เราไปคาเฟ่ ก็เพราะอยากกินขนมอร่อยๆ จิบเครื่องดื่มเย็นชื่นใจ แต่จะดีแค่ไหน ถ้าการแวะเวียนไปเยือนคาเฟ่ จะทำให้เรามีโอกาสได้กวาดสายตามองหนังสือจำนวนมาก และสามารถใช้เวลาพลิกเปิดหนังสือเล่ม ทดลองอ่านได้ตามที่ใจปรารถนา เหมือนเข้าไปอยู่ในมุมหนึ่งของห้องสมุด
อาคารสีขาวที่มีไม้ระแนงสีน้ำตาลคาดสลับ ดูโดดเด่นอยู่บนสนามหญ้าสีเขียวและทางเดินโรยกรวดที่ชานเมืองโคราช คือ The Libreria Café คาเฟ่ที่ควบรวมฟังก์ชันห้องสมุดและที่ทำงานเอาไว้ด้วย ภายในอาคารเต็มไปด้วยชั้นหนังสือและที่นั่งหลากหลายรูปแบบ (รวมถึงที่นอนด้วยในบางจุด) เหมาะสมกับการปักหลักอ่านหนังสือและนั่งทำงาน ด้วยความที่อยู่ไม่ไกลจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารีเท่าไร ลูกค้ากลุ่มหลักที่มาจับจองพื้นที่จึงเป็นเหล่านักศึกษา

เมื่อครั้ง The KOMMON แวะเวียนไปเยือน แคน-อิสรพงศ์ สินวร เจ้าของร้าน เล่าถึงหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่าให้เราฟังด้วยดวงตาสะท้อนความสุขจนเปล่งประกาย “ผมเป็นคนชอบอ่านหนังสือ ความฝันลึกๆ ของผมคืออยากให้การอ่านหนังสือเล่มยังคงอยู่ เลยหวังว่าอย่างน้อยถ้าคนเข้ามาที่นี่ หยิบหนังสือมาอ่านสักเล่มสองเล่ม ผมก็ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้วัฒนธรรมการอ่านหนังสือเล่มยังคงอยู่ต่อไปแล้ว”
นั่นเป็นเพราะว่า แคน ตกหลุมรักการอ่านหนังสือมาตั้งแต่ยังเด็ก “แม่ของผมเป็นบรรณารักษ์ ก็เลยยืมหนังสือกลับบ้านมาบ่อยๆ พอผมอ่านจบก็จะรอคอยว่าวันถัดไปแม่จะยืมเล่มไหนที่น่าสนใจมาให้อีก” จากนิตยสารสำหรับเด็กอย่าง Go Genius เขาเริ่มขยับมาอ่านการ์ตูนวิทยาศาสตร์และวรรณกรรมเยาวชน ในที่สุดแคนก็พบกับหนังสือเล่มโปรดที่ทำให้เขาไม่สามารถบอกลาการอ่านหนังสือได้อีกเลย…ตลอดกาล

“เล่มที่ทำให้ผมปักหลักอยู่ในโลกการอ่านอย่างถาวรคือเรื่อง ชาร์ลีกับโรงงานช็อกโกแลต ของ โรอัลด์ ดาห์ล ผมอ่านเล่มนี้หลายรอบมากๆ รู้สึกว่ามันสนุก เหมือนตัวละครในเรื่องมีชีวิตอยู่จริงในโลกจินตนาการ ตอนนั้นก็อ่านเพราะรู้สึกว่ามันสนุก ไม่ได้ตีความลึกซึ้งถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำอะไร ผมคิดว่าเด็กคนนั้น หมายถึงตัวผมเองในอดีต คงจะคิดว่าเขามีเพื่อนเป็นตัวละครในเรื่อง”
จากวัยเด็กสู่วัยผู้ใหญ่ แคนเริ่มอ่านหนังสือหลากหลายประเภท ตั้งแต่หนังสือจิตวิทยาเพื่อการพัฒนาตนเอง ประวัติศาสตร์ การเมือง วัฒนธรรม ไปจนถึงวรรณกรรมหลายๆ แนว ทั้งแบบคลาสสิกและร่วมสมัย
“หนังสือที่อยู่ในร้านก็คือหนังสือของผมเอง เป็นหนังสือที่ผมอ่าน มีตั้งแต่แบบคลาสสิกอย่างของเออร์เนสต์ เฮมิงเวย์, เลโอ ตอลสตอย, เดอะ ลอร์ด ออฟ เดอะ ริงส์, หนังสือชุดเซเปียนส์ ของ ยูวัล โนอาห์ แฮรารี ก็มีทั้งแบบตัวหนังสือและแบบการ์ตูน, ปืน เชื้อโรค และเหล็กกล้า ของ จาเร็ด ไดมอนด์ก็มี แต่เล่มนี้ยอมรับว่ายังอ่านไม่จบเลย” นอกจากนี้ยังมีหนังสืออีกหลายเล่มที่กระดาษเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลคร่ำคร่า บางเล่มเป็นหนังสือปกแข็งที่ดูหายากจนไม่อยากเชื่อว่าแคนจะกล้าวางหนังสือเหล่านี้เอาไว้ให้ลูกค้าอ่านได้ตามอัธยาศัย

“ตอนแรกผมก็กลัวนะ กลัวว่าหนังสือจะเสียหาย หรือกลัวว่าจะมีคนขโมยหนังสือ แต่ก็ตัดใจ เพราะเราอยากให้เขาค่อยๆ ซึมซับความรักหนังสือ รักการอ่าน พอเอาเข้าจริงก็ไม่มีอะไรต้องกลัว คนใช้หนังสือเราเป็นพร็อพถ่ายรูปมากกว่าอ่านจริงๆ เสียอีก”
เมื่อถามว่าจากประสบการณ์ที่เปิดร้านมาได้ 3 ปี คนที่มาใช้บริการอ่านหนังสือกันมากน้อยแค่ไหน แคนบอกว่า เขาขอแบ่งกลุ่มนักอ่านในปัจจุบันออกเป็น 3 กลุ่ม “ในมุมมองของผม มีทั้งคนที่อ่านอย่างดื่มด่ำลึกซึ้งจริงจัง มีกลุ่มที่อ่านตามกระแสเหมือนติด label ว่า ‘ฉันเป็นคนอ่านหนังสือนะ’ แล้วก็มีคนกลุ่มที่ใช้หนังสือเป็นพร็อพนี่แหละ” แต่ทั้งนี้ แคนก็ยังมีความรู้สึกเชิงบวกกับสถานการณ์การอ่าน

“ไม่ว่าเขาจะอ่านแบบไหน ผมว่ามันก็ไม่ได้ด้อยค่าหนังสือหรือการอ่านหรอก มันก็ตอบโจทย์ในตัวของมันอยู่แล้ว แต่โจทย์ที่ผมตั้งใจว่าอยากให้คนอ่านหนังสือเล่มกันมากขึ้น วัดจากที่ได้ทำมาก็เลยดูเหมือนจะยังไม่บรรลุเป้าหมายเท่าที่ควร”
อย่างไรเสียแคนก็ยังไม่ได้ถอดใจ เขายืนยันว่าหากมีกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการอ่านหนังสือหรือวรรณกรรมในจังหวัดนครราชสีมา เขาก็พร้อมจะให้ความร่วมมือเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการใช้สถานที่หรือการดึงเครือข่ายมาร่วมมือ “ผมว่าที่โคราชนี้มีศักยภาพมากนะ เรามีศิลปินชั้นครูอยู่ที่ปากช่อง ที่วังน้ำเขียว หลายคน แค่ยังไม่มีเวทีให้เขามาร่วมมือกัน หรือมีเวทีให้เขาแสดงออก”
ในฐานะ Co-reading Space แคนก็จะขอทำหน้าที่ของเขาต่อไป นั่นคือการรวบรวมหนังสือหลากหลายประเภทเอาไว้ในคาเฟ่กึ่งห้องสมุดแห่งนี้ เพื่อให้คนที่มาใช้พื้นที่มีโอกาสหยิบหนังสือเล่มขึ้นมาอ่าน สักนิดก็ยังดี
“ที่ใช้ชื่อว่า The Libreria ก็เพราะว่าเราอยากให้มันเป็นห้องสมุดนี่แหละ แค่เราไม่ได้จัดตามระบบเหมือนห้องสมุดทั่วไป ถ้ามีใครให้หนังสือมาผมก็รับหมดนะครับ ผมเชื่อว่าหนังสือทุกเล่มมีจุดประสงค์ของมัน”

