(หลีกเลี่ยงได้ยากที่จะไม่เปิดเผยเนื้อหาของหนังสือ แม้ว่าจะพยายามแล้ว)
แฟนนวนิยายสืบสวนรู้ดีว่าระหว่างนวนิยายสืบสวนของฝั่งตะวันตกกับฝั่งญี่ปุ่นซึ่งครองตลาดส่วนใหญ่ของเมืองไทยมีวิธีการเล่าเรื่อง บรรยากาศ และใดๆ ก็ตามแตกต่างกัน ช่วงหลังๆ นี้นวนิยายสืบสวนจากเกาหลีใต้ก็เริ่มตีตลาดเมืองไทยแล้ว รอเวลาเติบโต
ผมได้อ่านนวนิยาย (น่าจะ) สืบสวนจากเกาหลีใต้เล่มหนึ่ง ‘วันหนึ่งในฤดูร้อนมีศพนอนอยู่ที่ไหนสักแห่ง’ เขียนโดย พักยอนซอน เป็นงานที่เผยแพร่ในภาษาเกาหลีตั้งแต่ปี 2559 ได้รับการแปลเป็นภาษาไทยเมื่อปี 2564

ทำไมผมต้องใส่วงเล็บว่า ‘น่าจะ’ ถ้าต้องจัดหมวดหมู่กันจริงๆ จังๆ นวนิยายเล่มนี้ก็ควรอยู่ในหมวดแนวสืบสวน แต่สำหรับผมมันเป็นนวนิยายสืบสวนที่มีรสชาติแปลกกว่าเล่มอื่นๆ ที่ผมเคยอ่าน เรามักนึกถึงฉากฆาตกรรมสยดสยอง การไล่ตามพยานหลักฐานอันน่าตื่นเต้นของตัวเอก มีเงื่อนเวลาคอยบีบคั้นให้ผู้อ่านลุ้นและชวนติดตาม
‘วันหนึ่งในฤดูร้อนมีศพนอนอยู่ที่ไหนสักแห่ง’ ไม่มีองค์ประกอบที่ว่า มีเรื่องเงื่อนเวลาบ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นบีบคั้นจนต้องเอาใจช่วยตัวเอกขนาดนั้น ทว่า ผมกลับประทับใจกับตะกอนต่างๆ ที่มันทิ้งไว้ให้หลังอ่านจบ
หนังสือเรื่องนี้เล่าถึงตัวเอก คังมูซุน หญิงสาวเฟี้ยวเฟียสวัย 27 ที่เตรียมสอบเข้ามหาวิทยาลัย (มาหลายรอบ) ต้องเข้าไปพัวพันกับเหตุการณ์การหายสาบสูญของเด็กหญิง 4 คนภายในวันเดียวเมื่อ 15 ปีก่อนในหมู่บ้านทูวังนี ชนบทไกลปืนเที่ยงซึ่งย่าของเธออาศัยอยู่มาทั้งชีวิต
ผู้เขียนเล่าเรื่องผ่านมุมมองของคังมูซุนที่คอยตบมุขอยู่เรื่อย ทำให้เรื่องราวไม่น่าเบื่อ แม้ว่าการดำเนินเรื่องค่อนข้างช้าจนคอนวนิยายสืบสวนอาจเคืองหน่อยๆ ส่วนผมคิดว่ามันเป็นความพยายามปูเรื่องราวของผู้เขียนที่ต้องการเผยให้เห็นความสัมพันธ์แบบรักแกมรำคาญระหว่างย่า-หลาน และความหม่นหมองของเรื่องเศร้าในอดีตที่ยังฝังแผลเป็นในใจให้แก่คนในหมู่บ้าน…อย่างช้าๆ
คังมูซุนวัย 6 ขวบฝังแคปซูลเวลาไว้ที่หมู่บ้านนี้ ความเบื่อของสาวกรุงโซลที่ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกดึงให้เธอต้องหาอะไรทำแก้เบื่อ เธอจึงเลือกขุดคุ้ยความทรงจำ และพบว่าภายในกล่องที่เธอฝังดินไว้มีของบางอย่างที่ไม่น่าจะเป็นของเธอ เกิดความสงสัย พยายามค้นหาคำตอบ แล้วก็ได้คำตอบที่ไม่คาดคิด
เมื่อ 15 ปีก่อน ผู้ใหญ่เกือบทั้งหมู่บ้านทูวังนีออกไปเที่ยวน้ำพุร้อนกัน พอกลับถึงหมู่บ้านก็พบว่าเด็กหญิง 4 คนในหมู่บ้านหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย หนึ่งในนั้นเป็นลูกสาวของตระกูลเก่าแก่แห่งทูวังนี เด็กหญิงอีกคนเป็นลูกของบาทหลวงของโบสถ์ประจำหมู่บ้าน อีกหนึ่งเป็นวัยรุ่นแก่นเฟี้ยว และอีกคนเป็นเด็กหญิงที่รักแม่มากมายและยอมลำบากเกินวัยเพื่อแบ่งเบาภาระของแม่
ณ ตอนนั้นคนทั้งหมู่บ้านช่วยกันออกตามหา แจ้งตำรวจ เกิดการค้นหากันขนานใหญ่จนเป็นข่าวออกโทรทัศน์ไปทั่วประเทศ แต่หาอย่างไรก็ไร้ร่องรอย ในที่สุดบรรดานักข่าวที่สร้างความรำคาญให้แก่ชาวบ้านทูวังนีก็สลายตัวไปไล่งับข่าวอื่นที่ขายได้ การค้นหายุติ จบลงด้วยข้อสรุปคลุมเครือว่าทั้งสี่คนน่าจะถูกลักพาตัวไปและเสียชีวิตแล้ว ศพของพวกเธอคงอยู่ที่ไหนสักแห่งในแผ่นดินเกาหลีใต้
การค้นหาเจ้าของผลงานแกะสลักไม้รูปผู้ชายเข็นจักรยานทำให้คังมูซุนปลดกุญแจอดีตโดยไม่ตั้งใจ แล้วก็ตั้งใจมากขึ้นๆ ด้วยความสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
มีการก่ออาชญากรรมหรือไม่? มี
มีอาชญากรที่ควรถูกลงโทษหรือไม่? มี
มีศพหรือเปล่า? มี
มีฉากไล่ล่ามั้ย? ก็มีอีกเหมือนกัน (แค่นิดหน่อยน่ะ)
หักมุมมั้ย? แน่นอน แต่มุมนั้นหักลงเป็นความเศร้า ขบขันในบางที และทิ้งรสขมปร่าไว้ที่กลางใจ
ทั้งสี่ครอบครัวที่ลูกสาวหายไปตกอยู่ในหลุมดำของความโศกเศร้า ความอึดอัดคับข้อง และความลับแน่นอก แน่นเสียจนไม่อาจใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุขอีกต่อไป
สำหรับผมแล้ว ‘วันหนึ่งในฤดูร้อนมีศพนอนอยู่ที่ไหนสักแห่ง’ เป็นเรื่องเล่าชีวิตแสนเศร้า สะท้อนความโหดร้ายของชีวิตยามเมื่อมันสู้กลับของสี่ครอบครัวที่อาบคลุมด้วยแนวทางของนวนิยายสืบสวนและความขบขันของตัวเอกกับย่า ย่าที่ยังทรหดบึกบึน คิดจะทำอะไรแล้วทำโดยไม่ลังเล อันที่จริงถ้าไม่มีย่า คังมุนซูอาจไม่มีวันสะสางโจทย์ได้
ผู้เขียนค่อยๆ คลี่คลายเงื่อนปมอย่างช้าๆ เปิดเผยตัวละครบางตัวแบบไร้ที่มาที่ไปให้คนอ่านคาดเดาว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่เมื่อ 15 ปีก่อนและมันทิ้งอะไรไว้บ้าง
มันทิ้งบาดแผลที่ไม่มีวันลบเลือนชั่วชีวิตแก่พี่สาวคนหนึ่งเพราะน้องสาวของเธอหายไป เป็นเหตุให้แม่ของเธอสติแตก เดินขึ้นเขาตอนกลางดึกเพื่อติดต่อกับมนุษย์ต่างดาวที่เธอเชื่อว่าพาตัวลูกสาวของเธอไป
พ่อแม่คู่หนึ่งต้องใช้ชีวิตหลบๆ ซ่อนๆ ตลอด 15 ปี ผู้เป็นพ่อคอยช่วยเหลือคนในหมู่บ้านอย่างเงียบๆ โดยเฉพาะกับครอบครัวที่สูญเสียเหมือนตน ชาวบ้านทูวังนีล้วนสงสารเขา หมั่นปลอบประโลมเขาว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขา ดังนั้น เขาจึงไม่ต้องชดใช้อะไรแก่ใครหรอก
ตระกูลขุนนางเก่าแก่แห่งทูวังนีเสียใจกับการตัดสินใจของตน มันผิดพลาด ผิดพลาดไปหมดตั้งแต่เริ่มต้น เพียงเพราะเกียรติยศศักดิ์ศรีที่พวกเขาแบกหามไว้บนบ่า มันจึงไม่มีที่ว่างให้แก่ลูกสาวของตน แล้วจบลงด้วยโศกนาฏกรรม
แม่ผู้ขยันอดทนทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ผัวเสเพล ลูกชายคนเล็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา มีก็เพียงลูกสาวเท่านั้นที่คอยอยู่เคียงข้างเธอ คอยบรรเทาความเหนื่อยยาก แต่เมื่อลูกสาวรับรู้ความจริงบางอย่าง ความรักแปรเปลี่ยนเป็นความคับแค้น การทรยศหักหลังจึงเกิดขึ้น แต่เราก็พูดไม่ได้เต็มปากนักหรอกว่าใครกันแน่ที่เริ่มทรยศหักหลังใครก่อน เหลือเพียงแม่ที่นั่งเหม่ออยู่หน้าบ้านดั่งคนไร้วิญญาณอยู่ทุกวี่วัน
หลังจากสืบสาวราวเรื่อง คังมูซุนรับรู้ว่าเรื่องราวในอดีตไม่ได้เป็นอย่างที่ทุกคนคิด จากเบาะแสที่นำมาปะติดปะต่อกันเธอยังรู้ด้วยว่าใครคืออาชญากร ถึงกระนั้นเธอก็เลือกจะเก็บไว้เป็นความลับเพราะมันไม่มีประโยชน์อะไรแล้วที่จะเปิดเผย เธอได้เรียนรู้ว่าบางเรื่องปล่อยให้เป็นความลับต่อไปดีกว่าเปิดเผยออกมา
‘วันหนึ่งในฤดูร้อนมีศพนอนอยู่ที่ไหนสักแห่ง’ คือโศกนาฏกรรมที่สามารถเกิดขึ้นในชีวิตใครก็ได้ แค่เพียงจังหวะลงตัว หนึ่งโศกนาฏกรรมก็กลายเป็นโศกนาฏกรรมแบบพหูพจน์ได้ ไม่ว่ามนุษย์จะหาญกล้าสักแค่ไหน การต่อสู้กับโชคชะตาก็ไม่เคยเป็นการต่อสู้ที่ยุติธรรม เราไม่ใช่คู่ปรับของมันตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว
แล้วยังไงล่ะ? เราต้องยอมโอนอ่อนผ่อนตามโชคชะตาอย่างนั้นหรือ? ก็คงไม่ใช่ เพียงการเลือกสู้กับสิ่งที่ควบคุมไม่ได้นั้นต้องอาศัยการตัดสินใจที่ถูกต้อง และอาจถึงขั้นจำเป็นต้องคำนึงถึงความเป็นมนุษย์ให้มากๆ เข้าไว้ ให้มากกว่าการถือดี ความกลัว ความอับอาย การยอมรับความผิดพลาด การให้อภัย ฯลฯ
เพราะหากตัดสินใจผิดไปแค่ครึ่งองศา ฉากชีวิตต่อจากนั้นอาจไม่ต่างกับโศกนาฏกรรมแห่งทูวังนี
พูดไปก็เหมือนขัดแย้งกันเอง ชีวิตคือผลรวมของความขัดแย้งและผิดพลาดจำนวนมากที่หล่อหลอมเราให้เป็นเรา ดังนั้น สิ่งที่เหลือทิ้งไว้ให้เราจึงไม่ใช่แค่โศกนาฏกรรมหรือสุขนาฏกรรม
แต่มันยังมีสิ่งที่เรียกว่า ‘บทเรียน’ รวมอยู่ในนั้นด้วย
