ ขณะที่คนสนใจแว่นตานั้น ตอนนั้นถือว่ามันเป็นงานศิลปะ

          อาจจะเป็นได้ในมุมมองของคนดูนะคะ แต่อาจจะไม่ใช่เจตนาของผู้สร้าง

แล้วการสร้างสรรค์จำเป็นต้องมีในงานศิลปะหรือเปล่า เป็นองค์ประกอบจำเป็นของศิลปะมั้ย

          คิดว่าน่าจะเป็นนะคะ การสร้างสรรค์อาจหมายถึงการให้มุมมองใหม่กับสิ่งเดิมๆ อย่างกล้วยที่แปะผนังนั่น ถ้ามองอีกมุมหนึ่ง มันก็เป็นแค่กล้วยธรรมดาๆ แต่พอมันถูกจัดวางใหม่ในบริบทใหม่ มันก็กลายเป็นการสร้างสรรค์ได้เหมือนกัน แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่ใช่ทุกอย่างจะเป็นงานศิลปะเพราะของบางอย่างมันก็เป็นแค่วัตถุธรรมดา อย่างแว่นตาที่ใส่หรือโถปัสสาวะในบ้านเรา สิ่งที่ทำให้มันต่างคือบริบทที่มันถูกวางอยู่ ถ้าเด็กสองคนนั้นตั้งใจจะตั้งคำถามว่า ‘ของธรรมดาเป็นงานศิลปะได้ไหม’ นั่นก็คือการสร้างสรรค์ในอีกแบบหนึ่ง เพราะฉะนั้นส่วนตัวเลยคิดว่ามันมีเส้นแบ่งบางอย่างระหว่าง ‘วัตถุธรรมดา’ กับ ‘งานศิลปะ’ และงานศิลปะไม่จำเป็นต้องสวยเสมอไป

แต่ต้องมีความสร้างสรรค์

          ใช่ค่ะ ต้องมีมุมมองบางอย่าง มันจะต้อง about something ต้องเกี่ยวข้องกับอะไรบางอย่าง เช่น อยู่ภายใต้บริบทของศิลปะที่ตั้งคำถามหรือชี้ให้เราเห็นว่างานนั้นมันพูดถึงอะไรหรือต้องการจะบอกอะไร เจตนาที่อยู่เบื้องหลังงานก็สำคัญ

คุยเรื่อง ‘ศิลปะและความงาม’ กับธิดาวดี สกุลโพน “เสรีภาพในการเสพงานศิลปะคือการที่เราเลือกได้ว่าจะเสพระดับไหนและหวังว่าสังคมจะเปิดโอกาสให้เราตัดสินได้ด้วยตัวเอง”
Fountain (1917) ประติมากรรมแนวเรดีเมด (Readymade) ของ มาร์แซล ดูว์ชอง (Marcel Duchamp) ซึ่งเป็นโถปัสสาวะชายเซรามิกสีขาวที่วางกลับหัว
Photo: Public Domain

ผมชอบดูบาสเกตบอลกับหมากรุก เวลาเห็นทีมหรือคนเล่นเก่งๆ จะรู้สึกว่าเป็นการเล่นที่สวยงาม แบบนี้การเล่นหมากรุกหรือบาสเกตบอลถือเป็นศิลปะหรือเปล่า

          ได้เลย คือมีนักวิชาการญี่ปุ่นคนหนึ่งเขาพูดไว้คล้ายๆ กัน เขาบอกว่านักวิชาการตะวันตกมักจะหมกมุ่นอยู่กับศิลปะเวลาอธิบายเรื่องสุนทรียศาสตร์ แต่จริงๆ แล้วสุนทรียะมันมีอยู่ในชีวิตประจำวันด้วย อย่างสิ่งที่คุณพูดนั่นแหละ การดูหมากรุกหรือบาสเกตบอล มันก็มีความงามแบบหนึ่ง เขาเรียกแนวคิดนี้ว่า Everyday Aesthetics สุนทรียศาสตร์ของชีวิตประจำวันซึ่งก็มีความงามได้เหมือนกัน แม้สิ่งนั้นจะไม่สมบูรณ์แบบก็ตาม เช่น ของที่ไม่ perfect ก็ยังมีคุณค่าทางสุนทรียะได้ 

          เพราะฉะนั้นถ้าเชื่อแบบนี้ ทุกสิ่งรอบตัวเรา โต๊ะ เก้าอี้ หนังสือ ล้วนให้มุมมองทางสุนทรียะได้ทั้งนั้น เขาก็เลยวิพากษ์แนวคิดตะวันตกที่ตีกรอบสุนทรียศาสตร์ไว้เฉพาะศิลปะทั้งที่จริงๆ แล้วมันกว้างกว่านั้นมาก

เหมือนกับว่า ศิลปะ กับ สุนทรียะ อาจเกี่ยวกันแต่ไม่เหมือนกัน ศิลปะคือสิ่งที่มนุษย์สร้าง ส่วนความงามมีอยู่ทั่วไป ไม่จำเป็นต้องมาจากศิลปะเสมอไป?

          ใช่ค่ะ น่าจะเป็นอย่างนั้น เพราะความงามมันกว้างกว่า เช่น ดวงอาทิตย์ตอนเช้าหรือกองหนังสือที่บางคนมองว่าสวย มันก็เป็นความงามได้เหมือนกัน ความงามเลยมีขอบเขตกว้างกว่างานศิลปะ ส่วนศิลปะในอดีตอาจถูกนิยามว่าต้องสวย ต้องประณีต ต้องทำให้ประทับใจ แต่ทุกวันนี้มันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นเสมอไป แม้แต่คำถามว่าศิลปะจำเป็นต้องเป็นสิ่งที่มนุษย์สร้างไหมก็ยังเป็นประเด็นถกเถียง บางคนบอกว่าไม่จำเป็น อย่างกรณีโถปัสสาวะของดูว์ชอง เขาไม่ได้สร้างเอง แค่เลือกมา แล้วทำให้สังคมตั้งคำถามว่าของสิ่งนี้เป็นศิลปะได้ไหม มันก็ถือว่าเป็นงานศิลปะได้แล้ว

          แต่ถ้าถามนักปรัชญาคนหนึ่ง เขาอาจจะบอกว่าต้องดูเจตนาของผู้สร้างด้วย เขาอาจจะไม่เห็นด้วยกับการที่เรามอบคุณค่าบางอย่างให้ผลงานในแบบที่ผู้สร้างไม่ได้ตั้งใจ ถ้าเรามองว่างานชิ้นนั้นคนสร้างไม่ได้มีเจตนาจะสื่อสารอะไร แล้วเราไปคิดเอง มโนเองว่าเขาคงคิดอะไรลึกซึ้งมากแน่ๆ ต้องการจะตั้งคำถามกับสังคมแน่เลย แบบนี้ นักปรัชญาคนนั้นจะบอกว่าเธอเข้าใจผิดแล้ว มันไม่ใช่แบบนั้น เหมือนกับกรณีที่เราดูหนังเกรดบี แล้วเราคิดว่าผู้สร้างต้องการจะตั้งคำถามทางสังคม ทั้งที่จริงๆ เขาอาจจะแค่สร้างหนังสนุกๆ ไม่ได้คิดถึงประเด็นพวกนั้นเลย ถ้ามองในมุมของนักปรัชญาคนนั้น เขาจะบอกว่าแบบนั้นคือเราคิดเกินเจตนาไป

แต่งานศิลปะมันก็เปิดให้ผู้เสพตีความเองได้ไม่ใช่เหรอ?

          ใช่ค่ะ มันก็มีพื้นที่ให้ตีความอยู่ แต่ถ้าเชื่อตามนักปรัชญาคนนั้น เขาจะมองว่าศิลปะคือการสนทนา ผู้สร้างต้องการจะสื่อสารบางอย่างออกมา เพราะฉะนั้นถ้าเราไปตีความเกินกว่าสิ่งที่เขาตั้งใจจะบอก มันก็ถือว่าผิดเจตนาของเขาไป แต่ก็มีหลายคนที่ไม่เห็นด้วยกับมุมมองแบบนั้นเหมือนกัน

อย่างหนังซอมบี้ คนสร้างอาจจะไม่ได้คิดอะไรลึกซึ่งเลย แค่ทำให้สนุก แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นว่างานกลุ่มนี้ถูกนักสังคมวิทยาหรือนักมานุษยวิทยาศึกษาและมองว่าเป็นตัวแทนของสังคมบริโภคนิยมอเมริกัน แบบนี้ถือว่ามโนหรือเปล่า?

          อันนี้ขึ้นอยู่กับมุมมอง ถ้ามองตามแนวคิดของนักปรัชญาที่เชื่อว่าศิลปะคือการสื่อสาร เขาอาจจะมองว่าแบบนั้นคือมโน ไม่ได้ใช้คำนี้ตรงๆ นะคะ แต่หมายถึงเราพูดเกินไปคือคิดแทนผู้สร้างเกินเจตนา เพราะผู้สร้างทำงานภายใต้บริบทของสังคมในช่วงเวลานั้น เขาอาจไม่ได้คิดลึกขนาดที่เราตีความก็ได้

          แต่ถ้ามองในอีกมุมหนึ่ง ของคนที่เชื่อว่าความหมายของศิลปะขึ้นอยู่กับผู้เสพ เขาก็จะบอกว่าคุณมีสิทธิ์จะตีความยังไงก็ได้ แม้ผู้สร้างจะไม่ได้ตั้งใจให้หมายความแบบนั้น แต่เมื่อคุณเห็นและเชื่อมโยงในบริบทอื่นมันก็สามารถมีความหมายใหม่ได้เหมือนกัน

          ‘ความแท้’ กับ ‘ความไม่แท้’ ของงานศิลปะ สมมติว่าเรานำภาพของศิลปินที่มีชื่อเสียงไปให้ AI วาดใหม่ แล้วทำออกมาได้เหมือนมากๆ แต่สุดท้าย ภาพต้นฉบับกลับมีคุณค่ามากกว่า แบบนี้แปลว่าศิลปะหรือความงามให้คุณค่ากับความเป็นของแท้ใช่ไหม

          เรื่องนี้ก็มีหลายทฤษฎี ทฤษฎีแรกบอกว่าถ้ามองแค่สิ่งที่ปรากฏหรือ appearance ถ้าภาพต้นฉบับกับภาพที่ AI สร้างเหมือนกันเป๊ะจนแยกไม่ออก คุณค่าทางสุนทรียะของมันก็เท่ากัน เพราะคุณมองไม่เห็นความต่าง การที่คุณไปบอกว่าของจริงดีกว่า ทั้งที่มองไม่เห็นว่ามันต่างตรงไหน นั่นแสดงว่าคุณไปให้คุณค่ากับสิ่งอื่นที่อยู่นอกเหนือจากตัวงาน เขาอาจจะเรียกว่าหัวสูง คือไปยึดกับบริบททางสังคมหรืออารมณ์มากเกินไป ทั้งที่ภาพมันเหมือนกันแท้ๆ

          แต่ทฤษฎีที่สองบอกว่าไม่ใช่แค่สิ่งที่เห็น มันต้องดูเบื้องหลังด้วย ว่างานนั้นเกิดขึ้นในบริบทไหน เช่น ถ้าเป็นงานของศิลปินจริงๆ เขาอยู่ในยุคสมัยหนึ่ง ใช้ฝีมือ ใช้เวลา ใช้วัสดุจริง มีความประณีตละเอียดอ่อน ในขณะที่ AI ไม่ได้ผ่านบริบทเหล่านั้น ดังนั้น สิ่งที่อยู่เบื้องหลังต่างหากที่เป็นตัวกำหนดคุณค่า เพราะฉะนั้นทฤษฎีนี้จะบอกว่าถึงแม้มองไม่ออก แต่ของจริงก็มีคุณค่ามากกว่า

          แล้วก็มีทฤษฎีที่สามที่เป็นแนวผสม เขามองว่าเหมือนกรณีฝาแฝด สมมติเรามีเพื่อนคนหนึ่ง แล้ววันหนึ่งรู้ว่าเขามีฝาแฝด ตอนแรกเรามองไม่ออกว่าใครเป็นใครเพราะหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ แต่พอเรารู้ว่ามีฝาแฝด เราก็จะเริ่มสังเกตมากขึ้น เรียนรู้ที่จะมองหาความแตกต่าง ทีนี้เราก็จะเห็นเองว่ามันต่างกันยังไง ศิลปะก็เหมือนกัน ถ้าเรารู้ว่ามีทั้งของจริงและของจำลอง เราก็จะเริ่มมองละเอียดขึ้นเพื่อแยกแยะในที่สุด ความรู้ที่อยู่เบื้องหลังว่ามันต่างกันนี่แหละจะทำให้เรามองเห็นความต่างในสิ่งที่เห็นด้วยตาไปเอง

คุยเรื่อง ‘ศิลปะและความงาม’ กับธิดาวดี สกุลโพน “เสรีภาพในการเสพงานศิลปะคือการที่เราเลือกได้ว่าจะเสพระดับไหนและหวังว่าสังคมจะเปิดโอกาสให้เราตัดสินได้ด้วยตัวเอง”

ในแต่ละยุคสมัยมีศิลปินผู้สร้างงานศิลปะมากมาย เมื่อเวลาผ่านไป ทำไมจึงมีแค่ศิลปินหยิบมือเดียวที่โด่งดัง ได้รับการยกย่อง ส่วนที่เหลือกลับหายไปจากหน้าประวัติศาสตร์ทั้งที่ในแง่ฝีมืออาจจะไม่ต่างกันมาก็ได้

          ไม่รู้เหมือนกันนะ คิดว่าบางทีมันอาจจะเป็นช่องว่างหรือเขาอาจจะอยู่ในสังคมที่ไม่ยอมรับคนบางกลุ่มก็ได้ มันอาจจะไม่มีคำตอบที่สวยงาม แต่มันก็เผอิญว่าในโลกประวัติศาสตร์หรือในโลกศิลปะมักจะให้คุณค่ากับคนบางคน ซึ่งงานของพวกเขากลับไม่ได้ปรากฏให้คนในสังคมเห็นในตอนนั้น มันก็เลยกลายเป็นเรื่องที่ศิลปะเองก็มีส่วนในการให้คุณค่ากับใครบางคนเหมือนกัน

          ประเด็นนี้ก็เชื่อมโยงกับคำถามว่า ทำไมเวลาพูดถึงศิลปินที่ยิ่งใหญ่ เราแทบไม่เห็นศิลปินผู้หญิงเลย นักประวัติศาสตร์ศิลป์ก็ตั้งคำถามนี้เหมือนกัน แล้วคำตอบหนึ่งก็คือมันเกี่ยวกับสังคมที่เป็นคนบ่มเพาะ ถ้าสังเกตดู ศิลปินที่ยิ่งใหญ่ส่วนใหญ่มักเกิดในครอบครัวศิลปิน ได้รับการฝึกฝน แล้วส่วนมากก็ต้องเป็นผู้ชายที่มีโอกาสได้ออกไปนอกเมือง ไปฝึกวาด anatomy ซึ่งผู้หญิงไม่มีโอกาส ก็เท่ากับว่าสังคมเป็นตัวกำหนดว่าอะไรยิ่งใหญ่หรือไม่ยิ่งใหญ่ เพราะเขาไม่มีโอกาส งานก็เลยไม่แพร่หลาย คนในสังคมไม่ให้คุณค่า ก็เลยเหมือนกับว่าตัวระบบเองเป็นคนกำหนดทั้งหมด

          ทุกอย่างในสังคมมันเปลี่ยนได้ตลอด สิ่งที่เราให้คุณค่าวันหนึ่ง วันต่อมาก็อาจไม่ให้แล้ว มันก็เข้าใจได้เพราะคุณค่าไม่ได้อยู่แค่ในตัววัตถุ แต่มันอยู่ที่องค์ประกอบอื่นๆ ด้วยว่าสังคมมองยังไง มันก็เหมือนเรื่องสวยกับไม่สวย วันนี้เราชอบแบบนี้ พรุ่งนี้อาจไม่ชอบแล้ว

งานศิลปะกับคุณค่าจริยธรรมต้องไปด้วยกันหรือเปล่า อย่างเช่นคำโฆษณาชวนเชื่อของนาซีหรือหนังโป๊ ยังถือเป็นศิลปะมั้ย?

          คิดว่ามันต้องแยกสองส่วน หนึ่ง มันเป็นงานศิลปะหรือไม่ และสอง มันมีคุณค่าหรือเปล่า เรื่องคุณค่ามันก็เกี่ยวกับศีลธรรม เวลาที่เราตัดสินว่างานชิ้นหนึ่งเป็นศิลปะ แต่เนื้อหามันหมิ่นเหม่ต่อศีลธรรม นั่นแหละที่เป็นจุดถกเถียง เช่นงานที่เหยียดชาติพันธุ์หรือหนังโป๊ มันยังถือว่าเป็นศิลปะไหม เป็นศิลปะก็อาจจะใช่ แต่มีคุณค่าหรือเปล่า อันนี้อีกเรื่อง เพราะเนื้อหาที่หมิ่นเหม่ทางศีลธรรมหรือเหยียดเชื้อชาติ มันอาจส่งผลต่อคุณค่าของงานศิลปะ นักวิชาการก็เถียงกันเยอะมาก มีหลายทฤษฎี บางทฤษฎีบอกว่าต้องแยกกัน ศิลปะคือศิลปะ ศีลธรรมคือศีลธรรม เช่น เพลงที่มีเนื้อหาเหยียดชาติพันธุ์ก็ยังอาจเป็นเพลงที่ดีได้ ถ้าในแง่ดนตรีมันไพเราะ แต่บางทฤษฎีบอกว่าศีลธรรมส่งผลโดยตรงต่อคุณค่าของศิลปะ ถ้ามันผิดศีลธรรมมากก็ทำให้คุณค่าทางศิลปะลดลง หรือบางคนบอกตรงกันข้ามว่ามันยิ่งทำให้งานศิลปะทรงพลังขึ้น เพราะศิลปะควรแหวกกรอบ ไม่ควรถูกจำกัดด้วยศีลธรรม เช่น เพลงแร็ปบางเพลงที่ใช้คำแรงๆ เพื่อสะท้อนสังคม พวกนี้กลับทำให้ศิลปะมีพลังมากขึ้น

          มันเป็นคำถามที่ไม่มีคำตอบเดียว บางคนมองว่าความเลวทางศีลธรรมกลบคุณค่าทางศิลปะจนหมด เช่น หนัง Triumph of the Will ซึ่งเป็นโฆษณาชวนเชื่อของนาซี มันมีนวัตกรรมใหม่ในแง่ภาพยนตร์ ภาพก็สวยมาก แต่เนื้อหาเชิดชูฮิตเลอร์ นักวิชาการเลยแบ่งเป็นสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งบอกว่าให้ดูเฉพาะเนื้องาน ศิลปะก็คือศิลปะ อีกฝ่ายบอกว่าไม่สามารถแยกได้ เพราะมันส่งเสริมการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ก็เลยไม่อาจให้คุณค่ากับมันได้ แม้จะยอมรับว่าเป็นงานศิลปะอยู่ก็ตาม

หนังโป๊เป็นศิลปะมั้ย?

          ส่วนตัวคิดว่าขึ้นอยู่กับเจตนาของผู้สร้าง ถ้าเจตนาเพื่อเร้าอารมณ์ทางเพศเฉยๆ ก็คงไม่ใช่ แต่ถ้าเจตนาเพื่อสื่อความงามของร่างกาย มันก็อาจเป็นได้ มันมีพื้นที่เทาๆ ที่แยกไม่ออก บางงานก็มีทั้งความงามและความเร้าอารมณ์รวมกันอยู่ ถามว่าเป็นได้ไหม ส่วนตัวคิดว่าเป็นได้ แต่ต้องดูเจตนาผู้สร้าง

แต่หนังโป๊ส่วนใหญ่ก็สร้างมาเพื่อตอบสนองความต้องการทางเพศของผู้เสพ ถึงแม้จะมีองค์ประกอบ มีพล็อต โลเคชัน นักแสดง มันก็ไม่ได้สร้างเพื่อศิลปะอยู่ดี หมายความว่าองค์ประกอบต่างๆ ที่เขานำมาประกอบเหล่านั้น ไม่ได้ทำให้มันเป็นงานศิลปะเพราะเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะสร้างงานศิลปะ?

          มันอาจจะมีทั้งจุดประสงค์หลักกับจุดประสงค์รองก็ได้นะ สมมติว่าจุดประสงค์หลักคือความโป๊แน่นอน แต่ส่วนตัวก็คิดว่ามันมีหลายระดับของความโป๊นะ แบบโป๊สุดโต่งไปเลยกับโป๊ที่อาจจะมีการคัดสรรบางอย่าง เช่น ดารา โลเคชัน หรือพล็อตเรื่องในระดับหนึ่ง มันก็เหมือนว่าเขามีจุดประสงค์รองที่อาจจะเข้าข่ายหรือมีแง่มุมบางอย่างของงานศิลปะอยู่เหมือนกันหรือเปล่า

          เพราะจริงๆ มันก็มีหลายดีกรีใช่ไหม เลือกดาราที่สวยงามไหม เลือกพล็อต เลือกการดำเนินเรื่องยังไง มันก็มีระดับตรงนั้นอยู่เหมือนกัน ในการตัดสินว่าอันนี้ฮาร์ดคอร์หรืออันนี้มีเนื้อเรื่องมากกว่า อย่างหนังที่ดัดแปลงจากนวนิยาย ถึงจะไม่โป๊เต็มที่ แต่ก็มีฉากบางฉากที่ปลุกอารมณ์หรือทำให้คนดูรู้สึกบางอย่างได้ แต่จริงๆ แล้วผู้สร้างเขาก็พยายามคัดสรรองค์ประกอบต่างๆ นั่นแหละ

ตอนนี้เรามี AI ที่สร้างงานศิลปะได้ เขียนวรรณกรรมได้ อนาคตความสัมพันธ์ระหว่างศิลปะกับเทคโนโลยีจะเป็นอย่างไร

          บางคนมองว่า AI ทำให้กระบวนการสร้างงานของมนุษย์ถูกโกงเพราะมันทำได้เร็วกว่า เช่น มนุษย์ใช้เวลานานกว่าจะวาดภาพหนึ่ง แต่ AI แค่ไม่กี่วินาทีก็ออกมาแล้ว บางทีก็ดีกว่ามนุษย์ด้วยซ้ำ แต่บางคนก็มองว่า AI เป็นเพียงเครื่องมือ มันก็ต้องผ่านมนุษย์อยู่ดีเพราะมนุษย์เป็นคนใส่โจทย์ ใส่ความคิด มันเลยสะท้อนความคิดของมนุษย์นั่นแหละ ถ้ามองแบบนี้ก็ถือว่า AI เป็นเครื่องมือหนึ่งที่เราควรใช้ให้ชาญฉลาด สิ่งสำคัญคือเราต้องให้เครดิตอย่างถูกต้อง เช่น บอกไปเลยว่างานนี้เราสร้างร่วมกับ AI เพื่อความโปร่งใส

มองได้ไหมว่า prompt ที่เราพิมพ์ใส่เข้าไปนั่นแหละคืองานศิลปะส่วนหนึ่ง แล้ว AI ก็ทำต่อจากเรา

          ใช่ค่ะ มันก็เหมือนการ collaborate ระหว่างเรากับ AI เพราะแต่ไหนแต่ไรศิลปะเองก็พยายามแหวกกรอบอยู่ตลอด เช่น สมัยก่อนรูปปั้นต้องอยู่กับที่ แต่ต่อมาก็มีรูปปั้นที่เคลื่อนไหวได้ ทุกอย่างในศิลปะเปลี่ยนอยู่เสมอ ดังนั้น AI ก็เป็นเพียงอีกเครื่องมือหนึ่ง ถ้าเราใช้มันอย่างมีสติก็ไม่น่าจะเป็นเรื่องแปลกอะไร

คุยเรื่อง ‘ศิลปะและความงาม’ กับธิดาวดี สกุลโพน “เสรีภาพในการเสพงานศิลปะคือการที่เราเลือกได้ว่าจะเสพระดับไหนและหวังว่าสังคมจะเปิดโอกาสให้เราตัดสินได้ด้วยตัวเอง”

คุณคิดว่าสังคมไทยมีความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนกับการเสพงานศิลปะและความงามหรือเปล่า หรือจริงๆ แล้วมันไม่มีอะไรที่เรียกว่าความเข้าใจผิดเพราะทุกอย่างเปลี่ยนไปตลอดเวลา

          ส่วนตัวไม่กล้าพูดว่ามันมีความเข้าใจผิดนะ คิดว่าไม่มี มันเหมือนกับว่าทุกคนมีสิทธิ์ที่จะทำความเข้าใจหรือเสพงานศิลปะในระดับที่ตัวเองต้องการ มันเป็นกระบวนการเรียนรู้ของเราเองนั่นแหละ บางครั้งเราก็อาจเข้าใจผิดได้ ไม่ใช่ว่าคิดผิดแล้วจบ มันคือการกลับมามองใหม่ว่า เอ๊ะ จริงๆ เขาหมายความอย่างนี้หรือเปล่า แม้แต่ตัวศิลปินเองก็เหมือนกัน มันคือกระบวนการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา

ฟังจากที่คุณพูด เหมือนจะจับองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่งของการเสพงานศิลปะและคิดต่อยอดจากมันได้ นั่นก็คือเสรีภาพ เพราะถ้าไม่มีเสรีภาพในการคิด คุณก็หมดสิทธิ์ที่จะเสพงานอย่างอิสระหรือต้องเสพในแบบที่ใครบางคนกำหนด ต้องตีความแบบนี้เท่านั้น เกิดการแบนงานศิลปะ การแบนหนังสือ

          ใช่ ถูกต้องเลย ในโลกที่เราอยู่ตอนนี้ โลกดิจิทัลเราก็หวังว่ามันจะไม่มีเส้นแบ่งหรือกรอบอะไรมากั้นเราว่าเธอต้องคิดแบบนี้เท่านั้น เพราะบางทีคนก็จะบอกว่า โอ๊ย ชั้นอ่านไม่เข้าใจหรอก มันเหมือนเราตั้งกรอบให้ตัวเองว่า เราไม่สามารถเข้าใจสิ่งที่อยู่นอกกรอบได้ ทั้งที่จริงๆ เสรีภาพในการเสพงานศิลปะคือการที่เราเลือกได้ว่าจะเสพระดับไหนและหวังว่าสังคมจะเปิดโอกาสให้เราตัดสินได้ด้วยตัวเองว่างานไหนที่เราควรเสพ และควรตีความอย่างไร

          สุดท้ายแล้วเราจะตีความตามใจตัวเองก็ไม่ผิดนะ เพียงแต่บางทีเราอาจยังไม่ได้พูดคุยกับผู้สร้างงาน เหมือนเราคิดอยู่คนเดียว อ่านอยู่คนเดียว ซึ่งมันก็ได้ แต่ถ้าเปิดโอกาสให้ตัวเองได้สนทนากับผู้สร้างบ้างว่าเขาหมายความว่ายังไง แล้วเราจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงมันก็ยาก เพราะยังมีกรอบจากรัฐหรือสถาบันต่างๆ ที่คิดว่าสิ่งนี้ไม่ควรถูกเสพเพราะกลัวว่าจะมีอิทธิพลต่อความคิดหรือไปปลุกระดมอะไรบางอย่าง

สุดท้ายเราควรสัมพันธ์กับศิลปะอย่างไรเพื่อส่งเสริมความเป็นมนุษย์ของเรา

          คิดว่าน่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ทำความเข้าใจกับงานศิลปะโดยไม่ต้องมองว่ามันสูงส่งเกินไปสำหรับเรา ไม่มีอะไรสูงเกินกว่าจะเข้าใจได้หรอก มันแค่ต้องค่อยๆ เปิดรับ ค่อยๆ เรียนรู้ไปทีละนิด โดยไม่ต้องตั้งกรอบว่าฉันต้องเข้าใจเพลงคลาสสิกก่อนถึงจะฟังรู้เรื่อง หรือฉันต้องอ่านวรรณกรรมรางวัลก่อนถึงจะเข้าถึงศิลปะได้ งานศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตมนุษย์ เหมือนเป็นมุมมองที่ช่วยให้เรามองโลกผ่านแว่นตาใหม่ เราไม่ได้มองโลกด้วยสายตาเดิมอีกต่อไป ศิลปะทำให้เรามองสิ่งเดิมๆ ในสังคมด้วยมุมมองใหม่ 

          สมมติพล็อตในนิยายหรือเพลงต่างๆ เนื้อหาหลักก็เป็นเรื่องทั่วๆ ไปของมนุษย์ อกหัก สูญเสีย ดีใจ เศร้า เสียใจ แต่ศิลปะทำให้เรื่องพวกนั้นถูกนำเสนอด้วยมุมมองใหม่ ทำให้เราเห็นความงาม ความจริง หรือความรู้สึกในอีกแง่หนึ่ง เลยคิดว่าศิลปะเป็นสิ่งสำคัญของทุกสังคมเพราะมนุษย์ไม่ได้ดำเนินชีวิตแค่ตามสิ่งที่มันเป็น แต่เรามีความสามารถที่จะมองโลกผ่านมุมมองใหม่อยู่เสมอ

คุยเรื่อง ‘ศิลปะและความงาม’ กับธิดาวดี สกุลโพน “เสรีภาพในการเสพงานศิลปะคือการที่เราเลือกได้ว่าจะเสพระดับไหนและหวังว่าสังคมจะเปิดโอกาสให้เราตัดสินได้ด้วยตัวเอง”

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก