การเดินทางของร้านหนังสือ Fathom Bookspace ที่อยากสร้างระบบนิเวศการอ่านให้ทุกคนเติบโตไปพร้อมกัน

104 views
7 mins
December 2, 2025

          บรรยากาศอันอบอุ่นสะท้อนผ่านกระจกของร้านหนังสือเล็กๆ ในซอยสวนพลู ด้วยการลงขันของสองผู้ก่อตั้ง ป่าน-ภัทรอนงค์ สิรีพิพัฒน์ และ กุ๊กไก่-ขนิษฐา ธรรมปัญญา ภายใต้ความตั้งใจว่า อยากให้ Fathom Bookspace ไม่ใช่เพียงแค่ร้านหนังสือ แต่เป็นสถานที่ที่เปิดโอกาสให้ผู้คนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกัน ใจดีต่อกัน และได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น 

          Fathom (ฟาธอม) คือหน่วยวัดความลึกของมหาสมุทร ที่แปลว่า เข้าใจ หยั่งถึง และการโอบกอด 

การเดินทางของร้านหนังสือ Fathom Bookspace ที่อยากสร้างระบบนิเวศที่น่ารักให้นักอ่าน ร้านหนังสือ และสำนักพิมพ์ เติบโตไปพร้อมกัน

          “ตอนนั้นเป็นช่วงรัฐประหาร เรารู้สึกว่าเป็นช่วงที่ผู้คนใจร้ายต่อกันมากเกินไป เราไม่อยากให้โลกเป็นแบบนั้น เราก็คิดว่าทำยังไงดีนะ อยากอยู่ในโลกที่คนใจดีต่อกันได้มากกว่าเดิม ถ้าเกิดว่าเราสามารถรู้เท่าทันตัวเอง เข้าใจตัวเองมากขึ้น เข้าใจคนอื่นมากขึ้น หรือเข้าใจความเป็นไปของสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้คนได้มากขึ้น เราน่าจะใจดีต่อกันได้มากกว่านี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดร้านนี้ขึ้นมา” ป่านตั้งต้นเล่า

          ป่านเป็นนักอ่านที่คลุกคลีอยู่ในแวดวงหนังสือ จากการเป็นบรรณาธิการอิสระ และอดีตกองบรรณาธิการนิตยสาร writer ซึ่งเป็นนิตยสารวรรณกรรมไทย ส่วนกุ๊กไก่เป็นนักอ่านที่ทำงานด้านการออกแบบกระบวนการเรียนรู้เพื่อพัฒนาความเป็นมนุษย์ให้กับกลุ่มเป้าหมายต่างๆ เมื่อความเชี่ยวชาญทั้งสองแบบมารวมกัน จึงเกิดเป็นพื้นที่สร้างสรรค์ที่ยึด key message อยู่ 4 อย่าง คือ หนังสือ ศิลปะ กระบวนการเรียนรู้ และตัวผู้คน เอาไว้ใช้เป็นหมุดหมายในการออกแบบพื้นที่และกิจกรรมใดๆ ภายในร้าน และนิยามให้ Fathom Bookspace เป็นร้านหนังสือและพื้นที่เรียนรู้ 

          ตลอด 8 ปี ร้านกลายเป็นพื้นที่น่ารักของนักอ่าน พื้นที่แห่งการเติบโตทางด้านความคิดและจิตใจ ให้ทุกคนมาลองสำรวจความเข้าใจในสิ่งที่ลึกและกว้างเหมือนมหาสมุทร และยิ่งกว่านั้นคือเป็นพื้นที่ที่ร้านหนังสือได้พูดคุยกับสำนักพิมพ์ โดยมีความหวังว่าจะสร้างระบบนิเวศหนังสือที่เป็นธรรมต่อทั้งนักอ่าน ร้านหนังสือและสำนักพิมพ์ได้เติบโตไปพร้อมกัน

การเดินทางของร้านหนังสือ Fathom Bookspace ที่อยากสร้างระบบนิเวศที่น่ารักให้นักอ่าน ร้านหนังสือ และสำนักพิมพ์ เติบโตไปพร้อมกัน

ร้านที่อบอุ่นของคนอ่าน 

          “ฟาธอมเป็นร้านหนังสือที่อัดแน่นไปด้วยหนังสือมากมาย แต่ถึงงั้นก็กลับเป็นพื้นที่ว่างที่ทำให้เราปลอดโปร่งมาก จนต้องกลับมาทุกทีที่อยากหาหนังสือใหม่ๆ”

          “ขอบคุณที่เป็น Space แห่งความอบอุ่นมีพลัง และทำให้โลกแห่งเล่มหนังสือยังคงอยู่นะคะ มาทีไรก็คือได้ชาร์จพลังดีๆ กลับไปทุกครั้งเลย”

          “Thank you for providing a quiet space away from the hustle + bustle of the city to think + write!” 

          ข้อความข้างต้น คือส่วนหนึ่งในโพสต์อิท ที่เหล่าลูกค้าประจำ และลูกค้าขาจร เขียนถึง Fathom Bookspace ด้วยความที่ร้านมีบรรยากาศอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน จึงเป็นเสมือนพื้นที่โอเอซิสให้ผู้คนได้หลบหนีความวุ่นวาย กลายเป็นพื้นที่ฮีลใจด้วยพลังของหนังสือ การโดนป้ายยาหนังสือน่าอ่านจากเจ้าของร้าน การได้พูดคุยกับนักอ่านคนข้างๆ การได้นั่งเล่นเปียโน หรือได้ดื่มด่ำกับเครื่องดื่มและขนมโฮมเมดคุณภาพดี 

          “คนส่วนใหญ่ที่มา เขารู้สึกว่ามาบ้านเพื่อน เหมือนมาพัก ถ้าสังเกตดูข้างนอกอาจจะเสียงดังมาก แต่พอเปิดเข้ามาในร้าน ในนี้มันเงียบกว่าข้างนอก ก็จะให้ความรู้สึก เหมือนว่าได้พักกัน” กุ๊กไก่เล่าถึงเสน่ห์ของร้านที่ทำให้นักอ่านหลงรัก

การเดินทางของร้านหนังสือ Fathom Bookspace ที่อยากสร้างระบบนิเวศที่น่ารักให้นักอ่าน ร้านหนังสือ และสำนักพิมพ์ เติบโตไปพร้อมกัน
กุ๊กไก่ – ขนิษฐา ธรรมปัญญา

          ในพื้นที่ชั้นหนึ่งเต็มไปด้วยหนังสือหลากหลายแนวแน่นขนัดทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นวรรณกรรม ปรัชญา หนังสือภาพ หนังสือเด็ก หรือกล่องเซตการ์ด ที่ช่วยสร้างกระบวนการบำบัดจิตใจและสร้างความผ่อนคลาย

          ส่วนชั้นลอยเป็นมุมห้องสมุดที่มีหนังสือส่วนตัวของป่านและกุ๊กไก่ เอาไว้ให้ลูกค้าหยิบอ่านที่ร้าน หรือถ้าใครอยากนำกลับไปอ่านที่บ้านก็สามารถสมัครสมาชิก โดยมีค่ายืมน่ารักเพียงแค่ 10 บาท/สัปดาห์เท่านั้น ซึ่งมักได้สมาชิกเป็นผู้คนละแวกซอยสวนพลู ที่ช่วยอ่านกันจนได้ยอดสะสมไปซื้อหนังสือเล่มใหม่เพิ่มเติม

          “หนังสือส่วนใหญ่มาจากความสนใจของพวกเราเป็นหลัก ส่วนเล่มไหนที่รู้สึกว่า คนที่มาร้านเราอาจจะสนใจ หมายถึงว่าสนใจรองจากเรา เล่มนี้เราอาจสนใจไม่ 100% นัก แต่รู้สึกว่าน่าจะเหมาะกับคนที่มาร้าน หรือเขาสนใจก็จะเลือกเอาไว้” กุ๊กไก่เล่าถึงกระบวนการคัดเลือกหนังสือเข้ามาขายในร้าน 

          ก่อนที่ป่านจะเสริมว่า “เพื่อให้ตอบโจทย์ การเข้าใจตัวเองและคนอื่น ถ้าหนังสือเล่มนั้นเป็นช่องทางสำหรับบางคนที่จะเข้าใจถึงเรื่องนี้ได้ บางเล่มสำหรับเรามันอาจจะเด็กไปแล้ว แต่ว่าสำหรับคนที่เพิ่งเริ่มต้นสนใจ แม้ว่ามันจะดูเป็นเล่มง่ายๆ เขาอาจต้องการทางเข้านี้อยู่ก็ได้” 

การเดินทางของร้านหนังสือ Fathom Bookspace ที่อยากสร้างระบบนิเวศที่น่ารักให้นักอ่าน ร้านหนังสือ และสำนักพิมพ์ เติบโตไปพร้อมกัน
ป่าน – ภัทรอนงค์ สิรีพิพัฒน์

เติบโตและปรับตัวในร้านหนังสือ 

          ก่อนหน้าจะเจอสถานการณ์โรคระบาดโควิด-19 ร้าน Fathom Bookspace มักจัดธีมหนังสือแบบเปลี่ยนไปทุก 2 เดือน เพื่อให้หนังสือที่ไม่เคยผ่านตา มีโอกาสเผยโฉมต่อนักอ่านมากขึ้น 

          “คำว่าเปลี่ยนธีมหมายถึงว่า ถ้าเราคิดหัวข้อธีมอะไรขึ้นมา ก็จะยึดจาก 4 อย่างที่เล่า (หนังสือ ศิลปะ กระบวนการเรียนรู้ และตัวผู้คน) เราจะคิดเวิร์กชอป นิทรรศการ หรือกิจกรรมที่มันสอดคล้องกับธีมนั้น เพื่อให้คนมีส่วนร่วมในแต่ละครั้ง” กุ๊กไก่เล่า 

          โดยป่านยกตัวอย่างว่า “เช่น ธีม ‘เสียงที่เธอนั้นไม่ได้ยิน’ เราจะหาหนังสือที่ดูสอดคล้องกับธีมนี้มาตั้งโชว์ให้เด่นขึ้น จัดนิทรรศการมันขึ้นมา ว่าถ้าพูดถึงเสียง นึกถึงอะไร เสียงไหนที่คุณรู้สึกว่าไม่ได้ยินเสียงนี้มานานแล้วนะ”

          กุ๊กไก่เสริมว่า “เรากับป่านเป็นคนขี้เบื่อ เลยชอบคิดอะไรใหม่ๆ ชอบคิดว่า ถ้าเราจัดงานที่เกี่ยวกับหนังสือ ปกติมันจะมีแค่ book club หรืองานเปิดตัวหนังสือ เราจะทำอย่างอื่นอีกได้ไหม ชอบคิดกิจกรรมที่ไม่ใช่แค่มานั่งคุยกันเฉยๆ

          “กิจกรรมที่หลากหลายก็ช่วยซัพพอร์ตคนหลากหลาย กิจกรรมนั้นอาจต้องการพูดคุย เพื่อแลกเปลี่ยนกัน คนบางคน เรียนรู้ผ่านวิธีนี้ หมายถึงการได้ฟังคนอื่น ได้เห็นความคิดเห็นหลายแบบ แล้วรู้สึกว่า ‘โอ้ ดีจังเลย’ ‘ฉันชอบอันนั้นจังเลย’ บางคนคอนเน็กต์กับแบบนั้น หรือบางคนชอบกิจกรรมที่ได้เรียนรู้ผ่านตัวเองอย่างลึกซึ้ง ก็จะมีกิจกรรมที่ไม่ต้องมาวุ่นวายอะไรกับผู้คน คืออยู่ด้วยกัน แต่ผ่านการทำงานอย่างเงียบๆ ลึกซึ้งของตัวเองไป หรือบางคนต้องการทำงานผ่านศิลปะ ต้องได้ลงมือทำบางอย่าง ก็มีหลากหลาย ช่องทางแต่ละคนเข้าไม่เหมือนกัน” 

การเดินทางของร้านหนังสือ Fathom Bookspace ที่อยากสร้างระบบนิเวศที่น่ารักให้นักอ่าน ร้านหนังสือ และสำนักพิมพ์ เติบโตไปพร้อมกัน
การเดินทางของร้านหนังสือ Fathom Bookspace ที่อยากสร้างระบบนิเวศที่น่ารักให้นักอ่าน ร้านหนังสือ และสำนักพิมพ์ เติบโตไปพร้อมกัน

          ด้วยความที่ฟาธอม ขยันจัดกิจกรรมมาก จนบางเดือนมีมากถึง 8-10 กิจกรรม ทำให้เมื่อต้องหันมาทำร้านหนังสือออนไลน์ เพื่อให้ร้านอยู่รอดในช่วงโควิด-19 พลังของการจัดการร้านออนไลน์ ก็ลดทอนพลังการทำหน้าร้านของทั้งคู่ไปไม่น้อย

          “ออนไลน์มันยุ่งมาก คือหลักๆ ในร้านทุกอย่างพวกเราทำเอง กับน้องสาว และมีพี่อีกคนมาช่วยงานหลังบ้าน ไม่ว่าจะบัญชีเอกสาร การติดต่อกับสำนักพิมพ์ที่มันต้องเคลียร์ยอดทุกเดือน หรือบางเจ้าสองเดือนก็ตาม แต่ว่าทั้งหมดตอนนี้ประมาณ 200 กว่าเจ้า แล้วแต่ละเจ้าหนังสือกี่เล่ม มันเยอะนะ แล้วต่างกันตรง ถ้าหนังสือเข้ามาหน้าร้าน เราก็พิมพ์เข้าระบบคอมพิวเตอร์ของเรา คนเข้ามาหน้าร้าน เขาเห็นหนังสือกองอยู่ ก็อ๋อ ซื้อเรื่องนี้หยิบได้เลย ลูกค้าอยากรู้อะไรเดี๋ยวเราเดินคุยกัน จบจ่ายเงินเรียบร้อย

          “แต่สำหรับออนไลน์ หนังสือมาปุ๊บ เราต้องคีย์เข้าระบบทุกช่องทาง สมมติขาย 5 ช่องทาง ก็ต้องลงทั้ง 5 ช่อง แล้วไม่ใช่ลงแล้วเสร็จนะ บางทีลูกค้าทักมาถามว่า หนังสือเล่มนี้ทำด้วยกระดาษอะไรเหรอคะ มีกี่หน้าขอดูสารบัญได้ไหม มีรอยอยู่ตรงไหน เพราะฉะนั้นมันก็เลยกลายเป็นความเหนื่อยอันใหม่” กุ๊กไก่เล่าถึงการทำร้านหนังสือออนไลน์ขึ้น โดยปัจจุบัน ฟาธอมขายช่องทางออนไลน์ผ่านเว็บไซต์ www.fathombookspace.co ของตัวเอง และอีก 5 แพลตฟอร์มคือ Facebook, Line Shopping, Shopee, Lazada และ TikTok 

          ด้วยการปรับตัวให้มีหน้าร้านออนไลน์นี้เอง ทำให้ต้องปรับเวลาเปิด-ปิดหน้าร้าน จากที่เคยปิดร้าน 2-3 ทุ่ม ก็ปิดร้านตอน 1 ทุ่ม และจากที่เคยมีวันหยุดร้านเฉพาะวันพุธ ก็เปลี่ยนมาปิด 3 วัน (อังคาร พุธ พฤหัสบดี) เพื่อเอาวันและเวลาที่เหลือไปจัดการส่วนของออนไลน์ และยังต้องการวันพักผ่อนเพื่อเติมพลังความสร้างสรรค์ด้วย 

          “ก่อนหน้าเรายุ่ง พอถึงเวลาเปิดหน้าร้าน เรายังรู้สึกเหนื่อยกันอยู่ ก็เลยเปลี่ยนว่า เราเปิดหน้าร้านน้อยลง แล้วเราตั้งใจว่า ทุกครั้งที่เปิดหน้าร้าน เราพร้อมจริงๆ สำหรับลูกค้า พร้อมที่จะต้อนรับและแลกเปลี่ยน แต่ก่อนเราหยุดเฉพาะวันพุธวันเดียว ก็เหมือนไม่ได้หยุด

          “ตอนนี้เลยต้องเปลี่ยนวันหยุดเป็นสามวัน ต้องแบ่งพลังไปออนไลน์ แบ่งพลังไปจัดกิจกรรมเวิร์กชอป นิทรรศการ ซึ่งเรายังอยากทำ แล้วเราก็ยังต้องการวันหยุดด้วย เรารู้สึกว่าให้สมองได้หยุดพัก มีพลังความคิดสร้างสรรค์บ้าง ไม่งั้น มันถือว่าเราทำงานตลอดเวลา มันไม่พอจะคิดไอเดียใหม่ๆ” กุ๊กไก่เล่า

          เมื่อร้านเลือกเปิดเพียง 4 วัน/สัปดาห์ กิจกรรมหรือเวิร์กชอปต่างๆ ก็เริ่มกลับมาอยู่ที่ 2-3 ครั้งต่อเดือน ซึ่งอยู่ในปริมาณที่พอดี 

          “ตอนเปิดร้านใหม่ๆ มันไม่ได้ง่ายนะ แต่สำหรับเรามันสนุก มันมีแรงขับเคลื่อนเยอะ ตอนแรกมันไม่รู้อะไรหรอก แต่ก็ทำไปด้วยความไม่รู้อะไรนี่แหละ ทำไปด้วย แล้วก็หาทางไปด้วย” กุ๊กไก่บอก 

          “พวกเราผู้ไม่ชอบเข้าสังคมใดๆ ตอนแรกใครชวนเราไปทำอะไร ก็ไปหมดทุกงาน ที่ทำให้รู้ว่าเขาทำอะไรกัน ได้รู้จักคนเพิ่มขึ้น พอผ่านช่วงแรกไปได้ก็เริ่มมีความอยู่ตัวบางอย่าง แต่พอมาเจอโควิด-19 ทำให้ต้องเข้าสู่ออนไลน์มากขึ้น แต่การเข้าสู่ออนไลน์ไม่ได้เป็นปัญหา เท่าความยุ่งยากของมัน ไม่ว่าจะเป็นการจัดการ สต๊อก ข้อมูลอันนั้นไม่เชื่อมกับอันนี้ เทคโนโลยีใดๆ หรือว่าการส่งของที่ลูกค้าบางคนไม่ต้องการรอยบนหนังสือเลย เราจะทำยังไงกับเรื่องนี้ดี มันเป็นปัญหาของสิ่งใหม่ ที่พอสร้างสิ่งใหม่ขึ้น ก็จะมีปัญหาเกิดขึ้น ค่อยๆ แก้ไป” ป่านเสริม

การเดินทางของร้านหนังสือ Fathom Bookspace ที่อยากสร้างระบบนิเวศที่น่ารักให้นักอ่าน ร้านหนังสือ และสำนักพิมพ์ เติบโตไปพร้อมกัน

ร้านหนังสืออิสระที่อยากเติบโตอย่างยั่งยืนไปพร้อมสำนักพิมพ์

          ร้านหนังสือเป็นธุรกิจที่มีกำไรต่ำ หากยอดขายน้อยก็มีผลต่อการอยู่รอด และหากสำนักพิมพ์ที่เป็นเหมือนเพื่อนคู่ค้าให้ส่วนแบ่งที่ร้านหนังสือควรได้รับจากราคาปกน้อยลง และยังทำโปรโมชั่นลดราคาหนังสือที่มากกว่าร้านหนังสืออีก สิ่งนี้ทำให้ร้านหนังสืออิสระอยู่ไม่รอด และทำลายระบบนิเวศของหนังสือไปโดยปริยาย

          “เราไม่คาดหวังว่าสำนักพิมพ์ไม่ต้องลดราคาเลยนะ แต่ว่าลดแบบที่ยังสู้กันได้ สมมติว่าหนังสือใหม่ สำนักพิมพ์ลด 10% แล้วร้านก็ลด 10% เท่ากัน แล้วเราก็ขายช่วงนี้ไปด้วยกัน หลังจากนี้ถ้าเป็นหนังสือใหม่ที่อยู่ในปีแรก เราไม่ลดเพิ่มแล้วนะ รอเวลาผ่านไปหน่อย แล้วเดี๋ยวเราก็ช่วยกันลดสต๊อกอีกที ซึ่งช่วยชีวิตหนังสือรอบสุดท้ายได้ด้วย แต่ว่ามันไม่ใช่การมาลด 15% อีกแป๊บนึงลด 20% แป๊บนึงลด 30%” ป่านเล่าถึงสถานการณ์ที่สำนักพิมพ์ลดราคาหนังสือตั้งแต่ออกใหม่ 

          เมื่อกุ๊กไก่อาศัยการพูดคุยสำนักพิมพ์เพื่อลองแก้ปัญหา หาทางออกร่วมกัน ก็มีสำนักพิมพ์จำนวนไม่น้อยที่เข้าใจ “บางสำนักพิมพ์ พอสื่อสารคุยกันเขาก็เข้าใจ ว่าไม่ต้องลดเยอะขนาดนั้น สำนักพิมพ์อาจจะยังไม่ทันคำนวณค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการขายครบรึเปล่า แล้วถ้าทำให้ทุกที่ราคามันเท่าๆ กัน ทุกคนก็ขายได้สำนักพิมพ์ก็ได้เงินเหมือนกัน ทำไมเราต้องตัดลูกค้ากันไปมา บางสำนักพิมพ์พอคุยแล้วเขาก็ออกกฎ โดยเขาแจ้งกับสายส่ง หรือร้านต่างๆ ที่ไปขายว่า ขอให้ลดในราคาเดียวกัน แจ้งไปเลยว่า ไม่งั้นสำนักพิมพ์ไม่ให้ขายแล้วนะ ช่วยให้ทุกคนแฮปปี้ดี เราไม่รู้สึกว่าต้องแย่งลูกค้ากัน” 

          กุ๊กไก่เสริมว่ายิ่งในช่วงงานหนังสือ แม้การลดราคาภายในงานจะมีผลกับร้านหนังสืออิสระ แต่ยิ่งกว่านั้นคือสำนักพิมพ์ไม่ส่งหนังสือใหม่มาให้ร้าน “ช่วงหลังๆ สำนักพิมพ์หลายแห่งไม่ส่งหนังสือให้ร้าน หมายถึงว่าแต่ก่อนเวลาหนังสือออก จะรู้สึกว่าทั้งในงานและร้านหนังสือมีหนังสือใหม่ๆ ไปพร้อมๆ กัน ถ้าคนไม่ชอบเดินในงานหนังสือ ก็ซื้อหนังสือใหม่ล่าสุดได้ที่ร้านเลยค่ะ แต่ช่วงปีสองปีมานี้ สำนักพิมพ์เขายุ่งก็ตัดปัญหาด้วยการไม่ส่งให้ร้านหนังสือ ขายในงานสัปดาห์หนังสือให้เสร็จก่อน บางเจ้าเสร็จแล้วอีกเดือนนะ กว่าจะมาถึงร้าน”

          “มันท้อใจนิดหน่อย แต่บางที่เขายังพยายามส่งให้ร้านด้วย บางที่ให้เราเข้าไปรับในงานหนังสือได้ หรือบางที่เขาจะส่งมาก่อนที่จะเริ่มงาน ก็จะได้มีหนังสือล้อไปด้วยกัน ถ้าเป็นแบบนี้ยอดก็ยังเป็นไปตามปกติ” ป่านว่า แม้ว่าหนังสือหลายเล่มทางร้านจะมีการเปิดพรีออร์เดอร์ และลดราคาตรงกับสำนักพิมพ์ก็ตาม แต่เมื่อหนังสือมาถึงหน้าร้านช้าหลายครั้งลูกค้าก็ไม่รอ 

          “สำหรับนักอ่านขาจร ที่ไม่ได้ติดตามร้านประจำ สมมตินะ เขาสั่งเราผ่าน Shopee พอพรีออร์เดอร์ เสร็จแล้ว เขาไปเดินงานหนังสือ อ้าว เห็นเรื่องนี้มาแล้ว เขาก็กด cancel ที่สั่งไว้ เรียบร้อย ซึ่งเราสั่งสำนักพิมพ์ไปแล้ว มันก็จะเซ็งตรงนี้ เพราะฉะนั้นเวลาบอกสำนักพิมพ์ เราต้องอธิบายว่า ถ้าหนังสือออกใหม่แล้ว เราอยากให้มาส่งให้เร็ว หรือว่าพร้อมๆ กัน การวางขายให้มันได้พร้อมกันมากที่สุดนะ ดี โพสต์พร้อมๆ กัน ได้อ่าน ได้คุยกับลูกค้าเชียร์ไปพร้อมกัน”

การเดินทางของร้านหนังสือ Fathom Bookspace ที่อยากสร้างระบบนิเวศที่น่ารักให้นักอ่าน ร้านหนังสือ และสำนักพิมพ์ เติบโตไปพร้อมกัน

          สำหรับนักอ่าน คงเห็นเหมือนกันว่า ราคาหนังสือในช่วงนี้แพงขึ้นมาก บางคนคิดว่าราคาหนังสือแพงเพราะต้องไปแบ่งให้กับสายส่ง และร้านหนังสือ แต่ที่จริงแล้วร้านหนังสือแทบไม่ได้ประโยชน์กับสิ่งนี้เลย 

          “หนังสือออกจากโรงพิมพ์ หลายเจ้าก็ลดราคาที่ปกแล้ว หมายถึงว่าพอออกมาขาย มันลดราคาทันทีถูกไหม ซึ่งราคาที่ตั้งไว้ มันเหมือนแค่ฐานเพื่อลดราคา แต่เวลาเขาคิดเปอร์เซ็นต์ให้ร้าน เปอร์เซ็นต์ที่แบ่งให้เรา คือเปอร์เซ็นต์จากราคาปก ไม่ใช่ว่าขายลดให้ลูกค้าไปเท่านั้นแล้ว เดี๋ยวลดเพิ่มให้ร้านเท่านี้ คือในแง่ธุรกิจเราเข้าใจนะ แต่ว่าในแง่อยากทำธุรกิจนี้นานๆ มันไม่มีอะไรเอื้อกัน” กุ๊กไก่ว่า “หนังสือมันเป็นสินค้าประหลาด เราคุยกันว่า ถ้าเราขายของบางอย่าง เราจะได้กำไรเป็นเท่าตัว เช่น ซื้อแก้วใบนี้มา 20 บาท แต่ในร้านนี้เราอาจขายได้ 200 บาท แต่หนังสือมันเป็นเปอร์เซ็นต์ มันไม่เป็นเท่าเด็ดขาด สมมติว่าหนังสือเล่มหนึ่ง 100 บาท เราอาจจะได้ 25 บาท หรือ 30 บาท น่ารักไหมเนี่ย”

          ส่วนป่านให้ความเห็นว่าหนังสือแพงขึ้น เพราะมีปัจจัยอื่นๆ ประกอบด้วย แต่คนทำงานในแวดวงหนังสือ แทบจะไม่ได้มีรายได้มากขึ้น

          “หนังสือราคาสูงขึ้นเยอะมาก คือไปตามค่าครองชีพด้วย เช่นราคากระดาษมันก็แพงขึ้นค่ะ แม้ช่วงนี้เริ่มชะลอลงนิดหนึ่ง แต่โรงพิมพ์บอกว่ามันแพงขึ้นทุกไตรมาส ก่อนหน้านี้คือไตรมาสละ 30% ถ้าคุยราคากับโรงพิมพ์แล้วเลยไตรมาสไป ราคาต้องเปลี่ยนเลยนะ ไม่มีทางที่หนังสือจะถูก

          “อาจจะต้องย้อนกลับไปว่าทำไมกระดาษแพง มีอะไรสนับสนุนเราไหม ถ้าพิมพ์จำนวนเล่มเยอะขึ้น มันจะถูกลงได้ ทำยังไงเราถึงจะเพิ่มยอดพิมพ์ได้ รัฐต้องทำอะไรไหม หนังสือราคาสูง แต่ถ้าเราลองดูราคาสินค้าอื่นๆ มันแพงหมด เพราะรายได้เราขยับไม่ทันค่าครองชีพ แล้วเรารู้สึกว่าค่าแรงของคนที่ทำงานในธุรกิจนี้แทบไม่เพิ่มเลย เราเริ่มจากการทำงานในนิตยสาร writer ซึ่งเป็นนิตยสารวรรณกรรม เมื่อก่อนก็จ่ายค่าเรื่องอยู่ 2,000-3,000 บาท สำหรับนิตยสารหัวเล็กๆ สมัยนั้น ยังจ่ายเรื่องราคา 2,000 บาท ถามว่าตอนนี้คนทำงานได้เท่าไหร่ ก็ได้ประมาณนั้นแหละ ก็ไม่เข้าใจว่าทำไม

          “เลยรู้สึกว่านี่อาจเป็นเรื่องที่เราร้านหนังสือเล็กๆ หรือสำนักพิมพ์ไม่กี่แห่งจัดการกันเองไม่ได้ ต้องมีคนช่วยเรามากกว่านี้ แล้วที่เราจัดการกันเอง ก็อาจต้องมาคุยกันว่า เราจะจัดการเงินที่มีอยู่ไม่เยอะนี้ยังไงเหรอ สำนักพิมพ์จัดสรรเงิน หรือลดราคาแบบทุกวันนี้ มันดีแล้วใช่ไหมต่อทุกคนในวงจรนี้”

          การเดินทางอย่างยั่งยืนของร้านหนังสือ จึงไม่สามารถเกิดขึ้นโดยลำพัง แต่ต้องร่วมเดินทางไปพร้อมกับความเข้าใจของสำนักพิมพ์ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ฟาธอมพยายามบอกให้หลายๆ สำนักพิมพ์เข้าใจ

          “ในแวดวงนี้คุยกันน้อยไป เลยไม่เห็นฟังก์ชันของกันและกันเท่าที่ควร ถ้าเราได้คุยกันมากกว่านี้ บางอย่างมันอาจไม่ต้องทำแบบนี้ก็ได้ หรือเวลาสำนักพิมพ์ขายเอง เราต้องถามว่า คุณใช้ทรัพยากรเพิ่มขึ้นแค่ไหนในการขาย มันคุ้มไหม คำนวณดูหรือยังว่าคุ้มหรือเปล่า ซึ่งการให้ร้านหนังสือขาย นอกจากฟังก์ชันเรื่องเศรษฐกิจ ธุรกิจ ฟังก์ชันทางวัฒนธรรมของร้านหนังสือ เรารู้สึกว่ามันทำได้มากกว่านี้อีก พอไม่ถูกคุยก็ไม่ทันเห็น” ป่านว่า

          “หนังสือถูกมองว่าเป็นแค่การขายเพื่อเอาเงินไปเงินมาจบ แต่มันมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงต่อกับวงจรอื่น เราทำร้าน ก็เห็นแล้วว่ามันทำอะไรได้ เช่น การเป็นพื้นที่ทางความรู้ ความคิด ทางวัฒนธรรม การสร้างนักอ่านหน้าใหม่ เหตุการณ์แบบที่เกิดบ่อย เช่น เขาโทรมาถามว่ามีเล่มนี้ไหม เล่มนั้นไหม แต่พอมาหน้าร้านแล้วได้คุยกับเรา ได้เจอเล่มอื่นๆ อีกในหมวดประมาณนี้ หรือตัวเองเดิน แล้วก็เจอเล่มอื่น บางทีได้เล่มอื่นไปอีก 5-7 เล่มที่ไม่ใช่เล่มที่เขาโทรมาถาม หรือเข้ามาแบบแบลงก์ๆ แต่ได้คุยกัน ได้ชี้ชวนกันอ่านแบบตัวเป็นๆ แต่ถ้าเราเลือกในออนไลน์ หรือเราสั่งสำนักพิมพ์ที่มีสำนักพิมพ์เดียว เราจะเห็นหนังสือแค่นี้แหละ” กุ๊กไก่ว่า 

          “ในแง่ภูมิปัญญา คนจะได้ออกจาก Echo Chamber ของตัวเอง ได้เจอสิ่งใหม่ๆ ที่อาจไม่ได้คิดมาก่อน ได้เจอหนังสือเล่มอื่นๆ สำนักพิมพ์อื่นที่ตัวเองไม่ได้ติดตาม ได้เห็นสำนักพิมพ์นี้ก็น่าสนใจนะ ซึ่งการซื้อผ่านออนไลน์มันทำอย่างนี้ได้น้อยกว่ามาก” ป่านแสดงความเห็นถึงการควรมีอยู่ของร้านหนังสือ ซึ่งไม่ใช่เพราะทั้งคู่ทำร้านหนังสือ ถึงยังเชียร์สิ่งนี้ แต่เพราะการทำร้านหนังสือ จึงได้เห็นมวลพลังบางอย่างที่แบ่งปันอยู่ในร้านเสมอ 

การเดินทางของร้านหนังสือ Fathom Bookspace ที่อยากสร้างระบบนิเวศที่น่ารักให้นักอ่าน ร้านหนังสือ และสำนักพิมพ์ เติบโตไปพร้อมกัน

การเดินทางของร้านหนังสือ Fathom Bookspace ที่อยากสร้างระบบนิเวศที่น่ารักให้นักอ่าน ร้านหนังสือ และสำนักพิมพ์ เติบโตไปพร้อมกัน

เพราะมีร้าน หนังสือจึงมีอยู่

          กว่า 8 ปีของการเดินทางของร้าน Fathom Bookspace แม้จะมีปัญหาที่เข้ามาให้เรียนรู้ และแก้ไขบ่อยๆ แต่การมีร้านหนังสือก็ได้สร้างโลกที่น่ารักตามความตั้งใจของสองผู้ก่อตั้ง 

          “ลูกค้าอยากให้เราช่วยเลือกหนังสือเล่มหนึ่งให้หน่อย เพราะเขาอยากเอาไปให้เพื่อนซึ่งป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้ายอ่าน โห! กดดัน แต่เข้าใจว่าทำไม คือเขามาร้านบ่อย ได้คุยแล้วเข้าใจพลังงานที่เขาอยากให้เพื่อน เราเลยเลือกหนังสือให้เล่มหนึ่ง ซึ่งเขาแฮปปี้มาก เพื่อนเขาก็แฮปปี้มาก” กุ๊กไก่เล่าถึงความประทับใจ

          หรือเหตุการณ์พิเศษที่อยู่ดีๆ วันนั้นลูกค้าก็มากันเป็นคู่ ทั้งคู่ครอบครัว คู่แฟน คู่เพื่อน โดยต่างแย่งกันบอกความน่ารักของร้าน เขามาแล้วชอบ ก็พาคนที่เขารักมา “มีอยู่วันหนึ่งทุกคนที่ร้านมาเป็นคู่ มีคู่แม่ลูกที่ชวนกันมา ลูกมาแล้วก็อยากพาแม่มาด้วย มีคู่ที่เป็นคู่รักกัน มีอีกคู่ที่เป็นเพื่อนกัน โอ้ มันเป็นบรรยากาศที่น่ารักจังเลยนะ เป็นคู่หมดเลย เขาก็ช่างมาในวันเดียวกัน” 

          ส่วนป่านชอบเวลาแนะนำหนังสือให้ลูกค้า ยิ่งถ้าเขาซื้อด้วย ยิ่งชอบมาก “เราชอบเวลาที่แนะนำหนังสือให้คนนะ บางทีเขามาด้วยอินเนอร์อย่างอื่น เวลาคุยกัน ก็จะรู้ว่าเขาไม่ได้มาเพื่อหาหนังสืออ่าน แต่ว่าวันนี้รู้สึกเครียด รู้สึกเศร้า ต้องการหาบางอย่างเพื่อให้ตัวเองออกจากหลุมอันนี้ให้ได้ ซึ่งเราก็ยินดี ที่รู้สึกว่าได้ทำงานรับฟัง”

          บางคนอาจคิดว่าร้านหนังสือ ก็เป็นเพียงร้านเล็กๆ จะสร้างการเปลี่ยนแปลงอะไรให้สังคมนี้มาก แต่ป่านมีทรรศนะว่า ร้านหนังสือเป็นพื้นที่ของวัฒนธรรม “เรามีพื้นที่ทางวัฒนธรรมเพิ่มขึ้น สามารถคุยเรื่องที่ลึก และเกี่ยวพันกับชีวิต คือเรารู้สึกว่าพื้นที่ที่มานั่งคุยเรื่องชีวิต มันมีไม่กี่ที่หรอก ห้างทำไม่ได้ สวนสาธารณะก็ยากเหมือนกัน ร้านหนังสือจึงทำหน้าที่ทางชีวิตและวัฒนธรรม เราขายหนังสือและทำหนังสือ เราเชื่อว่า มันสามารถพูดเรื่องที่คนไม่เคยคิดถึงมาก่อน เช่น ความดีพทอล์กต่อเรื่องต่างๆ พูดเรื่องของคนตายไปแล้ว นักปรัชญาที่อยู่พันปีก่อน เราสามารถเอาเรื่องแบบนั้นมาคุยกันได้ที่นี่ ร้านหนังสือทำหน้าที่แบบนั้น” 

          “หรือบางคน ร้านทำให้รู้สึกถึงจุดเปลี่ยนบางอย่าง ซึ่งมีเยอะเลย แต่เราไม่ได้ตั้งใจจะสร้างจุดเปลี่ยนหรอกนะ เราว่ามันเพราะตัวพื้นที่กับตัวเขาที่มันคอนเน็กต์กัน บางทีเราแนะนำคนให้รู้จักกันแล้วเขาก็คอนเน็กต์กัน หรืออาจจะมาในจังหวะที่รู้สึกคอนเน็กต์กับบรรยากาศของร้านตอนนั้น” กุ๊กไก่เสริม นี่อาจเป็นเหตุผลที่ทำให้ทั้งคู่มีความสุขกับการทำร้านมาตลอด 8 ปี และแม้จะเหนื่อยบ้าง ท้อบ้าง แต่ยังคงมีความรักในสิ่งที่ทำอยู่เสมอ 

          ปัจจุบันด้วยเรื่องเศรษฐกิจ และราคาหนังสือที่มีผลกระทบกับร้าน ทำให้ Fathom Bookspace กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตัวเองในด้านอื่นๆ อยู่ หนึ่งในนั้นมีชุดการ์ดที่อยากพัฒนาให้เป็นเครื่องมือที่ทำงานกับจิตใจและชีวิตประจำวัน 

          “มีชุดการ์ดเล่นกับสีในทางมนุษยปรัชญา เราทำหนังสือออกมาเล่มหนึ่งชื่อ หนึ่งปี•แสง In Darkness We Light เขียนโดยครูมอส-อนุพันธุ์ พฤกษ์พันธ์ขจี ซึ่งเป็นนักศิลปะบำบัด เลยอยากทำเซตการ์ดเรื่องสี ที่เข้าไปเยียวยาบำบัดจิตใจคน ให้คนได้เข้าถึงมากขึ้นในชีวิตประจำวัน และการ์ดในแบบของฟาธอมเอง ให้เป็นเครื่องมือสำหรับชีวิตประจำวัน” ป่านเล่าทิ้งท้าย

การเดินทางของร้านหนังสือ Fathom Bookspace ที่อยากสร้างระบบนิเวศที่น่ารักให้นักอ่าน ร้านหนังสือ และสำนักพิมพ์ เติบโตไปพร้อมกัน


เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ ‘Readtopia 3 ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย’ (2568)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก