ทิชา ณ นคร: ผู้มอบโอกาสใหม่ให้เยาวชน ผ่านพลังแห่งการให้อภัยและการเรียนรู้

67 views
8 mins
July 13, 2025

          หากกล่าวถึงบุคคลผู้ทุ่มเทชีวิตให้กับงานด้านสิทธิเด็กและสตรี ‘ป้ามล’ ทิชา ณ นคร ย่อมเป็นชื่อแรก ๆ ที่ผู้คนมักนึกถึง เธอเป็นผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนชายบ้านกาญจนาภิเษกมานานกว่า 20 ปี และเป็นผู้มอบโอกาสให้เด็กๆ ที่เคยหลงทางได้ลุกขึ้นยืนอีกครั้ง เพราะเธอเชื่อว่า “ไม่มีเด็กคนไหนอยากเป็นผู้กระทำผิดโดยตั้งใจ” แต่เพราะโครงสร้างสังคมอำนาจนิยมและกฎเกณฑ์ที่กดทับต่างหากที่เป็นต้นตอ

          ด้วยแนวคิดนี้ ป้ามลจึงริเริ่มเปลี่ยนแปลงวิธีดำเนินงานในศูนย์ฯ เช่น การยกเลิกการแต่งเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่เพื่อสร้างบรรยากาศที่เป็นมิตร เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในกิจกรรมประจำวัน เช่น การเตรียมอาหาร รวมถึงการสนับสนุนให้เขียนไดอารีก่อนนอน เพื่อสะท้อนความรู้สึกและเรียนรู้ที่จะเข้าใจตนเองผ่านการเขียน นอกจากนี้ ยังใช้การอ่านเป็นเครื่องมือหลักในการเปลี่ยนแปลงภายในจิตใจของเด็กๆ

ทิชา ณ นคร: ผู้มอบโอกาสใหม่ให้เยาวชน ผ่านพลังแห่งการให้อภัยและการเรียนรู้
Photo: ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กรมพินิจฯ

          ทุกวันจันทร์ เด็กในศูนย์ฯ จะร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน โดยอ่านหนังสือแล้วเล่าให้เพื่อนฟัง ซึ่งไม่เพียงช่วยเพิ่มสมาธิในการอ่าน แต่ยังส่งผลให้เด็กเขียนหนังสือได้ดีขึ้น มีความคิดที่เป็นระบบ และกล้าแสดงออกมากขึ้น ป้ามลยังจัดกิจกรรมวิเคราะห์ข่าว ภาพยนตร์ และการตั้งกระทู้สนทนา เพื่อเปิดพื้นที่ให้เด็กฝึกคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้จากกันและกัน สร้างแรงใจให้พวกเขากลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณภาพ

          เรื่องราวของ ‘เล็ก’ และ ‘ใหญ่’ เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่เด่นชัดของกระบวนการเยียวยาที่บ้านกาญจนาใช้ในการช่วยเหลือเยาวชนที่เคยหลงทาง แม้จะมีความสัมพันธ์ที่ยากลำบากทั้งในเชิงอารมณ์และจิตใจ เด็กชายทั้งสองคนมีเรื่องราวที่เต็มไปด้วยความขัดแย้งจากอดีตที่ทำให้พวกเขาต้องเผชิญกันในสถานที่ที่ไม่น่าจะเกิดขึ้น

          ‘เล็ก’ เด็กชายวัย ม.3 ถูกส่งตัวมาที่บ้านกาญจนา หลังจากที่เขาก่อเหตุฆ่าผู้ใหญ่ 2 คน โดยไม่คาดคิดว่า ไม่นานนัก ‘ใหญ่’ ลูกชายของผู้ที่เล็กเคยฆ่าจะถูกส่งมาที่บ้านกาญจนาเช่นกัน ทั้งสองได้พบกันภายในบ้านเดียวกัน ซึ่งแน่นอนว่าความตึงเครียดระหว่างทั้งสองฝ่ายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

ทิชา ณ นคร: ผู้มอบโอกาสใหม่ให้เยาวชน ผ่านพลังแห่งการให้อภัยและการเรียนรู้
Photo: ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กรมพินิจฯ

          ท่ามกลางความโกรธแค้นและความเจ็บปวดที่สะสมอยู่ในใจของทั้งสอง ป้ามลและทีมงานได้เริ่มกระบวนการเยียวยาที่บ้านกาญจนาอย่างมีสติ ด้วยการไม่มองหาผลลัพธ์ในทันที แต่ให้ทั้งสองคนมีโอกาสได้เรียนรู้จากกันและกัน ผ่านการพูดคุย การทำกิจกรรมร่วมกัน และการฝึกให้ ‘ให้อภัย’ แทนที่จะหาทางแก้แค้น

          ในระหว่างงานเลี้ยงที่จัดขึ้นเพื่อสร้างบรรยากาศผ่อนคลาย ป้ามลเชิญ ปู-พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ ศิลปินคนโปรดของใหญ่มาแสดงคอนเสิร์ต เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการเยียวยาจิตใจ หลังจากคอนเสิร์ต ป้ามลได้เชิญย่าของใหญ่และพ่อของเล็ก มาที่ศูนย์ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้พูดคุยและขอโทษกันอย่างเปิดใจ การเจอกันของทั้งสามคนไม่ใช่เพียงแค่การขอโทษเท่านั้น แต่ยังเป็นการทำความเข้าใจและปล่อยวางความเจ็บปวดที่สะสมมานาน

          เล็กและพ่อของเล็ก เข้ามาขอขมาย่าของใหญ่ ซึ่งเป็นผู้สูญเสียลูกชายไปจากเหตุการณ์ในอดีต แม้การขอโทษจะไม่สามารถทำให้สิ่งที่เกิดขึ้นกลับคืนมาได้ แต่ย่าของใหญ่ ได้แสดงความเข้าใจและกล่าวว่า “เรื่องมันแล้วไปแล้วก็ให้มันแล้วไป เอากลับคืนมาไม่ได้” คำพูดนี้เป็นการปล่อยวางความโกรธแค้นและเริ่มต้นการเยียวยาความเจ็บปวดจากอดีตผ่านการให้อภัย และเป็นการยืนยันว่าแม้ในที่สุดทุกอย่างจะไม่เหมือนเดิม แต่การให้โอกาสและการให้อภัยเป็นสิ่งสำคัญในการเดินหน้าต่อไป

          กระบวนการนี้ไม่ใช่แค่การขอขมาเท่านั้น แต่เป็นการเปิดใจให้ทั้งสองได้พูดถึงความรู้สึกและเข้าใจในเจตนาของกันและกัน ซึ่งเป็นกระบวนการที่ใช้เวลาไม่น้อยแต่สำคัญมาก เพราะมันเปิดโอกาสให้ทั้งเล็กและใหญ่ได้เห็นชีวิตในมุมมองที่ต่างออกไป และในที่สุด พวกเขาก็สามารถผ่อนคลายความแค้นและร่วมมือกันเพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีขึ้น

          หลังจาก 16 วันของกระบวนการเยียวยา ใหญ่ได้เขียนในบันทึกว่า “นี่คือค่ำคืนที่ผมหลับสบายที่สุดในรอบหลายปี รู้อย่างนี้ให้อภัยนานแล้ว” ซึ่งเป็นสัญญาณของการเริ่มต้นใหม่ในชีวิตของเขา ทั้งเล็กและใหญ่เริ่มค้นพบว่าการปลดปล่อยความแค้นและการให้อภัยนั้นเป็นหนทางที่ยั่งยืนในการเยียวยาจิตใจ

          เรื่องราวของเล็กและใหญ่ไม่ได้แค่เป็นตัวอย่างของกระบวนการให้อภัยในบ้านกาญจนาเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการที่ป้ามลและทีมงานใช้ในการเยียวยาเยาวชน โดยเน้นให้ทุกคนที่เข้ามาในศูนย์ได้เรียนรู้จากความผิดพลาดของตนเองและได้พัฒนาในด้านจิตใจ การให้อภัย และการเข้าใจผู้อื่น

ทิชา ณ นคร: ผู้มอบโอกาสใหม่ให้เยาวชน ผ่านพลังแห่งการให้อภัยและการเรียนรู้
Photo: ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กรมพินิจฯ

          ป้ามลมักกล่าวเสมอว่า “ยิ่งไม่ใช้อำนาจ ยิ่งมีอำนาจ” ซึ่งเป็นคำสอนที่ช่วยให้เด็กๆ ค้นพบตัวเอง และเรียนรู้ที่จะเคารพในศักดิ์ศรีของผู้อื่น แม้แต่เมื่อเผชิญกับสถานการณ์ที่ยากลำบากหรือเมื่อถูกกระทำความผิด ป้ามลยังเชื่อว่า ‘โอกาส’ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้รับ และการให้โอกาสนั้นต้องมาคู่กับ ‘การให้อภัย’ เพื่อให้เด็กเหล่านี้ได้มีโอกาสกลับคืนสู่สังคมอย่างมีคุณค่า เรื่องราวของเล็กและใหญ่ไม่เพียงเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงการเยียวยาจิตใจของเยาวชนที่เคยหลงทาง แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงการจัดการปัญหาความขัดแย้งในสังคมด้วยการสร้างพื้นที่สำหรับการปรับตัว การเรียนรู้ และการให้อภัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการสร้างสังคมที่ยั่งยืนและเต็มไปด้วยความเข้าใจ

          ปัจจุบัน ป้ามลยังคงเดินหน้าทำงานด้านสิทธิมนุษยชน โดยเน้นย้ำถึง ‘กระบวนการเรียนรู้’ เป็นหัวใจของการเปลี่ยนแปลง เธอกล่าวว่า วิธีการของบ้านกาญจนาไม่ใช่การตอบโต้ด้วย ‘ตาต่อตา ฟันต่อฟัน’ แต่เป็นการมุ่งค้นหาด้านดีที่ซ่อนอยู่ในตัวเด็กทุกคน และเมื่อด้านดีได้รับการกระตุ้น เด็กๆ จะเริ่มตระหนักถึงคุณค่าในตนเอง รู้สึกเกรงใจ คนรอบข้าง และยืดหยุ่นทางความคิดมากขึ้น

          บ้านกาญจนาภิเษกไม่ละเลยต่อการเผชิญหน้ากับความผิดพลาดในอดีต เยาวชนในศูนย์ฯ ได้รับการสนับสนุนให้เรียนรู้จากสิ่งที่เคยเกิดขึ้น ไม่ใช่เพื่อโทษตนเอง แต่เพื่อเข้าใจตนเองและสร้างทางเลือกใหม่ แม้กระบวนการเยียวยาจะใช้เวลา แต่เป็นกระบวนการที่เคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของทุกคน ‘โอกาส’ คือสิ่งที่เด็กทุกคนในบ้านกาญจนาได้รับควบคู่กับ ‘การให้อภัย’ เพราะเธอเชื่อว่า คนเราจะไม่ทำผิดซ้ำหากมีโอกาสทบทวน และได้รู้ว่าตนเองยังมีคุณค่า ป้ามลมองว่าเด็กทุกคนมีบางสิ่งที่ควรค่าแก่การรักษา และสังคมไม่ควรละเมิดสิทธิของพวกเขาด้วยการปิดโอกาส หรือปฏิเสธการให้อภัย

ทิชา ณ นคร: ผู้มอบโอกาสใหม่ให้เยาวชน ผ่านพลังแห่งการให้อภัยและการเรียนรู้
Photo: ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กรมพินิจฯ

          ในวันที่สังคมยังเต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและผู้คนที่เปราะบาง ป้ามลเชื่อว่าควรมีเครื่องมืออีกหนึ่งอย่าง ที่ทำให้เด็กซึ่งหลงทางกลับมา ‘เกิดใหม่’ ทางความรู้สึก และเดินต่อไปด้วยพลังแห่งความหวัง เครื่องมือนั้นคือ ‘การให้อภัย’ และ ‘เวลา’ ซึ่งต้องดำเนินไปอย่างเหมาะสม ไม่เร่งเร้า และไม่ตัดสินเร็วเกินไป เพราะในท้ายที่สุด คำถามสำคัญที่สังคมควรถามตนเองคือ “เราได้จุดไฟแห่งความหวังให้เขาบ้างหรือยัง?” เมื่อวันหนึ่งเขาก้าวออกจากเรือนจำ ความเข้าใจเช่นนี้ สะท้อนให้เห็นว่า ไม่มีใครเกิดมาเพื่อเป็นอาชญากร หากแต่เป็นผลผลิตจากสังคมที่ไม่เคยเติมเต็มความหวังให้พวกเขา

ทิชา ณ นคร: ผู้มอบโอกาสใหม่ให้เยาวชน ผ่านพลังแห่งการให้อภัยและการเรียนรู้
Photo: ศูนย์ฝึกอบรมเด็กและเยาวชนบ้านกาญจนาภิเษก กรมพินิจฯ

ในมุมมองของทิชา เด็กเหล่านั้นคือผู้เจียระไนตัวเธอให้เกิดใหม่อีกครั้ง เป็นเด็กที่เคยก่อคดีรุนแรงแต่กลับกลายเป็นผู้อ่าน ผู้คิด และผู้สะท้อนความรู้สึกอย่างลึกซึ้งเมื่อได้เดินเข้าสู่โลกของหนังสือ ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะพวกเขาได้เข้าถึงแสงแห่งความรู้ และเธอเชื่อมั่นว่า หากสังคมต้องการให้เด็กกลับคืนมา จำเป็นต้องกล้าลงทุนกับพวกเขาอย่างเต็มหัวใจในวันนี้ เพื่อประคับประคองให้การเปลี่ยนแปลงนั้นเกิดขึ้นได้จริงในวันข้างหน้า

          “หลายคนพูดเสมอนะ ว่าเลี้ยงเด็กหนึ่งคน ต้องใช้คนทั้งหมู่บ้าน และสิ่งที่เราทำในวันนี้ คือประจักษ์พยานว่าเราจะทอดทิ้งเด็กๆ ไม่ได้ ถ้าเราอยากได้เขากลับคืนมา เราลืมลงทุนกับเขาในอดีต เราต้องกลับมาลงทุนอย่างมากมายมหาศาลในวันนี้ และนี่คือราคาที่เราต้องจ่ายร่วมกัน” ทิชา กล่าว

ที่มา 

บทความ “ถ้าดูแลคนในฐานะมนุษย์อย่างแท้จริง มนุษย์จะงอกงาม ทิชา ณ นคร” จาก www.the101.world (Online)

บทความ “ป้ามล-ทิชา ณ นคร: 20 ปีกับภารกิจกอบกู้เยาวชนคืนสู่สังคม เพราะเชื่อว่า ‘ไม่มีใครเกิดมาเป็นอาชญากร’” จาก plus.thairath.co.th (Online)

สื่อวิดีโอ คนค้นฅน : ป้ามล ทิชา ณ นคร แห่งบ้านกาญจนาฯ จาก (Online)

สื่อวิดีโอ ป้ามล’ ทิชา ณ นคร ผู้กำหนดทิศทางบ้านกาญจนาภิเษก จาก youtube (Online)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก