จะเรียกว่า ‘โชคชะตา’ หรือ ‘ความบังเอิญ’ ก็ตาม สิ่งนี้ส่งอิทธิพลต่อชีวิตของเราอย่างมหาศาล เราไม่เพียงถูกโยนลงมายังโลกใบนี้ตามความคิดของอัตถิภาวนิยม แต่ยังถูกโยนลงมายังมหาสมุทรแห่งความเป็นไปได้อันไม่สิ้นสุดของโชคชะตา
เซเนกา นักปรัชญาสโตอิกกล่าวไว้เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนว่า
“โชคชะตานำพาผู้ที่พร้อมจะเดินไปและลากผู้ที่ไม่ยอมไป”
และดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะถูกโชคชะตาลากไปมากกว่านำพาไป ต่อให้โชคชะตานั้นจะโชคดีเพียงใดก็ไม่ได้การันตีได้ว่าผู้รับจะสามารถจัดการกับมันได้ มันยืนยันพลังอันจำกัดของเราในการรับมือกับโชคชะตาและผลลัพธ์ของมัน
คุณน่าจะเคยได้ยินคำพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า โอกาสถูกหวยรางวัลที่ 1 ก็พอกับการถูกฟ้าผ่านั่นแหละ ผมคิดตามว่าถ้าอย่างนั้น คนถูกหวยก็อาจเรียกว่าโชคร้ายเหมือนกับที่คนถูกฟ้าผ่าถือว่าโชคดี ชีวิตนี่ช่างเอาแน่เอานอนไม่ได้เสียเลย ฟากฟ้าส่งความสุข ความเศร้า โชคดี โชคร้าย ชีวิต และความตาย ฯลฯ หลายครั้งสิ่งที่ตกลงมาใส่เรามักไม่ใช่สิ่งที่เราร้องขอ ส่วนสิ่งที่เราร้องขอกลับไม่ยอมตกลงมา
เฉกเช่นหกชีวิตในเรื่อง ‘สรรพสิ่งร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า’ หรือ ‘Taivaalta Tippuvat Asiat’ นวนิยายขนาดพอดีและกลมกล่อมจากประเทศฟินแลนด์ เขียนโดย Selja Ahava เป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องไม่น่าจะจริง เรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติกับเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เวลาอ่านผมจึงเกิดความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในม่านหมอกบางๆ คล้ายเทพนิยาย
เรื่องราวเริ่มต้นด้วยมุมมองของซาร่ะ เด็กหญิงผู้เก็บงำความเฉลียวฉลาด ขี้สงสัย ชอบตั้งคำถาม มีมุมมองแปลกป่วน และคิดว่าตัวเองมีเซลล์สมองสีเทาเหมือนยอดนักสืบแอร์กูล ปัวโรต์ แถมชอบเล่านิทานให้ผมฟังซึ่งมักชวนปวดหัวและคาดเดาไม่ได้ว่าตอนจบเป็นอย่างไร
ซาร่ะอาศัยอยู่ที่บ้านซาหานปูรูตาโลกับพ่อและแม่อย่างมีความสุข แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งบางสิ่งบางอย่างก็ร่วงหล่นมาจากท้องฟ้าใส่แม่ของเธอ ผมพยายามพลิกหน้าหนังสือกลับไปมาก็ยังหาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้ว่าอะไรกันแน่ที่ตกใส่ รู้เพียงว่าแม่ของซาร่ะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากบางสิ่งตกใส่ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้
หลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป…
ไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร มันไม่ได้ตกใส่แม่ของซาร่ะคนเดียว มันตกใส่ตัวเธอ เปกกา-พ่อของเธอ และป้าของเธอด้วย ชีวิตเปกกาเสียศูนย์ โชคยังดีที่ป้าอันนุเป็นมหาเศรษฐีเจ้าของคฤหาสน์เฟอร์สตูรก็อร์ดหลังใหญ่โต มีห้องมากมาย แต่มีแค่ป้าอันนุอาศัยอยู่คนเดียว
ป้าอันนุซื้อคฤหาสน์หลังนี้ไม่นานนักหรอก ซื้อแบบสบายๆ ด้วย เพราะเธอถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ได้เงินมาชนิดที่ใช้ทั้งชีวิตก็ไม่หมด ถ้าคุณอยู่ในฟินแลนด์ คุณจะมีโอกาส 1 ใน 18 ล้านถึง 61 ล้านที่จะถูกรางวัลใหญ่ และจะน้อยลงไปอีกกับโอกาสถูกรางวัลที่ 1 ถึงสองครั้งในช่วงเวลาที่ห่างกันไม่มาก ป้าอันนุคือคนประเภทนี้ คนที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 สองครั้ง
ป้าอันนุคิดว่าเธอถูกโชคชะตาเล่นตลกร้าย เธอสับสน เธอสติหลุด และหลับใหลไปนาน เมื่อฟื้นตื่นเธอก็ต้องการใครสักคนที่เหมือนเธอ เธออยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเธอ
ป้าอันนุเจอสารคดีโทรทัศน์เรื่องราวของชายคนหนึ่ง ฮามิช แมคเคย์ ชายผู้ถูกฟ้าผ่า 5 ครั้งแต่ไม่ตาย
อันนุและแมคเคย์คือขั้วตรงข้ามของตาชั่งแห่งโชคชะตา น่าแปลก! ในกรณีของทั้งสองความโชคดีและโชคร้ายหยิบยื่นความโดดเดี่ยวมาให้ ป้าอันนุอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ตามลำพังจนเกิดเรื่องขึ้นกับซาร่ะ ชาวประมงอย่างแมคเคย์ถูกคนในชุมชนมองเป็นตัวซวย นำความโชคร้ายมาสู่ และสงสัยว่าเขาเป็นพวกพ่อมดหมอผีหรือเปล่า

ด้วยเหตุนี้ โชคชะตาก็ได้ทำหน้าที่อันแปลกประหลาดของมันอีกครั้ง ทั้งคู่เป็นเพื่อนทางจดหมาย แลกเปลี่ยนพูดคุยสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เธอเล่าให้แมคเคย์ฟังว่า
“แต่แล้วดิฉันก็ถูกรางวัลเป็นครั้งที่สอง…ดิฉันไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าเรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว จู่ๆ ก็ดูเหมือนว่าความบังเอิญไม่น่าเพียงพอที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ดิฉันไม่มีความสุข ไม่ดีใจ ไม่รู้สึกใดๆ อีกต่อไป การถูกรางวัลครั้งที่สองพรากความสุขไปจากการถูกรางวัลครั้งแรกไปอย่างแปลกประหลาด” (หน้า 114)
“ดิฉันเป็นเป้าหมายของเรื่องตลกอย่างนั้นหรือ” (หน้า 115)
เธอต้องการคำอธิบาย แมคเคย์ไม่มีให้ เขาบอกว่าเธอต้องค้นหามันด้วยตนเอง จดหมายฉบับหนึ่งแมคเคย์เขียนตอบว่า
“ความว่างเปล่ามาเยือนผมเช่นกันในช่วงเวลาที่โดนฟ้าผ่า ผมจำอะไรไม่ได้เลยไปพักหนึ่ง ทุกสิ่งอย่างโดนลบออกไปหมด แล้วเมื่อกระแสไฟหมดไปแล้ว ความจำผมก็กลับคืนมาและความเจ็บปวดเริ่มโจมตี แต่ความว่างเปล่าที่เกิดจากฟ้าผ่าทำให้ผมวิงเวียน” (หน้า 120)
ไม่รู้สึกใดๆ อีกต่อไป-ความว่างเปล่า…
ถึงจุดหนึ่งการติดต่อของทั้งสองก็หยุดลง ส่วนชีวิตของเปกกาผู้ตรอมตรมขมขื่นเหมือนชีวิตไม่อาจกลับมาปกติได้ก็พบรักใหม่กับคริสตา หญิงผู้อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด เธอรู้สึกว่าความบังเอิญพาเธอมาอยู่ในตำแหน่งแห่งที่อันแปลกตา
เปกกาหวนคืนสู่บ้านซาหานปูรูตาโลพร้อมคริสตาและซาร่ะ เขาเริ่มบูรณะบ้านที่ถูกทอดทิ้ง ซ่อมแซมชีวิตแหว่งๆ วิ่นๆ โดยมีซาร่ะที่เติบโตขึ้นอีกนิดหน่อยคอยเฝ้าสังเกต
“จู่ๆ การย้ายกลับมาบ้านก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแม่แม้แต่น้อย ไม่มีการอ้างถึงหัวของแม่ที่หายไป…จู่ๆ พ่อก็เริ่มพูดถึงแม่ด้วยรูปประโยคอดีตกาล จู่ๆ พ่อก็เริ่มพูดถึงแม่ได้จริงๆ แบบปกติ”
ขณะที่ซาร่ะยังต้องเผชิญกับความทรงจำ วิญญาณของแม่เธอ เรื่องเล่า และนิทาน จินตนาการช่วยให้ซาร่ะสร้างที่ทางในบ้านเก่าหลังใหม่ได้อีกครั้ง สร้างความหมายให้ตัวเธอเอง เหมือนเธอกำลังเต้นรำอยู่บนความไม่แน่นอนของชีวิตเธอและคนรอบตัว
เราควบคุมชะตาชีวิตตนเองได้มากน้อยแค่ไหน? ทุกเหตุการณ์ในชีวิตถูกขีดเขียนไว้หมดแล้วใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นการใช้ชีวิตไปวันๆ ไร้ฝัน ไร้เป้าหมาย ก็เป็นเรื่องปกติ แล้วเราจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเราด้วยหรือเปล่า เราควรให้โชคชะตานำพาหรือฉุดลาก ผมเองก็ไม่รู้
ลาคีซิส (Lachesis) หนึ่งในสามพี่น้องมอยเร (Moirai) เทพีแห่งโชคชะตาในปกรณัมกรีก ชื่อของเธอมีความหมายว่าส่วนแบ่งหรือโชคที่ได้รับ เธอคนนี้เองที่ทำหน้าที่ถักทอเส้นด้ายแห่งโชคชะตาของมนุษย์ มนุษย์จะได้ส่วนแบ่งมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเธอ
ลาคีซิสทำให้เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ชีวิตจะนำพาสิ่งใดมาให้ มนุษย์นั้นช่างเปราะบางแต่ก็เข้มแข็งไปพร้อมกัน ตัวละครทั้งหกยืนต้านความเอาแต่ใจของลาคีซิสด้วยวิธีและข้อจำกัดของตนเอง มีเวลาเป็นผู้ช่วยเหลือแต่ไม่แทรกแซง ให้เราผ่านความไม่แน่นอน ความไม่คงเส้นคงวา ความโชคดี-โชคร้าย การสูญเสีย-การได้รับ ฯลฯ
จนกว่าพี่สาวคนโต อโทรพอส (Atropos) จะตัดเส้นด้าย หน้าที่ของเราบนโลกจึงจะปิดฉากลง
หน้าสุดท้าย ซาร่ะพูดว่า…
“โลกหมุนไป ไม่มีอะไรกระจ่างชัด แต่เวลาช่วยเยียวยา และผู้คนก็ลืมเลือน แบตเตอรี่ของวิญญาณหมดลง สรรพสิ่งเกิดขึ้น ทับซ้อนกัน ผิดเวลา ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ผิดที่ผิดทาง ทูตสวรรค์ไม่อาจควบคุมได้ ต้องมีใครบางคนเสมอที่จะลืมฟังข่าว ใครบางคนที่มองแม้ว่าไม่สมควรมองหรือไม่ก็ใครบางคนที่ยืนอยู่ผิดที่”

