เมื่อไม่กี่ปีก่อน เราไปร่วมกิจกรรม Book Blind Date กับร้าน ‘กลิ่นหนังสือ’ ที่จังหวัดน่าน เป็นร้านหนังสือเล็กๆ ในเมืองเล็กๆ ที่เปิดให้ผู้สนใจร่วมสนุก นำหนังสือของตัวเอง (หรือจะซื้อใหม่จากในร้านก็ได้) มาห่อปกด้วยกระดาษสีน้ำตาลให้มิดชิด ประดับตกแต่งด้วยเชือกดิบและรวงข้าวดูน่ารัก เอามาหย่อนลงไปในกล่อง (ตะกร้า) สุ่มรวมกับหนังสือของเพื่อนนักอ่านคนอื่นๆ แล้วหยิบเอาไปเลยหนึ่งเล่ม
เรียกว่า…ความสนุกมันไม่ได้อยู่ที่การอ่านอย่างเดียว มันลุ้นด้วยว่าเราจะได้หนังสือเรื่องไหน เข้าทางหรือเปล่า อ่านรู้เรื่องไหม ถ้าไม่ใช่แนวที่เราคุ้นเคยก็ต้องลองทำความรู้จักกันใหม่ สอดคล้องกับความต้องการของเจ้าของร้านที่อยากให้เรา ไม่ตัดสินหนังสือจากปก ไม่เลือกอ่านแต่ประเภทเดิมๆ แต่ลองเปิดใจอ่าน genre ใหม่ๆ นอกคอมฟอร์ตโซนบ้าง
ตำนานเทพปกรณัมกรีกของเรา แลกได้กับหนังสือปกสีพาสเทล มีตัวการ์ตูนแมวขาว แมวดำ ดูมุ้งมิ้งน่ารัก ชื่อหนังสือสะดุดตาและสะดุดหู ‘ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว!’ เป็นหนังสือจิตวิทยาแปลจากญี่ปุ่น เขียนโดย JAM แปลโดย กัลปพฤกษ์ คงศัตรา
คอนเซปต์ของหนังสือเล่มนี้คือ รวมวิธีคิด 64 ข้อ ที่จะช่วยให้เราบรรเทาความไม่สบายใจจากความขุ่นมัวของเหตุการณ์ต่างๆ รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกขุ่นมัวจากการเล่นโซเชียล จากความสัมพันธ์กับคนอื่น จากปัญหาในที่ทำงาน หรือจากความคิดที่วนเวียนในหัวของเราเอง
ทันทีที่ฉีกกระดาษห่อออก มองเห็นหน้าปกเต็มๆ บอกได้เลยว่าเป็นไปตามเป้าหมายของคุณเพชรเจ้าของร้านกลิ่นหนังสือทุกประการ ถ้าไม่ได้มาจาก Book Blind Date เราก็คงจะไม่อ่านหนังสือแนวนี้เป็นแน่ เพราะในตอนนั้นถ้าจะอ่านแนวจิตวิทยาการใช้ชีวิต ก็คงจะเลือกอ่านปรัชญาเล่มใหญ่ บทความวิชาการ หรืองานวิจัยไปเลยเสียมากกว่า
แต่หลังจากเปิดใจให้กว้าง ลองอ่านไป 3-4 หน้าแรก ก็รู้สึกว่าเล่มนี้เป็นหนังสือที่เขียนด้วยถ้อยคำเรียบง่าย หลายประเด็นเป็นสิ่งที่เรารู้อยู่แล้ว เลยตั้งใจจะยกหนังสือเล่มนี้ให้คนอื่นต่อ แต่หลังจากสำรวจเรื่องราวลึกเข้าไปจนเกินครึ่งเล่มก็เปลี่ยนใจ
เสน่ห์ของหนังสือเล่มนี้อยู่ที่ความเรียบง่ายแต่โดนใจ หรือพูดให้ถูกคือ ‘จี้ใจ’ มากกว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของ เรื่องในที่ทำงาน การซุบซิบนินทา หัวหน้า เพื่อนร่วมงาน คำพูดทำร้ายจิตใจ จนถึงเรื่องการใช้โซเชียลมีเดีย หนังสือใช้แมวหน้ากวนเป็นตัวละครในการ์ตูน 4 ช่อง ทำหน้าที่สื่อสารกับผู้อ่าน แต่ละประเด็นที่เลือกมามีความจิกกัดชีวิตพอแสบๆ คันๆ ใครก็ตามที่เคยอ่านต้องมีประสบการณ์ร่วมกับเรื่องราวที่หนังสือเล่าอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ นักวิจารณ์มืออาชีพคงจะบอกว่าหนังสือเล่มนี้ ‘Light & Relatable’ ก็ลองดูตัวอย่างเหตุการณ์ที่หนังสือหยิบยกมาเขียนถึงสิ…
รู้สึกเหมือนกับว่าตัวเองจะโดนนินทา…
ไม่อยากตกข่าว
รู้ตัวว่าถูกบริษัทเอาเปรียบแต่ลาออกไม่ได้
ถ้าไม่ได้ทำอะไรสักอย่างจะรู้สึกกังวล
ฯลฯ

หนังสือเน้นชักชวนให้ผู้อ่าน ‘ปล่อยวางความคิดลบจากคนอื่น’ อย่าเอาเรื่องของคนอื่นมาทำร้ายตัวเอง เพราะตอนนี้…เขาอาจไม่ได้คิดอะไรแล้วด้วยซ้ำ ทำไมเราต้องเก็ยเอาความขุ่นมัวมาทำร้ายตัวเองด้วย และถ้ายังปล่อยวางไม่ได้ ลองนึกตามประโยค signature ของหนังสือเล่มนี้ดู
“ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว!”
2-3 ปี หลังจากได้หนังสือเล่มนี้มาครอง ก็มีโอกาสได้พูดคุยกับ ไปป์–ธวิศรุต บุรพัฒน์ เจ้าของร้าน Soul Friend & Spiritual Garden ร้านหนังสืออิสระและสตูดิโอภาวนาในเขาหลัก จ.พังงา ผู้ออกแบบ นิทรรศการ ‘ห้างยาเจริญอ่านเภสัช’ ในเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ (Pakk Taii Design Week) ที่ทำหน้าที่ ‘จ่ายหนังสือ’ แทนการ ‘จ่ายยา’ เพื่อรักษาสุขภาพใจของคนที่แวะมาปรีกษา
ไปป์บอกว่า ‘ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว!’ เป็นหนึ่งในเล่มที่ผู้คนซื้อไปอ่านกันบ่อยครั้ง มันคือ เวอร์ชันย่อยง่ายของหนังสือจิตวิทยาอื่นๆ
แม้จะเล่าผ่านเรื่องง่ายๆ และภาพการ์ตูนสี่ช่อง แต่หากมองให้ลึกลงไป แก่นของหนังสือเล่มนี้วางอยู่บนฐานของแนวคิดทางจิตวิทยาหลายแขนง ทั้ง CBT (Cognitive Behavioral Therapy) ที่ชวนให้เราตั้งคำถามกับความคิดอัตโนมัติของตัวเอง แนวคิดแบบ Stoic ที่เน้นการแยกแยะสิ่งที่ควบคุมได้และควบคุมไม่ได้ ไปจนถึงแนวคิดร่วมสมัยอย่าง Let Them ที่ชวนให้เราปล่อยให้ผู้อื่นเป็นในแบบของเขา และหันกลับมาจัดการใจของตัวเอง
ถ้าจะมองให้ลึกขึ้น หนังสือเล่มนี้ไม่ได้ยืนอยู่ลำพัง แต่เป็นส่วนหนึ่งของ จักรวาลความคิด เดียวกับหนังสือร่วมสมัยหลายเล่ม ไม่ว่าจะเป็น
กล้าที่จะถูกเกลียด (The Courage to Be Disliked) ที่ชวนให้เราเลิกยึดโยงคุณค่าของตัวเองกับสายตาของผู้อื่น
ชีวิตติดปีก ด้วยศิลปะแห่งการ “ช่างแม่ง” (The Subtle Art of Not Giving a F*ck) ที่เสนอให้เรา เลือกแคร์ อย่างมีสติ
Feeling Good ของ David D. Burns ซึ่งอธิบายอย่างเป็นระบบว่า ความทุกข์จำนวนมากเกิดจากความคิดที่เราสร้างขึ้นมาตีความเหตุการณ์ซ้ำไปมา
ไปจนถึงแนวคิดแบบ The Let Them Theory ที่ชวนให้เราปล่อยให้คนอื่นเป็นในแบบของเขา และหันกลับมาจัดการชีวิตของตัวเอง
สิ่งที่ ‘ป่านนี้เขานั่งกินไอติมสบายใจเฉิบไปแล้ว!’ ทำได้ดี คือการย่อโลกความคิดที่ดูจริงจังเหล่านี้ให้กลายเป็นภาษาธรรมดาๆ ที่อ่านแล้วเข้าใจทันที ไม่ต้องตีความ ไม่ต้องพยายามมาก แต่กลับสะกิดใจได้ตรงจุด และบางที แค่การนึกถึงภาพใครบางคนกำลังกินไอติมอย่างสบายใจ ก็อาจเพียงพอที่จะทำให้เราวางความคิดบางอย่างลงได้ชั่วขณะหนึ่ง และนั่นอาจเป็นจุดเริ่มต้นเล็กๆ ของการเลิกเสียเวลากับเรื่องที่ไม่จำเป็นอีกต่อไป
ทุกวันนี้ แม้ไม่ได้ยึดครองหนังสือไว้กับตัว แต่ก็มีโอกาสส่งต่อให้คนที่ต้องการอย่างน้อย 3-4 คน ทุกคนล้วนส่งหนังสือคืนมาพร้อมสีหน้าที่สบายใจขึ้นเล็กน้อย
และบางที คุณค่าของหนังสือเล่มนี้อาจไม่ได้อยู่ที่การ ครอบครอง หากแต่อยู่ที่การได้ ส่งต่อ ในช่วงเวลาที่ใครบางคนต้องการมันพอดี เหมือนประโยคสั้นๆ ที่อ่านจบแล้วไม่จำเป็นต้องจำทุกคำ แต่จำความรู้สึกเบาสบายที่มันฝากไว้ได้ก็เพียงพอ
เพราะในวันที่เรากลับไปคิดมากอีกครั้ง อย่างน้อยเราก็รู้แล้วว่า จะวางมันลงตรงไหน และปล่อยให้ ใครบางคน…นั่งกินไอติมของเขาต่อไปได้อย่างสบายใจเฉิบ


