ท่ามกลางยุคสมัยที่กระแสดิจิทัลและเอไอครอบงำวิถีชีวิต คำถามถึงการดำรงอยู่ของ ‘ร้านหนังสืออิสระ’ ยังคงถูกยกขึ้นมาท้าทายอยู่เสมอ
ทว่าในเมืองที่อุดมไปด้วยคนทำงานสร้างสรรค์อย่างเชียงใหม่ ร้านหนังสือไม่ได้วางตัวเป็นเพียงจุดซื้อขายหนังสือเท่านั้น หากกำลังทำหน้าที่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางความคิด ที่ช่วยเชื่อมร้อยผู้คน ผู้สร้างสรรค์ และชุมชนเข้าด้วยกันอย่างมีชีวิตชีวา
ในบทสัมภาษณ์ชิ้นนี้ เราจะพาไปถอดรหัสวิธีคิดและบทเรียนจากคนทำร้านหนังสืออิสระในเชียงใหม่ ผ่านมุมมองของ แมน-มนตรี สมมุติ ผู้ดูแลร้าน The Alphabet BookCafé CNX สาขาเชียงใหม่ ผู้ขับเคลื่อนพื้นที่จริง และ เอก-เอกสิทธิ์ เทียมธรรม ผู้ดูแลร้าน The Alphabet BookCafé CNX สาขากรุงเทพฯ ผู้ร่วมบริหารและสะท้อนภาพรวมเชิงโครงสร้าง ที่มาร่วมกันถ่ายทอดเรื่องราวภายใต้โครงการส่งเสริมระบบนิเวศหนังสือ ของสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park)
นี่ไม่ใช่เพียงเรื่องเล่าของการพยุงธุรกิจหนังสือให้รอดไปวันๆ แต่คือการกะเทาะเบื้องหลังวิธีคิด การต่อกรกับโจทย์อันย้อนยอกของเมืองที่ผู้คนรักการอ่านแต่จับจ่ายน้อย การแปลงพื้นที่ร้านหนังสือให้กลายเป็น ‘พื้นที่ปลอดภัยทางสังคม’ ตลอดจนบทเรียนล้ำค่าจากการสุมหัว-สุมไฟ ของคนแวดวงน้ำหมึกในพื้นที่เชียงใหม่ ผ่านกิจกรรม In Between Words: ที่ (ไม่) ว่างระหว่างคำ เมื่อช่วงเดือนพฤษภาคม-กรกฎาคมที่ผ่านมา



ตัวตนและการแสวงหา ‘บรรยากาศที่ใช่’ ของ The Alphabet BookCafé CNX
หากย้อนมองจุดเริ่มต้นของร้านหนังสือ ‘The Alphabet’ นักอ่านที่ใช้ชีวิตอยู่ในเขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อาจคุ้นเคยกับภาพของ The Alphabet BookCafé BKK ย่านพุทธมณฑล
แม้เจตนาแรกเริ่มของผู้ก่อตั้ง จะต้องการสร้างพื้นที่หน้าร้านให้กับหนังสือของ สำนักพิมพ์สมมติ ร่วมกับการขายอุปกรณ์เครื่องเขียน แต่ด้วยบริบทของพื้นที่และพฤติกรรมของผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามา ทำให้สาขากรุงเทพฯ มีบรรยากาศกึ่งคาเฟ่มากกว่าจะเป็นร้านหนังสือแบบเต็มตัว
ทว่าเมื่อขยับขยายเดินทางขึ้นเหนือมาปักหมุดเป็น The Alphabet BookCafé CNX สาขาเชียงใหม่ โจทย์การออกแบบตัวตนของร้านกลับถูกตั้งต้นใหม่ทั้งหมดอย่างสิ้นเชิง
การปรับเปลี่ยนตัวตนนี้ แสดงให้เห็นความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างสองสาขา โดยสาขาพุทธมณฑลในกรุงเทพฯ มุ่งเน้นบรรยากาศคาเฟ่ที่เป็นมิตรกับลูกค้าสาย Cafe Hopping มีพื้นที่นั่งเล่นขนาดใหญ่ และจัดวางหนังสือเป็นส่วนประกอบหนึ่งของร้าน ขณะที่สาขาหน้าร้านที่หนองหอย เชียงใหม่ จะมีความเป็นร้านหนังสืออย่างชัดเจนขึ้น พร้อมวางบรรยากาศให้เป็นพื้นที่ทิ้งตัวทางความคิดของผู้คนอย่างแท้จริง
แมน-มนตรี สมมุติ ผู้ดูแลหน้าร้านสาขาเชียงใหม่ เล่าถึงความแตกต่างอันเด่นชัดระหว่างสองสาขาว่า ในมุมมองของคนอยู่หน้าร้าน ที่เชียงใหม่ถูกวางโครงสร้างให้ตอบโจทย์ ‘คนรักหนังสือ’ อย่างเข้มข้นกว่า พร้อมด้วยเอกลักษณ์เฉพาะตัว คือบรรยากาศการต้อนรับแบบเป็นกันเองและผ่อนคลาย ลูกค้าทุกคนที่ก้าวเท้าเข้ามาในร้านจะต้องถอดรองเท้าไว้หน้าประตู บรรยากาศภายในร้านถูกออกแบบให้ผู้เยี่ยมชมสามารถลงไปนั่งกับพื้นไม้ หย่อนใจตามมุมต่างๆ ได้อย่างอิสระ
บทสนทนาระหว่างผู้ดูแลร้านกับลูกค้าจึงเป็นการพูดคุยแบบสบายๆ ตามจังหวะและความสนใจของลูกค้าแต่ละคน ไม่ใช่การต้อนรับแบบพิธีการ หรือการเชียร์ขายสินค้าแบบร้านค้าปลีกขนาดใหญ่
ในส่วนของคอลเลกชันหนังสือ แม้กว่าครึ่งจะยังคงเป็นผลงานคุณภาพจากสำนักพิมพ์สมมติ แต่อีกส่วนที่สำคัญไม่แพ้กัน คือโซนที่เป็นหนังสือมือสองคัดสรร และหนังสือจากสำนักพิมพ์อื่นๆ ที่ผู้ดูแลร้านเลือกสรรมาด้วยตนเอง
เอกเอกสิทธิ์ เทียมธรรม ผู้ดูแลสาขากรุงเทพฯ ขยายความถึงเหตุผลในการเลือกบริหารคลังหนังสือในลักษณะนี้ว่า การบริหารจัดการร้านหนังสืออิสระในต่างจังหวัดมีข้อจำกัดเรื่องสายส่งและการจัดการสต็อก หากต้องรับหนังสือร่วมสมัยจากสำนักพิมพ์ขนาดใหญ่มาวางขายทั้งหมด ร้านอาจประสบปัญหาด้านการบริหารจัดการระบบฝากขายและการหมุนเวียนสินค้า
ดังนั้น สาขาเชียงใหม่จึงเลือกที่จะใช้จุดแข็งของการเป็น ‘Selected Bookshop’ เน้นการแสวงหาหนังสือมือสองที่มีคุณค่า วรรณกรรมคลาสสิก หนังสือหายาก หรือหนังสือมือหนึ่งจากสำนักพิมพ์อิสระที่มีแนวทางตรงกับความสนใจของร้าน มาผสมผสานกันจนเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่หาไม่ได้จากร้านหนังสือทั่วไป
ทำเลชานเมือง ย่านหนองหอย และพื้นที่แห่งการทิ้งตัว
อีกหนึ่งมิติที่น่าสนใจคือตำแหน่งที่ตั้งของ The Alphabet BookCafé CNX
ตัวร้านไม่ได้ตั้งอยู่ในเขตเมืองเก่า ย่านนิมมานเหมินท์ หรือแหล่งท่องเที่ยวที่มีผู้คนคึกคัก แต่เลือกปักหลักอยู่บริเวณวงแหวนรอบ 2 ย่านหนองหอย ซึ่งถือเป็นพื้นที่ชานเมืองของเชียงใหม่
การออกนอกโซนท่องเที่ยวอาจดูเป็นอุปสรรคในการดึงดูดผู้คน แต่กลับกัน ทำเลแห่งนี้ได้สร้างคุณค่าพิเศษด้านพื้นที่ใช้สอย ด้วยความที่ตัวร้านตั้งอยู่ในโครงการส่วนออฟฟิศเช่าอันเงียบสงบ ตัดขาดจากเสียงดนตรีเร้าอารมณ์หรือความวุ่นวายของการจราจร ทำเลนี้จึงเป็นเสมือนหลุมหลบภัย เชื้อเชิญให้ผู้คนเดินเข้ามา ‘ทิ้งตัว’ ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง กับหนังสือบางเล่ม และอาจรวมถึงบทสนทนากับคนแปลกหน้าซึ่งบังเอิญพบว่ามีความสนใจคล้ายคลึงกัน
ความน่ารักอีกประการหนึ่งที่เกิดขึ้นภายในร้านหนังสือนี้ คือการเติบโตของพื้นที่อย่างลื่นไหลตามความต้องการของผู้คนในชุมชน ภายในร้านจะมีโซนซึ่งเรียกว่า ‘กองหนังสือที่ไม่ขาย’ ทำหน้าที่เป็นห้องสมุดสาธารณะขนาดย่อม
จุดเริ่มต้นเกิดจากนักเขียนประจำท้องถิ่น ลูกค้าประจำ ตลอดจนผู้ดูแลร้าน นำหนังสือส่วนตัวที่อ่านจบแล้ว หรือหนังสือที่ไม่มีวางจำหน่ายทั่วไปในท้องตลาด มาฝากวางไว้บนชั้น เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้แวะเวียนมาสามารถหยิบอ่านได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย
แมนเล่าถึงการพัฒนาพื้นที่ตรงนี้เพิ่มเติมว่า ในช่วงแรกที่เปิดร้าน หนังสือส่วนใหญ่จะหนักไปทางวรรณกรรมคลาสสิก วรรณกรรมแปลเชิงปรัชญา หรือประวัติศาสตร์เข้มข้น แต่เมื่อร้านเปิดทำการไปได้สักระยะ เริ่มมีกลุ่มครอบครัวในพื้นที่พาลูกหลานตัวเล็กๆ แวะเวียนเข้ามาใช้บริการ คุณแม่หลายคนเริ่มเอ่ยปากถามหาหนังสือเด็ก ซึ่งในตอนนั้นร้านยังไม่มีรองรับ เขาจึงตัดสินใจขนหนังสือเด็กที่เป็นของสะสมส่วนตัวจากบ้านมาจัดวางเพิ่มเติม เกิดเป็นมุมหนังสือเด็กเล็ก ๆ ขึ้นมาภายในร้าน
การมีอยู่ของมุมหนังสือเด็กนี้นอกจากการตอบโจทย์ความต้องการของครอบครัวในท้องถิ่นแล้ว ยังช่วยละลายความขรึมขลังของร้านหนังสือที่มีตัวชูโรงเป็นวรรณกรรมเข้มข้นลงด้วย
โจทย์ยากของเมืองศิลปิน: เมื่อกำลังซื้อสวนทางกับปริมาณคนทำงาน
เชียงใหม่ได้รับการยอมรับในฐานะ ‘เมืองสร้างสรรค์’ (Creative City) เป็นศูนย์รวมของศิลปิน นักเขียน ช่างฝีมือ และคนทำงานด้านความคิดหลากหลายแขนง ทว่าในเชิงเศรษฐกิจของวงการน้ำหมึก เชียงใหม่กลับซ่อนความจริงอันน่าปวดหัวไว้เบื้องหลัง
จากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ของ แมน และ เอก กับลูกค้าผู้แวะเวียนใช้บริการ พวกเขาพบความจริงที่น่าสนใจว่า แม้เชียงใหม่จะมีคนทำงานสร้างสรรค์และนักอ่านอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ ‘กำลังซื้อ’ ของคนในพื้นที่กลับมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับกรุงเทพฯ หรือแม้กระทั่งเมืองรองบางแห่ง
การออกบูธในงานหนังสือต่างๆ สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า คนเชียงใหม่มีแนวโน้มในการจับจ่ายซื้อหนังสือน้อยกว่า พฤติกรรมส่วนใหญ่มักเป็นการแวะเวียนมาพูดคุย แลกเปลี่ยนความคิด หรือใช้เวลาในพื้นที่มากกว่าการซื้อหนังสือกลับบ้านจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม การมีอยู่ของ The Alphabet BookCafé CNX ไม่ได้เกิดขึ้นเพื่อแย่งชิงสัดส่วนเค้กที่มีอยู่อย่างจำกัดจากร้านหนังสืออิสระอื่นๆ ในเชียงใหม่ เช่น ร้านเล่า, Rare Finds Bookstore and Cafe, Book Re:public หรือ Anyway Book Cafe เหตุผลสำคัญเป็นเพราะร้านหนังสืออิสระแต่ละแห่ง ต่างมีแนวทางและเอกลักษณ์ที่ชัดเจนของตนเองอยู่แล้ว นอกเสียจากการเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกและความหลากหลายให้กับระบบนิเวศหนังสือของเชียงใหม่ ทำให้เมืองมีเฉดสีทางวรรณกรรมที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
เมื่อร้านหนังสืออิสระไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงสถานที่จัดจำหน่ายสินค้า มันจึงยกระดับตัวเองไปสู่การเป็น ‘พื้นที่ที่สาม’ (Third Space) รองจากบ้านและสถานที่ทำงาน เป็นพื้นที่ทางสังคม เปิดโอกาสให้ผู้คนได้เข้ามามีปฏิสัมพันธ์ในรูปแบบที่หาไม่ได้จากพื้นที่สาธารณะอื่นๆ
แมนและเอก ร่วมกันวิเคราะห์ถึงความสำคัญของพื้นที่ลักษณะนี้ว่า ในชีวิตประจำวัน ผู้คนอาจมีพื้นที่สาธารณะอย่างสวนสาธารณะ หรือคาเฟ่ทั่วไป แต่พื้นที่เหล่านั้นมีข้อจำกัดในตัวมันเอง
สวนสาธารณะมักถูกจำกัดไว้สำหรับการออกกำลังกาย หรือมีข้อกำหนดเรื่องการใช้เสียงและการรับประทานอาหาร ในขณะที่คาเฟ่ทั่วไป มักถูกออกแบบมาเพื่อการดื่มกาแฟ ถ่ายรูป หรือทำงานส่วนตัว ซึ่งไม่ได้เอื้อให้เกิดบทสนทนาเชิงลึกกับคนแปลกหน้า
ในทางกลับกัน ร้านหนังสืออิสระทำหน้าที่เป็นตัวกรองธรรมชาติ คัดกรองผู้มีความสนใจหรือชุดความคิดใกล้เคียงกันให้มาพบกัน ประเภทของหนังสือบนชั้นวางทำหน้าที่ส่งสัญญาณบอกผู้คนว่า นี่คือพื้นที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยในประเด็นจริงจัง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเมือง ปรัชญา จิตวิทยา หรือปัญหาชีวิต
แมน เล่าถึงบรรยากาศจริงหน้าร้านว่า ลูกค้าประจำหลายคนเริ่มต้นจากการเป็นคนแปลกหน้าที่เดินเข้ามาในร้านด้วยความกลุ้มใจ หรือกำลังเผชิญกับสภาวะติดขัดบางอย่างในชีวิต ผู้ดูแลหน้าร้านจึงทำหน้าที่ไม่ต่างจาก ‘Booktender’ หรือผู้ผสมเครื่องดื่มทางความคิด คอยสังเกตอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนที่ก้าวเข้ามา
“บางคนเดินเข้ามาในร้านด้วยความเงียบ เราก็จะเริ่มชวนคุยจากเรื่องหนังสือ ถามถึงเล่มที่เขาเคยอ่าน แล้วค่อยๆ สังเกตอารมณ์ของเขาในตอนนั้น ‘ช่วงนี้ชีวิตเป็นยังไงบ้าง?’ ‘ดิ่งไหม?’ ‘อยากอ่านอะไรที่สงบจิตสงบใจ หรืออยากได้หนังสือที่กระตุ้นความคิด?’
“เมื่อเราเข้าใจอารมณ์ของเขา เราถึงจะหยิบจับหรือแนะนำหนังสือที่ตรงกับสภาวะจิตใจของเขาในขณะนั้นให้ การมีหนังสือเป็นตัวกลาง ทำให้บทสนทนาไม่เก้อเขิน และช่วยละลายพฤติกรรมระหว่างคนแปลกหน้าได้อย่างรวดเร็ว” แมนอธิบาย
ด้วยบรรยากาศเช่นนี้ บทสนทนาใน The Alphabet BookCafé CNX จึงก้าวข้ามจากการซื้อขายสินค้า เป็นการรับฟัง แลกเปลี่ยนทุกข์สุข และการสร้างความไว้วางใจ จนผู้คนหลายคนรู้สึกว่าพื้นที่แห่งนี้เป็นเหมือนบ้านหลังที่สอง พวกเขาสามารถมานั่งพักผ่อน ถกเถียงเรื่องการเมือง หรือเพียงแค่นั่งเงียบๆ โดยไม่มีใครเข้าไปรบกวน

‘In Between Words’ กว่าจะเป็นพื้นที่ว่างระหว่างคำ
ความท้าทายครั้งสำคัญของ The Alphabet BookCafé CNX เกิดขึ้นเมื่อได้รับการสนับสนุนจากโครงการส่งเสริมระบบนิเวศหนังสือของสถาบันอุทยานการเรียนรู้ (TK Park) ให้เป็นเจ้าภาพการจัดกิจกรรมเพื่อขับเคลื่อนวงการหนังสือในท้องถิ่น นำมาสู่การคิดค้นและจัดงานภายใต้ชื่อ In Between Words: ที่(ไม่)ว่างระหว่างคำ
คอนเซปต์ดังกล่าวมา แมน ในฐานะผู้ดูแลร้านและคนท้องถิ่น สังเกตว่าเชียงใหม่เต็มไปด้วย ‘คนเก่ง’ ที่ทำงานกระจายตัวกันอยู่ตามมุมต่างๆ ทั้งช่างพิมพ์ ช่างเย็บสมุด นักเขียน ช่างภาพ นักออกแบบตัวอักษร และคนทำร้านหนังสือ ทว่าที่ผ่านมา ต่างคนต่างทำงานอยู่กับพื้นที่ของตนเอง ไม่เคยมีการรวมตัวกันจัดงานขนาดใหญ่ที่สร้างแรงกระเพื่อมระดับเมืองได้อย่างจริงจัง
ก่อนหน้านี้ ภาพจำการรวมตัวของวงการหนังสือเชียงใหม่ มักจำกัดอยู่เพียงการจัดงานหนังสือประจำปีขนาดใหญ่ โดยร้านหนังสืออิสระในท้องถิ่นทำได้เพียงการไปเช่าบูธเล็กๆ เพื่อขายหนังสือเท่านั้น กิจกรรม In Between Words จึงถูกคิดค้นขึ้นเพื่อทลายรูปแบบเดิมๆ
ชื่อกิจกรรม ‘In Between Words: ที่(ไม่)ว่างระหว่างคำ’ มีวิวัฒนาการทางความคิดที่น่าสนใจ ในตอนแรก ทีมงานตั้งใจจะใช้ชื่อที่เน้นการรวมตัวของถ้อยคำและวรรณกรรม แต่เมื่อทบทวนดูอีกครั้ง พวกเขาพบว่าหากเน้นเฉพาะเรื่องหนังสือ กิจกรรมจะดึงดูดเฉพาะคนจากวงการเดิมๆ
ความคิดตั้งต้นคือการมองว่า วงการหนังสือมีเวทีของตัวเองอยู่แล้ว แต่มีช่องว่างที่คนนอกวงการ คนทำงานศิลปะสาขาอื่น หรือประชาชนทั่วไปยังก้าวเข้ามาไม่ถึง กิจกรรมนี้จึงต้องการเว้นพื้นที่ว่างไว้ เพื่อเปิดรับผู้คนหลากหลายกลุ่มได้เข้ามาแทรกเสริม แลกเปลี่ยน และช่วยกันเติมเต็มพื้นที่ว่างนั้นให้สมบูรณ์


การผนึกกำลังของสองแกนหลัก: ร้านหนังสือและช่างฝีมือสร้างสรรค์
เพื่อทำให้กิจกรรมมีความสมบูรณ์ การชักชวนเครือข่ายคนทำงานในเชียงใหม่มาร่วมกันออกแบบงานจึงเกิดขึ้น โดยแบ่งออกเป็นสองแกนหลักอย่างชัดเจน
แกนที่หนึ่ง: เครือข่ายร้านหนังสืออิสระและพื้นที่การเรียนรู้
The Alphabet BookCafé CNX ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการชวนร้านหนังสืออิสระต่างๆ มาร่วมสร้าง ‘Reading Space’ ที่เป็นพื้นที่ส่วนกลาง
Rare Finds Bookstore and Cafe นำความถนัดด้านประวัติศาสตร์ บุ๊กคลับ และหนังสือหายากมาร่วมจัดกิจกรรม
Book Re:public นำคอลเลกชันหนังสือสังคมศาสตร์ การเมือง และงานเขียนเชิงวิพากษ์มาร่วมเติมเต็มมุมมอง
Anyway Book Cafe นำหนังสือทำมือและวรรณกรรมร่วมสมัยมาร่วมสร้างสีสัน

แกนที่สอง: เครือข่ายช่างฝีมือและผู้เชี่ยวชาญการทำหนังสือทำมือ
นอกจากร้านหนังสือแล้ว กิจกรรมนี้ยังมีการชักชวนคนทำงานเบื้องหลังสิ่งพิมพ์มาร่วมจัดเวิร์กชอป เพื่อให้ผู้เข้าร่วมได้เรียนรู้กระบวนการสร้างสรรค์หนังสือตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
กลุ่มภาพพิมพ์ Risograph โรงพิมพ์หัตถกรรมที่นำเทคนิคการพิมพ์สีซ้อนอันมีเอกลักษณ์มาเปิดเวิร์กชอป ให้ผู้เข้าร่วมได้ทดลองพิมพ์งานศิลปะและสิ่งพิมพ์ขนาดย่อม
กลุ่มช่างเย็บสมุดและซ่อมหนังสือ ช่างฝีมือผู้เชี่ยวชาญด้านการเย็บสมุดด้วยมือและการบูรณะหนังสือเก่า (รวมถึงการซ่อมคัมภีร์ไบเบิล) มาร่วมสอนการเย็บเล่มขั้นพื้นฐาน โดยช่างฝีมือให้เหตุผลว่า การจะซ่อมหนังสือได้ดี ผู้เรียนต้องเข้าใจโครงสร้างอนาโตมีของการเย็บเล่มตั้งแต่จุดเริ่มต้นเสียก่อน
นักออกแบบตัวอักษร หรือ Typography มาร่วมถ่ายทอดศิลปะการเลือกและการออกแบบชุดตัวอักษร ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการสื่อสารอารมณ์ของหนังสือ
ช่างภาพและนักเขียน มาร่วมเปิดมุมมองเกี่ยวกับการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่ายและการกลั่นกรองความคิดออกมาเป็นตัวอักษร
กระบวนการทั้งหมดถูกร้อยเรียงเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การชวนผู้เข้าร่วมมาเริ่มต้นเขียนเนื้อหา เลือกตัวอักษร นำไปพิมพ์ผ่านระบบ Risograph แล้วนำแผ่นพิมพ์มาผ่านกระบวนการเย็บเข้าเล่มด้วยมือ จนกลายเป็นหนังสือทำมือหนึ่งเล่มที่เสร็จสมบูรณ์ด้วยฝีมือของผู้เข้าร่วมเอง
แมนเล่าว่า ปรากฏการณ์ที่น่าตื่นเต้นประการหนึ่งเกิดขึ้นในโซนเวิร์กชอป เมื่อผู้เข้าร่วมงานซึ่งเป็นกลุ่มคนรักงานคราฟต์ มีโอกาสมาพบปะกับวิทยากรที่เป็นช่างพิมพ์ บางคนเป็นผู้สนใจที่แอบสั่งซื้อหมึกพิมพ์และกระดาษพิเศษมาจากประเทศจีนเพื่อทำโปรเจกต์ส่วนตัว แต่ไม่เคยมีพื้นที่แลกเปลี่ยนกับคนที่มีความสนใจใกล้เคียงกัน
การได้มาพบกันในงานนี้ ทำให้เกิดการจับคู่-รวมกลุ่มต่อยอดความคิด จนนำไปสู่การวางแผนทำโปรเจกต์หนังสือทำมือร่วมกันต่อในอนาคต
สำหรับกลุ่มร้านหนังสืออิสระ การจัดงานครั้งนี้ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปลดปล่อยและสร้างความเข้าใจระหว่างกัน ในช่วงเวลาที่ไม่มีลูกค้าแวะเวียนเข้ามา เจ้าของร้านหนังสือต่างๆ ได้มีโอกาสนั่งล้อมวง แบ่งปันเรื่องความทุกข์ยากในการทำธุรกิจ
ตัวแทนจากร้าน Anyway Book Cafe ร่วมแชร์ประสบการณ์การจัดกิจกรรมบุ๊กคลับ แต่กลับเคยล้มเหลว หรือจัดแล้วไม่มีคนมาร่วมจนต้องยกเลิกงาน การได้เปิดใจคุยกันทำให้ทุกคนตระหนักว่า ปัญหาที่เผชิญไม่ใช่ความล้มเหลวของใครคนใดคนหนึ่ง แท้จริงแล้วนี่คือโจทย์ร่วมกันของวงการ นำไปสู่การจับมือเป็นเครือข่ายที่พร้อมจะช่วยกันประชาสัมพันธ์ ช่วยกันแชร์ข่าวสาร และช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการจัดกิจกรรมครั้งต่อๆ ไป เพื่อไม่ให้ร้านใดร้านหนึ่งต้องแบกรับความเหนื่อยล้าเพียงลำพัง




การสุมไฟระบบนิเวศน้ำหมึกให้ยั่งยืน
บทสนทนาช่วงสุดท้ายระหว่างผู้ดูแลร้านหนังสือ ทั้งสองสาขาและทีมงาน สะท้อนให้เห็นถึงความจริงอันแหลมคมของคนทำงานสร้างสรรค์ในประเทศไทย ซึ่งเป็นทั้งแรงขับเคลื่อนและข้อจำกัดซึ่งต้องเผชิญหน้าอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ข้อสังเกตที่น่าสนใจจากการจัดงานครั้งนี้คือ ผู้ประกอบการร้านหนังสืออิสระ ช่างฝีมือ และศิลปินผู้เข้าร่วมงานเกือบทุกคน ต่างมีอาชีพอื่นเป็นหลักเพื่อหาเลี้ยงชีพ
บางคนเปิดร้านกาแฟ ชงชา ทำงานวิชาการ รับงานออกแบบกราฟิก หรือเป็นอาจารย์พิเศษ แล้วจึงนำรายได้จากอาชีพหลักเหล่านั้นมาพยุงการทำร้านหนังสือหรืองานฝีมือที่ตนเองรัก
สิ่งนี้สะท้อนว่า วงการหนังสืออิสระถูกขับเคลื่อนด้วยแพสชันเป็นหลัก ทว่าในโลกความเป็นจริง แพสชันเพียงอย่างเดียวไม่อาจจ่ายค่าเช่าสถานที่ ค่าแรงงาน หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ได้ในระยะยาว
เอก ร่วมสะท้อนบทเรียนสำคัญเกี่ยวกับความต่อเนื่องในการจัดกิจกรรมไว้อย่างน่าคิดว่า
“กิจกรรมที่จัดขึ้นมา มันเปรียบเสมือน ‘พลุ’ ที่ถูกจุดขึ้นฟ้า ปุ้ง! สว่างไสว สวยงาม แต่ไม่นานก็ค่อยๆ จางไปในความมืด การจะทำให้บรรยากาศยังคงคึกคัก ต้องใช้วิธีการสุมไฟไปเรื่อยๆ ซึ่งการสุมไฟที่ว่านี้ เป็นภารกิจที่ใช้ทั้งเวลาและพลังงานสูง… ถ้าคนทำหมดแรงกันหมด ทุกคนก็ต้องถอยกลับไปดูแลธุรกิจของตัวเองให้รอดก่อน กิจกรรมแบบนี้ก็อาจไม่เกิดขึ้นอีก ซึ่งน่าเสียดาย”
ข้อเสนอแนะเชิงโครงสร้าง เพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
เพื่อป้องกันไม่ให้ระบบนิเวศหนังสืออิสระต้องสลายตัวไปเมื่อสิ้นสุดทุนสนับสนุน หรือเมื่อคนทำงานหมดแรง แมนและเอก มีข้อเสนอแนะทั้งเชิงนโยบายและเชิงโครงสร้างดังนี้
1. การสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเชิงพื้นที่ (Shared Physical Infrastructure)
รัฐหรือหน่วยงานด้านวัฒนธรรมอย่าง TK Park ไม่ควรจำกัดบทบาทอยู่เพียงการให้ทุนจัดกิจกรรมเป็นรายครั้ง (Project-based grant) แต่ควรพิจารณาถึงการจัดหาหรือสนับสนุน ‘พื้นที่กลางถาวร’ (Shared Space / Cultural Hub) มีทำเลตั้งอยู่ในย่านที่ผู้คนเข้าถึงได้ง่าย
เอก ยกตัวอย่างว่า หากมีตึกหรือพื้นที่กลางซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มร้านหนังสืออิสระ ช่างฝีมือ และคนทำงานศิลปะ หมุนเวียนกันเข้ามาใช้สถานที่จัดกิจกรรม จัดเสวนา หรือเปิดตลาดนัดหนังสือได้โดยไม่มีภาระค่าเช่าที่สูงเกินไป จะช่วยลดต้นทุนการจัดงานของคนทำงานได้อย่างมหาศาล และทำให้กิจกรรมสามารถเกิดขึ้นได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ทุกครั้ง
2. การสร้างโมเดลรายได้ที่พึ่งพาตนเองได้ (Self-Sustaining Revenue Model)
ผู้ประกอบการร้านหนังสือและเครือข่ายคนทำงานสร้างสรรค์ จำเป็นต้องร่วมกันออกแบบโมเดลธุรกิจ สร้างรายได้กลับคืนมาอย่างเป็นรูปธรรม เช่น การจัดเวิร์กชอปแบบเก็บค่าธรรมเนียมที่คุ้มค่ากับองค์ความรู้ การทำผลิตภัณฑ์สิ่งพิมพ์รุ่นพิเศษ (Limited Edition) ร่วมกันระหว่างร้านหนังสือและโรงพิมพ์เฉพาะทาง หรือการจับมือกับธุรกิจท่องเที่ยวในท้องถิ่น เพื่อเปิดรับกลุ่มนักท่องเที่ยวผู้พร้อมจ่ายให้กับประสบการณ์ทางวัฒนธรรม
3. การเชื่อมโยงร้านหนังสือเกับแผนที่ท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism)
ภาครัฐและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ควรช่วยกันผลักดันให้ร้านหนังสืออิสระ รวมถึงโรงพิมพ์เฉพาะทาง ได้รับบรรจุลงในแผนที่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของจังหวัดเชียงใหม่อย่างเป็นทางการ
นอกจากนี้ การดึงกลุ่มนักท่องเที่ยวคุณภาพ กลุ่มคนที่เข้ามาทำงานระยะยาวอย่าง Digital Nomads และกลุ่มนักศึกษา เข้าสระบบนิเวศหนังสือมากขึ้น จะช่วยเพิ่มกำลังซื้อใหม่ๆ มาหมุนเวียนในระบบ ทำให้ร้านหนังสืออิสระสามารถยืนหยัดอยู่ได้ด้วยกลไกทางเศรษฐกิจที่เป็นจริง
การเดินทางของ The Alphabet BookCafé CNX และเครือข่ายต่างๆ ในเชียงใหม่ ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า ร้านหนังสือที่ว่ากันว่าเป็นเพียงสถานที่วางขายเล่มกระดาษเฝ้ารอวันล้มหายตายจากไปตามกาลเวลา หากแต่เป็น ‘หัวใจ’ สำคัญที่คอยสูบฉีดมิติทางปัญญา ความอบอุ่น และความเป็นมนุษย์ให้แก่เมือง
แม้เส้นทางข้างหน้าจะยังคงเต็มไปด้วยความท้าทาย ทั้งเรื่องกำลังซื้อและภาระค่าใช้จ่าย แต่ตราบใดที่ ‘ไฟ’ ในใจของคนทำงานยังคงได้รับการดูแล และได้รับความช่วยเหลือเชิงโครงสร้างอย่างเหมาะสม ระบบนิเวศหนังสืออิสระแห่งนี้ ก็จะยังคงทำหน้าที่เป็นพื้นที่ทิ้งตัว เป็นที่พักพิงทางความคิด และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองสร้างสรรค์ที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง

Cover Photo: The Alphabet BookCafé CNX







