สุภาวดี หาญเมธี ผู้ปลุกปั้น EF ‘ต้นทางแก้ทุกเรื่อง’ สร้างฐานเด็กไทยให้แกร่ง

485 views
8 mins
October 11, 2025

          ท่ามกลางความท้าทายจากปัญหาเด็กติดยาเสพติดที่มีจำนวนเพิ่มขึ้นและอายุน้อยลงอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนถึงการแก้ไขปัญหาที่ปลายเหตุและยังไม่สามารถลดจำนวนลงได้อย่างแท้จริง Executive Function (EF) หรือความสามารถของสมองในการบริหารจัดการตนเอง ได้กลายเป็นองค์ความรู้สำคัญที่ถูกบุกเบิกและผลักดันให้เป็นรากฐานของการพัฒนาเด็กและแก้ไขปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน 

          เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เนื่องจาก EF เป็นกลไกธรรมชาติของสมองที่เริ่มก่อตัวเป็นโครงสร้างตั้งแต่แรกเกิด และเชื่อมโยงโดยตรงกับการตัดสินใจและบุคลิกภาพของแต่ละบุคคล 

          ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีงานวิจัยจำนวนมากที่ชี้ว่า การส่งเสริม EF ตั้งแต่ปฐมวัย จะช่วยสร้างรากฐานที่แข็งแกร่งให้กับเด็กในการคิดวิเคราะห์, แก้ปัญหา, กำกับตนเอง และรับมือกับความท้าทายในชีวิต ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดปัญหาต่างๆ รวมถึงยาเสพติดและพฤติกรรมเสี่ยงอื่นๆ ในระยะยาว

          คุณสุภาวดี หาญเมธี ผู้ก่อตั้งบริษัท รักลูกกรุ๊ป จำกัด คือหนึ่งในบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการจุดประกายและขับเคลื่อนองค์ความรู้ EF ให้เป็นที่ประจักษ์และนำไปสู่การปฏิบัติจริงในประเทศไทย

          เธอเริ่มสนใจ EF หลังจากที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ได้หารือถึงความล้มเหลวในการลดปัญหาเด็กติดยา และเสนอว่าอาจมีองค์ความรู้ใหม่ๆ ที่เกี่ยวข้อง หนึ่งในนั้นเรื่อง Executive Function ซึ่งหากย้อนไปเมื่อ 20 ปีแล้ว แนวคิดนี้เริ่มเป็นที่แพร่หลายในต่างประเทศ ทว่าในไทยกลับยังไม่มีใครพูดถึงมากนัก

          แม้จะสัมผัสได้ถึงศักยภาพของ EF ที่จะเป็น ต้นทางของการแก้ทุกเรื่อง แต่เธอพบว่าองค์ความรู้นี้มีความซับซ้อนและยากต่อการเข้าใจสำหรับคนทั่วไป 

          ด้วยวิสัยทัศน์ของรักลูกที่ต้องการ ‘ทำเรื่องยากให้กลายเป็นเรื่องง่าย’ คุณสุภาวดีจึงมุ่งมั่นที่จะถอดรหัสความรู้ EF ให้เข้าถึงได้ โดยมีบทบาทเป็นตัวตั้งตัวตีสำคัญในการรวบรวมนักวิชาการและผู้ปฏิบัติงานหลากหลายสาขา อาทิ นพ.ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์, รศ.ดร.อดิศักดิ์ ผลิตผลการพิมพ์, ดร.นวลจันทร์ จุฑาภักดีกุล, ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร ฯลฯ เพื่อผนึกกำลังทำความเข้าใจและพัฒนากรอบคิด EF ให้เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในบริบทของไทย การรวมตัวนี้ถูกเรียกว่า ‘Thailand EF Partnership’

          คุณสุภาวดี ไม่เพียงเป็นผู้ผลักดันความรู้เรื่อง EF ให้เป็นที่ประจักษ์ในสังคมไทย แต่ยังได้ถ่ายทอดองค์ความรู้นี้ผ่านการประพันธ์หนังสือภาพสำหรับเด็ก โดยเฉพาะหนังสือชุด ‘ในสวนของย่า’ และ ‘ไปสวนกับย่า’ ที่จัดพิมพ์โดยนานมีบุ๊คส์ ซึ่งมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมพัฒนาการ EF ในเด็กเล็ก

          The KOMMON ชวนเธอสนทนาในหลายประเด็น ตั้งแต่การแผ้วถางแนวคิด EF ในประเทศไทย ความท้าทายของระบบการศึกษาและระบบราชการ ไปจนถึงฟังก์ชันและความสำคัญของนิทาน หนังสือภาพ ตลอดจนสื่อการเรียนรู้ในโลกยุค AI 

อะไรคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้โครงการเกี่ยวกับ Executive Function (EF) เริ่มขึ้นมา และทำไมจึงมองว่า EF สำคัญ?

          ย้อนไปสิบกว่าปีที่แล้ว จุดเริ่มต้นมาจากการทำงานร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) ทาง ปปส. พบว่า จำนวนเด็กติดยาเสพติดเพิ่มขึ้นและอายุน้อยลงเรื่อยๆ ซึ่งเป็นปัญหาที่ไม่เคยลดลงเลย พวกเขาจึงมาปรึกษาว่ามีความรู้ใดบ้างที่จะช่วยแก้ไขปัญหานี้ได้

          หนึ่งในแนวคิดที่เราพบว่าน่าสนใจ คือเรื่อง Executive Function หรือ EF ซึ่งขณะนั้นยังไม่แน่ใจนัก แต่ทราบว่ามีนักวิจัยชาวไทยคือ ดร.นวลจันทร์ จุฑาภีกุล ที่กำลังวิจัยเรื่องนี้อยู่ เมื่อได้พูดคุยกับ ดร.นวลจันทร์ ก็เริ่มเข้าใจว่า EF คือ กระบวนการทำงานตามธรรมชาติของสมองที่ก่อตัวเป็นโครงสร้าง และที่สำคัญคือมันเกี่ยวข้องกับการตัดสินใจและบุคลิกภาพของบุคคล

          ในตอนนั้น เรารู้สึกเหมือนมีอาการ ‘ซาโตริ’ หรือความกระจ่างแจ้งขึ้นมาว่า ถ้าสมองทำงานเช่นนี้และมีคำอธิบายทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน มันน่าจะเป็น ‘ต้นทาง’ ในการแก้ไขปัญหาทุกเรื่อง เพราะที่ผ่านมา เราแก้ปัญหาเป็นเรื่องๆ ไป เช่น ปัญหาเด็กพฤติกรรมไม่ดี เด็กพิเศษ ยาเสพติด หรือแม้แต่เด็กติดเกม ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุเท่านั้น หากแก้ไขที่ต้นทางได้ ปัญหาอื่นๆ ก็จะเบาลงไปมาก

Executive Function (EF) คืออะไร และทำไมถึงถือเป็นทักษะพื้นฐานที่สำคัญ?

           EF ไม่ได้เป็นเพียงแค่การคิดธรรมดา แต่เป็นการ ‘คิดเพื่อกำกับตนเอง’ และ ‘คิดเพื่อบอกตัวเองว่าควรทำอย่างไร ควรรู้สึกอย่างไร ควรปฏิบัติตัวอย่างไรกับผู้อื่น’

          EF เป็นรากฐานของสมองส่วนหน้า ที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจ บุคลิกภาพ และช่วยในการพัฒนาทักษะต่างๆ เช่น การยับยั้งชั่งใจ การจดจำเพื่อใช้งาน (working memory) และการคิดวิเคราะห์ 

          ในเด็กเล็กระดับอนุบาล เราจะเน้นที่ 9 ด้านของ EF ซึ่งเป็นรากฐานที่ง่ายสำหรับพวกเขา ทักษะเหล่านี้จะค่อยๆ แข็งแรงขึ้นและพัฒนาไปสู่คุณลักษณะที่ซับซ้อนขึ้นเมื่อเด็กโตขึ้น เช่น การคิดวิเคราะห์

ทีมงานของคุณมีแนวทางอย่างไรในการทำความเข้าใจและพัฒนากรอบแนวคิด EF ให้เป็นรูปธรรม?

          การทำความเข้าใจเรื่อง EF ในตอนแรกไม่ชัดเจนนัก เราจึงเริ่มอ่านหนังสือและงานวิจัยต่างๆ เท่าที่มีในเวลานั้น รวมถึงปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหลายท่านเพื่อยืนยันความเข้าใจ 

          คุณหมอประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ ซึ่งมีความรู้พื้นฐานด้านจิตวิทยาอย่างมาก ได้ศึกษาค้นคว้าเพิ่มเติม และช่วยเชื่อมโยงระหว่างจิตวิทยาและประสาทวิทยาศาสตร์ (Neuroscience) เข้าด้วยกัน อีกคนที่มีส่วนสำคัญคือ ดร.นวลจันทร์ จุฑาภีกุล ที่เชี่ยวชาญด้านสมอง

          เราได้จัดเวทีประชุมกับนักการศึกษา นักวิชาการ และผู้ปฏิบัติงานจริง เช่น ครูจากโรงเรียนอนุบาลที่ใช้แนวคิด Active Learning และครูจากกลุ่มจิตตเมตต์ที่ใช้ดนตรีและการเคลื่อนไหวในการสอน การพูดคุยแลกเปลี่ยนนี้ดำเนินไปกว่าหนึ่งปี จนทุกคนตกผลึกและมั่นใจว่า EF เป็น ‘ของจริง’ ไม่ใช่แค่งานวิจัยที่บูมขึ้นมาชั่วคราวแล้วหายไป

          นอกจากนี้ยัง ดร.ปนัดดา ธนเศรษฐกร และนักการศึกษาปฐมวัยอีกหลายท่าน เข้ามาร่วมผนึกกำลัง ทำให้แนวคิด EF กลายเป็นเรื่องที่นำไปสู่ภาคปฏิบัติได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น การรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายภาคส่วนนี้ ต่อมาถูกเรียกว่า ‘Thailand EF Partnership’

แนวคิดเรื่อง ‘Self’ (ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของ EF ได้อย่างไร และทำไมจึงสำคัญ?

          ในช่วงแรก เรามุ่งเน้นไปที่ EF เป็นหลัก แต่จากการสังเกตพบว่า แม้โรงเรียนที่ใช้แนวทาง Active Learning ซึ่งทำงานกับสมองของเด็กโดยตรง แต่เด็กกลับไม่สดใส เราจึงตระหนักว่าครูบางคนอาจจะดุเกินไป หรือไม่ได้เสริมสร้างให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีตัวตน มีความหมาย มีคุณค่า 

          ‘Self’ หรือความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง คือ แรงบันดาลใจที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เด็กอยากจะคิดและเรียนรู้

          ตัวอย่างที่ชัดเจนคือ มีคุณครูที่ปัตตานีเล่าว่า แม้ครูจะถูกสอนให้กอดเด็ก แต่แรกๆ ก็ทำใจกอดไม่ได้ เพราะกลัวติดเหาจากเด็ก (หัวเราะ) แต่เมื่อลองกอดแล้ว กลับพบว่าเด็กๆ เปลี่ยนพฤติกรรมในเรื่องความสะอาดไปโดยปริยาย เพราะเขาอยากให้ครูกอด ขณะเดียวกันเด็กที่เคยเกรี้ยวกราดก็ดีขึ้น เมื่อเด็กมี Self ที่ดี EF ก็จะเกิดขึ้นได้

          ในอดีต การศึกษาของไทยมักจะพูดถึงพัฒนาการด้านอารมณ์และจิตใจในแง่ของความสุขหรือสุนทรียะอย่างผิวเผิน แต่ไม่เคยหยิบยกเรื่อง Self ของเด็กขึ้นมาพูดอย่างจริงจัง การใช้คำพูดที่เปรียบเทียบ ประชดประชัน หรือตำหนิเด็ก อย่างเช่นสุภาษิต รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ได้ทำลายความรู้สึกอยากมีตัวตนของเด็กไป ซึ่งหากเด็กไม่รู้สึกว่าตนเองมีความหมายและมีความสามารถในการคิด ก็จะไม่มีทางเกิด EF ได้

กรอบแนวคิด ‘ความรู้ฐานราก 3 มิติ’ ที่คุณส่งเสริมและผลัดกัน ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

          ตอนนี้เราได้พัฒนาแนวคิด EF ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยเรียกว่า ‘ความรู้ฐานราก 3 มิติ’  ซึ่งประกอบด้วย:

          1. พัฒนาการ (Development): ครอบคลุม 4 ด้าน ได้แก่ ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา (ซึ่งประเทศไทยเคยให้ความสำคัญอยู่แล้ว)

          2. Self (ความรู้สึกมีคุณค่าในตัวเอง): เป็นการเติมเต็มในส่วนที่ประเทศไทยยังขาด โดยเน้นให้เด็กรู้สึกว่าตนเองมีตัวตน มีความหมาย และมีค่า

          3. Executive Function (EF): คือการคิดเพื่อกำกับตนเอง การคิดวิเคราะห์ การแก้ไขปัญหา และการยับยั้งชั่งใจ

          ทั้งสามมิตินี้มีความเชื่อมโยงกัน และจำเป็นต้องได้รับการพัฒนาไปพร้อมกันในทุกช่วงวัย ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้สูงอายุ การขาดหายไปของมิติใดมิติหนึ่ง โดยเฉพาะ Self และ EF ทำให้ระบบการพัฒนาเด็กที่ผ่านมาไม่สมบูรณ์

การปลูกฝัง EF และความรู้ฐานราก 3 มิติ ช่วยแก้ปัญหายาเสพติดและปัญหาอื่นๆ ได้อย่างไร?

          ปัญหาเด็กติดยาเสพติดเกี่ยวข้องกับ EF โดยตรง ในอดีต เราอาจเข้าใจว่าการติดยาเป็นเรื่องของ ‘คนจิตใจตกต่ำ’ แต่ปัจจุบันมีงานวิจัยที่ชัดเจน โดย ดร. นอรา โวลโคว์ (Nora Volkow) ผู้อำนวยการสถาบันยาเสพติดแห่งชาติของสหรัฐอเมริกา (NIDA) กล่าวว่า ‘การเสพติดเป็นโรคของสมอง’ (The disease of the brain)

          สมองของคนที่ติดยา จะถูก ‘เดินสาย’ หรือก่อรูปเส้นใยประสาทไปในทิศทางที่ติดได้ง่าย โดยเฉพาะผู้ที่มีภูมิหลังทางพันธุกรรม วัยเด็กที่ไม่ปกติ (เช่น ขาดความรู้สึกมีคุณค่า ถูกทำร้าย ทอดทิ้ง หรืออยู่ในภาวะเครียดตลอดเวลา) ทำให้หาความสุขได้ยากกว่าปกติ 

          เมื่อมีสิ่งกระตุ้นภายนอกที่ให้ความสุขทันที เช่น ยาเสพติด สารโดปามีนก็จะหลั่งผิดปกติ ทำให้เกิดความต้องการที่จะได้สิ่งนั้นซ้ำๆ และมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกครั้งที่มีการเสพ สารสื่อประสาทจะสร้างและเสริมเส้นทางในสมองให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก

          การปลูกฝัง EF ตั้งแต่ต้นทาง โดยเฉพาะความสามารถในการยับยั้งชั่งใจและการกำกับตัวเอง จึงสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมันช่วย ‘สร้างสันดาน’ หรือนิสัยพื้นฐานที่ดีให้กับเด็ก ทำให้ไม่สร้างเส้นใยสมองที่มีแนวโน้มจะติดอะไรได้ง่ายๆ การแก้ปัญหาที่รากฐานตั้งแต่ปฐมวัย จะช่วยลดโอกาสที่เด็กจะไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และแก้ไขปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าวหรือภาวะซึมเศร้าในอนาคตได้

นอกจากยาเสพติดแล้ว ปัญหาในยุคปัจจุบัน เช่น การใช้มือถือหรือการติดหน้าจอของเด็ก ส่งผลกระทบต่อพัฒนาการสมองและ EF อย่างไรบ้าง

          เรื่องนี้สำคัญและน่าเปนห่วงมาก เพราะการใช้มือถือนั้นสร้าง ‘เส้นทางของการติด’ คล้ายกับยาเสพติด คือทำให้เกิดการหลั่งสารโดปามีนแบบผิดปกติ ซึ่งการติดมือถือนี้อาจนำไปสู่การติดเกม หรือการติดพนันออนไลน์ได้ตามวัย

          ผลกระทบที่น่ากลัวต่อสมองของเด็กเล็กคือ สมองไม่ได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบและเป็นธรรมชาติ ลองนึกภาพว่า สื่อในมือถือมีการเปลี่ยนเฟรมอย่างรวดเร็วและกระโดดไปมา ทำให้ข้อมูลเข้าระบบสมองอย่างไม่ต่อเนื่องและไม่เป็นระบบ ต่างจากการเรียนรู้แบบธรรมชาติ เช่น การเฝ้าดูน้ำแข็งละลาย หรือการอ่านหนังสือนิทาน ซึ่งเด็กจะมีเวลาประมวลผลความคิด

          ข้อต่อมาคือปัญหาด้านภาษาและการคิด เด็กจะพูดไม่เป็นภาษา เพราะสมองไม่ได้รับการเรียบเรียงความคิดอย่างเป็นระบบ ทำให้การฟอร์มคำพูดและภาษาไม่สมบูรณ์

          อีกปัญหาหนึ่งคือเรื่องพฤติกรรมและการเรียนรู้ เด็กที่ติดหน้าจอมากๆ มีแนวโน้มจะไม่สนใจทำกิจกรรมอื่น ไม่สื่อสารกับใคร อาจมีพฤติกรรมงุ่นง่าน สมาธิสั้น หรือมีอาการคล้ายออทิสติกเทียม ซึ่งจะส่งผลให้เรียนรู้ช้าหรือไม่สามารถเรียนรู้ได้เมื่อโตขึ้น

          ปัจจุบันพบว่ามีเด็กอนุบาลจำนวนไม่น้อยกว่า 10% ที่ประสบปัญหาเหล่านี้ พ่อแม่หลายคนให้ลูกเล่นมือถือเพราะต้องการให้ลูกนิ่ง หรือเชื่อว่าจะทำให้ลูกฉลาด ซึ่งเป็นความเข้าใจผิดอย่างมาก

          ความเร่งด่วนคือ เด็กเล็กที่ได้รับผลกระทบจากมือถือตั้งแต่ก่อน 2 ขวบ หรือไม่มีการจำกัดเวลาการใช้หลัง 2-3 ขวบ จะไม่มี ‘วิธีอื่น’ หรือกระบวนการคิดอื่นอยู่ในสมองเลย เปรียบเหมือนต้นไม้ที่ลำต้นยังอ่อนอยู่ สามารถดัดได้ง่าย ถ้าแก้ไขได้ทันตั้งแต่ปฐมวัย ผลเสียที่เกิดขึ้นยังสามารถเยียวยาได้เร็ว แต่หากปล่อยไว้จนโต การแก้ไขจะยากขึ้นมาก

กิจกรรมในชีวิตประจำวัน รวมถึงการอ่านนิทานหรือหนังสือภาพ มีบทบาทอย่างไรในการส่งเสริม EF และอะไรคือแรงบันดาลใจเบื้องหลังหนังสือชุด ‘ในสวนของย่า’ และ ‘ไปสวนกับย่า’ ที่คุณทำร่วมกับนานมีบุ๊คส์

          กิจกรรมในชีวิตประจำวันทุกอย่างช่วยพัฒนา EF ได้หมด ไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง ไม่ว่าจะเป็นกีฬา ดนตรี ศิลปะ การอ่านหนังสือ การเล่นบอร์ดเกม การเล่นบทบาทสมมติ หรือแม้แต่การเล่นอิสระ ก็ล้วนส่งเสริม EF ได้ทั้งสิ้น 

          ครูหรือพ่อแม่ที่เข้าใจ สามารถหยิบจับอะไรก็ได้รอบตัวมาใช้สอนเด็กได้ เช่น ก้อนหินเอามาเรียงแทนเลโก้ ซึ่งบางทีอาจดีกว่าเลโก้ด้วยซ้ำ เพราะมีความซับซ้อนมากกว่า กระตุ้นความคิดได้มากกว่า

          การอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือภาพ ก็เป็นเครื่องมือที่สำคัญมาก หนังสือทุกเล่มส่งเสริม EF ได้ เพราะเมื่อเด็กเปิดหนังสือ เห็นภาพ หรืออ่านเรื่องราว สมองของเด็กจะเกิดกระบวนการคิด ทบทวนประสบการณ์เดิม จินตนาการ และเชื่อมโยงสิ่งต่างๆ เข้าด้วยกันตลอดเวลา การอ่านหนังสือคือการฝึก Working Memory และการคิดขั้นสูง

          แรงบันดาลใจเบื้องหลังหนังสือชุด ‘ในสวนของย่า’ และ ‘ไปสวนกับย่า’ มาจากความรู้สึกที่อยากให้เด็กๆ ได้เรียนรู้การฟอร์มความคิดในเรื่องของ ความแตกต่างหลากหลาย เล่มแรกที่เขียนคือเรื่อง ‘เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน’ ที่ช่วยสอนเด็กให้เข้าใจว่า สิ่งต่างๆ หรือผู้คน อาจ “เหมือนกัน แต่ไม่เหมือนกัน” หรือ “ไม่เหมือนกัน แต่เหมือนกัน” เช่น ก้อนหินที่เหมือนกันแต่มีรูปร่าง ลวดลาย น้ำหนักต่างกัน หรือคนที่มีผิวไม่เหมือนกันแต่ก็เป็นคนเหมือนกัน ทำให้เด็กได้เรียนรู้การยอมรับความหลากหลายและฟอร์มแนวคิดที่สำคัญ

          นอกจากนี้ ยังมีเล่มอื่นๆ ที่มาจากประสบการณ์จริงในการทำสวนของตัวเอง ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวใกล้ตัวที่สอนบทเรียนชีวิต เช่น การทำผิดโดยไม่ตั้งใจ การขอบคุณสิ่งต่างๆ รอบตัว หนังสือเหล่านี้ช่วยกระตุ้นความคิด สร้างแรงบันดาลใจ และให้มุมมองที่หลากหลายแก่เด็ก

ตลอดหลายสิบปีที่คุณทำงานคลุกคลีในเรื่องเด็กและครอบครัว อะไรคือความท้าทายหลักที่คุณต้องเผชิญ?

          แม้จะมีผลลัพธ์ที่ชัดเจน แต่ความท้าทายที่สำคัญที่สุดคือ ‘ระบบราชการ’ ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงและการโยกย้ายครู ผู้บริหารโรงเรียน หรือนายอำเภอที่เข้าใจและร่วมมือดี อาจถูกโยกย้าย ทำให้ต้องเริ่มกระบวนการทำความเข้าใจใหม่ แม้จะไม่เริ่มจากศูนย์ แต่ก็ทำให้งานไม่ต่อเนื่อง

          ข้อต่อมาคือ แรงต้านทานในการเปลี่ยนแปลง ข้าราชการบางส่วนไม่อยากทำงานเพิ่ม หรือไม่อยากเปลี่ยนจากวิธีการเดิมๆ ทั้งที่จริงแล้วการเข้าใจ EF จะช่วยลดงานเก่าลงได้มาก เพราะไม่ต้องไปแก้ปัญหาทีละอย่าง

          ข้อต่อมาคือความเข้าใจผิดในระบบการศึกษา ซึ่งยังคงเน้นวิชาการเป็นหลัก และการวัดผลยังคงเป็นแบบเดิม ทำให้การนำแนวคิดใหม่ๆ เข้าไปปรับใช้ทำได้ยาก ชณะเดียวกันมุมมองของผู้ปกครองและครู บางส่วนยังเข้าใจผิด คิดว่าการเลี้ยงเด็กแบบ EF หรือการเสริมสร้าง Self จะทำให้เด็กดื้อ หรือการพัฒนาสมองต้องใช้อุปกรณ์ราคาแพง 

          อีกปัญหาที่เล่าไปแล้ว คือผลกระทบจากการใช้สมาร์ทโฟน การที่พ่อแม่ให้ลูกเล่นมือถืออย่างไม่จำกัด โดยคิดว่าเด็กจะอยู่นิ่ง หรือฉลาดขึ้น กำลังสร้างปัญหาใหญ่ให้กับพัฒนาการสมองของเด็กอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน และเป็นสิ่งที่ถ่วงปัญหาให้หนักขึ้นไปอีก ที่ผ่านมารัฐบาลยังขาดมาตรการที่ชัดเจนในการจัดการเรื่องนี้

จากการลงทุนลงแรงที่ผ่านมา สิ่งที่คุณคาดหวังให้เกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้คืออะไร

          แม้จะมีความท้าทายต่างๆ ที่ว่ามา แต่พวกเราที่ทำงานเรื่องนี้กันมาอย่างต่อเนื่อง ยังคงเดินหน้าผลักดันต่อไป โดยเฉพาะแนวคิด ‘ความรู้ฐานราก 3 มิติ’ ซึ่งเราคาดหวังว่าวันหนึ่งมันจะกลายเป็น ‘ความรู้สามัญประจำบ้าน’ สำหรับทุกคนในอนาคต

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก