เป็นไปได้ว่าทุกชาติ ทุกภาษามีบทเพลงว่าด้วยการกลับบ้าน บางคนในโลกโซเชียลมีเดียพูดกันเล่นๆ ว่าเพลง ‘เดือนเพ็ญ’ เป็นเพลงชาติเพลงที่สองของไทย ยังมีอีกหลายเพลงที่บ้านคือจุดหมายปลายทาง คือความหวัง ความฝัน คือการเติมเต็ม คือการกลับไปหาและดูแลคนที่รัก หรือต่อให้ไม่มีบ้านให้กลับ มนุษย์ก็ดูจะจำเป็นต้องสร้างบ้านหลังใหม่ให้ตนเองได้พักพิง
ในทางกลับกัน การจากบ้านถือเป็นบทตอนที่ขาดไม่ได้ของชีวิต มีสาเหตุมากมายให้เราต้องจากบ้าน ขณะที่การกลับบ้าน ผมเชื่อว่ามีสาเหตุน้อยข้อกว่า
ในสังคมไทยคนจำนวนมากจากบ้านเพื่อแสวงหาอนาคตที่ดีกว่าซึ่งไม่ได้แปลว่าทุกคนจะสมหวัง แต่ทุกคนที่จากบ้านมาด้วยสาเหตุนี้ล้วนอยากประสบความสำเร็จไม่มากก็น้อย ด้วยหวังว่า ‘จะกลับไปเอาใจซ่อมแซม’ บ้าน รั้ว ผนัง หลังคา และคนที่อยู่ใต้ชายคา
ในโลกของตัวหนังสือมีเรื่องราวการกลับบ้านอยู่มากมาย หนึ่งในการกลับบ้านที่ยากเย็นที่สุดและใช้เวลายาวนานเหลือเกินคือเรื่องราวของโอดิสซิอุสในมหากาพย์ The Odyssey ของโฮเมอร์
The Odyssey ไม่ได้ให้รายละเอียดการเดินทางจากเกาะอิธากาสู่สงครามกรุงทรอยของโอดิสซิอุสว่าใช้เวลานานแค่ไหน ผู้รู้ด้านวรรณกรรม ภูมิศาสตร์ และโบราณคดีสันนิษฐานว่าน่าจะใช้เวลาหลักเดือน
แต่หลังจากกรำศึกในสงครามกรุงทรอยร่วม 10 ปี โอดิสซิอุสยังต้องใช้เวลาอีก 10 เพื่อเดินทางกลับบ้าน ผ่านความยากลำบากและการสูญเสียมากมาย
เกิดเป็นคำถามว่า ทำไมบางคน การกลับบ้านจึงยากกว่าการจากมา
ทำไมโอดิสซิอุสจึงไม่ยอมแพ้ ทำไมต้องมุ่งมั่นกลับบ้านให้ได้ ทำไมการกลับไปหาคนรักจึงสำคัญเสียจนเขายอมแลกกับหลายสิ่งอย่างรวมถึงชีวิตทหารที่ติดตามเขา
กล่าวกันว่าวรรณคดีโบราณที่ถูกยกย่องให้เป็นมหากาพย์ ไม่ว่าจะเป็น The Iliad (เรื่องราวสงครามกรุงทรอยเขียนโดยโฮเมอร์เช่นกัน) มหาภารตะ รามายณะ 西遊記 (ซีโหยวจี้) หรือบันทึกการเดินทางสู่ตะวันตกที่คนไทยรู้จักในชื่อไซอิ๋ว และอื่นๆ แม้จะฉายภาพความโหดร้ายของสงคราม ความยากลำบากในการเดินทาง ทว่า โดยนัยล้วนเป็นสงครามและการเดินทางภายในจิตใจ
หลังกล่าวลาอะกาเมมนอน โอดิสซิอุสกับทหารของเขาล่องเรือกลับอิธากา ความมัวเมาในชัยชนะในสมรภูมิกรุงทรอยยังปกคลุมความคิด แทนที่จะมุ่งตรงกลับบ้าน ระหว่างทางโอดิสซิอุสแวะบุกปล้นเมืองของชาวซิโคนีและได้รับชัยชนะอีกครั้ง เมื่อชนะติดต่อกันถึงสองครั้ง ชัยชนะก็มอมเมาพวกเขาหนักขึ้น ไม่ยอมถอนตัวจากศึกที่จบสิ้นไปแล้ว ต้องถูกโต้กลับจนพ่ายแพ้นั่นแหละจึงรู้ตัว
เรื่องราวต่อมาก็ดังที่เรารู้กัน โอดิสซิอุสพักหาเสบียงในดินแดนของยักษ์ตาเดียวหรือไซคลอปส์ (Cyclops) และพบกับยักษ์ชื่อโพลีฟีมัส (Polyphemus) แวะหาเสบียงพอเข้าใจได้ แต่หลังจากที่ได้เสบียงแล้ว แทนที่โอดิสซิอุสจะรีบกลับขึ้นเรือ เขาเลือกยืนยันอยู่รอเจ้าบ้าน (น่าจะเรียกว่าเจ้าถ้ำมากกว่า) เพราะยึดติดกับธรรมเนียมกรีกที่ว่า เจ้าบ้านจะต้องให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือนและมอบของขวัญให้
โพลีฟีมัสไม่ใช่เจ้าบ้านที่เคร่งครัดธรรมเนียม ลูกเรือของโอดิสซิอุสถูกจับกินทั้งเป็น อีกจำนวนหนึ่งรวมถึงตัวเขาเองถูกจับเพื่อรอเป็นอาหารมื้อต่อไป
โอดิสซิอุสหลอกล่อยักษ์ตาเดียวว่าตนเองชื่อ ‘ไม่มีใคร’ มอมเหล้า ก่อนจะใช้เหล็กแทงตาโพลีฟีมัส ไซคลอปส์ตะโกนขอความช่วยเหลือ “ไม่มีใครทำร้ายข้า” เสียงตะโกนด้วยความเจ็บปวดกับคำพูดชวนสับสนทำให้โพลีฟีมัสไม่ได้รับความช่วยเหลือ โชคร้ายที่ยักษ์ตนนี้เป็นลูกของโพไซดอน เทพเจ้าแห่งท้องทะเล พ่อผู้แค้นเคืองแทนลูกจึงสาปให้การเดินทางกลับบ้านของโอดิสซิอุสเต็มไปด้วยอุปสรรคและภยันตราย
โพลีฟีมัสมีตาเพียงดวงเดียว แต่เหตุใดหนึ่งในวีรบุรุษแห่งสงครามกรุงทรอยอย่างโอดิสซิอุดถึงตาบอดทั้งสองข้าง หรือเพราะเขาเชื่อมั่นในความสามารถและสติปัญญาของตนเกินไป กระทั่งความตายบีบให้เขาต้องวางมันลงกลายเป็น ‘ไม่มีใคร’ เขาจึงมองเห็นสิ่งต่างๆ ชัดเจนอีกครั้ง…แม้จะสายเกินไปแล้วก็ตาม

Photo: Public Domain
ตลอดระยะเวลา 10 ปี การเดินทางของโอดิสซิอุสและลูกเรือต้องชะงักงันหลายครั้ง เสาะหาเสบียง ถูกสาปเป็นหมู ละเลยคำเตือนของเทพแห่งลม เดินทางสู่โลกใต้พิภพเพื่อหาหนทางกลับบ้าน ท้ายที่สุดเมื่อเหลือโอดิสซิอุสเพียงคนเดียว ความละโมบ ความสงสัย การไม่เชื่อฟัง และอื่นๆ ที่เดินทางร่วมกับเขาในฐานะลูกเรือก็ถูกตัดทิ้งไปทีละอย่างๆ จนเขาเข้าใจชัดเจนว่าเป้าหมายของตนคืออะไร
แม้แต่ความเป็นอมตะ บททดสอบที่ยั่วยวนที่สุดที่คาลิปโซจะมอบให้ก็ไม่อาจรั้งเขาไว้ได้
ใช่, ในตอนท้าย โอดิสซิอุสกลับถึงอิธากา แต่ต้องใช้กลอุบายและเรี่ยวแรงอีกเล็กน้อยเพื่อทวงคืนความเป็นเจ้าของบ้านกลับคืน ซึ่งเขาก็ทำสำเร็จ เขากลับถึงบ้าน ครอบครัวได้อยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้ง
ขณะที่โฮมเมอร์เลือกเล่าเรื่องการเดินทางกลับของโอดิสซิอุส อู๋เฉิงเอิน (吴承恩) ผู้ประพันธ์ไซอิ๋วกลับเลือกเล่าการเดินทางไปของเสวียนจ้าง (玄奘) หรือพระถังซัมจั๋งและคณะเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎก เมื่อบรรลุเป้าหมายแล้วก็แทบไม่มีเรื่องราวการเดินทางกลับฉางอัน เมืองหลวงของราชวงศ์หมิงเลย
มีผู้วิเคราะห์ไว้ว่าที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะหนทางแห่งการบรรลุนั้นยากลำบาก เต็มไปด้วยกิเลส การยึดติด อวิชชาสารพัด แต่เมื่อผ่านพ้นหรือตัดขาดสิ่งเหล่านี้ออกไปได้แล้ว ปีศาจเหล่านี้ก็ไม่มีวันหวนกลับมาอีก ขากลับจึงง่ายดายกว่าขาไปมาก
และเป็นความแตกต่างอย่างสำคัญระหว่างตะวันตกกับตะวันออก
จริงหรือ?

Photo: Public Domain
หากพระไตรปิฎกหรือการบรรลุธรรมคือการเดินทางเข้าสู่ภายในหรือที่มีการตีความว่าเป็น ‘บ้าน’ ที่อยู่ภายในตัวเรา บ้านที่ทุกคนล้วนมีอยู่ เปรียบดังแนวคิดของเซนที่ว่าเราต่างมีพุทธะในตนเอง
ผมคิดว่าการเดินทางกลับของโอดิสซิอุสและการเดินทางไปของพระถังซัมจั๋งก็ไม่ต่างกัน
อาจบางที โอดิสซิอุสผิดพลาดที่เลือกพาตนเองและพวกพ้องเข้าสู่สงครามอันโหดร้าย ซึ่งโดยทั่วไปมนุษย์มักเลือกทำสิ่งผิดพลาด สิ่งที่สะดวกว่า และเร็วกว่าทางเลือกที่ถูกเสมอ ดังนั้น เมื่อเขาต้องการกลับบ้านที่ไม่ควรจากมาตั้งแต่แรก เขาจึงต้องจ่ายด้วยราคาแสนแพง
โอดิสซิอุสตระหนักว่าตัวตนของเขาหาใช่เกียรติยศชื่อเสียงบนซากศพที่อยู่ไกลออกไป ตัวตนของเขาไม่ได้อยู่ไกลขนาดนั้น มันอยู่ ณ สถานที่ที่เขาเลือกจะจากมาตั้งแต่แรก และเขาต้องเดินทางกลับไปสู่สิ่งเดิมแท้ของตนเองอีกครั้ง
การเดินทางภายในอาจมีลักษณะทำนองนี้
ถึงกระนั้น การเดินทางกลับบ้านภายนอกก็ใช่ว่าไม่ยากลำบาก หากเราต้องการหอบหิ้วอนาคตกลับบ้านด้วยดังที่กล่าวไปตอนต้น
นานมาแล้วผมเคยตั้งคำถามต่อนักเขียนสารคดีการเดินทางคนหนึ่งว่า
“คุณคิดว่าปีกกับรากอะไรสำคัญกว่ากัน”
คำตอบที่ได้คือ รากที่แข็งแรงจะช่วยให้ปีกของเราบินได้ไกลขึ้น
ผมเชื่อว่าเมื่อถึงเวลา เราทุกคนจะได้บินกลับบ้าน

Photo: Public Domain

