‘สรรพสิ่งร่วงหล่นมาจากท้องฟ้า’ ผิดที่ ผิดเวลา ถูกที่ ถูกเวลา ใครล่ะจะรู้

192 views
6 mins
February 25, 2026

          จะเรียกว่า ‘โชคชะตา’ หรือ ‘ความบังเอิญ’ ก็ตาม สิ่งนี้ส่งอิทธิพลต่อชีวิตของเราอย่างมหาศาล เราไม่เพียงถูกโยนลงมายังโลกใบนี้ตามความคิดของอัตถิภาวนิยม แต่ยังถูกโยนลงมายังมหาสมุทรแห่งความเป็นไปได้อันไม่สิ้นสุดของโชคชะตา

          เซเนกา นักปรัชญาสโตอิกกล่าวไว้เมื่อ 2,000 กว่าปีก่อนว่า

          “โชคชะตานำพาผู้ที่พร้อมจะเดินไปและลากผู้ที่ไม่ยอมไป”

          และดูเหมือนว่าคนส่วนใหญ่จะถูกโชคชะตาลากไปมากกว่านำพาไป ต่อให้โชคชะตานั้นจะโชคดีเพียงใดก็ไม่ได้การันตีได้ว่าผู้รับจะสามารถจัดการกับมันได้ มันยืนยันพลังอันจำกัดของเราในการรับมือกับโชคชะตาและผลลัพธ์ของมัน

          คุณน่าจะเคยได้ยินคำพูดกึ่งเล่นกึ่งจริงว่า โอกาสถูกหวยรางวัลที่ 1 ก็พอกับการถูกฟ้าผ่านั่นแหละ ผมคิดตามว่าถ้าอย่างนั้น คนถูกหวยก็อาจเรียกว่าโชคร้ายเหมือนกับที่คนถูกฟ้าผ่าถือว่าโชคดี ชีวิตนี่ช่างเอาแน่เอานอนไม่ได้เสียเลย ฟากฟ้าส่งความสุข ความเศร้า โชคดี โชคร้าย ชีวิต และความตาย ฯลฯ หลายครั้งสิ่งที่ตกลงมาใส่เรามักไม่ใช่สิ่งที่เราร้องขอ ส่วนสิ่งที่เราร้องขอกลับไม่ยอมตกลงมา

          เฉกเช่นหกชีวิตในเรื่อง ‘สรรพสิ่งร่วงหล่นลงมาจากท้องฟ้า’ หรือ ‘Taivaalta Tippuvat Asiat’ นวนิยายขนาดพอดีและกลมกล่อมจากประเทศฟินแลนด์ เขียนโดย Selja Ahava เป็นการผสมผสานระหว่างเรื่องจริงกับเรื่องไม่น่าจะจริง เรื่องที่เกิดขึ้นได้ปกติกับเรื่องที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้ เวลาอ่านผมจึงเกิดความรู้สึกเหมือนเดินอยู่ในม่านหมอกบางๆ คล้ายเทพนิยาย

          เรื่องราวเริ่มต้นด้วยมุมมองของซาร่ะ เด็กหญิงผู้เก็บงำความเฉลียวฉลาด ขี้สงสัย ชอบตั้งคำถาม มีมุมมองแปลกป่วน และคิดว่าตัวเองมีเซลล์สมองสีเทาเหมือนยอดนักสืบแอร์กูล ปัวโรต์ แถมชอบเล่านิทานให้ผมฟังซึ่งมักชวนปวดหัวและคาดเดาไม่ได้ว่าตอนจบเป็นอย่างไร

          ซาร่ะอาศัยอยู่ที่บ้านซาหานปูรูตาโลกับพ่อและแม่อย่างมีความสุข แล้วอยู่ๆ วันหนึ่งบางสิ่งบางอย่างก็ร่วงหล่นมาจากท้องฟ้าใส่แม่ของเธอ ผมพยายามพลิกหน้าหนังสือกลับไปมาก็ยังหาคำตอบที่แน่นอนไม่ได้ว่าอะไรกันแน่ที่ตกใส่ รู้เพียงว่าแม่ของซาร่ะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุที่เกิดจากบางสิ่งตกใส่ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่แทบจะเป็นไปไม่ได้

          หลังจากนั้นทุกอย่างก็เปลี่ยนไป…

          ไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร มันไม่ได้ตกใส่แม่ของซาร่ะคนเดียว มันตกใส่ตัวเธอ เปกกา-พ่อของเธอ และป้าของเธอด้วย ชีวิตเปกกาเสียศูนย์ โชคยังดีที่ป้าอันนุเป็นมหาเศรษฐีเจ้าของคฤหาสน์เฟอร์สตูรก็อร์ดหลังใหญ่โต มีห้องมากมาย แต่มีแค่ป้าอันนุอาศัยอยู่คนเดียว

          ป้าอันนุซื้อคฤหาสน์หลังนี้ไม่นานนักหรอก ซื้อแบบสบายๆ ด้วย เพราะเธอถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 ได้เงินมาชนิดที่ใช้ทั้งชีวิตก็ไม่หมด ถ้าคุณอยู่ในฟินแลนด์ คุณจะมีโอกาส 1 ใน 18 ล้านถึง 61 ล้านที่จะถูกรางวัลใหญ่ และจะน้อยลงไปอีกกับโอกาสถูกรางวัลที่ 1 ถึงสองครั้งในช่วงเวลาที่ห่างกันไม่มาก ป้าอันนุคือคนประเภทนี้ คนที่ถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่ 1 สองครั้ง

          ป้าอันนุคิดว่าเธอถูกโชคชะตาเล่นตลกร้าย เธอสับสน เธอสติหลุด และหลับใหลไปนาน เมื่อฟื้นตื่นเธอก็ต้องการใครสักคนที่เหมือนเธอ เธออยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเธอ

          ป้าอันนุเจอสารคดีโทรทัศน์เรื่องราวของชายคนหนึ่ง ฮามิช แมคเคย์ ชายผู้ถูกฟ้าผ่า 5 ครั้งแต่ไม่ตาย

          อันนุและแมคเคย์คือขั้วตรงข้ามของตาชั่งแห่งโชคชะตา น่าแปลก! ในกรณีของทั้งสองความโชคดีและโชคร้ายหยิบยื่นความโดดเดี่ยวมาให้ ป้าอันนุอยู่คฤหาสน์หลังใหญ่ตามลำพังจนเกิดเรื่องขึ้นกับซาร่ะ ชาวประมงอย่างแมคเคย์ถูกคนในชุมชนมองเป็นตัวซวย นำความโชคร้ายมาสู่ และสงสัยว่าเขาเป็นพวกพ่อมดหมอผีหรือเปล่า

‘สรรพสิ่งร่วงหล่นมาจากท้องฟ้า’ ผิดที่ ผิดเวลา ถูกที่ ถูกเวลา ใครล่ะจะรู้

          ด้วยเหตุนี้ โชคชะตาก็ได้ทำหน้าที่อันแปลกประหลาดของมันอีกครั้ง ทั้งคู่เป็นเพื่อนทางจดหมาย แลกเปลี่ยนพูดคุยสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิต เธอเล่าให้แมคเคย์ฟังว่า

          “แต่แล้วดิฉันก็ถูกรางวัลเป็นครั้งที่สอง…ดิฉันไม่รู้เลยแม้แต่น้อยว่าเรื่องแบบนี้จะเป็นไปได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว จู่ๆ ก็ดูเหมือนว่าความบังเอิญไม่น่าเพียงพอที่จะอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ดิฉันไม่มีความสุข ไม่ดีใจ ไม่รู้สึกใดๆ อีกต่อไป การถูกรางวัลครั้งที่สองพรากความสุขไปจากการถูกรางวัลครั้งแรกไปอย่างแปลกประหลาด” (หน้า 114)

          “ดิฉันเป็นเป้าหมายของเรื่องตลกอย่างนั้นหรือ” (หน้า 115)

          เธอต้องการคำอธิบาย แมคเคย์ไม่มีให้ เขาบอกว่าเธอต้องค้นหามันด้วยตนเอง จดหมายฉบับหนึ่งแมคเคย์เขียนตอบว่า

          “ความว่างเปล่ามาเยือนผมเช่นกันในช่วงเวลาที่โดนฟ้าผ่า ผมจำอะไรไม่ได้เลยไปพักหนึ่ง ทุกสิ่งอย่างโดนลบออกไปหมด แล้วเมื่อกระแสไฟหมดไปแล้ว ความจำผมก็กลับคืนมาและความเจ็บปวดเริ่มโจมตี แต่ความว่างเปล่าที่เกิดจากฟ้าผ่าทำให้ผมวิงเวียน” (หน้า 120)

          ไม่รู้สึกใดๆ อีกต่อไป-ความว่างเปล่า…

          ถึงจุดหนึ่งการติดต่อของทั้งสองก็หยุดลง ส่วนชีวิตของเปกกาผู้ตรอมตรมขมขื่นเหมือนชีวิตไม่อาจกลับมาปกติได้ก็พบรักใหม่กับคริสตา หญิงผู้อยู่ตัวคนเดียวมาตลอด เธอรู้สึกว่าความบังเอิญพาเธอมาอยู่ในตำแหน่งแห่งที่อันแปลกตา

          เปกกาหวนคืนสู่บ้านซาหานปูรูตาโลพร้อมคริสตาและซาร่ะ เขาเริ่มบูรณะบ้านที่ถูกทอดทิ้ง ซ่อมแซมชีวิตแหว่งๆ วิ่นๆ โดยมีซาร่ะที่เติบโตขึ้นอีกนิดหน่อยคอยเฝ้าสังเกต

          “จู่ๆ การย้ายกลับมาบ้านก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับแม่แม้แต่น้อย ไม่มีการอ้างถึงหัวของแม่ที่หายไป…จู่ๆ พ่อก็เริ่มพูดถึงแม่ด้วยรูปประโยคอดีตกาล จู่ๆ พ่อก็เริ่มพูดถึงแม่ได้จริงๆ แบบปกติ”

          ขณะที่ซาร่ะยังต้องเผชิญกับความทรงจำ วิญญาณของแม่เธอ เรื่องเล่า และนิทาน จินตนาการช่วยให้ซาร่ะสร้างที่ทางในบ้านเก่าหลังใหม่ได้อีกครั้ง สร้างความหมายให้ตัวเธอเอง เหมือนเธอกำลังเต้นรำอยู่บนความไม่แน่นอนของชีวิตเธอและคนรอบตัว

          เราควบคุมชะตาชีวิตตนเองได้มากน้อยแค่ไหน? ทุกเหตุการณ์ในชีวิตถูกขีดเขียนไว้หมดแล้วใช่ไหม? ถ้าอย่างนั้นการใช้ชีวิตไปวันๆ ไร้ฝัน ไร้เป้าหมาย ก็เป็นเรื่องปกติ แล้วเราจำเป็นต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของเราด้วยหรือเปล่า เราควรให้โชคชะตานำพาหรือฉุดลาก ผมเองก็ไม่รู้

          ลาคีซิส (Lachesis) หนึ่งในสามพี่น้องมอยเร (Moirai) เทพีแห่งโชคชะตาในปกรณัมกรีก ชื่อของเธอมีความหมายว่าส่วนแบ่งหรือโชคที่ได้รับ เธอคนนี้เองที่ทำหน้าที่ถักทอเส้นด้ายแห่งโชคชะตาของมนุษย์ มนุษย์จะได้ส่วนแบ่งมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเธอ

          ลาคีซิสทำให้เราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า ชีวิตจะนำพาสิ่งใดมาให้ มนุษย์นั้นช่างเปราะบางแต่ก็เข้มแข็งไปพร้อมกัน ตัวละครทั้งหกยืนต้านความเอาแต่ใจของลาคีซิสด้วยวิธีและข้อจำกัดของตนเอง มีเวลาเป็นผู้ช่วยเหลือแต่ไม่แทรกแซง ให้เราผ่านความไม่แน่นอน ความไม่คงเส้นคงวา ความโชคดี-โชคร้าย การสูญเสีย-การได้รับ ฯลฯ

          จนกว่าพี่สาวคนโต อโทรพอส (Atropos) จะตัดเส้นด้าย หน้าที่ของเราบนโลกจึงจะปิดฉากลง

          หน้าสุดท้าย ซาร่ะพูดว่า…

          “โลกหมุนไป ไม่มีอะไรกระจ่างชัด แต่เวลาช่วยเยียวยา และผู้คนก็ลืมเลือน แบตเตอรี่ของวิญญาณหมดลง สรรพสิ่งเกิดขึ้น ทับซ้อนกัน ผิดเวลา ในช่วงเวลาที่แตกต่างกัน ผิดที่ผิดทาง ทูตสวรรค์ไม่อาจควบคุมได้ ต้องมีใครบางคนเสมอที่จะลืมฟังข่าว ใครบางคนที่มองแม้ว่าไม่สมควรมองหรือไม่ก็ใครบางคนที่ยืนอยู่ผิดที่”

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก