‘The Art of Crying’ น้ำตาทำให้หัวใจเบาขึ้น

483 views
5 mins
July 16, 2025

          คุณจำครั้งล่าสุดที่คุณร้องไห้ได้หรือเปล่า?

          จำได้ไหมว่าร้องไห้เพราะอะไร?

          แล้วคุณคิดว่าน้ำตาคือการแสดงออกของความเปราะบางอ่อนแอในชีวิตหรือไม่?

          ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่น้ำตาถูกตีค่าเป็นความอ่อนแอ โดยเฉพาะในโลกของผู้ชาย เป็นไปได้ว่าปริมาณน้ำตาของผู้ชายที่ไหลออกมาน่าจะน้อยกว่ามากเมื่อเทียบกับของผู้หญิง แต่มันไม่มีนัยอะไรเลย มันไม่ได้บอกว่าผู้หญิงอ่อนแอกว่าหรือผู้ชายเข้มแข็งกว่า มันก็แค่ความเชื่อผิดๆ อีกเรื่องหนึ่งที่ถูกเล่าซ้ำเล่าซากเท่านั้น

          เพราะเราต่างมีช่วงเวลาที่เข้มแข็งและอ่อนแอได้ทั้งนั้น และเรามักเชื่อมโยงอย่างผิดๆ ว่าการร้องไห้ต้องเกี่ยวกับความเศร้าโศกหรือความเปราะบาง

          มีเหตุผลมากมายที่มนุษย์ร้องไห้ และมีเหตุผลมากมายที่มนุษย์ควรร้องไห้

          หนังสือปกสีฟ้า ‘The Art of Crying: The Healing Power of Tears’ หรือ ‘ศิลปะของการร้องไห้: เพราะน้ำตา ‘ไม่ธรรมดา’ กว่าที่คิด’ ภายในเต็มไปด้วยภาพวาดประกอบเปี่ยมเอกลักษณ์ และเรื่องราวของการร้องไห้ สร้างสรรค์ขึ้นโดย เปปิตา แซนด์วิช (Pepita Sandwich) เธอเป็นนักเขียนการ์ตูนและนักทัศนศิลป์พอๆ กับเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการร้องไห้เพราะเธอร้องไห้บ่อยมาก

          เปปิตา อธิบายให้เราเข้าใจว่าน้ำตามีอยู่ 3 ประเภท เปล่าครับ หาใช่การแบ่งด้วยเกณฑ์อะไรที่โรแมนติก แบบที่คุณกำลังคิด มันเป็นการแบ่งตามหลักวิทยาศาสตร์ 3 ประเภทที่ว่าคือน้ำหล่อเลี้ยงลูกตา น้ำตาที่หลั่งออกมาเมื่อมีสิ่งระคายเคือง และน้ำตาที่กลั่นมาจากความรู้สึก ที่น้ำตามีรสเค็มก็เพราะว่า

          “มันประกอบด้วยอิเล็กโทรไลต์ซึ่งมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าไอออนเกลือ ร่างกายสร้างอิเล็กโทรไลต์เพื่อสร้างพลังงานให้กับการทำงานของสมองและการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ น้ำตาประกอบไปด้วยน้ำ เกลือ แอนติบอดี และไลโซโซม (เอนไซม์ป้องกันแบคทีเรีย) อย่างไรเสีย ส่วนประกอบเหล่านี้แตกต่างกันไปตามประเภทของน้ำตา” (หน้า 12)

‘The Art of Crying’ น้ำตาทำให้หัวใจเบาขึ้น

          นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์ด้านวิวัฒนาการยังเชื่อว่า มนุษย์พัฒนาการร้องไห้จากอารมณ์เพื่อเป็นเครื่องมือในการเข้าสังคม มันเป็นการส่งสัญญาณว่าฉันต้องการกำลังใจและการสนับสนุนจากสังคม

          ว่าแต่เราจะรู้เรื่องนี้ไปทำไมกัน นั่นน่ะสิ เปปิตา ก็แค่ต้องการให้เราเข้าใจน้ำตาในเชิงกายภาพมากขึ้นอีกนิด แต่ความมุ่งหวังที่แท้จริงของเธอคืออยากให้ผู้คนร้องไห้มากกว่านี้ เธอเห็นว่าเราร้องไห้กันน้อยเกินไป และตีค่า ตีความน้ำตาและการร้องไห้อย่างผิดๆ

          เธอต้องการแก้ไขเรื่องนี้…

          มีตำนานเกี่ยวกับน้ำตาและการร้องไห้มีอยู่ในทุกวัฒนธรรมตั้งแต่โบราณกาล ชาวอียิปต์โบราณเชื่อว่าผึ้งคือน้ำตาของดวงอาทิตย์ที่ตกลงสู่พื้น ชาวแอซเท็กมีการฝึกพิธีร้องไห้ กำแพงร้องไห้แห่งเยรูซาเลม การร้องไห้ในวัฒนธรรมจีนโบราณยังเกี่ยวข้องกับการสวดมนต์และการแสดงอารมณ์อันลึกซึ้งของมนุษย์ ฯลฯ

          หาใช่แค่ตำนาน มนุษย์พยายามศึกษาเกี่ยวกับการร้องไห้มาตลอดหลายพันปีก่อนวิทยาศาสตร์ถือกำเนิด มีการตั้งทฤษฎีมากมายต่อเรื่องนี้ซึ่งให้ความรู้สึกหวามไหว ละเมียดละไม และโรแมนติกมากกว่าแนวคิดแบบวิทยาศาสตร์ เช่น ในพันธสัญญาเดิมระบุว่าน้ำตาเป็นผลจากการที่หัวใจเต้นระรัวจนละลายเป็นหน้าที่ไหลออกมาจากดวงตา ในยุคกลาง น้ำตาคือของเหลวทรงพลังที่สามารถรักษาอาการติดเชื้อและปลดปล่อยวิญญาณจากไฟชำระได้ หรือในยุค 1600 ความรักทำให้หัวใจรุ่มร้อน มันจึงต้องสร้างไอน้ำออกมาเพื่อลดอุณหภูมิลง

          จินตนาการต่อการร้องไห้และน้ำตาของมนุษย์ช่างงดงามและน่ามหัศจรรย์

          แล้วมนุษย์เราหยุดร้องไห้เมื่อไหร่? ศตวรรษที่ 21 น้ำตามีความหมายอย่างไร? ทำไมการร้องไห้จึงเป็นเรื่องน่าอับอายไปได้?

          ส่วนหนึ่งก็ดังที่พูดถึงไปตอนต้นว่า น้ำตาถูกทำให้เป็นสัญลักษณ์ของความอ่อนแอ เราคงเคยเห็นพ่อแม่ดุหรือปลอบประโลมลูกเวลาหกล้มหรือไม่ได้ดั่งใจ ใบหน้าเหยเก แต่ถูกห้ามไม่ให้ร้องไห้ เปปิตา บอกว่าการร้องไห้ไม่ได้อาจส่งผลต่อพฤติกรรมการเรียนรู้ “ถ้าคุณไม่เคยเห็นสมาชิกในครอบครัวและคนที่คุณรักร้องไห้ คุณอาจจะไม่มีวันได้เรียนรู้เลยว่าการร้องไห้เป็นการสื่อสารทางอารมณ์ตามธรรมชาติ” (หน้า 157)

          การร้องไห้และน้ำตาไม่ใช่สิ่งที่ถูกสร้างขึ้นโดยไร้เหตุผล มันคืออุปกรณ์ติดตัวในการเชื่อมโยงตนเองเข้ากับผู้คนรอบข้างและสังคม

          ทว่า สังคมทุนนิยมที่การแข่งขันเพิ่มสูงด้วยอัตราเร่ง ทุกคนต้องแข่งขันกันไปสู่เส้นชัย ระหว่างทางถ้าไม่ถูกผลักเราก็อาจต้องผลักใครบางคนให้ล้มลง แต่เราร้องไห้ไม่ได้ อย่างน้อยก็ห้ามร้องไห้หรือแสดงความอ่อนแอให้ใครเห็น เราต้องลุกขึ้นเดินหน้าต่อ ผมคิดว่าทุนนิยมสร้างความเย็นชาต่อการร้องไห้

          ขณะที่ปิตาธิปไตย (patriarchy) ทำให้หัวใจผู้ชายด้านชา ถ้าคุณเป็นผู้ชายก็อย่าให้ใครได้รู้เชียวว่าคุณร้องไห้ คุณต้องเข้มแข็งแม้ว่าจะใกล้แตกสลาย เมื่อน้ำตาถูกเก็บกลั้นอย่างไร้เหตุผล ณ ยามที่มันถั่งท้นออกมามันจึงอาจเป็นเครื่องมือทำลายหัวใจมากกว่าชุบชู

          การร้องไห้ในที่สาธารณะดูเป็นเรื่องแปลกสำหรับคนปัจจุบัน เรามักรู้สึกอึดอัดเมื่อเห็นใครสักคนร้องไห้อยู่ข้างกำแพง อยู่บนเก้าอี้ในสวนสาธารณะ เราไม่รู้วิธีปฏิบัติกับการร้องไห้ของผู้คนร่วมสังคมไปโดยปริยาย ทั้งที่มันเคยเป็นและยังควรเป็นเครื่องร้อยรัดผู้คนเอาไว้ Pepita ถึงกับแนะนำว่าเราควรเข้าไปร่วมร้องไห้กับพวกเขา

          “การเปิดความรู้สึกที่แท้จริงหมายความว่าคุณไม่จำเป็นต้องกังวลกับการเผชิญหน้ามันอีก เวลาที่ร้องไห้ต่อหน้าคนอื่น คุณแสดงให้เห็นว่าคุณเปราะบางและยังมีชีวิตอยู่ มันเป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าคุณไม่กลัวที่จะดำดิ่งเข้าไปในความคิดและเผชิญหน้ากับความท้าทายใดก็ตามที่รออยู่” (หน้า 195)

          ‘The Art of Crying’ เปี่ยมล้นไปด้วยถ้อยคำสัมผัสใจ โอบกอดอารมณ์ และชักชวนให้ครุ่นคิดถึงการร้องไห้ น้ำตา และการมีชีวิต สอดแทรกตำนาน เรื่องราว ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ จิตวิทยา การร้องไห้ในสถานการณ์ที่เราคิดไม่ถึงอย่างการร้องไห้บนเครื่องบินหรือการร้องไห้หลังมีเพศสัมพันธ์ ประโยชน์ของการร้องไห้และโทษของการยับยั้งน้ำ ทั้งยังสอดแทรกบันทึกสั้นๆ เรื่องการร้องไห้ ของ เปปิตา ที่ทำให้รู้ว่าเธอเชี่ยวชาญเรื่องนี้จริงๆ เช่น

          “วันอาทิตย์ที่ 24 ตุลาคมปี 2021 ฉันร้องไห้ตอนที่หาไฟล์ในฮาร์ดไดรฟ์และคิดถึงคนที่เก็บความทรงจำต่างๆ จากชีวิตฉัน” (หน้า 194) หรือ

          “วันจันทร์ที่ 28 ธันวาคม ปี 2020 ฉันร้องไห้ตอนที่ดูวุฒิสมาชิกอภิปรายในเมืองบัวโนสไอเรส” (หน้า 137)

           ผมร้องไห้ไม่เก่งเท่า เปปิตา แต่อาจจะมีความถี่ในการร้องไห้ หรือ อยากร้องไห้มากกว่าระดับปกติสำหรับผู้ชายด้วยกัน ถึงกระนั้นผมก็ยังไม่กล้าหาญพอจะร้องไห้ให้ใครเห็นหรือร้องไห้ในที่สาธารณะ เพราะติดค้างใจว่าการร้องไห้เป็นเรื่องส่วนตัวมากกว่า และใช่ว่าจะร้องไห้ได้ทุกครั้งที่ต้องการ

           ดูเหมือนว่าการร้องไห้ต้องการการฝึกฝน การเอาใจใส่และซื่อตรงต่ออารมณ์ความรู้สึก และกับผู้คนส่วนใหญ่ก็ยังต้องการสถานที่ที่เหมาะสมด้วย ทำเป็นเล่นไป เปปิตา เล่าถึง ฮิเดฟุมิ โยชิดะ ผู้เป็นครูสอนร้องไห้ เขาเดินทางไปทั่วญี่ปุ่นเพื่อสนับสนุนให้ผู้ใหญ่ร้องไห้มากกว่าที่เป็นอยู่ การร้องไห้สำหรับโยชิดะเป็นการบำบัดชนิดหนึ่ง เป็นการล้างพิษในหัวใจและความคิด เป็นการคลายเครียดที่ดีกว่าการหัวเราะหรือนอนหลับ

          เปปิตา แนะนำวิธีฝึกร้องไห้ของโยชิดะเอาไว้ในหนังสือด้วย แนะนำหนังที่ บทเพลง นวนิยายที่จะช่วยให้คุณร้องไห้ มันช่างเป็นเรื่องที่ย้อนแย้งเมื่อการศึกษาพบว่าต้องมีอารมณ์ที่แข็งแกร่งมากๆ ถึงจะสามารถร้องไห้ระหว่างที่ดูหนังได้ เพราะคนนั้นต้องมีความเห็นอกเห็นใจที่ยิ่งใหญ่กระทั่งนำพาตนเองไปรู้สึกรู้สาแทนตัวละคร

          ผมเชื่อว่าน้ำตามีพลังมากกว่าที่เราคิด โดยเฉพาะน้ำตาที่เกิดจากความเศร้าโศก สูญเสีย และขุ่นแค้นมารวมตัวกันทั้งในเชิงอารมณ์และปริมาณ แม่ๆ แห่งจตุรัสมาโย (Plaza de Mayo) กรุงบัวโนสไอเรส คือกลุ่มหญิงผู้ร้องไห้ให้แก่การหายตัวไปของลูกชายของพวกเธอในยุคเผด็จการใต้ท็อปบูธของนายพลจอร์จ ราฟาเอล วิเดลา แห่งอาร์เจนตินา พวกเธอออกมาชุมนุมประท้วงเล็กๆ ที่จัตุรัสมาโยโดยเริ่มต้นเพียง 14 คน ทวงถามความยุติธรรมให้แก่ลูกชายที่ถูกรัฐบาลเผด็จการอุ้มหาย แม้ว่าผู้หญิงบางคนจะถูกหายในเวลาต่อมา แต่แม่ๆ ที่เหลืออยู่ยังคงเดินหน้าประท้วงต่อไป

          จอร์จ ราฟาเอล วิเดลา ไม่มีทางรู้เลยว่าการประท้วงเล็กๆ ที่จตุรัสมาโยนั้นจะเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบของตน

          และนี่คือพลังของน้ำตา

          การร้องไห้ไม่ใช่ความอ่อนแอ เราเพียงแต่แสร้งทำตัวเข้มแข็งมานานเกินไปจนหัวใจและร่างกายถูกท่วมทับ ร้องไห้ออกมาเถอะ 

           ชาวยิวเชื่อว่า น้ำตาจะทำให้หัวใจของคุณเบาขึ้น

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก