หากใครเคยผ่านตากับศิลปะร่วมสมัยที่ผสมงานศิลป์กับเทคโนโลยีและยั่วล้อกับพื้นที่จนเอาผู้ชมอย่างเราหลงใหล เช่นผลงานของกลุ่มศิลปิน TeamLab ของญี่ปุ่นคงจะพอเห็นภาพว่าการสร้างศิลปะร่วมสมัยในปัจจุบันนั้นไม่ง่าย เพราะนอกจากแง่มุมทางศิลปะแล้ว ศาสตร์การออกแบบด้านเทคโนโลยีเองก็มีส่วนอย่างยิ่งในการสร้างประสบการณ์ของผู้เข้าชม
กว่าที่เราจะได้เดินชมสวนดอกไม้ที่สร้างจากภาพกราฟิกทั้งหมด หรือเดินเล่นบนน้ำตกที่ดูออกว่าเป็นผลงานของคอมพิวเตอร์ล้วนๆ จากห้องสู่ห้อง ทีมเบื้องหลังต้องทำอะไรบ้าง แล้วทำไมศิลปะแบบล้ำสมัยแบบนี้ถึงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ
การสร้างงานศิลปะยุคใหม่ที่กระทบใจผู้คนต้องผสมทั้งศาสตร์และศิลป์ ต้องมีทั้ง ‘ทีม’ และ ‘ห้องปฏิบัติการ’ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายนักหากจะเริ่มต้นจากศูนย์
เรารู้จักไต้หวันในฐานะศูนย์กลางนวัตกรรมการผลิตไมโครชิประดับโลก แต่ความเป็นอู่เทคโนโลยีล้ำสมัยอาจยังไม่ถ่ายทอดมาถึงแวดวงศิลปะ หรือไม่ก็เพราะเรายังไม่คุ้นเคย
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2018 เฉิง ลี่ฉวิน (Cheng Li-chiun) รัฐมนตรีกระทรวงวัฒนธรรมในเวลานั้นจึงเดินหน้าผลักดันโครงการห้องปฏิบัติการทางวัฒนธรรม หรือ C-LAB ผ่านมูลนิธิศิลปะมีชีวิตแห่งไต้หวัน (Taiwan Living Arts Foundation) โดยมีจุดประสงค์หลักให้ที่นี่เป็นพื้นที่ชั้นนำในการพัฒนาวัฒนธรรมศิลปะร่วมสมัยในไต้หวัน โดยมี “นวัตกรรม” เป็นแก่นและทิศทางหลัก สร้างทัศนวิสัยแห่งความเป็นไปได้ในการเป็นพื้นที่เชิงทดลองผ่านการทำงานกับเครือข่ายระดับโลก ทั้งยังเป็นศูนย์บ่มเพาะให้กับเหล่านักสร้างสรรค์ทั้งหลาย
“C-LAB โดดเด่นในสองมิติคือวิธีการเชิงทดลองที่ไม่มีถูกหรือผิดและการเปิดกว้างต่อสาธารณะ โครงการนี้ขับเคลื่อนด้วยความต้องการและความจำเป็นของผู้คนตั้งแต่เริ่มนับหนึ่งในกระบวนการปรับปรุงพื้นที่เพื่อให้ได้สิ่งที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานมากที่สุด” เธอกล่าวในพิธีเปิดโครงการ C-LAB เมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2018
“เราคาดหวังว่าสถานที่แห่งนี้จะเป็นพื้นที่ทดลองที่ขยายการมีส่วนร่วมของสาธารณะสำหรับกิจกรรมเชิงวัฒนธรรม”
C-LAB จึงเปรียบเสมือนพื้นที่ร่วมสมัยที่สอดประสานระหว่างศิลปะ เทคโนโลยี และสังคม โดยมองว่าตัวเองคือสถาบันศิลปะและวัฒนธรรมรูปแบบใหม่ โดยยึดหลักการ “จากศูนย์ถึงหนึ่ง” ที่เปลี่ยนจากความคิดสร้างสรรค์เป็นผลงานต้นแบบ ก่อนจะขยายผล “จากหนึ่งถึงอนันต์” ที่เปลี่ยนผลงานต้นแบบเพื่อป้อนเข้าสู่วัฒนธรรมร่วมสมัย

อันดับแรกคือการลบภาพจำ
ก้าวแรกของ C-LAB คือการสร้าง ‘สถานที่’
กระทรวงวัฒนธรรมไต้หวันมอบพื้นที่อาคารกลางกรุงไทเปสำหรับใช้สร้างระบบนิเวศทางศิลปะแห่งอนาคต โดยแรกเริ่มเดิมทีอาคารแห่งนี้เป็นสถาบันวิจัยอุตสาหกรรมในยุคที่ไต้หวันตกอยู่ใต้อาณานิคมของญี่ปุ่น แต่ถูกแปลงสภาพเป็นศูนย์บัญชาการกองทัพอากาศหลังจากสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ก่อนที่จะถูกทิ้งร้างตั้งแต่ปี 2012 เป็นต้นมา จึงสามารถเรียกได้ว่าพื้นที่ของ C-LAB มีบทบาทมากมายหลากหลายในหน้าประวัติศาสตร์
ดังนั้น…ในเมื่อภาพจำแรกเริ่มของสาธารณชนคืออาคารทางการทหารลึกลับหลังกำแพงสูงขนาด 40 ไร่ใจกลางเมือง งานแรกของ C-LAB จึงเป็นการลบภาพในความทรงจำเก่าๆ ของผู้คน แล้วเปลี่ยนมันให้กลายเป็นพื้นที่ศิลปะที่มีชีวิต สดใหม่ ใครๆ ก็อยากเข้ามาเยี่ยมชมใช้งาน
พวกเขาสร้างโอกาสจากอุปสรรคโดยการเชิญชวนเหล่าศิลปินมาทำการสำรวจทางวัฒนธรรมและทางประวัติศาสตร์เพื่อเปลี่ยนนิยามของ “พื้นที่” แห่งนี้เสียใหม่ เริ่มจาก Alternative Guide of Time and Site Archive ที่ผสมผสานวัตถุ เรื่องเล่า ภาพถ่าย ข้อความ และเสียงจากหน้าประวัติศาสตร์ของพื้นที่แห่งนี้มาจัดเป็นนิทรรศการ ตามมาด้วยนิทรรศการอย่าง Re-Base: When Experiments Become Attitude แปลเก๋ๆ ได้ว่า เมื่อการทดลองกลายเป็นทัศนคติ ที่ใช้สื่อผสมทั้งเทคนิคพิเศษทางภาพ วรรณกรรม และสื่อใหม่ เช่น ผลงาน Sleep 79 โดย เชียง ชูลี (Shu Lea CHEANG) และ แมทธิว ฟูลเลอร์ (Matthew Fuller) ที่นำที่นอนมาวางเรียงราย เชื้อเชิญให้ผู้เยี่ยมชมเข้ามานอนพักตอนกลางวัน เพื่อนำเสนอปัญหาเรื่องการนอนไปจนถึงกิจกรรมการอ่านนิทานก่อนนอน
การจัดนิทรรศการเป็นไฟล์ทบังคับของพื้นที่ลักษณะนี้อยู่แล้ว แต่โจทย์ต่อไปแทบจะในทันทีของ C-LAB คือการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับสาธารณะ สร้างประสบการณ์ผ่านเทคโนโลยีที่มนุษย์สัมผัสและรู้สึกได้จริงเหมือนศิลปะที่ศิลปินใช้มือหยิบพู่กันวาดหรือสเก็ตช์ภาพ C-LAB จึงจัดเวิร์กช็อปสร้างสรรค์ งานดนตรี และฉายภาพยนตร์เพื่อเชื้อเชิญให้คนในละแวกนั้นเข้ามาเยี่ยมชนพื้นที่เสียใหม่ เปลี่ยนพื้นที่ซึ่งเคยปิดตายให้กลายเป็นประสบการณ์ร่วมทางวัฒนธรรม พร้อมทั้งรังสรรค์สนามเด็กเล่นที่ทุกคนสามารถเข้ามาร่วมทดลอง
จุดเปลี่ยนเชิงสัญลักษณ์คือการทุบทำลายกำแพงในปี 2019 พร้อมกับปรับปรุงสภาพพื้นที่โดยรอบเพื่อเปลี่ยนเป็นลานศิลปะในชื่อโครงการ Wonderland ซึ่งผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมเชิงทดลอง การออกแบบสีที่สอดคล้องกับสิ่งแวดล้อม และงานศิลปะจัดวางบนภูมิทัศน์
ผลงานที่โดดเด่นจากโปรเจกต์นี้คือ Brick Circle โครงสร้างวงกลมที่สร้างขึ้นจากเศษซากกำแพงของ C-LAB ที่ถูกทุบทำลาย สุดท้ายได้ถูกนำมาเชื่อมร้อยกันด้วยกรรมวิธีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมภายใต้โครงการที่ทำร่วมกันกับโปรเจกต์สถาปนิก
Carpet โปรเจกต์สำรวจสีสันในสิ่งแวดล้อมร่วมกันกับสตูดิโอดีไซน์ City Yeast โดยพวกเขาจะพัฒนาเฟอร์นิเจอร์รูปทรงเรียบง่าย แต่ใช้สีที่แตกต่างไปจากสีสันของภูมิทัศน์เดิมของ C-LAB (สีแดง เขียว และเทา) นั่นคือสีฟ้าและเหลืองสดใส แล้ววางเฟอร์นิเจอร์ให้กระจายรอบอาคาร เพื่อกระตุ้นให้ผู้เข้าชมหลุดออกจากคอนเซ็ปต์ของสิ่งของในรูปแบบดั้งเดิม
Rolling Plan งานศิลปะที่ชวนชุมชนมามีส่วนร่วมด้วยการถักสานไม้ไผ่จนกลายเป็นลูกบอลทรงกลมขนาดยักษ์ 5 ลูกซึ่งเป็นกิจกรรมที่รื้อฟื้นเทคนิคเก่าแก่และร่วมสร้างสรรค์กับชุมชน
แต่แน่นอนว่าพื้นที่อย่างเดียวคงไม่เพียงพอ เพราะการสร้างสำนึกทางศิลปะรูปแบบนี้ในใจของคนไต้หวันหรือชาวต่างชาติต้องอาศัยบรรดาศิลปินและความร่วมมือจากอีกหลากหลายฝ่ายทั้งในและนอกประเทศ


พื้นที่สร้างสรรค์ปลุกปั้นศิลปินผ่านแพลตฟอร์ม
C-LAB ดำเนินงานคล้ายกับวิทยาลัยโดยเปิดพื้นที่ให้เหล่าศิลปินและผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ รวมทั้งสร้างสรรค์ผลงานเชิงทดลองที่กล้าและบ้าบิ่นภายใต้ชื่อโครงการสนับสนุนการสร้างสรรค์และวิจัย (Creation/Research Support Program) หรือ CREATORS โดยผลงานที่ส่งมาสามารถหลากหลายได้ตามปลายทางที่จินตนาการไปถึง จะเป็นภาพ เสียง สื่อผสม หรือรูปแบบอื่นใดก็ได้ เช่น การออกแบบท่าเต้น
เราเห็นโปรเจกต์เจ๋งๆ และล้ำจนคิดไม่ถึงมากมายจากศิลปิน/ครีเอเตอร์ชาวไต้หวัน เช่น Practices of Empathy with Microorganisms: Paramecia, Rotifers, Copepods, and Other Friends Living in Fresh Water ชื่อโครงการอาจจะน่าปวดหัวไปหน่อย แต่สรุปง่ายๆ คือเจ้าของโปรเจกต์นามว่า มาร์ค หวัง (Mark Wang) ศิลปิน/นักวิจัยด้านจุลินทรีย์ ทำงานร่วมกันกับนักวิทยาศาสตร์เพื่อเก็บจุลินทรีย์จากแหล่งน้ำในชีวิตประจำวันเพื่อพัฒนาวิดีโอ ประติมากรรม และศิลปะจัดวางเพื่อกระตุ้นการตอบสนองทางอารมณ์ของผู้ชม หรือ Temporary Clubhouse ที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นพื้นที่ในการแลกเปลี่ยนและรวมตัวของผู้ที่ประสบปัญหาสุขภาพจิตแบบชั่วคราว โดยทุกคนเป็นเอกเทศและสามารถบริหารจัดการกิจกรรมด้วยตัวเอง ท้าทายพื้นที่ลักษณะเดียวกันด้วยวิธีการแบบใหม่ๆ
นอกจากการให้ทุนสนับสนุนแล้ว C-LAB ยังทำงานเป็นแพลตฟอร์มสื่อเทคโนโลยีซึ่งเปิดตัวในปี 2020 โดยมีเป้าหมายเพื่อผสมผสานเทคโนโลยีล้ำสมัยกับวัฒนธรรม แพลตฟอร์มนี้คือพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างนักสร้างสรรค์และคนทำงานในอุตสาหกรรมทั้งในด้านสื่อผสมภาพและเสียง ปัญญาประดิษฐ์ ชีวศิลป์ และการสื่อสารอิเล็กทรอนิกส์
นอกจากนี้ C-LAB ยังมีห้องปฏิบัติการอย่างไต้หวันซาวด์แล็ป (Taiwan Sound Lab) ที่จับมือกับ IRCAM (Institut de Recherche et Coordination Acoustique/Musique) จากประเทศฝรั่งเศสซึ่งเน้นสร้างความร่วมมือด้านดนตรี การออกแบบทางเสียง และงานวิจัยด้านอคูสติก อีกทั้งยังสนับสนุนการถ่ายโอนด้านเทคโนโลยี การฝึกฝนนักประพันธ์ รวมถึงการวิจัยและพัฒนาร่วมกัน
หลักสูตร IRCAM Workshop จะคัดเลือกนักเรียนที่สนใจจากทั้งสองประเทศเข้ามาสัมภาษณ์ โดยนักเรียนจะได้ลงคอร์สออนไลน์น่าสนใจต่างๆ เช่น IRCAM computational music design รวมถึงยังได้เชิญศิลปินและนักแต่งเพลงที่ทำงานด้านเสียงเข้ามาใช้งานและสำรวจความเป็นไปได้ของโปรเจกต์ต่างๆ และยังจัดให้มีโครงการศิลปินพำนักระยะสั้นอีกด้วย
แต่ส่วนที่ทำให้ C-LAB โด่งดังในระดับโลก คือห้องปฏิบัติการฟิวเจอร์วิชัน (Future Vision Lab) ซึ่งปัจจุบันได้รับการยกระดับและเปลี่ยนชื่อเป็น เอฟวีแอลโดม (FVL Dome)
นี่คือห้องฉายผลงานศิลปะภาพและเสียงทรงโดมขนาม 15 เมตรที่สามารถเคลื่อนที่ได้ โดยได้รับการยกย่องว่าเป็นห้องฉายภาพยนตร์ทรงโดมที่โดดเด่นและล้ำสมัยที่สุดในเอเชีย แต่กว่าจะเดินมาถึงจุดนี้ ทีมนักพัฒนาก็ต้องฟันฝ่าอุปสรรคในทางเทคนิคมากมายไม่ว่าจะเป็นการปรับแต่งเทคนิคการฉายภาพลงบนพื้นผิวโค้งไปจนถึงกระบวนการเตรียมวิดีโอก่อนนำมาฉายเพื่อให้ได้ภาพ 360 องศาแบบไร้รอยต่อ
เอฟวีแอลโดมแห่งนี้กลายเป็นที่ต้องตาต้องใจของศิลปินจากทั่วโลกโดยการเป็นแพลตฟอร์มการนำเสนอศิลปะแบบที่ไม่มีใครเหมือน ในปี 2024 มีการฉายผลงาน 15 ชิ้นจากศิลปินทั่วโลก อาทิ ออสเตรเลีย บอสเนียและเฮอร์เซโกวีนา จีน เยอรมนี ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ และแน่นอนว่าโดมแห่งนี้ยังเปิดโอกาสเป็นสนามฝึกซ้อมแก่นักศึกษาภาควิชาการออกแบบการสื่อสาร มหาวิทยาลัยชิห์เจียน (Shih Chien University) อีกด้วย
โปรเจกต์ด้านการบ่มเพาะนักสร้างสรรค์แปดพันรูปแบบของ C-LAB ยังไม่หมด เพราะในโลกแห่งภาพเคลื่อนไหว เอไอ และเทคโนโลยี
C-LAB ยังมีพื้นที่สำหรับฝึกสอนแอนิเมเตอร์ โดยจัดพื้นที่อาคารสำหรับสามชั้นไว้เพื่อให้แอนิเมเตอร์ฝีมือดีในไต้หวันสามารถใช้สอยได้ตามสะดวก ทั้งสตูดิโอจับความเคลื่อนไหว ห้องเรียน พื้นที่ศิลปะ และสำนักงานซึ่งออกแบบมาพร้อมสรรพสำหรับทุกขั้นตอนในการผลิตแอนิเมชัน C-LAB ยังจับมือกับสมาคมแอนิเมชันและเทคนิคพิเศษทางภาพแห่งไต้หวัน (Taiwan Animation & VFX Association) ทั้งในด้านการอบรม ให้คำปรึกษาทางกฎหมาย รวมทั้งเป็นสะพานเชื่อมเหล่าแอนิเมเตอร์กับนักลงทุน
ทั้งหมดนี้คือแพลตฟอร์ม “บางส่วน” ที่ C-LAB มอบให้กับศิลปินเพื่อผลิตสื่อสำหรับศิลปะร่วมสมัย จนเกิดเป็นผลงานมากมายที่หลายชิ้นโด่งดังในระดับโลก



นับหนึ่งในพื้นที่ซึ่งเปิดกว้างให้ทดลอง
C-LAB ขับเคลื่อนไปด้วยงานเทศกาล โดยแต่ละเทศกาลจะมแนวทางที่แตกต่างกันโดยปรับเปลี่ยนธีมในแต่ละปี ต่อจากนี้จึงเป็นความพยายามของเราที่จะเขียนอธิบายถึงจุดมุ่งหมายและแนวคิดของนิทรรศการแต่ละสไตล์ของที่นี่ (แบบไม่ละเอียดทุกกระเบียดนิ้ว) โดยที่เข้าใจดีว่า การอธิบายคอนเซปต์ที่ซับซ้อนผ่านวิธีการนำเสนอที่ซับซ้อนกว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่ซับซ้อนจริงๆ นั่นแหละ!
แต่ในเมื่อนี่คือการเล่าถึงอนาคตและการตีความศิลปะยุคสมัยใหม่ ก็ไม่เสียหายที่จะมาเริ่มทดลองไปด้วยกัน
หนึ่งในเทศกาลที่โดดเด่นไม่เหมือนใครของ C-LAB คือเทศกาลเล่นศิลป์ (Play Arts Festival) ที่จัดมาต่อเนื่องมาตั้งแต่ปี 2018 โดยในปี 2024 ที่ผ่านมาจัดในช่วงเวลาเดียวกับการแข่งขันโอลิมปิกฤดูร้อน ซู หงไค (Hsu Hung kai) คิวเรเตอร์จึงหยิบจับคำขวัญของการแข่งขันโอลิมปิกที่ว่า “faster, higher, stronger (เร็วขึ้น สูงขึ้น และแกร่งขึ้น)” เพื่อเชิญชวนเหล่าศิลปินมาเอาชนะกำแพงของตัวเอง
แน่นอนว่าเมื่อเป็นเทศกาลแห่งการเล่น เด็กๆ ย่อมขาดไม่ได้จากสมการ Kidult Hub: DIY Amusement Park, Children’s Visual Space Workshop เชิญชวนผู้ปกครองร่วมกับลูกหลานเพื่อออกแบบสวนสนุกในฝัน ในขณะเดียวกัน เหล่าศิลปินก็ชวนเด็กๆ มาร่วมทำเสียงดนตรีประกอบจังหวะในกิจกรรม Make Some Noise! Parent Child Percussion Playtime ที่เปลี่ยนวัตถุต่างๆ ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นเครื่องเคาะจังหวะ สร้างพื้นที่ให้ทุกคนสร้างศิลปะได้โดยไม่จำกัดอายุ
ส่วนศิลปินคนอื่นๆ ก็ต่างเตรียมผลงานแสดงสดสุดล้ำ เช่น Restart from Checkpoint? ที่มอบโอกาสให้ผู้ชมส่งคำสั่งให้ศิลปินทำตามเหมือนกับการเล่นเกม หรือ Tree Hole Duet – Here We Are, Summertime! ต้นไม้ที่เชิญชวนให้คนไปกระซิบความลับของตนเองแล้วรอรับชมความลับนั้นถูกแปลงให้เป็นการแสดงละครเวที รวมถึงการแสดงในธีมที่สุด เช่น “the loneliest (เหงาที่สุด)” “the worst (เลวร้ายที่สุด)” และ “the most evil (ชั่วร้ายที่สุด)” ตามการตีความของเหล่านักแสดง
อีกนิทรรศการที่โดดเด่นคือนิทรรศการประจำปี Sounds of Babel นิทรรศการประจำปีนี้ที่เพิ่งจบลงไปไม่นาน ธีมงานเน้นเรื่องภาษา การสื่อสาร และตัวตน โดยมีเป้าหมายเพื่อทำความเข้าใจ “หลากหลายเสียง (polyphony)” ในสังคม โดยผลงานมีตั้งแต่การรื้อสร้างตัวตนเชิงเชื้อชาติ บอกเล่าประสบการณ์สะเทือนใจ การตีความทางวัฒนธรรม ไปจนถึงโฆษณาชวนเชื่อทางการเมืองในช่วงใกล้สิ้นสุดสงครามเย็น
ยิ่งไปกว่านั้น นิทรรศการนี้จัดแสดงผลงานชิ้นเอกของศิลปินจากหลายชาติ ตั้งแต่ Vietnam the Movie โดยเหงียน ตรินห์ ตี (Nguyen Trinh Thi) ซึ่งเป็นคลิปวิดีโอที่ถ่ายทอดประวัติศาสตร์เวียดนามตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 1950 ไปจนถึงปลายทศวรรษที่ 1970
ผลงานชิ้นนี้ไม่ใช่ประวัติศาสตร์ธรรมดา แต่ร้อยเรียงเรื่องราวผ่านสายตา ‘คนนอก’ ที่มองเวียดนามเป็นศัตรูตั้งแต่ภาพยนตร์ฮอลลีวู้ดฟอร์มใหญ่ไปจนถึงผลงานของศิลปินต่างๆ ที่กล่าวถึงเวียดนาม
อีกหนึ่งผลงานที่น่าสนใจคือ Take Over โดยอองรี ซาลา (Anri Sala) ที่ผสมผสานสองวิดีโอที่ถ่ายทอดนิ้วมือกำลังเล่นเปียโนสองเพลงที่มีนัยทางการเมืองพร้อมกัน นั่นคือ มาร์กเซย (Marseillaise) เพลงแห่งการปฏิวัติฝรั่งเศสที่ถูกนำไปใช้แทนการสู้รบกับอำนาจที่กดทับประชาชน และอินเตอร์เนชันแนลี (Internationale) ที่เปรียบเสมือนเพลงของแนวร่วมสังคมนิยม
แต่คงไม่มีเทศกาลไหนที่สะท้อนความเป็น C-LAB ได้ดีไปกว่าเทศกาลสื่อผสมแห่งอนาคต (Future Media FEST) ซึ่งในปีที่ผ่านมาจัดขึ้นในธีมภาวะเอกฐาน (Singularity) โดยวู ดาร์ควน (Wu Dar-Kuen) คิวเรเตอร์ประจำเทศกาลตั้งคำถามกับศิลปินว่า ความสามารถในการสร้างสรรค์ของปัญญาประดิษฐ์ จะบั่นทอนเอกลักษณ์ของศิลปินมนุษย์ลงหรือไม่ โดยแบ่งคำตอบออกเป็น 4 บท
บทแรก Flowing Anchor ตั้งคำถามโดยอ้างอิงจากวิวัฒนาการของเอไอ ว่าพัฒนาการของเทคโนโลยีนั้นส่งผลกระทบต่อความรู้ วัฒนธรรม และการรับรู้ของมนุษย์อย่างไร หยวน โกอัง-หมิง (Yuan Goang-Ming) ศิลปินชาวไต้หวันนำเสนองานที่ชื่อว่า Flat World ซึ่งคัดเลือกภาพจากฐานข้อมูลภาพถ่ายริมถนนจากกูเกิลสตรีทวิวทั่วโลก นำมาร้อยเรียงกันเป็นภูมิทัศน์กว้างใหญ่ไร้จุดจบ สะท้อนให้เห็นถึงการรับรู้ทางภูมิศาสตร์ของมนุษย์ที่เปลี่ยนไปภายใต้แรงผลักของเทคโนโลยี
บทที่สองชื่อว่า Transformation of Creativity ว่าด้วยความคิดสร้างสรรค์ยุคใหม่ที่มีเอไอในฐานะผู้ร่วมสร้างผลงาน Co Infinite 3.0 โดยไฮเปอร์เคอร์เรนท์ (HYPER CURRENT) ใช้ปัญญาประดิษฐ์ถอดประกอบภาพที่เราคุ้นชินในชีวิตประจำวัน ทั้งภาพธรรมชาติ พื้นที่ทางสถาปัตยกรรม และการแสดงอารมณ์ความรู้สึกบนใบหน้า แล้วนำมาสร้างเป็นผลงานที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยและแปลกแยก สะท้อนว่าเอไอกำลังเปลี่ยนความหมายของความจริงผ่านอัลกอริธึม
บทที่สาม Creator’s Insight ถ่ายทอดมุมมองของศิลปินผ่านการใช้เทคโนโลยีล้ำสมัย ในส่วนนี้มีหลายผลงานที่น่าสนใจ ตั้งแต่บทสนทนากับเอไอว่าด้วยประวัติศาสตร์ปรัชญาของหุ่นยนต์และอินเทอร์เน็ต การสร้างอวาตาร์ในโลกเสมือนเพื่อสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างสังคมที่จับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและเหล่าแรงงาน หรือแม้กระทั่งสร้างโลกยูโทเปียดิจิทัลขึ้นมาด้วยโปรแกรมที่ใช้ในการสร้างเกม
และบทสุดท้าย AI Ongoing บอกเล่าความเป็นไปได้และความท้าทายที่มากมายไร้ที่สิ้นสุดจากเทคโนโลยีแห่งอนาคต
มนุษย์ยุคปัจจุบันกำลังอยู่บนทางแยกสำคัญในการพัฒนาปัญญาประดิษฐ์ที่อาจยกระดับมนุษยชาติไปอีกขึ้น แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องสร้างภูมิคุ้มกันให้พร้อมรับมือเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างก้าวกระโดด ในบทนี้จะเดินเรื่องโดยทีมงานแทคทิคัลเทค (Tactical Tech) องค์กรไม่แสวงหากำไรข้ามชาติที่จะมาแบ่งปันแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันดังกล่าว พร้อมกับสร้างแนวร่วมเพื่อออกแบบสังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมในอนาคตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี
ตัวอย่างเหล่านี้สะท้อนได้เป็นอย่างดีถึง ‘ศิลปะร่วมสมัย’ ที่ผสมผสานเทคโนโลยีเพื่อตั้งคำถามต่อประเด็นสังคม สิ่งแวดล้อม ประวัติศาสตร์ และการเมือง ในขณะเดียวกันประเด็นดังกล่าวก็อาจเป็นเรื่องที่ใหม่มากๆ จนศิลปินต้องทำงานร่วมกับนักวิจัยจากหลากหลายศาสตร์เพื่อขบคิดและตั้งคำถามให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น แต่ทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากขาดเครือข่ายระดับโลกที่มาร่วมทำงานใน C-LAB




จากหนึ่งถึงอนันต์ สร้างเครือข่ายวัฒนธรรมร่วมสมัยจากทั่วโลก
สำหรับ C-LAB การมีพื้นที่เชิงกายภาพนั้นสำคัญอย่างแท้จริง
C-LAB นับเป็นแรงกระเพื่อมสำคัญในแวดวงศิลปะร่วมสมัยของไต้หวัน จากความสำเร็จในกลางกรุงไทเป มูลนิธิศิลปะมีชีวิตแห่งไต้หวันจึงขยายผลออกไปยังนครหัวเหลียนฝั่งตะวันออกของไต้หวัน (Hualien Cultural & Creative Industries Park) โดยเปลี่ยนโรงบ่มไวน์ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานให้กลายเป็นพื้นที่เพื่องานสร้างสรรค์และวัฒนธรรม ส่วนฝั่งตะวันตกก็มีพื้นที่คล้ายกันในนครเจียอี้ (Chiayi Cultural & Creative Industries Park) โดยชุบชีวิตโรงกลั่นสุราดั้งเดิมให้กลับมามีสีสัน โดยทั้งสองแห่งมีการดำเนินงานคล้ายกับ C-LAB โดยมีการจัดนิทรรศการ เทศกาล ตลาดนัด และการแสดงสดต่างๆ เวียนมาให้ชมตลอดทั้งปี
นอกจากนี้ C-Lab ยังมีสารพัดโครงการที่พาศิลปินจากต่างประเทศเข้ามาเรียนรู้ในไต้หวัน และส่งศิลปินจากไต้หวันไปแสวงหาประสบการณ์ในต่างแดงยังผูกสัมพันธ์กับหน่วยงานต่างประเทศ เช่น การลงนามบันทึกข้อตกลงกับศูนย์วิจัยศิลปะแห่งชาติ (National Center for Art Research) โดยมีโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างประเทศชื่อว่า “Curator Academy” ในปี 2025 เปิดโอกาสให้คิวเรเตอร์หน้าใหม่ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้จากประสบการณ์ของประเทศญี่ปุ่น รวมทั้งความสัมพันธ์แข็งแกร่งกับ IRCAM ที่ร่วมพัฒนาไต้หวันซาวด์แล็ปโดยมีโครงการแลกเปลี่ยนและการทำวิจัยร่วมกันอย่างต่อเนื่อง
แต่เรือธงที่ทำให้ C-Lab โด่งดังบนเวทีโลกคือเจ้าเอฟวีแอลโดม ที่นอกจากจะใช้จัดแสดงงานศิลปินทั่วโลกแล้ว C-Lab ยังจับมือเพื่อพัฒนาโดมฉายผลงานศิลปะเช่นนี้กับสมาคมเพื่อศิลปะและเทคโนโลยี (Society for Arts and Technology) หรือ SAT จากประเทศแคนาดาซึ่งเป็นแนวหน้าในการออกแบบประสบการณ์ศิลปะรูปแบบโดมเช่นกัน โดย SAT นั้นดำเนินการโดมฉายศิลปะโดยใช้ชื่อว่า “ซาโตสเฟียร์ (Satosphere)” มายาวนานนับทศวรรษ การร่วมมืออย่างเป็นทางการย่อมกรุยทางเทคโนโลยีและศิลปะให้ก้าวหน้าไปอีกขั้น
วันนี้ C-Labs เดินทางมาไกลจากอาคารกลางเมืองที่ถูกทิ้งร้างสู่สนามเด็กเล่นและพื้นที่เรียนรู้ของศิลปะร่วมสมัยซึ่งเป็นที่รู้จักของศิลปินจากทั่วโลกภายใต้การผลักดันของกระทรวงวัฒนธรรมที่สนับสนุนพื้นที่และเงินทุน แต่ไม่เข้ามายุ่มย่ามการบริหารจัดการเพื่อให้ความคิดสร้างสรรค์เติบโต
เครือข่ายที่ขยายใหญ่ในวันนี้อาจมาไกลจากศูนย์ แม้ว่ามันยังคงห่างไกลจากเป้าหมายที่อนันต์ แต่เป้าหมายดังกล่าวก็บ่งบอกเราว่า C-Labs พร้อมจะเรียนรู้ ดัดแปลง สร้างสรรค์ ปรับตัวไปพร้อมกับเทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างไร้ที่สิ้นสุด

ที่มา
บทความ “About C-LAB” จาก clab.org.tw (Online)
บทความ “C-LAB Taiwan Contemporary Culture Lab – Urban Art Park” จาก landezine.com (Online)
บทความ “C-LAB launches six-year program to spur cultural experiments” จาก moc.gov.tw (Online)
บทความ “C-LAB’s Outdoor “Wonderland” – Exchanges, Fantasy, and Co-Creation” จาก clab.org.tw (Online)
บทความ “Creating a Welcoming Circular Structure: Record of the Experimental Architecture Project” จาก mag.clab.org.tw (Online)
บทความ “With to Without Walls: C-LAB’s Open New Look” จาก mag.clab.org.tw (Online)
บทความ “2024 Play Arts Festival-Extending the Spirit of the Games through Art Performance Groups Take On the Extreme” จาก clab.org.tw (Online)
บทความ “Sounds of Babel” จาก clab.org.tw (Online)
บทความ “2024 Future Media FEST- Singularity” จาก art-it.asia (Online)
บทความ “C-LAB and SAT Sign MOU: Taiwan and Canada Open a New Chapter in Immersive Dome Collaboration” จาก clab.org.tw (Online)
Cover Photo: C-LAB





