ตลอดกว่าห้าทศวรรษที่ผ่านมา ดร.ถนอมวงศ์ สุกโชติรัตน์ ล้ำยอดมรรคผล อุทิศแรงกาย และสติปัญญาเพื่อสร้างสังคมที่มีนิสัยรักการอ่าน เพราะเชื่อมั่นว่าคนที่อ่านมากจะเป็นคนที่เก่ง และความเก่งนั้นจะส่งต่อไปยังผู้คนรอบข้างได้ ดุจแสงไฟที่ถูกจุดให้สว่างต่อกันโดยไม่มอดดับ
สิ่งหนึ่งที่ท่านย้ำกับลูกศิษย์ในคณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์มาหลายรุ่นก็คือ อย่าเพียงคิดถึงหน้าที่การเป็นผู้สอนหนังสือ หากต้องฝึกให้นักเรียนเป็นผู้ที่รู้จักเรียนรู้ รู้จักอ่าน และรู้จักแสวงหาองค์ความรู้ด้วยตนเอง เพราะในโลกที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว การรู้จักวิธีเรียนรู้สำคัญกว่าการจำเฉพาะเนื้อหาที่มีในตำรา โดยเน้นย้ำว่า อย่ามุ่งไปแค่ที่ ‘การสอนหนังสือ’ เพียงอย่างเดียว เพราะที่ไม่เเพ้กันคือต้องปลูกฝังให้รู้จัก ‘วิธีการอ่าน เเละการเรียนรู้’ เพราะถ้าผู้เรียนสามารถที่จะ ‘เรียนรู้เป็น เท่ากับเป็นการทำลายให้ ‘ศัตรูทางความโง่’ ตายทั้งหมด
ซึ่ง ดร.ถนอมวงศ์ ได้ขยายความคำว่า ศัตรูทางความโง่ ไว้ว่า
“ศัตรูทางความโง่คือ หนึ่ง การไม่รู้จักตัวเอง หรือร่างกายตัวเอง เพราะฉะนั้น(ถ้า)เอายาพิษเข้าตัวก็ป่วย เพราะฉะนั้นต้องอ่านเพื่อให้ร่างกายดี สมองดี จิตใจดี จะได้เผชิญโลก ไม่เจ็บไม่ป่วย ความโง่ตัวที่ สอง ก็คือ สติปัญญาเพื่อการเรียน ซึ่งจะต้องมีสติปัญญาเพื่อการเรียน สาม เรียนจบแล้วต้องทำงาน ก็ต้องรู้ว่าทำงานอย่างไรและครองตนให้รอดโดยซื่อสัตย์สุจริต และเกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ ถ้าทำผิดทุจริตคือโง่ เราจะต้องมีวิจารณญาณ คือแยกออกว่านี่จริง นี่เท็จ นี่ควรเชื่อ นี่ไม่ควรเชื่อ 3 อย่างนี้ทำให้ชีวิตราบรื่น … ถ้ากำจัดความโง่ได้ทุกอย่างก็จะดี เมื่อแต่ละคนดี ส่วนรวมก็ดี ประเทศชาติก็ดี โลกก็ดี นี่คือเรื่องกำจัดความโง่ด้วยการอ่าน โดยต้องรู้ว่าการเรียนรู้ไม่ได้มีแค่อ่านหนังสือนะ แต่อ่านคนด้วยอ่านภูมิอากาศอ่านความเป็นไปของโลกและอ่านว่าตนเองจะพัฒนาตนเองได้อย่างไร”
ดร.ถนอมวงศ์ เชื่อว่าทุกคนมีศักยภาพจะเป็นคนเก่งได้ หากค้นพบวิธีการเรียนรู้ที่เหมาะกับตนเอง แต่สิ่งสำคัญยิ่งกว่าการเป็นคนเก่ง คือการใช้ความเก่งนั้นเพื่อประโยชน์ของคนอื่นด้วย ทัศนคตินี้เองที่ทำให้ตลอดชีวิตของท่านเต็มไปด้วยความพยายามในการจุดไฟแห่งการเรียนรู้ในคนอื่นอยู่เสมอ

หนึ่งในรูปธรรมที่ชัดเจนที่สุด คือการบรรจุพันธกิจการออกค่ายพัฒนาการอ่านลงในหลักสูตรวิชาที่สอน นักศึกษาทุกคนที่เรียนกับอาจารย์ในวิชาการอ่านและพัฒนาการอ่าน จะต้องออกเดินทางไปยังถิ่นทุรกันดาร ไปพบเจอผู้คนที่ไม่ค่อยได้สัมผัสกับหนังสือและพยายามสร้างแรงบันดาลใจให้คนเหล่านั้นกลายเป็นนักอ่าน เป็นการฝึกให้นักศึกษารู้ว่า การอ่านที่แท้จริง ไม่ควรเป็นกิจกรรมที่อยู่เพียงในรั้วมหาวิทยาลัย
บทบาทของ ดร.ถนอมวงศ์ ไม่ได้อยู่แค่ในห้องเรียนหรือค่ายอาสา หากแต่ยังแผ่ขยายไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระดับประเทศ ท่านเป็นหนึ่งในผู้ผลักดันให้เกิดงานมหกรรมหนังสือระดับชาติในเดือนตุลาคม ซึ่งจัดควบคู่กับงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติที่มีอยู่เดิมในเดือนเมษายน เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยได้เข้าถึงหนังสืออย่างสม่ำเสมอและหลากหลายยิ่งขึ้น
“งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ เริ่มต้นมาจากนโยบายของ UNESCO ที่มองประเทศเราว่าเป็นประเทศด้อยพัฒนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องหนังสือก็มีน้อย เรื่องส่งเสริมการอ่านก็น้อย เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ก็เยอะ เพราะฉะนั้น การจัดงานสัปดาห์หนังสือขึ้นมาตั้งแต่ปี 2515 เริ่มต้นที่คุรุสภา …แล้วประเด็นสำคัญก็คือ ปีนึงเนี่ยจัดงานหนังสือ ครั้งเดียวหรอ? แล้วจะส่งเสริมการอ่านกันเข้าไปยังไง ดังนั้นก็เลยเริ่มต้นคิดอีกทีนึงว่าควรจะจัด บ่อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ แล้วปิดเทอมกลาง ก็คือช่วงเดือนตุลาคม (ก็เลยเดินหน้า) จัดงานมหกรรมหนังสือ คือเลี่ยงที่จะใช้ชื่อเหมือนกัน ก็เลยเป็น มหกรรมหนังสือระดับชาติ แล้วตอนหลังก็เพิ่ม ‘หนังสือนานาชาติ’ เข้าไปด้วย คือเชิญสำนักพิมพ์ต่างประเทศ นำหนังสือของประเทศตัวเองมาแนะนำแล้วก็คนไทยจะได้เห็นหนังสือต่างประเทศ เลยไปถึงเรื่องการแปลด้วย คือไม่ใช่แต่หนังสือที่ คนไทยเขียน คนไทยพิมพ์ คนไทยขาย แต่ว่ามีการแปล ซึ่งเฟื่องฟูมากขึ้น หนังสือแปลขายดีมากขึ้น… สำนักพิมพ์ต่างประเทศเขาก็จะนำหนังสือที่เขาคิดว่า ถ้าแปลแล้วคนไทยจะอ่าน น่าจะขายได้ ก็มาแนะนำก็มีการซื้อขายลิขสิทธิ์ ทีนี้คนไทยก็เก่งเหมือนกัน เขียนหนังสือได้ดีๆชาวต่างประเทศก็มาดูว่า เล่มไหนที่เขาจะซื้อไปแปลเป็นภาษาเขา แล้วก็ขายคนในประเทศเขาได้” ดร.ถนอมวงศ์ กล่าว
ด้วยความเป็นนักอ่าน นักสอน นักเขียน และนักแปล ดร.ถนอมวงศ์จึงเป็นผู้มีบทบาทอย่างสูงในแวดวงหนังสือของไทย ท่านเคยดำรงตำแหน่งนายกสมาคมการอ่านแห่งประเทศไทยถึง 4 สมัย และยังเคยเป็นนายกสมาคมนักแปลและล่ามอีก 4 สมัย หนังสือทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษผ่านมือท่านมาแล้วนับไม่ถ้วน เมื่อถูกถามว่าหนังสือที่ดีควรเป็นอย่างไร ท่านก็ตอบอย่างเรียบง่ายแต่ลึกซึ้งว่าหนังสือที่ดีต้องเกิดจากเจตนาดีของผู้ผลิต ต้องรู้ว่าจะเขียนให้ใครอ่าน และต้องมีภาษาที่ดี ทำให้ผู้อ่านรู้สึกเพลิดเพลินและมีความสุข
ตลอดชีวิตของการทำงานในฐานะจิตอาสา ดร.ถนอมวงศ์ เป็นผู้รวบรวมและส่งต่อหนังสือเก่าและใหม่ให้กับเด็กและผู้ใหญ่ทั่วประเทศ รวมแล้วไม่น่าจะต่ำกว่าหนึ่งแสนเล่ม หนังสือที่ท่านแปลเองหรือเขียนเอง เมื่อสำนักพิมพ์มอบให้ ก็จะเก็บไว้เพียงเล็กน้อย ส่วนใหญ่จะมอบให้โรงเรียนที่มีโครงการรักการอ่าน หรือส่งผ่านไปยังแหล่งที่ขาดแคลน เช่น โรงเรียนห่างไกลหรือเรือนจำ
ในช่วงยี่สิบปีก่อนเกษียณ ท่านได้ร่วมกับชมรมมิตรห้องสมุด มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดโครงการที่ชื่อว่า ‘มอบหนังสือแทนใจให้บัณฑิต’ เป็นการรณรงค์ให้ผู้ร่วมงานวันรับพระราชทานปริญญาบัตร ซื้อหนังสือราคาพิเศษมอบให้กับบัณฑิตแทนดอกไม้ เพราะหนังสือมีคุณค่าที่ยาวนานกว่า และหนังสือบางเล่มที่บัณฑิตได้รับในวันนั้น ก็ถูกส่งต่อไปยังกล่องบริจาคของชมรมอีกทอดหนึ่ง
อีกโครงการที่ ดร.ถนอมวงศ์ ปลุกปั้นมายาวนานกว่า 40 ปี คือโครงการหนังสือฟรีในชื่อ ‘ศิลปศาสตร์ส่งเสริมการอ่านและพัฒนาห้องสมุดโรงเรียนชนบท’ ท่านประกาศรับหนังสือที่คนไม่ใช้แล้วมาบริจาค หนังสือที่ได้รับจะถูกคัดแยก ทำความสะอาด แยกประเภท และจัดส่งไปยังโรงเรียนในพื้นที่ขาดแคลน
“หนังสือที่คุณไม่เอาแล้ว หนังสือที่คุณตัดใจแล้ว หนังสือที่คุณไม่มีที่จะวาง ลูกก็ไม่อ่าน ยกมรดกให้ก็ไม่เอา… หนังสือจะไปกองที่ไหน ครูก็บอกไปยังคนธรรมศาสตร์แล้วก็คนภายนอกด้วยว่า เอามานี่”
เมื่ออยากรู้ว่าอาจารย์ส่งต่อหนังสือไปเยอะไหม “…ก็เป็นแสน(เล่ม)น่ะ หนังสือที่รักบริจาคมากที่สุดคือหนังสือธรรมะซึ่งส่วนใหญ่ได้ฟรี เพราะอ่านแล้วก็มีเขาก็มาแจกอีกไม่รู้จะกองไหน บอกเอามา ครูมีที่ให้หนังสือเหล่านี้ไปสู่ที่ชอบที่ชอบ แล้วพอมาถึงถ้ามันสกปรกทำความสะอาด แยก(ประเภท)ให้เสร็จสรรพเรียบร้อย แล้วเรียกเจ้าหน้าที่มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก เขามีโครงการไปช่วยโรงเรียนที่ขาดแคลนและกระทั่งในเรือนจำ”
อีกหนึ่งในกลุ่มเป้าหมายที่ ดร.ถนอมวงศ์ ใส่ใจมากเป็นพิเศษคือผู้ต้องขังในเรือนจำ เพราะท่านเชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยที่ต้องโทษทางอาญา อาจไม่ได้มีโอกาสในการเรียนรู้หรือถูกปลูกฝังนิสัยรักการอ่านตั้งแต่ยังเล็ก การมอบหนังสือให้คนเหล่านี้อ่าน อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงภายในใจ ที่จะส่งผลต่อพฤติกรรมภายนอกในระยะยาว
ด้วยวัย 76 ปี เมื่อถูกถามว่า จะยังทำงานส่งเสริมการอ่านต่อไปอีกนานแค่ไหน ดร.ถนอมวงศ์ ตอบอย่างหนักแน่นว่า หลักการของท่านคือการทำในสิ่งที่ควรทำ แม้จะเป็นสิ่งที่ไม่ค่อยมีใครทำก็ตาม ขณะที่คนในวัยเดียวกันบางคนเลือกจะเลี้ยงหลาน เล่นหุ้น หรือเดินทางท่องเที่ยว ท่านกลับเลือกใช้โอกาสในการเดินทางเพื่อแวะดูโรงเรียน วัด หรือพิพิธภัณฑ์ เพื่อสำรวจว่าตนจะช่วยพัฒนาอะไรได้บ้าง

เส้นทางชีวิตของ ดร.ถนอมวงศ์ ล้ำยอดมรรคผล คือการเดินทางที่ชัดเจนและมั่นคง เป็นเส้นทางของคนที่ไม่เพียงแต่เชื่อมั่นในพลังของการอ่าน หากแต่ลงมือเปลี่ยนแปลงโลกด้วยหนังสือเล่มแล้วเล่มเล่า ในแต่ละก้าวย่าง ท่านได้จุดประกายความหวังให้แก่ผู้อื่นด้วยตัวหนังสือ ขณะที่ตัวท่านเองยังคงทำในสิ่งที่ควรทำต่อไป โดยไม่ต้องรอให้ใครเรียกร้องหรือยกย่อง
ที่มา
เว็บไซต์ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก จาก booksforkidsthailand.org (Online)
เว็บไซต์ มติชนออนไลน์ จาก www.matichon.co.th/ (Online)
เว็บไซต์ Thai PBS จาก www.thaipbs.or.th (Online)
เว็บไซต์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดย ดร.ถนอมวงศ์ จาก www.tu.ac.th (Online)
คณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ จากโครงการศิลปศาสตร์ส่งเสริมการอ่านและพัฒนาห้องสมุดโรงเรียนชนบท. www.arts.tu.ac.th (Online)

