ลงถนนกันเถอะ!
เวลาที่สองเท้าของเราย่ำไปบนถนน บนเส้นทางที่เราคุ้นเคยจนแทบจะหลับตาเดินได้ ผ่านพื้นที่สาธารณะที่เราเห็นมาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง อาจมีบางจังหวะที่เราคิดขึ้นมาว่ามันคงจะดีนะ ถ้าพื้นที่เหล่านี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์
คงจะดีมากหากสิ่งที่ผุดขึ้นมาบนถนนไม่ใช่เพียงแค่ดอกไม้หรือวัชพืช แต่เป็น ‘อะไรสักอย่าง’ ที่ปรับโฉมถนนเส้นเดิมๆ ให้มีชีวิตชีวา
ถึงเราจะยังจินตนาการไม่ออกว่า ‘อะไรสักอย่าง’ นั่นคืออะไร แต่ตัดภาพไปที่นครนิวยอร์ก สหรัฐอเมริกา ‘อะไรสักอย่าง’ บนถนนนั้นกลายเป็น ‘อะไรหลายๆ อย่าง’ สำหรับคนในพื้นที่โดยรอบ
ตามพื้นที่สาธารณะในนิวยอร์ก ไม่ว่าจะเป็นสวนสาธารณะ พลาซ่า หรือบนถนน เราอาจได้พบกิจกรรมแบบ ‘ป๊อปอัป’ ยามก้าวเดินไปตามเส้นทางที่คุ้นเคย กิจกรรมที่ว่าอาจเป็นตู้หนังสือกลางทางเท้า พร้อมม้านั่งไว้ให้เราหยิบหนังสืออ่าน แกลเลอรี่ริมถนนที่ผู้คนต่างวัยสามารถหยิบดินสอสีและปากกามาวาดรูปเล่น หรืออาจเป็นสนามเด็กเล่นขนาดย่อมที่เด็กๆ สามารถสนุกกับเครื่องเล่นสิ่งกีดขวาง ระบายสีชอล์กบนพื้น แล้วล้มลงนอนบนพรมพื้นยางได้แบบสบายใจเฉิบ
นี่เป็นตัวอย่างของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงผ่านฝีมือของ Street Lab องค์กรไม่แสวงผลกำไรในอเมริกา ผู้พิสูจน์ให้เห็นว่าเราสามารถนำพื้นที่สาธารณะมาใช้ประโยชน์ได้หลากหลาย หลักๆ คือการเติมความรู้ใ้ห้ผู้คนในชุมชนและเปิดพื้นที่ให้ผู้คนได้มาพบปะและทำกิจกรรมร่วมกัน
เลสลี ดาวอล (Leslie Davol ) และสามี แซม ดาวอล (Sam Davol) ริเริ่ม Street Lab ขึ้นมาในปี 2006 ในย่านไชน่าทาวน์เมืองบอสตันที่พวกเขาเคยอาศัยอยู่ เลสลีมีประสบการณ์ในการทำงานด้านการพัฒนาวัฒนธรรมมามากกว่า 30 ปีในหลายองค์กร เช่น New-York Historical Society หรือเป็นหนึ่งในกรรมการตัดสินการประกวดด้านศิลปะสาธารณะ ส่วนแซมก็เป็นอดีตทนายความกับ Legal Aid Society แถมยังเป็นนักดนตรีมืออาชีพมาเป็นเวลากว่า 35 ปี
พวกเขาเริ่มจากการสร้างกิจกรรมทางวัฒนธรรมบนพื้นที่สาธารณะ เช่น ติดตั้งจอทีวีบริเวณพื้นที่ว่างใกล้ๆ กับอพาร์ตเมนต์พร้อมผลิตซีรีส์และภาพยนตร์ภาษาจีนมาฉายให้คนในย่านที่มีพื้นเพอันหลากหลายดู และยังชักชวนกันเปลี่ยนพื้นที่ว่างๆ ในละแวกร้านค้าให้กลายเป็นห้องสมุดที่มีอาสาสมัครคอยดูแล ทำเช่นนี้อยู่หลายปีจนกระทั่งย้ายมาที่นิวยอร์ก และริเริ่มขยายโปรเจกต์ไปเรื่อยๆ โดยดำเนินตามสิ่งที่เคยทำในบอสตัน คู่หูเปลี่ยนเมืองมองว่าพื้นที่สาธารณะควรเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจ เป็นพื้นที่ส่วนกลางให้ผู้คนเดินทางมาพบปะสังสรรค์และเชื่อมโยงกันและกัน กิจกรรมชวนคิดต่างๆ จึงถูกสร้างขึ้นพร้อมการทำงานร่วมกับหน่วยงานในเมือง ไม่ว่าจะเป็นมูลนิธิ ภาคประชาสังคม องค์กรทางวัฒนธรรม ไปจนถึงภาครัฐ
POP UP! กิจกรรมดีๆ โผล่ขึ้นมาได้ยังไง
“ทุกสิ่งที่เราทำถูกออกแบบให้เป็นป๊อปอัป มันเกิดขึ้นที่นี่วันนี้ แต่พรุ่งนี้ก็หายไป” เลสลี ดาวอล หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Street Lab เล่าถึงการทำงาน
ไอเดียสำคัญของพวกเขาคือความเป็น ‘ป๊อปอัป’ หรือสิ่งที่ผลุดขึ้นอย่างฉับพลันในระยะเวลาสั้นๆ พร้อมจะเคลื่อนที่โยกย้ายไปตามพื้นที่ต่างๆ และไม่ใช่สิ่งที่ตั้งอยู่ถาวร
จริงๆ แล้วภาวะการเป็นป๊อปอัปนี้ก็เปรียบเสมือน ‘ประเพณี’ ของเมืองเหมือนกัน ลองนึกถึงเวลาที่บ้านเมืองเรามี เทศกาล หรือวันสำคัญต่างๆ ดูก็ได้ เพราะเวลาแบบนั้นเมืองมักจะกลายเป็นแหล่งรวมกิจกรรมบันเทิง พาให้เราตื่นอกตื่นใจไปกับมัน
ยิ่งไปกว่านั้น ความเป็นป๊อปอัปยังสะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมชั่วคราวที่จินตนาการของเราเดินทางไปไม่ถึง และหลายครั้งก็พาลให้นึกถึงกิจกรรมที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ทำ กลิ่นอายของป๊อปอัปจึงเป็นตัวแทนของ ‘ความเป็นไปได้ใหม่ๆ’ ที่ย้ำกับเราว่าพื้นที่สาธารณะเป็นอะไรได้มากมาย และสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในระยะยาวได้มากกว่าที่เราคิด เหมือนที่ครั้งหนึ่งชาวสวนอิสระในนิวยอร์กได้ชวนกันทำงานแบบกองโจร ปลูกต้นไม้ลงในพื้นที่ว่างของนิวยอร์กช่วงทศวรรษ 1970 จนมันกลายเป็นรากฐานของสวนชุมชนในเวลาถัดมา หรือกระทั่งตอนที่เจ้าหน้าที่เมืองตัดสินใจร่วมกับผู้ประกอบการในนิวยอร์กว่าจะปิดการสัญจรบนถนนบรอดเวย์ส่วนหนึ่ง แล้ววางเก้าอี้สนามแบบพับไว้ให้ผู้คนมาร่วมกิจกรรมวันทหารผ่านศึก ซึ่งภายหลังก็ทำให้เกิดลานคนเดินที่ถนนไทม์สแควร์ขึ้นมาด้วย
ลานกว้าง สวนสาธารณะ บ้านที่สนับสนุนโดยรัฐ (Public housing) ตลาด ถนนบริเวณโรงเรียน และพื้นที่ด้อยโอกาสต่างๆ Street Lab บุกไปคิด ค้น สร้างแล้วแทบทุกที่โดยเน้นพื้นที่ที่เต็มไปด้วยพลเมืองที่มีรายได้น้อยหรือตกสำรวจในการพัฒนา ส่วนใหญ่ชุมชนหรือเมืองจะเป็นผู้ยื่นเรื่องเข้ามาด้วยตัวเอง
กิจกรรมแบบป๊อปอัปของ Street Lab สะท้อนผ่านโปรเจกต์ที่เปรียบเสมือนซิกเนเจอร์ของพวกเขา นั่นคือโปรเจกต์ที่เรียกว่า ‘UNI’ ในปี 2011

โครงการนี้ได้รับคัดเลือกให้เป็นส่วนหนึ่งของอาคารสหรัฐอเมริกาในงาน Venice Architecture Biennale ปี 2012 และได้รับรางวัล A+ Architizer สาขาการเรียนรู้

เลสลีกับแซมตั้งใจจะสร้างพื้นที่อ่านหนังสือ สตูดิโอศิลปะ (และความสนุกสารพัดรูปแบบ) แบบพกพาที่ขนย้ายไปวางตามที่ต่างๆ ได้ เพราะเข้าใจว่าเด็กๆ ที่อาศัยอยู่ในชุมชนของผู้มีรายได้ต่ำต้องเสี่ยงที่จะประสบกับภาวะความรู้ถดถอยในช่วงปิดเทอม (summer slide) และช่องว่างระหว่างสิ่งที่โรงเรียนสอนกับทักษะการเรียนรู้ของเด็ก (achievement gap) พวกเขาเลยไปเกณฑ์นักออกแบบและเพื่อสถาปนิกมาช่วยกันปลุกปั้น นั่นคือ เอริก โฮวเวเลอร์ (Eric Höweler) และมีจิน ยูน (Meejin Yoon) ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งคณบดีวิทยาลัยสถาปัตยกรรมศาสตร์ ศิลปะ และการวางแผนที่มหาวิทยาลัยคอร์เนลเข้ามาร่วมด้วย
UNI ได้รับแรงบันดาลใจจากชีวิตของแซม เพราะเขาเป็นนักเชลโลที่เล่นดนตรีในวงอินดี้ป๊อปชื่อ The Magnetic Fields (เป็นวงที่ได้รับความนิยมไม่น้อยเลยด้วย) ตลอดเวลาหลายปี เขาเดินทางไปตามเมืองต่างๆ เพื่อจัดแสดง การขนย้ายเครื่องดนตรีขนาดใหญ่กลายเป็นเรื่องที่เขาคุ้นชิน และถูกนำมาใช้ต่อยอดไอเดียในภายหลัง
พวกเขาเริ่มสร้างตู้หนังสือที่ทำจากลูกบาศก์สีขาวและนำมาวางซ้อนกันหลายๆ ชั้นเป็นหอคอยสูงประมาณ 6 ฟุต โดยเรียกมันว่า “UNI” ลูกบาศก์ทุกชั้นถูกบรรจุไปด้วยหนังสือเต็มชั้น แต่ละลูกก็จะวางหนังสือในธีมที่แตกต่างกันด้วย เช่น ศิลปะ ดนตรี หรือธรรมชาติ

ทำงานร่วมกับดีไซเนอร์เพื่อออกแบบโครงสร้างของ Pop Up เพื่อการเรียนรู้ในถนนสาธารณะ
เมื่อสร้าง UNI จนใช้งานได้พวกเขาก็พามันออกงานครั้งแรก UNI ถูกนำไปวางอยู่กลางตลาดเกษตรกรในย่านโลเวอร์แมนฮัตตัน ในวันนั้นเป็นวันครบรอบ 10 ปี ของเหตุการณ์ 9/11 หรือวันที่ผู้ก่อการร้ายจี้เครื่องบินโดยสารของสหรัฐอเมริกา และบังคับบินชนตึกสูงระฟ้า 2 ตึกจนมีผู้เสียชีวิตหลายพันคน
ผู้คนที่ออกจากบ้านมาในวันนั้น แม้จะไม่ได้ไปเข้าร่วมกิจกรรมรำลึกใดๆ แต่ก็อาจเดินมาพบกับชั้นหนังสือลูกบาศก์หน้าตาประหลาดเหล่านี้ UNI เรียกความสนใจจากผู้คนได้ทันที จนรู้ตัวอีกทีก็มีคนมายืนล้อมหน้าล้อมหลัง UNI เต็มไปหมด แม้กระทั่งหน่วยงานที่ให้ทุนกับพวกเขาในวันแรกเริ่ม ก็มาร่วมกิจกรรมพร้อมพกหนังสือของตัวเองมาบริจาคด้วย

ทำงานร่วมกับ Drawing Center เพื่อออกแบบสตูดิโอศิลปะ Pop Up เวอร์ชันพิเศษที่ย่านเวสต์ฮาร์เลม
แม้ในวันนั้น UNI จะประสบความสำเร็จ แต่สองสามีภรรยาก็ขบคิดร่วมกับนักออกแบบว่าโปรเจกต์นี้ยังมีอุปสรรคใหญ่อยู่ เพราะไม่ง่ายเลยที่จะนำชั้นหนังสือลูกบาศก์พวกนี้ไปติดตั้งหรือย้ายไปตามจุดต่างๆ ได้โดยสะดวก พวกเขาจึงเริ่มออกแบบเพิ่มเติมเพื่อปรับให้มันใช้งานได้ดีขึ้นบนพื้นที่สาธารณะ โดยลดขนาดชั้นหนังสือลง และใส่ล้อจนกลายเป็นชั้นหนังสือรถเข็นที่สามารถเปิดปิดและล็อกให้ขนย้ายง่าย
กิจกรรมอ่านหนังสือป๊อปอัปของพวกเขาพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ ในหลายด้าน นอกจากชั้นหนังสือแล้วทีมก็ลงมือออกแบบม้านั่งเพื่อให้กลายเป็นม้านั่งทรงลูกบาศก์ที่กะทัดรัดและคล่องตัวสำหรับการเคลื่อนย้าย หนังสือที่อยู่บนชั้นก็ถูกคัดเลือกให้มีคุณภาพและหลากหลายขึ้น เพิ่มเติมทั้งหนังสือภาพ หนังสือศิลปะ หนังสือเกี่ยวกับเมือง ไม่นับคอลเลกชันหนังสือสุดพิเศษที่ได้รับความร่วมมือจากพิพิธภัณฑ์ องค์กรด้านวรรณกรรม และร้านหนังสือต่างๆ เวลาผ่านไป เราจึงได้เห็นหนังสือที่สะท้อนถึงประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมของเมืองและชุมชนหลายต่อหลายเล่ม
ไม่ว่าพื้นที่อ่านหนังสือแบบป๊อปอัปของพวกเขาไปปรากฏอยู่ที่ใด ผู้คนก็มักจะมารวมตัวกันเลือกดูหนังสือบนชั้นวาง บางคนนั่งลงอ่านเป็นเวลาหลายชั่วโมง พร้อมกันนั้นก็จะมีเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครคอยช่วยนักอ่านตัวจิ๋ว ได้แบ่งปันหนังสือ และแบ่งปันบทสนทนาดีๆ ต่อกัน
โปรเจกต์ UNI นำโปรแกรมของเขาลงถนน ลงสนามเด็กเล่น หรือ ร่วมกับการเคหะแห่งนิวยอร์ก (New York City Housing Authority (NYCHA)) และออกแบบแนวทางของพวกเขาร่วมกับองค์กรระดับเมืองต่างๆ ที่โฟกัสด้านความเสมอภาคทางทรัพยากรและความปลอดภัยภายในชุมชน
เจ้าถนนผู้คลั่งการออกแบบให้ผู้คน ชุมชนเรียนรู้ได้จริง
ความสำเร็จของ UNI ไม่ได้หยุดพวกเขาไว้แค่นั้น
เมื่อ Street Lab ทำมุมอ่านหนังสือป๊อปอัปจนเป็นที่ชื่นชอบได้สำเร็จ กิจกรรมอื่นๆ จึงผุดตามขึ้นมาเป็นดอกเห็ด ไม่ว่าจะเป็นการวาดภาพเพื่อทำงานศิลปะ พื้นที่ ‘เล่น’ สำหรับเด็กๆ และครอบครัว พื้นที่สำหรับการเขียนหนังสือ ไปจนถึงพื้นที่สำหรับการพูดคุย ถกเถียง และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนในชุมชน
พูดง่ายๆ คือ Pop-up Programs ของพวกเขารวบรวมทักษะการเรียนรู้ในด้านต่างๆ จัดแบ่งเป็นหมวดหมู่ชัดเจนคือ การอ่าน การวาดรูป การสร้าง การเล่น การเขียน การสำรวจ การแก้ปัญหา One Big Bench One Big Table ฯลฯ ซึ่งหลายกิจกรรมชวนให้เรานึกถึงคอนเซปต์แบบ Less is more หรือน้อยแต่มาก เช่น One Big Bench มีที่มาจากการ “อยากสร้างพื้นที่ให้นั่ง”

Street Lab มอบม้านั่งชิ้นใหญ่บนถนน ในตลาด สวนสวย หรือพื้นที่สาธารณะต่างๆ ทั่วเมืองนิวยอร์กให้ผู้คนเข้ามาร่วมระดมสมองหรือทำกิจกรรมต่างๆ หรือโปรแกรม One Big Table ที่มีไอเดียคล้ายๆ กัน คือการใช้โต๊ะตัวใหญ่เป็นตัวละครเอก แปลงโฉมพื้นที่บริเวณนั้นๆ ให้กลายเป็นโต๊ะกินข้าว เวิร์กชอปศิลปะ และอื่นๆ หากใครอยากได้การจัดไฟสวยๆ เพื่อเรียกฝูงชน ปลุกถนนให้สว่างยามค่ำคืน ทางทีมก็ยังคิดการออกแบบส่วนนี้มาเสริมด้วย

ในช่วงโควิด ใครจะเชื่อว่าเจ้าถนนเจ้านี้คิดโปรเจกต์ได้อีกเป็นร้อยจนเป็นที่มาของ 100 Activations for NYC ซึ่งเป็นโปรเจกต์ที่ Street Lab นำโปรแกรมเด่นๆ ของตัวเองลงไปปรับใช้ในพื้นที่ใหม่ๆ และพาร์ทเนอร์กับศิลปิน องค์กรที่ทำงานด้านวัฒนธรรม และองค์กรต่างๆ
“ทุกๆ วันที่เราเดินไปบนท้องถนน เราได้เห็นว่าเมืองฟื้นฟูขึ้นมามากเท่าไหร่นับตั้งแต่ช่วงที่มีการระบาดรุนแรงที่สุด แต่ในขณะเดียวกัน เราก็เห็นว่าชาวนิวยอร์กสูญเสียอะไรไปมาก Street Lab จึงมุ่งมั่นที่หาทางเชื่อมร้อยพื้นที่สาธารณะเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกคนมีส่วนร่วมและกิจกรรมทั้ง 100 กิจกรรมนี้เป็นวิธีหนึ่งที่สามารถช่วยเมืองให้ฟื้นตัวและแนะแนวทางการปรับปรุงพัฒนาถนนของเราให้ดีขึ้น” เลสลีกล่าว
และหนึ่งในกิจกรรมป๊อปอัปที่น่าสนใจมากของโครงการที่ว่าคือ PLAY การออกแบบสนามเด็กเล่นขึ้นมาเพื่อรับมือกับสถานการณ์โควิด-19 ช่วงเวลาที่พวกเราทุกคนจินตนาการถึงพื้นที่สาธารณะกันแทบไม่ออกเพราะแทบไม่มีใครได้ออกจากบ้าน

Street Lab ผู้ทำงานกับพื้นที่สาธารณะและมีหัวใจอันสร้างสรรค์จึงเริ่มทำงานกับนักออกแบบ บนโจทย์ที่ว่าจะทำยังไงให้เด็กๆ และครอบครัวสามารถออกมาทำกิจกรรมในพื้นที่สาธารณะได้โดยยังเว้นระยะห่างตามมาตรการที่ปลอดภัยในภาวะโรคระบาด นวัตกรรม Less is more (ตามความคิดของผู้เขียน) จึงเกิดขึ้น
พลังแห่งการออกแบบผลักให้พวกเขาสร้างผลงานเครื่องเล่นสิ่งกีดขวางแบบไร้การสัมผัส หรือเครื่องเล่นที่เด็กๆ จะสามารถวิ่งเล่นและเคลื่อนที่บนความท้าทายคล้ายๆ การแข่งวิ่งวิบาก พวกเขาได้ติดตั้งคานทรงตัวหลากสีสันที่เด็กๆ สามารถขึ้นไปเดินได้โดยไม่ต้องใช้มือแตะอะไร แถมคานเหล่านี้ยังจัดวางได้หลากหลาย จะโยกย้ายหรือเอาเรียงกันเป็นทรงอย่างไรก็ได้
ความชาญฉลาดอีกอย่างของนักออกแบบ คือพวกเขาคิดค้นกิจกรรมที่ผู้คนสามารถจัดเลย์เอาต์พื้นที่เล่นด้วยตัวเองผ่านการใช้ ‘ชอล์ก’ เช่น เอาสีชอล์กมาขีดเป็นเส้นทางซิกแซกให้เด็กๆ เดินตามเส้นทางนั้น ขีดเป็นวงกลมหลายๆ วง โดยให้เด็กๆ ก้าวกระโดดไปตามวงต่างๆ กระทั่งขีดแบ่งอาณาเขตเพื่อไม่ให้เด็กแต่ละคนใกล้ชิดกันเกินไป
กลายเป็นว่าริมถนนของนครนิวยอร์กที่ Street Lab บุกไป ได้เปลี่ยนตัวเองให้เป็นเส้นทางผจญภัยขนาดย่อม และเป็นเส้นทางที่เด็กๆ จะออกมาใช้เวลานอกบ้านโดยยังเว้นระยะห่างได้อย่างเหมาะสม อุปกรณ์ง่ายๆ อย่างสีชอล์กกลายเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่สร้างเขาวงกตและสนามแข่งในจินตนาการ โดยมีเจ้าหน้าที่ Street Lab คอยดูแลทั้งหมด
อีกหนึ่งกิจกรรมที่พวกเขาทำ เป็นไอเดียที่หลายคนมักนึกถึงเวลาพูดถึงการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะ นั่นคือการจัดแสดงผลงานศิลปะ Street Lab ก็เอากับเขาด้วยเหมือนกัน พวกเขาไม่ได้เพียงสร้างแกลเลอรีริมถนนที่แสดงภาพวาดของศิลปินชาวนิวยอร์กเท่านั้น แต่ยังสร้างสตูดิโอศิลปะหลากแขนงในพื้นที่เปิด ให้ผู้คนสามารถมองลองหยิบจับอุปกรณ์ศิลปะไปสร้างผลงานของตัวเองได้
Street Lab จะจัดหาอุปกรณ์คุณภาพดีมาไว้ให้ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ ดินสอ สี กระดานวาดภาพ หรืออุปกรณ์ศิลปะแบบอื่นๆ พร้อมกับม้านั่งและรถเข็นคลื่อนที่ และแน่นอนว่ามันเป็นอุปกรณ์ที่ถูกออกแบบมาให้นั่ง เก็บอุปกรณ์ และจัดแสดงผลงานได้พร้อมๆ กัน
การออกแบบเมืองให้ผู้คนเข้ามาปฏิสัมพันธ์กันเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาชุมชน ดังนั้นการออกแบบกิจกรรมและไอเท็มต่างๆ ที่สนับสนุนประสบการณ์ร่วมเหล่านี้จึงเป็นก้าวแรกที่ควรลงมือทำ นอกจากนี้ เหล่าสถาปนิก นักออกแบบ ดีไซเนอร์ยังได้โอกาสโชว์ฝีมือของตัวเองในพื้นที่ต่างๆ อีกด้วย
ถนนเป็นของทุกคน
Street Lab คิดค้นและส่งมอบโมเดลพื้นฐานลักษณะนี้ให้กับองค์กรและหน่วยงานในเมืองอื่นๆ ทั่วโลก ในปี 2565 พวกเขาจ้างหัวหน้าฝ่ายออกแบบและนักออกแบบอีกหนึ่งคน เพราะต้องการบ่มเพาะขุมกำลังในด้านการออกแบบภายในองค์กร
ด้วยไอเดียที่เน้นความหลากหลายและการเข้าถึง (diversity and inclusion) พวกเขาดึงนักศึกษา และศิลปินในพื้นที่มาช่วยให้ความรู้ด้านศิลปะกับคนในชุมชน จ้างงานผู้ดูแลที่เข้าใจเรื่องการดูแลทุกคนให้เข้าถึง และสร้างผลงานศิลปะจัดวางสำหรับทุกคน เพราะ Street Lab มองตัวเองเป็นทั้งพื้นที่ที่เปิดกว้าง เป็นพันธมิตร และเป็นผู้สร้างประสบการณ์
พวกเขาพยายามดึงผู้คนที่หลากหลายมาเจอกัน ทั้งคนต่างอาชีพ ต่างความสนใจ และต่างวัฒนธรรม รวมไปถึงผู้คนที่อาศัยหรือทำงานในพื้นที่นั้นๆ อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้น เราจึงเห็นองค์กรธุรกิจในชุมชนอย่างร้านค้าหรือร้านที่ทำงานคราฟต์มาร่วมจัดโปรแกรมสอนพิเศษ เช่น การแสดงจัดดอกไม้ให้กลายเป็นหุ่นของร้านดอกไม้ในท้องถิ่น ร้านกาแฟที่จัดแสดงศิลปะลาเต้ ร้านขายอาหารสาธิตวิธีหั่นพาเมซานชีส เป็นต้น

ตัวอย่างการออกแบบเพื่อทุกคน รวมถึงผู้พิการ
ในช่วงเวลาสั้นๆ กลางถนน ผู้คนได้เข้าคลาสศิลปะกับศิลปินตัวจริง คนต่างวัยได้มานั่งรวมตัวกัน บางคนเพิ่งเรียนรู้เทคนิคการผสมสีเป็นครั้งแรก บางคนได้รู้ว่าจะกลับไปจัดแจกันดอกไม้ที่บ้านยังไง บางคนก็ถึงกับลองวาดภาพร่วมกันคนอื่นๆ พวกเขากลายเป็นศิลปินป๊อปอัปในแกลเลอรีสาธารณะร่วมกันในที่สุด
เจ้าหน้าที่ของ Street Lab ประกอบไปด้วยพนักงานประจำและพาร์ทไทม์ที่เป็นประชากรผิวสีจำนวน 21 คนของพนักงานทั้งหมด (คิดเป็น 76%) และนั่งในบอร์ดคณะกรรมการคิดเป็น 44% แถมยังมีเจ้าหน้าที่ที่หลากหลายมากขึ้นในพื้นที่แต่ละแห่งที่มีการจัดกิจกรรมรอบนิวยอร์ก นั่นเพราะพื้นที่นั้นๆ มีความต้องการที่หลากหลายนั่นเอง เช่น ถ้าอยากจะจัดพื้นที่อ่านหนังสือแบบป๊อปอัปที่โคโรน่า ควีนส์ให้เข้าเป้า คุณก็ต้องหาเจ้าหน้าที่ที่พูดได้สองภาษา หาหนังสือภาษาสเปน ฯลฯ
นอกจากกิจกรรมที่ส่งเสริมความรู้และความคิดสร้างสรรค์แบบที่กล่าวไป หลายกิจกรรมของ Street Lab ยังส่งเสริมความเป็นชุมชน ช่วยให้ผู้คนได้จับเข่าคุยกัน และมองปัญหาหลายๆ อย่างที่พวกเขาเผชิญร่วมกันในพื้นที่สาธารณะ เสียงของคนในชุมชนจึงดังขึ้น และหลายครั้งก็สะท้อนว่าพวกเขามีจินตนาการอย่างไรต่อพื้นที่ชุมชนของตัวเองด้วย
“บนถนนเส้นนี้ ฉันอยากเห็นอีเวนต์ที่เกิดมาจากความหลากหลายทางวัฒนธรรมของผู้คน มันจะได้ช่วยสร้างให้ชุมชนของเราดีขึ้น”
“บนถนนเส้นนนี้ ฉันอยากปลูกต้นไม้และดอกไม้มากกว่านี้”
“บนถนนเส้นนี้ ฉันอยากให้มีโอกาสที่ผู้หญิงเบงกอลจะได้ทำให้เห็นว่าพวกเธอมีความสามารถมากมายกว่าแค่การเป็นแม่บ้าน พวกเราแค่ต้องการพื้นที่และโอกาสดีๆ เท่านั้นเอง”
“บนถนนเส้นนี้ ฉันอยากจะปาร์ตี้ให้มากกว่านี้!”
(ข้อความส่วนหนึ่งที่ผู้ร่วมกิจกรรมของ Street Lab เขียนลงกระดาษเพื่อบอกความคิดความรู้สึกของพวกเขา)

OASIS เป็นกิจกรรมใหม่ของชาวเจ้าถนนที่เข้ากับสถานการณ์โลกเดือดเป็นอย่างมาก พวกเขาเรียกมันว่า “Pop-up cooling station”
ท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุของมหานครยักษ์ใหญ่ การใช้ชีวิตอยู่ในบ้านและพื้นที่คับแคบของอาคารทำให้ใครหลายคนรู้สึกอึดอัด หลายคนจำต้องออกไปอยู่ในที่ที่มีเครื่องปรับอากาศ หลายคนโหยหาพื้นที่กลางแจ้งที่มีร่มเงาให้พักพิง มีพื้นที่ให้หายใจและได้รู้สึกเย็นสบาย
Street Lab จึงจัดโอเอซิสแบบป๊อปอัป โดยมีแม่น้ำประดิษฐ์ที่มีหมอกไอเย็นโชย มีรถเข็นต้นไม้เพิ่มสีเขียวให้พื้นที่ และมีเก้าอี้นั่งกระจายอยู่ทั่ว พวกเขาออกแบบพื้นที่นี้เพื่อให้คนออกจากบ้านมาคลายร้อนด้วยกัน และชักชวนให้พวกเขาพูดคุยกันถึงปัญหาความร้อนที่เกิดขึ้น ผ่านอีกโปรเจกต์หนึ่งของ Street Lab ที่ชื่อว่า ‘IMAGINE’ โปรเจกต์ที่ดึงชุมชนให้เข้ามามีส่วนร่วม (community engagement) และมุ่งสร้างพื้นที่ให้ชาวนิวยอร์กลองรับฟังกันและกัน ชวนสมาชิกในชุมชนมาแบ่งปันข้อมูล ประสบการณ์ และแนวคิดเกี่ยวกับละแวกบ้านและเมืองของตนเอง
เช่นในพื้นที่ OASIS พวกเขาก็จะชวนชาวนิวยอร์กมาแชร์ว่าความร้อนส่งผลต่อชีวิตพวกเขาอย่างไร และชวนกันคิดเรื่องการปรับปรุงภูมิทัศน์ถนนที่สามารถเพิ่มความเย็นและสร้างพื้นที่ผ่อนคลายให้ชุมชนได้

หรือในโปรเจกต์ IMAGINE อื่นๆ พวกเขาก็จะจัดม้านั่งและโต๊ะขนาดใหญ่ใว้ให้ (ซึ่งก็คือ One Big Bench / One Big Table ข้างต้น) คนในชุมชนสามารถรับประทานอาหารกลางแจ้งด้วยกัน หรือนั่งพูดคุยกันสบายๆ พร้อมกันนั้น Street Lab ก็จะจัดกิจกรรมให้พวกเขาพูดคุยถึงอดีต ปัจจุบัน และอนาคตของชุมชนตัวเองร่วมกันผ่านการสนับสนุนจากองค์กรทางสังคม เช่น สมาคมพลเมือง หรือองค์กรพัฒนาเยาวชน เราจึงได้เห็นกิจกรรม เช่น สถานีโพลารอยด์ที่เปิดพื้นที่ให้คนเข้ามาร่วมแบ่งปันแรงบันดาลใจ ความต้องการ และวิสัยทัศน์ด้านการเปลี่ยนแปลงในชุมชนผ่านแกลเลอรีบนท้องถนน

พลเมืองบิ๊ก แอปเปิลจะได้โอกาสจินตนาการถึงชุมชนในฝันได้ตามสบาย เพราะ Street Lab เชื่อว่าการพูดคุยเช่นนี้ทำให้ต่างคนต่างได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของกันและกัน
ถ้ากิจกรรม POP UP เคลื่อนที่ได้ แล้วทำไมต้องหยุดไว้แค่นิวยอร์ก
นิวยอร์กเป็นมหานครใหญ่ที่มีพื้นที่กว้างขวาง มีทั้งสวนสาธารณะที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในอเมริกา และมีสวนสาธารณะรวมกันกินพื้นที่เกือบ 14% ของเมือง การแตะไปที่ประเด็น ‘พื้นที่สาธารณะ’ ของ Street Lab จึงสร้างแรงกระเพื่อมให้กับเมืองไปโดยปริยาย อีกทั้งการทำงานร่วมกับเครือข่ายต่างๆ ก็ทำให้กิจกรรมป๊อปอัปที่ดูเหมือนเกิดขึ้นแล้วจบลงนี้ กลายเป็นไอเดียสำเร็จรูปที่ส่งต่อและขยายตัวได้ง่าย
“เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบนิเวศ เราทำงานร่วมกับกลุ่มหลายร้อยกลุ่ม พวกเขาล้วนมีวิสัยทัศน์ที่สวยงาม เราต้องการสนับสนุนและเป็นส่วนหนึ่งของมันด้วย” นี่คือคำที่ เลสลี ดาวอล ผู้ก่อตั้ง Street Lab ได้กล่าวไว้
นับตั้งแต่ปี 2011 กิจกรรมของ Street Lab ได้ไปปรากฏตัวตามพื้นที่สาธารณะมากกว่า 2,000 ครั้ง ในพื้นที่กว่า 402 แห่งทั่วนิวยอร์ก พวกเขาร่วมมือกับกลุ่มต่างๆ ตามชุมชนกว่า 258 กลุ่ม และดึงดูดชาวนิวยอร์กมากกว่า 100,000 คนให้มาเข้าร่วมกิจกรรม
และใครจะรู้ว่าการทำกิจกรรมป๊อปอัปไปตามถนนต่างๆ ยังกลายเป็นสารตั้งต้นของการพัฒนาอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาเมืองในเชิงกายภาพ เช่น การสร้างพื้นที่สาธารณะหรือถนนเส้นใหม่ๆ โดยทำงานร่วมกับกรมขนส่งนิวยอร์ก การทำงานกับเยาวชนในพื้นที่ โดยให้พวกเขาเป็นผู้ออกแบบกิจกรรมด้วยตัวเอง ไปจนถึงการทำงานกับชุมชนและกรมอุทยานเพื่อสร้างศักยภาพให้ผู้คนสามารถดูแลพื้นที่สาธารณะที่มีอยู่แล้วได้ดีขึ้น สุดท้ายแล้วกิจกรรมต่างๆ ที่ Street Lab ทำ จึงกลายเป็นพลุที่จุดประกายให้เกิดการต่อยอดหรือโครงการใหม่ๆ ต่อไปอีก
เอกลักษณ์สำคัญอีกอย่างของ Street Lab คือ 81% ของกิจกรรมที่พวกเขาจัดจะเกิดขึ้นในชุมชนที่ที่มีรายได้น้อยถึงปานกลาง พวกเขายังสนับสนุนธุรกิจขนาดเล็ก เช่น นำร้านค้า ศิลปิน และผู้ประกอบการในชุมชนมาจัดกิจกรรมร่วมกัน บางครั้งก็ตั้งกิจกรรมป๊อปอัปในถนนคนเดินหรือพื้นที่พาณิชย์ของชุมชนรายได้น้อย หรือให้ธุรกิจในชุมชนยืมอุปกรณ์ป๊อปอัปไปจัดกิจกรรมด้วยตัวเอง นอกจากจะเป็นการแชร์องค์ความรู้ของหน่วยงานต่างๆ และดึงให้ผู้คนหลากหลายได้มาพบกันแล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้พื้นที่เหล่านี้เจริญเติบโต ส่งต่อประโยชน์กลับไปยังธุรกิจขนาดเล็กและผู้พักอาศัยอีกทอดหนึ่งด้วย
และในที่สุด เมื่อกิจกรรมของพวกเขาผ่านกระบวนการคิดและออกแบบที่คำนึงถึงการเคลื่อนย้ายได้ ทั้งยังสามารถติดตั้งในพื้นที่สาธารณะได้ง่าย ผลลัพธ์ก็งอกเงยขยายตัว โปรเจกต์ต่างๆ ของพวกเขากลายเป็นกล่องอุปกรณ์พกพาที่ส่งต่อไปให้พื้นที่อื่นๆ และเป็นพิมพ์เขียวทางความคิดที่สามารถนำไปใช้จริงได้
ดังนั้นนี่จึงไม่ใช่การเปลี่ยนแปลง ‘ถนน’ ตามชื่อของโครงการ แต่เป็นการสร้าง movement ให้กับผู้คน ดึงประชาชนเข้ามาช่วยออกแบบพื้นที่ของตัวเองอย่างเป็นธรรมชาติผ่านกิจกรรมที่เรียบง่าย เข้าใจง่าย เข้าถึงง่าย
ในโปรเจกต์ UNI หรือมุมอ่านหนังสือพกพาของชาว Street Lab พวกเขาเริ่มจากส่งต่อให้กลุ่มชุมชนใกล้เคียงในละแวกนิวยอร์ก โดยให้ชุมชนยืมเฟอร์นิเจอร์และชุดอุปกรณ์เคลื่อนที่เพื่อไปติดตั้งในพื้นที่สาธารณะของตัวเอง การดำเนินการนี้ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรส่งเสริมศักยภาพทางเศรษฐกิจ (NYC Dept. of Small Business Services และ NYC Dept. of Transportation) ทำให้สามารถส่งต่อมุมอ่านหนังสือพกพาได้ถึง 258 ครั้งให้กับกลุ่มชุมชน 55 กลุ่ม รวมถึงเขตพัฒนาธุรกิจอีก 34 แห่ง
Street Lab ยังส่งต้นแบบกิจกรรมไปยังรัฐอื่นๆ ในอเมริกา เช่น ลอสแอนเจลิส ชิคาโก้ ดีทรอยต์ นิวออร์ลีนส์ ฯลฯ แล้วค่อยๆ ขยายไปตามประเทศต่างๆ ทั่วโลก เช่น แคนาดา ออสเตรเลีย กาตาร์ ปานามา ฯลฯ
สุดท้ายแล้ว พวกเขาไม่เพียงสร้างความเป็นไปได้ใหม่ให้ถนนเส้นเดิมๆ ในนิวยอร์ก แต่พลังของ Street Lab น่าจะเปลี่ยนถนนอีกหลายสายบนโลกนี้ให้ไม่เหมือนเดิมได้ – ใครจะรู้ว่าการเปลี่ยนแปลงที่งดงาม บางครั้งก็เริ่มต้นจาก ‘อะไรสักอย่าง’ เท่านี้เอง
ที่มา
เว็บไซต์ “Street lab” (Online)
บทความ “Go Play in the Street, Kids. Really.” (Online)


