กระทรวงเกษตรสหรัฐอเมริกาให้ข้อมูลว่า การนำเข้าสินค้าของสหรัฐอเมริกา ตั้งแต่อโวคาโดไปจนถึง กาแฟและน้ำตาลอาจทำให้ประเทศขาดดุลการค้าถึง 49 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และในขณะเดียวกันพืชผลที่ปลูกอย่างแพร่หลายในสหรัฐอเมริกาก็เริ่มหลุดจากตลาดต่างประเทศในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา
ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ออกนโยบายขึ้นอัตราภาษี 25% สำหรับสินค้าที่นำเข้ามาจากประเทศเม็กซิโกและแคนาดา และ 10% สำหรับสินค้าที่มาจากประเทศจีน ดังนั้นสหรัฐอเมริกาจึงมีแนวโน้มจะนำเข้าผลผลิตทางการเกษตรมากขึ้นถึง 6.5%
“ตอนนี้นิวยอร์กต้องนำเข้าอาหารจากที่อื่น นอกจากจะขาดความสดแล้วยังแพงกว่าที่ควรจะเป็น แถมเรายังมีขยะที่เกิดจากบรรจุภัณฑ์อาหารที่เรานำเข้ามาอีกด้วย” แมรี แมททิงลี (Mary Mattingly) ศิลปินแนว Interdisciplinary ที่ทำงานเกี่ยวกับการสำรวจความสัมพันธ์ของสิ่งแวดล้อมผ่านปะติมากรรม
กล่าว
น่าสนใจที่มหานครใหญ่อย่างนิวยอร์กซึ่งดูมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน กลับมีปัญหาเรื่องการเข้าถึงอาหาร แมรีมองภาพใหญ่นี้ และเห็นว่าเธอสามารถใช้ศิลปะและการมีส่วนร่วมของชุมชนแก้ได้ แม้จะไม่ใช่การทำงานในระดับนโยบายของประเทศ แต่ก็สามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้ผู้คนกลุ่มหนึ่งที่สนใจ และขยายโมเดลต่อไปได้ในพื้นที่อื่น
ยุคนี้สมัยนี้ เราเริ่มเห็นศิลปินที่ใช้โปรเจกต์ศิลปะเพื่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของมนุษย์อย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากการเขียนแนะนำไปบ้างแล้วในคอลัมน์ Common world เช่น โปรเจกต์ Climavore โดย Cooking Sections ที่อยากโน้มน้าวให้มนุษย์เปลี่ยนพฤติกรรมการกินที่สร้างมลภาวะให้กับโลก หรือแม้กระทั่งเชฟไฟแรงผู้สร้างร้านอาหาร มิล เซ็นโตร แนวไฟน์ไดน์นิ่งในหุบเขาศักดิ์สิทธิ์ของเปรูเพื่อวิจัยเมล็ดพันธุ์และรักษาวิถีดั้งเดิมของเกษตรกรไว้
ศิลปินอย่างแมรี แมททิงลี ก็วาดลวดลายอยู่ภายใต้คอนเซ็ปต์เดียวกัน
เธอทำงานศิลปะจัดวาง และงานวิจัยที่ทำงานร่วมกับเครือข่ายต่างๆ โดยโฟกัสที่ประเด็นสิ่งแวดล้อมที่เกี่ยวกับน้ำ ระบบอาหาร และการปรับตัวให้เข้ากับวิกฤตสภาพอากาศโลก
และหนึ่งในโปรเจกต์ที่เกี่ยวกับย่อหน้าข้างต้นคือ SWALE โดยไอเดียของ SWALE จึงเกิดขึ้นง่ายๆ จากปัญหานี้ นั่นคือ ต้องการเปิดพื้นที่ให้คนเมืองเข้าถึงอาหารได้มากขึ้น ถูกขึ้น และขยายความเป็นไปได้ของแนวคิดในการเข้าถึงอาหารและการใช้พื้นที่สาธารณะ

เรือปลูกผักจากโปรเจกต์ศิลปะยั่งยืนที่ NYC
ชาวนิวยอร์กถึง 3 ล้านคนอาศัยอยู่ในชุมชนที่มีข้อจำกัดในการเข้าถึงสถานที่ซึ่งสามารถซื้อวัตถุดิบสดใหม่ ดังที่แมรีบอกว่าเมืองต้องนำเข้าอาหารเสียเป็นส่วนใหญ่ นี่จึงถือว่าปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารและเศรษฐกิจของประชาชนนิวยอร์ก
สหประชาชาติให้ข้อมูลว่า วิถีชีวิตและการดำรงอยู่ของผู้คนราวสองพันล้านคนทั่วโลกพึ่งพิงการเข้าถึงน้ำผ่านการจัดการของชุมชน พื้นที่เพาะปลูก การทำประมง และป่าไม้ ซึ่งระบบการกำกับดูแลมีลักษณะของการแลกเปลี่ยนตอบแทน การใช้ทรัพยากรร่วมกัน และการดูแลรักษา
SWALE เลยเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2016 (และหยุดไปสักพักเนื่องจากสถานการณ์โควิด ก่อนจะกลับมาตั้งลำอีกครั้งในปี 2024) จากแนวคิดที่จะสนับสนุนให้มีการปลูกอาหารบนที่ดินสาธารณะบางส่วนในเมืองจากทั้งหมด 30,000 เอเคอร์ (เทียบได้กับพื้นที่ราว 5% ของกรุงเทพมหานคร) ผ่านโครงการดูแลจัดการที่นำโดยพันธมิตรในชุมชนในเซาท์บรองซ์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเยาวชนในโปรแกรมการจ้างงานเยาวชนภาคฤดูร้อนของนิวยอร์ก (NY State Summer Youth Employment Program (NYS SYEP) โดยเรียกว่ามันว่าเป็น Food Forest หรืออาหารที่หาได้จากป่า (แม้จะไม่ใช่ภาพป่าที่เราคุ้นเคยก็ตาม)
โปรเจกต์เชิงทดลองเพื่อการศึกษานี้ ตั้งอยู่บนเรือท้องแบนขนาด 5,000 ตารางฟุตที่จอดอยู่ในท่าเรือต่างๆ ในเมืองนิวยอร์ก ทั้งคนพื้นที่และผู้มาเยือนสามารถเก็บเกี่ยวผักผลไม้ และผลผลิตได้ ‘ฟรี!’ โดยพื้นที่แรกที่มีส่วนร่วมกับโปรเจกต์ศิลปะสาธารณะคือ Concrete Plant Park ในเซาท์บรองซ์ เมื่อปี 2017 ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ทุรกันดารด้านอาหารที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐอเมริกา
ความตั้งใจของโครงการแรกคือการลองสำรวจว่าภูมิทัศน์เรื่องความยั่งยืนทางด้านอาหารนั้นจะสามารถพัฒนาให้เข้ากับสวนสาธารณะได้อย่างไรบ้าง ส่วนเป้าหมายก็ถือว่ายิ่งใหญ่พอสมควร เพราะ SWALE เมื่อ 8 ปีที่แล้วมุ่งหวังจะสร้างจินตนาการให้คนนิวยอร์กแบบก้าวกระโดด เพราะพวกเขามีความหวังและมีฝันที่ยิ่งใหญ่ถึงแนวทางใหม่ๆ ในการใช้พื้นที่ในเมืองให้เกิดประโยชน์
“การเข้าถึงน้ำสะอาดถือเป็นสิทธิมนุษยชน แล้วถ้าการเข้าถึงอาหารก็สามารถเป็นสิทธิมนุษยชนได้เหมือนกันล่ะ มหานครนิวยอร์กจะมีบทบาทในการสนับสนุนสิ่งนี้อย่างไร ไอเดียมันเริ่มง่ายๆ แค่นี้” แมรีเล่า
“แมรีชี้แจงให้เราฟังว่าเราไม่สามารถปลูกผักผลไม้ในสวนสาธารณะได้เพราะมันผิดกฎหมาย แต่ไม่ได้มีกฎหมายห้ามว่าคุณไม่สามารถปลูกผักผลไม้บนน้ำได้” แบรนดอน เคน จากองค์กรเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงด้านสันติภาพและความยุติธรรม (Youth Ministries for Peace and Justice: YMPJ) กล่าว
ในเมื่อกฎหมายท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับที่ดินสาธารณะห้ามไม่ให้มีการเก็บเกี่ยวมาราว 20 ปี เนื่องจากกลัวว่าการเก็บเกี่ยวที่มากเกินไปจะทำลายระบบนิเวศเมือง แต่ไม่ได้บอกอะไรเรื่องการเก็บเกี่ยวพืชที่ปลูกบนน้ำ ดังนั้นประชาชนจึงหาช่องทางปลดแอกด้วยตัวเอง
โครงการ SWALE จึงใช้กฎหมายจารีตประเพณีทางทะเล (Marine common law) เพื่อเลี่ยงอย่างมีความรู้ จนร่วมกับเมืองนิวยอร์ก (New York City Parks Department) นำร่องโครงการ Foodway สาธารณะเป็นครั้งแรกในปี 2017 ได้สำเร็จ
แล้วพวกพืชผักล่ะมาจากไหน?

Foodway ในจินตนาการจะต้องเข้าถึงพืชที่บริโภคได้ หรือ พืชที่มีฤทธิ์ทางยา เช่น เอคินาเซีย หรือไม้ยืนต้นมีผลเป็นถั่ว เช่น เกาลัด รวมถึงผลไม้ตระกูลเบอร์รีพื้นเมืองนานาชนิด
สวนผักผลไม้ลอยน้ำที่นี่มีแนวคิดมาจากการเกษตรที่ปลูกพืชกินได้อย่างยั่งยืน (Edible Forestry) หรือการเกษตรแบบคงทนถาวร และการสร้างระบบนิเวศที่ทนต่อความเค็มได้ พูดง่ายๆ คือเน้นปลูกไม้ยืนต้นและไม้พุ่มพื้นถิ่น พืชล้มลุกที่สามารถกระจายเมล็ดเพื่อเติบโตได้เอง และหญ้าที่ชอบความเค็ม
Greenbelt Native Plant Center เป็นหนุึ่งในผู้สนับสนุนเมล็ดพันธุ์ต่างๆ สำหรับโครงการนี้ แต่อีกส่วนหนึ่งที่สำคัญมากคือผู้ที่มาเข้าเยี่ยมชมสวน ซึ่งเป็นตัวการสำคัญที่ช่วยขยับขยายความหลากหลายและสวนผักผลไม้ลอยน้ำให้ไปไกลและตามใจผู้เก็บ (กิน) เมื่อได้รับเมล็ดพันธุ์แล้ว โครงการจะนำมาบริหารจัดการผ่านชุดความรู้ที่เหมาะสมกับพื้นที่ ส่วนใครที่สนใจจะปลูกเองก็สามารถมาเอาเมล็ดพันธุ์ไปได้เลย โดย SWALE จะแนะนำวิธีการปลูกพืชพันธุ์ที่นิยมในหมู่ชุมชนด้วย
แต่การปลูกพืชหลากหลายไว้เฉยๆ ก็ไม่เพียงพอ เพราะครั้งแรก อาจจะไม่มีใครรู้ว่านี่คือสวนของใคร เก็บได้ไหม และถ้าเราอิงข้อมูลที่ว่าชาวนิวยอร์กพึ่งพาวัตถุดิบนำเข้าเสียเป็นส่วนใหญ่ ความรู้เกี่ยวกับผลผลิตสดใหม่อาจจะเป็นเรื่องไกลตัวสำหรับคนบางกลุ่ม ดังนั้นโครงการนี้จึงออกแบบทัวร์สมุนไพรและผักสวนครัว (Community Program) ไว้บริการผู้ที่สนใจเป็นกรณีพิเศษด้วย
“เราพยายามจะสร้างบทสนทนาว่าด้วยการจัดการที่ดินสาธารณะ โดยที่ไม่ใช่การเก็บพืชพันธุ์ทุกชนิดมาจนหมด แต่ช่วยดูแลรักษาพวกมันและที่ดินตรงนั้นเหมือนที่เราดูแลรักษาบ้าน” มาเรีย พรีเฟอร์ (Maria Prefer) ผู้ดูแลโครงการและการเกษตรแบบยั่งยืนกล่าว

การปลูกและเก็บผักคือปฏิบัติการทางสังคม
“แมรีแสดงผลงานในแกลเลอรี แต่หลายครั้งเธอก็ทำงานในพื้นที่สาธารณะ ดังนั้นคุณจึงได้เห็นงานศิลปะสาธารณะ ปะติมากรรมสาธารณะขนาดใหญ่ หรือคุณอาจจะมองว่ามันคือปฏิบัติการทางสังคม (Social Practice) ก็ได้ เพราะมันเป็นโปรเจกต์ที่เธอเชิญผู้ชมเข้ามามีส่วนร่วม” อแมนด้า แมคโดนัลด์ โคร์วลี (Amanda Mcdonald Crowley) ภัณฑารักษ์ของโครงการกล่าว
Interdisciplinary Action หรือการดำเนินการแบบสหวิทยาการ คือการทำงานที่ตรงข้ามกับการเรียนรู้แบบไซโล หรือการทำความเข้าใจว่ามนุษย์มีศักยภาพที่จะเรียนรู้ข้ามศาสตร์ได้ ในลักษณะที่แมรีกำลังอยู่นี้คือกาผนวกรวมศิลปะ วิทยาศาสตร์ สถาปัตย์ศาสตร์ เทคโนโลยีชีวภาพ วนเกษตร หรือการศึกษาวิจัยดินเข้าไว้ด้วยกันเพื่อพัฒนาคุณภาพของชีวิตคน
ศิลปินแบบเธอเองก็ทำงานเพื่อสนับสนุนศิลปะที่ช่วยพัฒนาสิ่งแวดล้อม และสร้างศิลปะที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้จริงโดยมีแนวคิดย่อยๆ ที่เชื่อมโยงกัน ดังนั้นตัวตนและเจตจำนงของแมรีจึงเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนโปรเจกต์นี้
โปรเจกต์ที่น่าสนใจและเป็นศิลปะสาธารณะเพื่อประโยชน์สุขและมอบความรู้ให้ผู้คน คือ Ecotopian Library ห้องอ่านหนังสือแบบแยกส่วน หรืองานประติมากรรมจัดวางที่แต่ละรุ่นจะสะท้อนถึงสภาพแวดล้อมทางนิเวศวิทยาและวัฒนธรรมของสถานที่ตั้ง ซึ่งเป็นโครงการระยะยาวที่เป็น place-based โดยรวบรวมผลงานจากศิลปิน นักวิชาการ นักวิทยาศาสตร์ ผู้ทรงภูมิปัญญาท้องถิ่น บรรณารักษ์ และเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างคลังเก็บข้อมูลที่เติบโตขึ้นสำหรับอนาคตที่ฟื้นฟู ออกแบบมาให้เป็นเครื่องมือสำหรับการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศและจินตนาการ ในขณะเดียวกันก็เป็นการเพิ่มเติมวิสัยทัศน์ร่วมกันเกี่ยวกับการดูแลซึ่งกันและกันและความยั่งยืน
Ecotopian Library ทำงานอย่างใกล้ชิดกับผู้อยู่อาศัยในชุมชนในแง่ของกระบวนการการออกแบบและการขับเน้นความรู้เชิงนิเวศวิทยาที่ฝังตัวอยู่ในวัฒนธรรมชาติพันธุ์ทั่วโลก ท่ามกลางพื้นที่สาธารณะหรือโครงสร้างต่างๆ ที่เริ่มถูกแปลงให้เป็นพื้นที่ของเอกชนมากขึ้น ทั้ง SWALE และ Ecotopian Library จึงพยายามหาลู่ทางในการเข้าถึงแหล่งอาหารสาธารณะ ที่ดิน และความรู้ที่เป็นของชุมชน
ผลงานอื่นๆ ของแมรีก็ยังคงเดินทางไปแตะประเด็นเหล่านี้ เช่น Vanishing Point: ปะติมากรรมสาธารณะและศูนย์เรียนรู้เพื่อสำรวจชีวิตของพืชพรรณที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา สะท้อนการเรียนรู้ว่าอดีตสร้างการเรียนรู้เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนได้อย่างไรบ้าง โดยศิลปินสร้างประติมากรรมเลียนแบบพืชจริงที่อยู่ในศูนย์การเรียนรู้
แรกเริ่มของโครงการ SWALE แมรีเชิญให้ผู้คนที่สนใจเข้ามาเซ็นชื่อในคำร้องว่าด้วยเรื่องอาหารในพื้นที่สาธารณะและยื่นให้กับเมือง รวมถึงรวบรวมข้อมูลของพืชพันธุ์ต่างๆ ที่พวกเขาอยากให้ปลูก และปลูกมัน ช่วงแรกอาจจะเป็นการรับบริจาคเมล็ดพันธุ์ แต่ช่วงหลังๆ ที่ได้รับงบประมาณสนับสนุน ความหลากหลายก็เริ่มเพิ่มมากขึ้น
เมื่อภาวะขาดแคลนอาหารในนิวยอร์กเพิ่มขึ้นถึง 35% มุมมองด้านการเก็บเกี่ยวผลผลิตในที่ดินสาธารณะก็เริ่มเป็นที่สนใจและอาจจะถึงขั้นจำเป็นด้วยซ้ำ ดังนั้นนอกจากเป้าหมายในการการสร้างภาพของภูมิทัศน์อาหารยั่งยืนที่อาจเป็นไปได้ในอนาคต SWALE จึงโปรโมทเรื่องอาหารสาธารณะผ่านการสร้างภูมิทัศน์ด้านอาหารและโปรแกรมการศึกษาที่หลากหลาย
เริ่มตั้งแต่ทัวร์พืชกินได้และมีสรรพคุณทางยา / เวิร์กชอป “Beneficial Insects” โดยนักการศึกษาผู้เชี่ยวชาญในระบบนิเวศที่พึ่งพากันอย่างยั่งยืน (Permaculture) / กิจกรรมสาธิตการย้อมธรรมชาติโดยศูนย์ศิลปะสิ่งทอ / Seed saving day ร่วมกับห้องสมุดเมล็ดพันธุ์ Next Epoch
พวกเขาทำงานร่วมกับเอลินอร์ ออสทรอม (Elinor Ostrom) นักสังคมศาสตร์ผู้ศึกษาเกี่ยวกับวัฒนธรรมชาติพันธุ์ทั่วโลก ว่าพวกเขามีวิถีชีวิตในการใช้ของส่วนกลางร่วมกัน เพราะเชื่อใจในสังคมของตัวเอง ดังนั้นแนวคิดนี้จึงสอดคล้องกับ SWALE ที่เป็นชุมชนและหน่วยงานเมืองที่ทำงานเพื่อส่งเสริมให้อาหารและน้ำเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของแพลตฟอร์มสาธารณะที่ใช้ร่วมกัน
“โมเดลป่ากินได้ในพื้นที่ทางเลือกเช่นนี้ต้องการการมีส่วนร่วมจากคนที่อยู่อาศัยในเมืองในการดูแลและเก็บเกี่ยว มันจึงพึ่งพิงการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มคนในชุมชนและปัจเจกที่อาศัยอยู่ตามพื้นที่ที่เรือไปจอดอยู่ เพื่อที่พวกเขาจะได้สร้างความหมายของ SWALE ในรูปแบบของตัวเอง” เอลินอร์อธิบาย
“การที่คนร่วมกันดูแลรักษาพื้นที่ทำให้ฉันรู้สึกถึงศักยภาพในการตัดสินใจ และความรักที่ลึกซึ้งในพื้นที่มากขึ้น ทำให้ฉันเปิดใจที่แลกเปลี่ยนตอบแทนในรูปแบบที่หลากหลาย ฉันไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญในประเด็นพื้นที่ชุมชน แต่ฉันใช้คำคำนี้เพื่อสะท้อนถึงระบบการกำกับดูแลที่ทันท่วงที เพื่อให้คนที่พึ่งพาอาศัยพื้นที่ๆ นั้นอยู่จะได้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการนี้โดยตรง” แมรีกล่าว
ดังนั้นการสร้าง agency สำหรับผู้อยู่อาศัยในมหานครนิวยอร์กจึงเป็นเรื่องสำคัญหากต้องการให้แนวคิดที่ดินสาธารณะและสวนป่ากินได้ประสบความสำเร็จ
เอลินอร์ชี้ว่า ในสังคมที่ประชากรมีความตื่นตัว พวกเขาจะมีบทบาทสำคัญในการเป็นผู้ร่วมสร้าง ผู้พิทักษ์ และผู้ที่มีอำนาจในการตัดสินใจ

ปลูกผักบนเรืออย่างเดียว ยังไม่พอ
กฎหมายด้านเกษตรของสหรัฐอเมริกาปี 2008 นิยามแหล่งขาดแคลนอาหารว่าเป็น “พื้นที่ในสหรัฐอเมริกาที่เข้าถึงอาหารราคาจับต้องได้และมีคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างจำกัด โดยเฉพาะในย่านหรือพื้นที่ชุมชนที่มีรายได้น้อย”
ดังนั้น หัวใจสำคัญที่จะขับเคลื่อนแนวคิดก็คือประชาชน
“SWALE พึ่งพิงชาวบ้านในพื้นที่บริเวณที่เรือจอดอยู่ในการสร้างและแลกเปลี่ยนชุดความรู้ที่นำไปใช้ได้จริง จำพวกความรู้เรื่องดิน น้ำ พืช หรือไม้ยืนต้นพื้นถิ่นหลากสายพันธุ์ที่มีคุณสมบัติในการเป็นพืชที่บริโภคได้และมีคุณสมบัติทางยา ยิ่งชุมชนเข้ามาร่วมมากเท่าไหร่ SWALE ก็ยิ่งได้รับความน่าเชื่อถือในฐานะเครื่องมือที่จะเปลี่ยนแปลงเมืองได้ในระยะยาว
การที่เรามอบตัวเลือกให้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงอาหารสดใหม่นั้นเป็นแรงผลักดันที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
ส่วนตัวฉันเป็นโรคเซลิแอค (แพ้กลูเตน) ดังนั้นถ้าจะให้ซื้ออาหารสดใหม่เรื่อยๆ ก็แพงเกินไป “Foodway” ที่หาได้เดอะบร็องซ์เป็นแหล่งปลูกพืชพันธุ์ที่คนสามารถมาเก็บเกี่ยวฟรี 24 ชั่วโมง และเราก็กำลังทำงานเพื่อเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆ ให้เอื้อกับการขยายพื้นที่ทีมีพืชพันธุ์กินได้มากขึ้นผ่านการยื่นคำร้องและกระตุ้นบรรดาหน่วยงานที่ดูแลสวนสาธารณะ” แมรีกล่าว
ตั้งแต่ปี 2016 SWALE มีผู้เข้าชม 347,000 คน จัดทัวร์พร้อมไกด์กว่า 940 ครั้ง ทัศนศึกษาสำหรับโรงเรียน 92 ครั้ง โครงการสาธารณะฟรี 50 ครั้ง และจ้างงานเยาวชนภาคฤดูร้อน 68 คน และในเวลานี้พวกเขากำลังระดมทุนเพื่อซื้อเรือใหม่ในปี 2026
ในเมื่อโครงการนี้ทำได้จริงและสร้างแรงกระเพื่อมให้กับคนในชุมชนได้ เพราะใครๆ ก็อยากเข้าถึงอาหารธรรมชาติ (แถมการเก็บกินจากต้นก็สร้างความสนุกและผ่อนคลายกว่า) การขยายแนวคิดและเปิดพื้นที่ของการทดลองจึงเกิดขึ้น
Swale House บนเกาะกัฟเวอร์เนอร์ส (Governor’s Island) คือแล็ปและพื้นที่ต่อขยายมาจากโครงการป่าลอยน้ำ หรือ Floating Food Forests สามารถเรียกได้ว่าเป็นแพลตฟอร์มของชุมชนและศิลปะสาธารณะที่มีการเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยจะเปิดพื้นที่ให้กับการจัดนิทรรศการหรือโครงการด้านศิลปะ วิทยาศาสตร์ ความยุติธรรมทางด้านสิ่งแวดล้อม การเข้าถึงอาหารน้ำะ และพื้นดินที่อุดมสมบูรณ์ รวมถึงได้สัมผัสกับผลงานศิลปะและงานสร้างสรรค์อื่นๆ
สิ่งสำคัญคือการทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ เช่น พิพิธภัณฑ์บร็องซ์ พันธมิตรแห่งแม่น้ำบร็องซ์ หรือสถาบันศึกษาเรื่องการใช้ดินในพื้นที่เมือง (Urban Soils Institute) ซึ่งมุ่งเน้นในการเชื่อมโยงเยาวชนกับชุมชนให้ทำงานเรื่องระบบอาหารยั่งยืนร่วมกัน
กิจกรรมใดๆ ก็ตามที่เกี่ยวข้องกับคีย์เวิร์ดอย่าง ประสบการณ์ทางศิลปะ เวิร์กชอปแบบมีส่วนร่วม แนวร่วมทางการศึกษา หรือการบ่มเพาะนิเวศวิทยาชุมชนเมืองที่ลื่นไหลปรับตัวได้ทั่วมหานครนิวยอร์ก ก็ล้วนจัดขึ้นที่ Swale House ได้ทั้งนั้น
เราจึงได้เห็นกิจกรรมจาก ศิลปินในพำนัก มากมาย เช่น ชวนมาผลิตกระดาษเมล็ดพันธุ์ที่สามารถปลูกได้กับเมล็ดดอกไม้ป่าของเมืองนิวยอร์ก โดยใช้กระดาษรีไซเคิล ร่ายกลอนหรือร่างรูปออกมา แล้วโชว์มันในฐานะศิลปะจัดวางที่ Swale House หรือไม่ก็ “ปลูก” ไว้ในสวนของตัวเองได้เลย
เยี่ยมชมนิทรรศการ “When Home Leaves You: Immersive Oral Histories of Climate Change and Adaptation” ที่ชวนผู้ชมมาจินตนาการด้วยการใช้ประสาทสัมผัสร่วมกับการออกแบบเสียงเพื่อเชื่อมโยงตัวเองกับประวัติศาสตร์คำบอกเล่า (Oral History) เพื่อสะท้อนประสบการณ์ที่มีกับภาวะโลกร้อน
นอกจากนี้ยังมีศิลปะสำรวจตัวตน (Contemplative Artworks) ที่ชื่อว่า Shoal ที่ใช้สะท้อนเรื่องน้ำ เวลา และระบบนิเวศพื้นเมือง โดยใช้ SWALE เป็นโปรโตไทป์ขยายผลกระทบต่อชุมชน และขอบเขตทางภูมิศาสตร์ของโครงการอาหารสาธารณะในนครนิวยอร์กตั้งแต่รูปแบบการทำฟาร์มน้ำเค็มและความสามารถในการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศทั่วทั้ง 5 เขต
การเป็นพันธมิตรกับสถาบันศึกษาเรื่องการใช้ดินในพื้นที่เมือง ทำให้ SWALE House สามารถดำเนินโครงการศิลปินในพำนักที่เอื้อประโยชน์กับตัวโครงการหลัก เช่น โครงการทดสอบดินฟรี ผู้ที่สนใจแค่นำดินจากสวนในบ้านมาที่ สถานี drop-off ที่สวนของ SWALE เพื่อทดสอบว่ามีโลหะหนักอยู่ในดินมากน้อยแค่ไหน และเรียนรู้การปรับปรุงดินเพื่อการปลูกพืช และในเมื่อนี่คือโปรเจกต์ศิลปะ จึงมีงานนิทรรศการ Attuned ของศิลปินล้อไปกับกิจกรรมการพัฒนาดินในชีวิตจริง
“ฉันดีใจมากที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ชิ้นสำคัญในนิวยอร์ก! ในคอนเนคติคัต เรามักจะแวะซื้อของสดตามแผงข้างถนน หรือไม่ก็ออกจากบ้านมาเก็บบลูเบอร์รี กุ้ยช่ายในสวน ฉันรอคอยที่จะได้เห็นเมล็ดพันธุ์ของตัวเอง เติบโตอย่างแข็งแรงนะ!” ความเห็นจากทีม SWALE
“การได้เป็นส่วนหนึ่งของโปรเจกต์ SWALE เปลี่ยนชีวิตของตัวฉันเองรวมถึงองค์กรที่ทำงานกับเยาวชน เพราะมันเชื่อมโยงเราเข้ากับชุมชนในรูปแบบที่ไม่เหมือนใคร กระตุ้นให้เกิดบทสนทนาที่จริงจังเกี่ยวกับความยุติธรรมของอาหารและสุขภาพ รวมถึงได้เชื่อมต่อวัฒนธรรมของเราเข้ากับธรรมชาติและศักยภาพที่จะผลิตอาหารขึ้นมา
เด็กๆ เปลี่ยนตัวเองในทันทีเมื่อขึ้นเรือ SWALE เพราะนี่คือการให้โอกาสพวกเขาทำงานในฐานะผู้นำและเรียนรู้ที่จะเป็นนักการศึกษา ไม่ใช่แค่ผู้ชม” ดาริเอลา โรดิเกซ ผู้อำนวยการชุมชนของ YMPJ ให้ความเห็น
เฟสต่อไปของ SWALE คือการสนับสนุนให้เกิดการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับสวนอาหารลอยน้ำถาวรเพื่อเพิ่มช่องทางการเข้าถึงอาหาร ออกแบบโปรแกรมการศึกษาที่จัดโดยชุมชน และทำงานร่วมกันเพื่อขยายโมเดลของ Foodway ให้เกิดขึ้นทั่วพื้นที่ และทำงานร่วมกับพาร์ทเนอร์และแนวร่วมในปี 2026-2027 เพื่อเพิ่มสมาชิกชุมชนให้ถึง 200,000 คน พัฒนาผู้นำเยาวชน และผลักดันกฎหมายท้องถิ่นในประเด็นการหาอาหารแบบผิดกฎหมาย
เมื่อถามแมรีว่า เธอมองน่านน้ำของโปรเจกต์นี้ว่ามันสามารถขยายจากมหานครนิวยอร์กไปได้มากแค่ไหน แมรีตอบว่า
“การสร้างเรือท้องแบนโดยคำนึงถึงการรักษาระบบนิเวศ สามารถใช้งานได้อย่างหลากหลายในเมืองที่มีพื้นที่ติดกับแม่น้ำ มันสามารถเป็นวัตถุดิบทางการศึกษาได้ผ่านรูปแบบของการทำสวนในภาวะน้ำล้นตลิ่ง
พวกเขาสามารถขยับขยายพื้นที่ เพิ่มสวนป่าให้มากขึ้นเพื่อช่วยให้ระบบนิเวศเมืองมีศักยภาพในการฟื้นฟูมากขึ้น เรือท้องแบนแต่ละแบบก็ทำงานแตกต่างกันท่ามกลางระบบนิเวศทางสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน”
แมรีโตมาในเมืองเกษตรกรรมที่เต็มไปด้วยสายน้ำมีพิษ นั่นเลยทำให้เธอเข้าใจว่าน้ำสะอาดเริ่มหายากขึ้นเรื่อยๆ และเป็นทรัพยากรที่เราต้องพิทักษ์รักษาไว้ SWALE จึงเริ่มโครงการมาจากความต้องการส่วนบุคคลที่ต้องการจะเชื่อมเส้นทางน้ำของนิวยอร์กเข้ากับที่ดินบนบก และจุดประกายแนวคิดในการสร้างระบบที่เพิ่มโอกาสให้ผู้คนในชุมชนสามารถเข้าถึงการเกษตรในพื้นที่เมืองได้อย่างทั่วถึง
“เมื่อโครงการของ SWALE เกิดขึ้นจริง การรับรู้ของผู้คนก็เปลี่ยนตาม การจัดสรรการเกษตรบนน้ำกลับให้ความรู้สึกเหมือนอยู่บนบก ช่วยเปลี่ยนภาพจำให้ผู้คนเริ่มมองว่าอาหารและน้ำไม่ใช่สินค้า แต่รับรู้ว่าเป็นสิ่งที่เราต้องช่วยกันดูแลรักษาและแบ่งปันให้กันและกัน
SWALE จึงกลายมาเป็นเครื่องมือสำหรับช่วยเหลือ และสร้างภาพของการมีอธิปไตยทางอาหาร (Food Sovereignty) ในพื้นที่สาธารณะ”

ที่มา
เว็บไซต์ SWALE (Online)
บทความ “WHAT IS SWALE?” จาก communityfoodfunders.org (Online)
บทความ “How Mary Mattingly’s Floating Barge Tackled Food Deserts in New York City” จาก publicseminar.org (Online)
บทความ “From Extraction to Regeneration” จาก thisisthefold.org (Online)
บทความ “Mary Mattingly’s Way to Adapt” จาก momus.ca (Online)
บทความ “Swale: foraging fresh free food on the waters of NYC” จาก koozarch.com (Online)
Cover Photo: courtesy of Cloudfactory/ Swale







