หากคุณติดตามคอนเทนต์ด้านจิตวิทยา การพัฒนาตัวเอง หรือชีวิตการทำงานอยู่บ้าง น่าจะเคยเห็นคำว่า ‘Narcissist’ หรือ ‘คนหลงตัวเอง’ ผ่านตาอยู่ไม่น้อย ทั้งในรูปแบบคลิปสั้น อินโฟกราฟิก หรือบทวิเคราะห์
จนบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่า โลกเรามีคนแบบนี้อยู่มากมายขนาดนั้นจริงหรือ
ถ้าลองฟังให้ดีขึ้นอีกนิด จะพบว่า ‘คนหลงตัวเอง’ ในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงคนที่มั่นใจในรูปลักษณ์และความสามารถของตัวเองอย่างแรงกล้าเท่านั้น แต่รวมถึงคนที่มีพฤติกรรม ‘เป็นพิษ’ (toxic) อันเนื่องมาจากการยึดเอาความต้องการของตัวเองเป็นศูนย์กลาง และเกิดขึ้นได้ในทุกที่ ไม่ว่าจะเป็นในครอบครัว ความสัมพันธ์ หรือที่ทำงานก็ตาม
ในช่วงหนึ่ง เราสามารถพบเจอเรื่องราวของคนเหล่านี้ได้ง่ายๆ เพจหลายเพจ อินฟลูฯ หลายคน ต่างพากันกล่าวถึงประเด็นนี้ราวกับนัดกันมา ยอดวิวก็ดูดี ยอดคนกดไลก์กดแชร์ก็ไม่น้อย คนที่มาโพสต์ต่อต้านว่าเป็นการยัดเยียดความเกลียดชังก็พอมีบ้าง แต่เทียบกันแล้ว คนที่กดถูกใจคอนเทนต์ก็ดูจะมีมากกว่าพอสมควร
อาจจะเป็นสาเหตุเดียวกันกับที่ทำให้ “Surrounded by Narcissists วิธีรอดพ้นจากคนหลงตัวเอง” หนังสือที่เขียนโดย โทมัส อีริกสัน (Thomas Erikson) หนึ่งในซีรีส์ Surrounded by… (หรือที่รู้จักกันในชื่อหนังสือชุด ล้อมรอบด้วยคนงี่เง่า) ขายดีแบบเทน้ำเทท่าไปแล้วกว่า 8 ล้านเล่ม ปัจจุบันซีรีส์นี้มีทั้งหมด 7 เล่ม ในภาษาอังกฤษ และได้รับการแปลเป็นไทยแล้วอย่างน้อย 5 เล่ม โดยสำนักพิมพ์ Amarin How-to
อ่านหนังสือเล่มนี้ดีไหม?
เอาเป็นว่า…ถ้าคุณรู้สึกว่า คนรอบข้างไม่มีความเห็นอกเห็นใจ เข้าอกเข้าใจ หรือที่สมัยนี้นิยมเรียกกันว่า Empathy กับคุณเท่าไรนัก
รู้สึกว่าเราถูกบีบให้รู้สึกผิดด้วยวัตถุประสงค์อะไรบางอย่าง
อยู่ท่ามกลางคนที่เฝ้ามองหาแต่ความผิดพลาดของคนอื่น และมองข้ามความผิดพลาดของตนเองไปอย่างง่ายดาย อีกทั้งยังวิพากษ์วิจารณ์และตัดสินผู้อื่นตลอดเวลา แต่กลับยอมรับคำวิพากษ์วิจารณ์จากผู้อื่นไม่ได้
รู้สึกว่ามีคนที่ต้องการความสนใจจากคนรอบกายเพียงผู้เดียว เหมือนกับดาวฤกษ์ศูนย์กลางจักรวาล ที่จะยอมให้ดาวดวงอื่นในดาราจักรเปล่งแสงสว่างทัดเทียมกันไม่ได้ ต้องออกอาการ เหยียบ กด ด้อยค่าดาวดวงนั้นให้ดับสูญ
ถ้าทั้งหมดที่กล่าวมา คือสิ่งที่เกิดขึ้นกับคุณอยู่เนืองๆ อืม…คุณอาจจะต้องการหนังสือเล่มนี้แล้วล่ะ
หนังสือเล่มนี้บอกผู้อ่านว่า เราทุกคนล้วนเคยพบปะคนประเภทนี้ บ้างก็ได้รับผลกระทบโดยตรง บ้างก็ไม่มีผลอะไร แต่สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบ อีริกสัน ได้วิเคราะห์แนวทางรับมือและหนทางรอดพ้นเอาไว้ในเล่ม
เขาเริ่มต้นด้วยการเล่าถึง ‘นาร์ซิสซัส’ ตัวละครในเทพปกรณัมกรีกโบราณ ที่หล่อเหลาจนใครๆ ก็ตกหลุมรัก หากท้ายที่สุดก็ตกหลุมรักเงาของตัวเองในน้ำ เพราะไม่มีใครเลอเลิศเท่าตัวเองอีกแล้ว ได้แต่เฝ้ามองอยู่อย่างนั้นจนสิ้นใจ กลายร่างเป็นดอกไม้สีขาวเหลืองที่ถูกขนานนามตามชื่อของเขาว่านาร์ซิสซัส (ดอกแดฟโฟดิลก็อยู่ในตระกูลนี้ด้วย)
ไม่…อีริกสันไม่ได้เล่าเรื่องนี้เพื่อเชื่อมโยงเหตุการณ์ปัจจุบันกับตำนาน เขาแค่อยากหยิบยกมาเป็นตัวอย่างว่า คนประเภทนี้คงอยู่คู่โลกมานาน จนถูกนำมาบอกเล่าผ่านตำนานเลยต่างหาก

โรคหลงตัวเอง (Narcissistic Personality Disorder: NPD) ไม่ใช่แค่การหลงรูป หรือหลงในความสามารถของตัวเองแบบ นาร์ซิสซัส เพียงเท่านั้น แต่เป็นความผิดปกติทางบุคลิกภาพ ที่ผู้ป่วยมีความรู้สึกว่าตนเองสำคัญเหนือคนอื่น หลงใหลในอำนาจและความสมบูรณ์แบบ ชอบเรียกร้องคำชม ขาดความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น และมักกดคนรอบข้างให้ต่ำลงเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้ตนเองดูดีขึ้น แม้ภายนอกจะดูมั่นใจ แต่ภายในมักเปราะบางและทนคำวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้ สภาวะแบบนี้จัดเป็น 1 ใน 3 ปีศาจ หรือ อสูรร้าย ที่นักจิตวิทยาให้นิยามไว้
แบบที่หนึ่ง คือ ไซโคพาธ ลักษณะเด่นคือความเย็นชา ไม่รู้ซึ้งถึงจิตใจผู้อื่น และไม่คำนึงถึงความต้องการของใคร
แบบที่สอง คือ ความเจ้าเล่ห์หลอกใช้คน ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับการวางแผน ใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกล่อ โน้มน้าว ชักจูงผู้อื่น เพื่อประโยชน์ส่วนตัว
และแบบที่สาม คือ ความหลงตัวเอง ส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องกับความรู้สึกว่า ตัวเองสมควรได้รับคำยกย่องสรรเสริญ และการปฏิบัติเป็นพิเศษแบบที่คนอื่นไม่ได้รับ
อีริกสันอธิบายว่า ทั้ง 3 อสูรร้ายนี้ มักจะมีลักษณะร่วม และไม่ได้แบ่งแยกขาดออกจากกันเลยเสียทีเดียว คนหลงตัวเองก็มักจะละเลยความรู้สึกผู้อื่น และมีแนวโน้มจะหลอกใช้และบงการคนรอบข้างด้วยเช่นกัน การรับมือกับคนหลงตัวเองนั้นจึงทำได้ยาก เพราะไม่ว่าคุณจะเลือกวิธีไหน วางเฉย โต้กลับ หรือเสนอความเห็น ก็ล้วนมีโอกาสกระตุ้นปฏิกิริยาเชิงลบของคนกลุ่มนี้ได้ทั้งนั้น เพราะพวกเขามักมองทุกอย่างเป็นการท้าทายอำนาจ ในบางกรณี ความรุนแรงอาจไม่ได้มาในรูปแบบการปะทะตรงๆ แต่แฝงมาในรูปของการทำให้รู้สึกผิด การบิดเบือนความจริง หรือสิ่งที่เราเรียกกันว่า gaslighting ที่หมายความว่า ‘กดดันให้รู้สึกผิด’ จนต้องยอมโอนอ่อนตาม
และในบางกรณี คนหลงตัวเองอาจไม่ได้มองว่าตัวเองกำลังทำร้ายใครอยู่ แต่เลือกที่จะชักแม่น้ำทั้งห้า หาเหตุผลมาอธิบายพฤติกรรมของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น ความกดดันจากภายนอก อุดมการณ์ที่ฝังรากลึก หรือ บุคลิกส่วนตัว กระนั้นก็ดี…การมีอยู่ของสาเหตุที่มาที่ไปของพฤติกรรม ก็ไม่ได้ทำให้ความเป็นพิษที่พ่นใส่ผู้อื่นนั้นเป็นที่ยอมรับได้ โดยเฉพาะในบริบทของครอบครัวและการทำงาน ที่เหตุผลความจำเป็นใดๆ ไม่ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการลดทอนคุณค่าของผู้อื่น
ลองคิดดูว่า ถ้าคุณมี พ่อ แม่ พี่ น้อง หรือหัวหน้า ที่จัดอยู่ในกลุ่มคนประเภทนี้ การทักท้วงหรือไม่ทำตามความต้องการของพวกเขาคือหายนะของคุณแล้ว แม้ว่ามันจะเป็นเรื่องเล็กเท่าปลายก้อยก็ตามที เพราะคนเหล่านี้จะโกรธเกรี้ยวและหาทางเอาคืนกับคุณแน่นอน และถ้าคุณมีเพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง หรือคนในปกครองที่เป็นคนหลงตัวเอง นั่นก็เป็นเรื่องยากไปอีกแบบ เพราะคนกลุ่มนี้อาจแสดงความก้าวร้าวขึ้นมา หากใครสักคนชี้ให้เขาเห็นจุดผิดพลาดของตัวเอง เพราะพวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่ตัวเองทำคือสิ่งที่ดีที่สุด คุณไม่สามารถจัดการพฤติกรรมคนกลุ่มนี้ได้ง่ายๆ เป็นแน่
ดังนั้น คนหลงตัวเองที่อาการหนักจริงๆ จึงไม่ได้ก่อเพียงความรำคาญ แต่เป็นอุปสรรคของการทำงาน ความสัมพันธ์ การใช้ชีวิต และอาจจะก่อผลเสียต่อสุขภาพจิตของคนรอบข้าง คนหลงตัวเองสามารถทำร้ายผู้คนรอบตัวได้ไม่ต่างจากที่ไซโคพาธทำ นั่นคือ บงการ โกหก หลอกใช้งาน ดื่มด่ำไปกับการเล่นเกมทางความคิด เขากล้าทำกับคนใกล้ตัว คู่ชีวิต หรือคนในครอบครัวโดยที่ไม่รู้สึกผิดเลยด้วยซ้ำ
ข้อมูลที่อีริกสันรวบรวมมาบ่งชี้ว่า คนหลงตัวเองที่ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตเวช มีอยู่ประมาณ 1-2% ของประชากรโลก นอกเหนือไปจากนั้นอาจจะเป็นคนที่มีพฤติกรรมท็อกซิก แต่ (ยัง) ไม่ได้ถูกวินิจฉัยว่าเป็นโรค (อาจเพราะไม่ได้ไปตรวจอย่างเป็นทางการ) กระนั้นก็ดี คนผิดปกติที่มีอยู่ 1-2% ก็มีโอกาสที่จะสร้างความเสียหายให้กับคนอื่นๆ มากพอแล้ว
Surrounded by Narcissists ยังไม่ทอดทิ้งกิมมิกสำคัญที่ปรากฎในหนังสือเล่มอื่นๆ ของซีรีส์ คือ ใช้เกณฑ์แบ่งพื้นฐานพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยระบบ DISC หรือการวิเคราะห์พฤติกรรมโดยใช้ 4 สี แดง เหลือง เขียว น้ำเงิน (รายละเอียดในหนังสือหน้า 52) อีริกสันแจกแจงให้เห็นว่า คนที่มีบุคลิกต่างกันจะได้รับผลกระทบจากคนหลงตัวเองในรูปแบบที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ หนังสือยังพาเราไปสำรวจสาเหตุที่มาของอาการหลงตัวเอง แนวทางการบำบัด และ การรับมือ หากสนใจเรียนรู้พฤติกรรมของ 1 ใน 3 อสูรร้าย ก็อยากจะชวนให้ตามไปอ่านต่อในเล่ม (หน้า 192 เป็นต้นไป)
ในหนังสือเล่มนี้ อีริกสัน ใช้เทคนิคเล่าพฤติกรรมหลงตัวเองของ narcissist ผ่านตัวละครสมมติที่ชื่อ ‘ลินดา’ เป็นระยะๆ เพื่อช่วยแสดงให้เห็นว่าพฤติกรรมของคนกลุ่มนี้จะแสดงออกอย่างไรได้บ้างในชีวิตจริง ถ้าคุณกำลังถูกรายล้อมด้วยคนหลงตัวเอง หรือมีคนหลงตัวเองอยู่ในวงโคจร ก็อาจจะรู้สึกว่าพฤติกรรมของลินดามันดูคุ้นเคยอย่างบอกไม่ถูก
ความยากของเรื่องนี้คือ เราอาจไม่รู้ตัวตั้งแต่แรกว่าคนใกล้ตัวของเราเป็นคนหลงตัวเอง เพราะพวกเขามักสื่อสารเก่ง และทำให้ตัวเองดูน่าเชื่อถือ ดังนั้น หนังสือเล่มนี้จึงไม่ได้เป็นแค่คู่มือในการ ‘รับมือคนอื่น’ แต่เป็นเครื่องมือในการ ‘ตั้งคำถามกับสิ่งรอบตัว’ และบางครั้งก็รวมถึงตัวเราเอง
หากคุณเคยสงสัยว่า ทำไมความสัมพันธ์บางรูปแบบถึงทำให้คุณรู้สึกเหนื่อย หรือรู้สึกผิดอยู่ตลอดเวลา หนังสือเล่มนี้อาจช่วยให้คุณมองเห็นคำตอบได้ชัดเจนขึ้น


