101 บทเรียนสำหรับนวัตกร
ตอนที่ 78 เส้นทางฟรีเมียมของ Spotify
บริการสตรีมมิงเพลงของ Spotify เปิดตัวในวันที่ 7 ตุลาคม ปี 2008 โดยแดเนียล เอก (Daniel Ek) และมาร์ติน ลอเรนต์ซอน (Martin Lorentzon) จากสวีเดน และสิบปีให้หลังจากการก่อตั้ง ซึ่งคือเดือนเมษายน ปี 2018 Spotify ก็ได้มีการเสนอขายหุ้นให้แก่ประชาชนเป็นครั้งแรกในตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์กและประสบความสำเร็จอย่างมาก บริษัทของพวกเขามีมูลค่ามากกว่าสองหมื่นห้าพันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ
ก่อนจะมี Spotify ผู้บริโภคยังคงเล่นเพลงผ่านซีดีหรือไม่ก็จ่าย 99 เซนต์ต่อเพลงให้กับ iTunes หรือไม่ถ้าหากคุณเป็นผู้บริโภคที่ซุกซนสักหน่อย คุณก็อาจจะดาวน์โหลดแทร็กเพลงต่าง ๆ ฟรีจากเว็บเถื่อนที่ไม่เคยจ่ายเงินให้กับศิลปินแม้แต่สตางค์แดงเดียว แต่เมื่อมี Spotify เข้ามา จู่ ๆ ผู้บริโภคก็สามารถเข้าถึงเพลงเกือบทั้งหมดในโลกได้โดยตรงฟรี ๆ (ขณะที่ก็ต้องรับฟังโฆษณาควบคู่ไปอย่างต่อเนื่อง) หรือ จ่าย 10 ดอลลาร์ต่อเดือนเพื่อประสบการณ์การฟังเพลงที่ไม่จำกัดโดยไม่มีโฆษณาคั่นเลย แถมคุณยังสามารถบันทึกเพลย์ลิสต์ไว้ฟังแบบออฟไลน์ได้อีกด้วย
อุปสรรคที่สำคัญที่สุดในด้านคอนเทนต์ในช่วงแรกของแผนธุรกิจ ก็คือการได้รับสิทธิ์การอนุญาตในการสตรีมแค็ตตาล็อกเพลงทั้งหมด ซึ่งใช้เวลามากกว่า 2 ปีกว่าจะได้มาซึ่งข้อตกลงด้านเนื้อหาที่จำเป็นภายใต้เงื่อนไขทางการค้าที่ยั่งยืน โดย Spotify ใช้เงินไปมากกว่า 3 ใน 4 ของรายได้ทั้งหมดเป็นค่าลิขสิทธิ์ให้กับค่ายเพลง โปรดิวเซอร์ นักแต่งเพลง และศิลปิน
ในเดือนพฤษภาคมปี 2018 Spotify มีผู้ใช้งานรายเดือน 170 ล้านคน ซึ่งรวมผู้ที่จ่ายเงินสมัครสมาชิก 75 ล้านคนไว้ด้วย แต่อย่างไรเสียบริษัทก็ไม่เคยทำกำไรได้เลย แม้ตอนนี้ Spotify จะมีรายได้อยู่ที่ห้าพันล้านดอลลาร์ต่อปีแล้วก็ตาม
นอกเหนือจากการที่ Spotify สามารถเขย่าวงการได้อย่างแท้จริงและมีบริการที่เป็นเลิศ ในความเห็นของผม ผมคิดว่าโมเดลธุรกิจแบบ ‘ฟรีเมียม’ (บริการที่ให้ใช้ฟรี แต่ถ้าอยากได้ฟังก์ชันครบหรือระดับสูงกว่านั้น ต้องจ่ายเงินซื้อแบบพรีเมียม) ของ Spotify นี่เอง ที่เป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้ธุรกิจประสบความสำเร็จมาตลอดสิบปี แล้วคุณ ‘Spotify’ ตลาดของคุณได้ไหมล่ะ?

ที่มา
หนังสือ Inspiration for Innovation: 101 Lessons for Innovators เขียนโดย Gijs van Wulfen


