สรวิศ ชัยนาม นักวิชาการที่จับทฤษฎีการเมืองมาอธิบายป๊อปคัลเจอร์ในสังคม

494 views
6 mins
February 10, 2026

          ภาพยนตร์นับร้อย หนังสือนับพันต่างบอกเราว่า ความรักคือการตามหาอีกครึ่งที่หายไป ความสัมพันธ์แบบคนรักมาจากกระบวนการของการไขว่คว้าหาคนที่มีคุณสมบัติถูกต้อง เพื่อเติมส่วนเว้าแหว่งของกันและกัน เมื่อนั้นความรักก็สมบูรณ์

          ทว่าหนังสือ ทำไมต้องตกหลุมรัก? ของ สรวิศ ชัยนาม ไม่เชื่อเช่นนั้น

          แม้เห็นเพียงหน้าปกจะทำให้ใครหลายคนเข้าใจว่าศาสตราจารย์จากภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กำลังมอบขั้นตอนการตกหลุมรักให้คนอ่านเหมือนหนังสือฮาวทูทั่วไป แต่ในทางตรงข้าม หนังสือเล่มนี้สั่นคลอนความรู้ในความรักของผู้คน ด้วยการตั้งคำถามว่าสิ่งที่เราเชื่อว่าความรักที่สมบูรณ์คือการตามหาอีกครึ่งหนึ่ง หรือท้ายที่สุดมันเป็นเพียงความโรแมนซ์ที่ก่อตัวภายใต้แรงผลักดันของสังคมทุนนิยมกันแน่?

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงได้ และสังคมควรได้มองเห็นโลกในมุมใหม่ๆ สรวิศ ชัยนาม นักวิชาการที่จับทฤษฎีการเมืองมาอธิบายป๊อปคัลเจอร์สังคม

          ด้วยหลักการเช่นนี้ ทำไมต้องตกหลุมรัก? จึงเป็นหนังสือความรักที่แตกต่างจากหนังสือในหมวดเดียวกัน และมันก็สร้างชื่อให้คนรู้จักกับสรวิศ ในฐานะนักวิชาการที่อธิบายความรักได้อย่างลุ่มลึก แปลกใหม่ ท้าทายความเชื่อเดิม และทำให้คนอ่านได้ลองกวาดสายตาไปถึงสังคมการเมืองที่ห่อหุ้มวิถีชีวิตเราและความรักเอาไว้

          เช่นเดียวกับผลงานอื่นๆ หนังสือของสรวิศเป็นมากกว่าคำอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคม เขามอบกรอบคิดอันแตกต่างจากรากฐานเดิม ชี้ชวนให้คนมองปัญหาด้วยการตั้งคำถามใหม่ คำถามที่จะทำให้เรามองเห็นตัวเลือกการแก้ปัญหาอันหลากหลาย วิธีแก้ปัญหาที่สังคมไทยอาจจะยังไม่เคยมองเป็นตัวเลือก หรือในยุคหนึ่งมันถูกห้ามพูดและกำจัดทิ้งไปก่อนที่มันจะได้อธิบายตัวเองจริงๆ

          แต่ทำไมอาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศถึงสนใจเรื่องป๊อปคัลเจอร์ และพยายามใช้ทฤษฎีวิชาการอธิบายให้ผู้อ่านเข้าใจถึงรากถึงแก่นขนาดนี้ ?

           “อาจจะเรียกได้ว่ามันคือการปกป้องความรักจากทุนนิยม” เจ้าของหนังสือให้คำนิยาม “พอผมสอนหนังสือแล้วก็เขียนหนังสือไปเรื่อยๆ ผมก็รู้สึกว่า เราสามารถใช้ป๊อปคัลเจอร์เพื่อล่อให้คนมาสนใจทฤษฎี แนวคิด หรือปรัชญาได้ และส่วนตัวผมก็ชอบภาพยนตร์อยู่แล้ว”

          ทฤษฎีที่สรวิศสนใจเป็นพิเศษ คือ มุมมองแบบฝ่ายซ้าย วิพากษ์วิจารณ์ระบอบทุนนิยม ชนชั้นทางสังคม หรือชี้ให้เห็นช่องว่างที่ครอบงำไม่ให้เกิดความเท่าเทียมและเสรีภาพของสรรพสิ่งต่างๆ ในโลก พร้อมข้อเสนอความเปลี่ยนแปลงที่พวกเขาเชื่อว่าโลกเปลี่ยนได้

          จักรวรรดิอเมริกา: ประวัติศาสตร์แบบทวนกระแส อัตลักษณ์ ชีวอำนาจ (2009), จากการปฏิวัติถึงโลกาภิวัตน์ (2012), Slavoj Žižek: ความรุนแรงและการเมืองเรื่องการปลดปล่อย (2015), ดิสโทเปียไม่สิ้นหวัง: ภาพยนตร์ฮอลลีวูดและการเมืองโลก (2018), ทำไมต้องตกหลุมรัก? (2019), เมื่อโลกซึมเศร้า (2021), อยากรู้แต่ไม่อยากถาม ทุกสิ่งอย่างเรื่องการเมืองโลกกับ Lacan (2022), เพราะเราต่างขาดพร่อง: การเมืองเรื่องเอนจอยเมนต์ (2024)

          นี่คือผลงานหนังสือของสรวิศที่แม้จะต่างหัวข้อแต่ชี้ให้เห็นจุดร่วมในวิธีคิดของฝ่ายซ้ายอย่างเด่นชัด

          คาร์ล มาร์กซ์, ฟรีดิช เองเกลส์, วลาดิมีร์ เลนิน, อันโตนิโอ กรัมชี คือชื่อนักคิดฝ่ายซ้ายหลักๆ ที่สรวิศรู้จักตั้งแต่เด็ก จากการเห็นบนตู้หนังสือของพ่อ (สุรพงษ์ ชัยนาม) อดีตเอกอัครราชทูตไทย ผู้เคยดำรงตำแหน่งในรัฐบาลสุรยุทธ์ จุลานนท์ และนักวิชาการด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เจ้าของหนังสือความรู้เกี่ยวกับฝ่ายซ้ายและความสัมพันธ์ของไทยกับประเทศต่างๆ

          คล้ายว่าสรวิศจะเดินบนเส้นทางเดียวกัน แต่ก็ไม่ทั้งหมดเสียทีเดียว เขาเข้าเรียนปริญญาตรีด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และได้เริ่มอ่านงานแนวคิดฝ่ายซ้ายอย่างจริงจัง ทำให้รู้จักกับความคิดของนักคิดและนักประวัติศาสตร์หลากหลาย ทั้งเบน แอนเดอร์สัน (Ben Anderson), เอ็ดเวิร์ด ซาอิด (Edward Said), โฮเวิร์ด ซินน์ (Howard Zinn), มัลคอล์ม เอ็กซ์ (Malcolm X), โนม ชอมสกี (Noam Chomsky) หลังจากนั้นก็เริ่มลงลึกศึกษาทฤษฎีเรื่อยๆ ทั้งจากฟรีดริช นิเช่ (Friedrich Nietzsche), มิเชล ฟูโกต์ (Michel Foucault) และ จูดิธ บัตเลอร์ (Judith Butler) เรื่อยมาจนลงลึกในการศึกษาจิตวิเคราะห์ฝ่ายซ้ายอย่างสลาวอย ชิเชค (Slavoj Zizek) ฌาคส์ ลากอง (Jacques Lacan) ซึ่งเป็นบุคคลที่เขาอ้างอิงถึงกรอบคิดในหนังสือจนถึงปัจจุบัน

           “สิ่งที่ทำให้ผมสนใจฝ่ายซ้ายมีอยู่ 2 ประเด็น อันแรกคือ ฝ่ายซ้ายมองว่าโลกนั้นเปลี่ยนแปลงได้ เราสามารถปฏิเสธสิ่งต่างๆ ที่ทุกคนยอมรับว่า ‘โลกมันก็เป็นของมันอย่างนี้’ ‘ระบบเป็นแบบนี้มานานแล้ว’ เวลาที่ใครบอกว่ามันเปลี่ยนไม่ได้ ฝ่ายซ้ายจะตั้งคำถามว่า มันเป็นไปไม่ได้เพราะด้วยปัญหาของมันเอง หรือมีอะไรที่คอยกำหนดไม่ให้มีความเปลี่ยนแปลง ทั้งปัจจัยจากอำนาจ รัฐ ทุนที่มักบอกว่าปัญหาแก้ไม่ได้”

           “ข้อสอง สิ่งที่ผมคิดว่าสำคัญ โดยเฉพาะในบริบทปัจจุบัน คือ ความเป็นสากล ฝ่ายซ้ายมองว่าความเป็นสากลคือความเท่าเทียมกัน ชายหญิง สีผิวเท่าเทียมกัน เสรีภาพและความเสมอภาคมีเพื่อทุกคน หากความเป็นสากลถูกแบ่งแยกแล้วไซร้ มันจะไร้ซึ่งความหมาย”

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงได้ และสังคมควรได้มองเห็นโลกในมุมใหม่ๆ สรวิศ ชัยนาม นักวิชาการที่จับทฤษฎีการเมืองมาอธิบายป๊อปคัลเจอร์สังคม

          เมื่อสมัครเข้าเป็นอาจารย์สอนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ สรวิศนำฐานคิดของฝ่ายซ้ายมาทำงานในฐานะอาจารย์ และจากนั้นก็เริ่มเขยิบมาสู่การผลิตหนังสืออย่างที่ผู้คนได้เห็นทุกวันนี้

           “แต่ว่าสองเล่มแรก ผมพยายามไล่ซื้อเก็บให้หมด ไม่อยากให้คนอ่าน ผมกลับไปดูแล้วคิดว่าเราน่าจะเขียนได้ดีกว่านี้” เขากล่าวติดตลกกับหนังสือจักรวรรดิอเมริกา ประวัติศาสตร์แบบทวนกระแส อัตลักษณ์ ชีวอำนาจ ที่สรวิศยอมรับว่าเขียนขึ้นเพื่อตอบสนองต่อเส้นทางนักวิชาการเท่านั้น

           “ตอนนั้นผมไม่ได้ศึกษาตลาดหนังสือด้วยซ้ำ

          ไม่สนใจว่าใครอ่านอะไร นอกจากอยากมีหนังสือที่มีชื่อเรา แล้วได้ขอตำแหน่งวิชาการ ผมมองแค่ว่า ตัวผมในคณะมีประเด็นอะไรที่เสนอแปลกใหม่จากเพื่อนร่วมงานบ้าง แล้วก็ทำอันนั้น” สรวิศแจกแจงถึงตัวเองในอดีต

           “แต่ส่วนที่เริ่มฉีกออกมาและสนุกในการเขียนมากขึ้น คือช่วงที่ดึงเอาภาพยนตร์และป๊อปคัลเจอร์เข้ามาวิเคราะห์มากขึ้น” นี่คือการนำสิ่งที่สนใจสองอย่างมารวมกัน แนวทางนี้เกิดขึ้นนับตั้งแต่หนังสือ จากการปฏิวัติ เขานำหนังทั้งหมด 7 เรื่องมาวิเคราะห์ประกอบกับทฤษฎีและปรัชญาฝ่ายซ้าย

           “ป๊อปคัลเจอร์มีคุณค่าและน่าสนใจตรงที่มันสะท้อนความหวังหรือโลกที่เปลี่ยนแปลงได้ ถ้าเปรียบเทียบทุนนิยมเป็นภาพยนตร์ก็คงเป็นหนังสยองขวัญ ไซไฟ หรือดิสโทเปีย มันมีความกังวล ความเครียด ความหวั่นวิตก และแสดงให้เห็นว่าทุนกำลังทำอะไรกับร่างกายเรา ในแง่หนึ่งหนังเหล่านี้ก็ทำให้เห็นว่าเราต่อต้านทุนนิยมได้ เราเปลี่ยนโลกได้ ไม่จำเป็นต้องยอมรับโลกที่เป็นอยู่ เราทำให้ความสยดสยองนี้จบลงได้”

          นี่คือที่มาของแนวคิดในหนังสือเล่มต่อมา ดิสโทเปียไม่สิ้นหวัง: ภาพยนตร์ฮอลลีวูดและการเมืองโลก ด้วยการนำภาพยนตร์ดิสโทเปีย 4 เรื่องมาวิเคราะห์และสื่อสารว่าโลกมีจุดรีเทิร์นให้เราเลือกทางที่ดีกว่าเดิมได้

          แต่สรวิศยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า ผลงาน 3-4 เล่มที่ว่ามานี้ก็ยังเต็มไปด้วยภาพฝ่ายซ้ายอันหนักแน่นอยู่ ซึ่งเหมาะกับผู้อ่านที่สนใจแนวคิด เหล่านี้จริงๆ และยากที่จะกระจายออกไปสู่วงกว้าง “แต่เล่มที่ผมเริ่มขยับไปสู่ความป๊อปมากๆ คือ ทำไมต้องตกหลุมรัก? ที่ผมได้ทำเป็น spin-off มาจากหนังสือดิสโทเปียไม่สิ้นหวัง”

          ก่อนจะออกมาเป็นหนังสือปรัชญาว่าด้วยความรักเล่มนี้ เขาเปิดสอนวิชาว่าด้วยปรัชญาของอาแล็ง บาดียู (Alain Badiou) ที่มหาวิทยาลัยกว่า 10 ปี แล้วเขาก็ใช้วิธีการ ‘ป๊อปคัลเจอร์ดึงดูดผู้เรียน’ ด้วยการสอนเรื่องความรัก

           “พอถึงจุดหนึ่ง ผมคิดว่ามันสามารถขยายไปให้คนนอกรั้วมหาวิทยาลัยอ่านได้ เราก็มีโน้ต มีเลกเชอร์มากมายอยู่แล้ว รวมถึงผมพอรู้ว่ามีประเด็นไหนที่คนในวัยนักศึกษาสนใจ ดังนั้น เรามีองค์ประกอบมากมายที่พร้อมเขียน”

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงได้ และสังคมควรได้มองเห็นโลกในมุมใหม่ๆ สรวิศ ชัยนาม นักวิชาการที่จับทฤษฎีการเมืองมาอธิบายป๊อปคัลเจอร์สังคม

          ไอเดียของสรวิศคือ เขาอยากเขียนหนังสือที่มีขนาดพ็อกเก็ตบุ๊ก อ่านได้อย่างลุ่มลึกแต่เข้าใจง่าย สรวิศมองเห็นต้นแบบจากสำนักพิมพ์ต่างประเทศที่เริ่มผลิตหนังสือนักคิดในขนาดกะทัดรัด และไม่ได้โปรยคำด้วยตัวโต้งๆ ว่า ฝ่ายซ้ายต่อต้านทุนนิยม ซึ่งอาจทำให้คนรู้สึกหวาดหวั่นที่จะเข้าหาตั้งแต่แรกพบ

           “สิ่งที่ผมชอบเป็นพิเศษอีกอย่างคือ นักคิดและนักเขียนฝ่ายซ้ายที่ใจดีกับผู้อ่าน พยายามอธิบายให้คนเข้าถึงแนวคิดได้มากที่สุด และมีภาพลักษณ์ที่ให้ทุกฝ่ายอ่านโดยไม่แบ่งแยกว่าจะซ้ายหรือขวา”

          นี่คือเหตุผลที่เมื่อเห็นภาพหนังสือครั้งแรก มันก็คล้ายจะเป็นหนังสือฮาวทูทั่วไป แต่เมื่ออ่านไปทีละหน้า สรวิศได้นำปรัชญาบาดียูเข้ามาอธิบายปรากฏการณ์โรแมนซ์ในสังคม พร้อมวิเคราะห์ภาพยนตร์เรื่อง The Lobster ของยอกอส ลานธิมอส (Yorgos Lanthimos)

           “ผมว่าแนวทางนี้ไม่ได้ไปสุดทางของหมวดไหนๆ จะเป็นพ็อกเก็ตบุ๊กแมสๆ ก็ไม่ใช่ ในขณะเดียวกันผมก็ไม่ได้คิดว่ามันเป็นหนังสือวิชาการเหมือนกัน สิ่งที่ผมพยายามทำ คือจับทางตรงกลางเพื่อดึงปรากฏการณ์ทางสังคมหรือป๊อปคัลเจอร์ แล้วก็นำเสนอคำอธิบายจากนักคิดฝ่ายซ้ายเข้าไป”

          เพียงแค่เห็นชื่อหนังที่เขานำมาประกอบทฤษฎีก็ไม่แปลกใจเลยที่หนังสือจะทำงานได้ดีกับคนรุ่นใหม่ ตั้งแต่นักเรียนวัยมัธยม นักศึกษามหาวิทยาลัย ไปจนถึงวัยทำงาน เพราะพวกเขาเข้าถึงทฤษฎีความรักในช่วงว้าวุ่นหัวใจ

          ความสำเร็จนี้เองที่เป็นจุดเปลี่ยนให้อาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเห็นกลุ่มผู้อ่านตัวเองมากขึ้น นำมาสู่แนวทางการผลิตหนังสือที่ชัดขึ้น ซึ่งเป็นที่มาให้เกิด เมื่อโลกซึมเศร้า หนังสือเล่มต่อมาที่ชี้ชวนให้เห็นว่า ภาวะซึมเศร้าที่หลายคนเผชิญอยู่นั้น อาจไม่ใช่เรื่องของปัจเจกบุคคล แต่เป็นปัญหาของสังคมที่ระบบทุนกำลังคาดคั้นพลังงานของประชากรโลก และผลักไสเมื่อพวกเขาไม่สามารถไต่ระดับความสำเร็จตามที่ทุนนิยมคาดหวังได้จนกลายเป็นผู้แพ้ในสังคม

           “สุดท้ายแล้วไอเดียเบื้องต้นคือ มันไม่มีเสียงแบบนี้ในตลาดหนังสือหรือแม้กระทั่งในสังคมมากนัก ทำไมเวลามองเรื่องความรักคนถึงมักเชื่อว่าความรักคืออีกครึ่งที่หายไป ทำไมคนชอบพูดว่าโรคซึมเศร้าต้องไปหาหมออย่างเดียว มันเท่านั้นเองหรือ แต่ถ้าปัญหานี้มันเกิดจากโลกที่บ่มเพาะให้คนซึมเศร้าด้วยล่ะ”

          อันที่จริง สิ่งที่เขาทำก็ไม่ใช่ทางเลือกหลักที่นักคิดฝ่ายซ้ายไปจนถึงนักวิชาการทั่วไปสนใจมากนัก กล่าวคือ ในหมู่ปัญญาชนเชื่อว่า ชาวบ้านคงไม่สนใจทฤษฎีหรือปรัชญา เพราะอ่านยากและในทางหนึ่งก็อาจจะไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับการทำมาหากินในชีวิตเสียด้วยซ้ำ “คงมีแต่พวกปัญญาชนดัดจริตเท่านั้นที่พูดถึงสิ่งเหล่านี้” สรวิศอ้างถึงคำวิจารณ์ที่เขาไม่เห็นด้วยนัก

          อีกด้านหนึ่ง ศาสตราจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ก็รู้ดีว่างานของเขาไม่ได้แตะถึงเส้นคุณค่าทางวิชาการ ตามความคาดหวังของแวดวงวิชาการคาดหวังเช่นกัน

           “ผมสอนหนังสือมา 25 ปี ยังไม่เคยเปิดตัวหนังสือที่คณะเลย ห้องสมุดของคณะก็อาจจะมีหนังสือผมไม่ครบทุกเล่ม ดังนั้น โจทย์ของผมคือ หนังสือเหล่านี้ไม่ได้เขียนให้เพื่อนร่วมงานผมอ่าน ไม่ได้เขียนเพื่อให้ได้รับคำชมจากศาสตราจารย์ ฉะนั้น มันไม่ได้มีคุณค่าในแบบที่วิชาการสายหลักมองอยู่แล้ว แต่มันอยู่ในกระแสการวิพากษ์การเมืองโลกหรือกระแสทางเลือก”

          แน่นอนว่านักวิชาการสายวิพากษ์หรือสายทางเลือกก็มีราคาที่ต้องยอมรับว่าพวกเขาอาจจะไม่ได้รับการยกย่องในฐานะนักวิชาการที่ได้ร่วมงานกับแวดวงการเมืองหรือรัฐบาลในฐานะนักวิเคราะห์สถานการณ์โลกมากนัก

           “ประเด็นคือ จะรับได้หรือเปล่า บางคนก็ต้องการหรือบางคนก็ไม่ มันเป็นทางเลือกของแต่ละคน สำหรับผม สายทางเลือกก็อาจจะมองเป็นบริการสังคมก็ได้ เพราะสิ่งที่ผมพยายามทำอีกอย่างคือ ผมอยากให้สังคมไทยได้เห็นว่าโลกเขากำลังถกเถียงอะไรกันอยู่ เขากำลังคุยหรือนำเสนอแนวคิดอะไรกัน เขาตั้งคำถามกับอะไร และพยายามนำเข้ามาสู่แวดวงวิชาการและคนอ่านทั่วไปในไทย”

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงได้ และสังคมควรได้มองเห็นโลกในมุมใหม่ๆ สรวิศ ชัยนาม นักวิชาการที่จับทฤษฎีการเมืองมาอธิบายป๊อปคัลเจอร์สังคม

          แต่เขาก็ไม่คิดว่างานของเขาสร้างแนวทางใหม่ๆ ให้วงการหนังสือถึงขนาดนั้น เพราะหากสำรวจตลาดต่างประเทศ หนังสือประเภทนี้ก็มีให้เห็นมานานแล้ว และในแง่มุมวิชาการ งานเขาก็ซับซ้อนน้อยกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ

           “ใช่อยู่ว่าส่วนการวิเคราะห์หนังผมคิดเอง แต่ทฤษฎีส่วนใหญ่ ผมเพียงแค่เอาคำถามหรือคำตอบของคนอื่นมามองในอีกบริบทหนึ่ง แล้วลองดูว่าทั้งภาพยนตร์และวิธีคิดนั้นจะใช้กับสังคมไทยได้ไหม เราต้องไปแก้ไขอะไรในแนวคิดเขาหรือเปล่า หรือเราต้องเอาไปบวกกับความคิดของคนอื่น มันเหมือนการขยายหรือเสริมคำตอบของคนอื่น โดยเอามาใช้ในสถานการณ์ที่ต่างกันออกไป ดังนั้น ผมไม่ได้เริ่มงานจากศูนย์”

          แม้สรวิศมองว่างานของเขามีความซับซ้อนน้อยกว่างานของนักวิชาการคนอื่นๆ แต่ด้านหนึ่งหนังสือเล่มเล็กที่บรรจุความคิดอย่างล้ำลึกก็ไม่ได้เขียนง่ายๆ แม้เขาจะสอนวิชาการปรัชญาความรักมาหนึ่งทศวรรษ มีข้อมูลเตรียมพร้อมมากมาย เขายังใช้เวลาเขียน ทำไมต้องตกหลุมรัก? อยู่เดือนกว่า เช่นเดียวกับ เมื่อโลกซึมเศร้า ที่สรวิศใช้เวลาราว 3 เดือนเขียนต้นฉบับแรก ก่อนจะวางทิ้งไว้เป็นปีถึงเอามาเกลาภาษาเพื่อขึ้นเป็นรูปเล่ม

           “ผมไม่เคยนิยามตัวเองเป็นนักเขียน ไม่ใช่สายองค์ลง มีแรงบันดาลใจขึ้นมาแล้วเขียนเป็นพายุภายในสองสัปดาห์ เพราะสำหรับผม งานเขียนต้องอาศัยวินัยสูงมาก ผมต้องเข้ารูทีนเขียนงานให้ได้ทุกวัน วันละ 2-3 ชั่วโมง ตั้งเป้าหมายเขียนงานตอนเช้า เพราะสมองมันสดชื่นกว่า การอยู่ในรูทีนแบบนี้ทำให้ผมอยู่ใน flow ของ

การเขียน”

           “ซึ่งมันเป็นภาพสะท้อนว่างานเขียนเป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลาและกำลังกายที่สามารถมีวินัย มีเป้าหมายว่าวันนี้จะเขียนให้ได้กี่คำ มานั่งเขียนให้ได้ทุกวัน แต่นั่นแหละ งานเขียนก็มีทั้งวันที่ดีและร้าย วันที่ดีก็ทำได้ตามเป้า วันไหนแย่นั่งอยู่สามชั่วโมงก็ได้แค่ย่อหน้าครึ่ง แต่ยังไงก็ต้องเข้ารูทีนทุกวัน”

          เนื่องจากเขาเขียนภาษาอังกฤษได้เร็วกว่า กระบวนการเขียนของสรวิศจึงเริ่มจากต้นฉบับภาษาอังกฤษแล้วจึงส่งให้นักแปลทำต้นฉบับภาษาไทย การทำงานจึงอาศัยเวลามากกว่าปกติ แต่สรวิศ ชอบกระบวนการนี้เป็นพิเศษ เพราะได้มีช่วงเวลาทบทวนเนื้อหาหลายๆ รอบ “ก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ไม่ต้องรีบให้สิ่งที่เขียนหรือยังอธิบายไม่ดีพอได้ออกมาก่อนวัยอันควร” เขาว่า

          ถึงอย่างนั้น สรวิศก็ยังมีเรื่องให้ผิดหวังอยู่ดีเมื่อกลับไปอ่านงานที่เผยแพร่เป็นรูปเล่มแล้ว เขามักจะคิดว่า “เราน่าจะทำได้ดีกว่านี้ เช่น เห็นท่อนนี้ยังอธิบายเข้าใจยาก หรือคิดได้ว่าน่าจะหยิบหนังเรื่องนี้มาวิเคราะห์เข้ากับทฤษฎีนี้ดีกว่า”

          สิ่งที่จะทำให้เขาเขียนไม่ออกเลย คือ การเขียนที่ทำให้เขารู้สึกเบื่อ ซึ่งเคยเกิดขึ้นมาแล้วกับโปรเจกต์ที่เขาอยากนำเนื้อหาบางส่วนจากหนังสือทฤษฎีเล่มหนาชื่อว่า อยากรู้แต่ไม่อยากถาม ทุกสิ่งอย่างเรื่องการเมืองโลกกับ Lacan มามองในมุมความรัก โดยจับเข้ากับภาพยนตร์เรื่องดัง In The Mood For Love ของหว่อง กาไว

           “แต่ทำไปได้ 30 หน้า เบื่อแล้ว มันไม่ได้พาเราไปไหน วนอยู่กับคำตอบเดิม เพียงแค่ผมเปลี่ยนคนอ้างอิงถึงเท่านั้นเอง พอปล่อยทิ้งไว้สักพัก กลับมาเขียนอีกรอบ ผมก็คิดว่ามันไม่ใช่ พับโปรเจกต์นั้นไปเลย” เขาพูดอย่างไม่เสียดาย แล้วเริ่มไอเดียใหม่ด้วยการนำแนวคิดจิตวิเคราะห์ของลากองเข้ามาจับกับสถานการณ์ประท้วงของคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นกระแสตื่นตัวการเมืองจนกลายเป็นป๊อปคัลเจอร์ในปี 2563 โดยสรวิศเขียนวิเคราะห์ออกมาเป็นหนังสือเล่มล่าสุด เพราะเราต่างขาดพร่อง: การเมืองเรื่องเอนจอยเมนต์

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงได้ และสังคมควรได้มองเห็นโลกในมุมใหม่ๆ สรวิศ ชัยนาม นักวิชาการที่จับทฤษฎีการเมืองมาอธิบายป๊อปคัลเจอร์สังคม

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงได้ และสังคมควรได้มองเห็นโลกในมุมใหม่ๆ สรวิศ ชัยนาม นักวิชาการที่จับทฤษฎีการเมืองมาอธิบายป๊อปคัลเจอร์สังคม

          ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงมากมาย และความท้าทายต่ออุตสาหกรรมสิ่งพิมพ์ที่ไม่สิ้นสุด อะไรคือสิ่งที่สรวิศยังมั่นคงที่จะนำเสนอแนวคิดฝ่ายซ้ายผ่านรูปเล่มหนังสืออยู่ นี่คือคำตอบที่เขามอบให้

           “อันแรกคือหามิตรสหายที่ได้พูดคุยถกเถียงประเด็นเหล่านี้ด้วยกัน สองมันก็เป็นเอนจอยเมนต์อันแปลกประหลาดของผมเหมือนกัน เพราะเอาเข้าจริงการทำงานหนังสือนี่แทบจะไม่ได้ผลตอบแทนที่ครอบคลุมกับค่าหนังสือที่ผมอ่านทั้งหมดด้วยซ้ำ ยังไม่นับรวมกำลังแรงกายใดๆ ในการเขียน แต่ในทางหนึ่งระหว่างที่ทำงานผมก็ได้ค้นพบอะไรใหม่ คำตอบที่ผมก็เพิ่งรู้ว่าเราคิดแบบนี้ได้ด้วย”

           “สามคือ ต้องบอกว่าสังคมไทยเป็นสังคมอนุรักษนิยมมากๆ และขวาจัด ดังนั้น แนวคิดฝ่ายซ้ายต้องได้รับการปกป้องและส่งเสริม โดยเฉพาะถ้าคุณสนใจว่าโลกเปลี่ยนแปลงได้ เราไม่ควรต้องเผชิญกับความโหดร้ายของทุนนิยม และป๊อปคัลเจอร์ทำให้เราเห็นความเป็นไปได้ใหม่ มันแอบรักษาความฝัน และจินตนาการถึงการเปลี่ยนแปลงของโลกที่น่าอยู่กว่านี้ สิ่งเหล่านี้ก็ควรได้รับการพูดถึง”

เพราะโลกเปลี่ยนแปลงได้ และสังคมควรได้มองเห็นโลกในมุมใหม่ๆ สรวิศ ชัยนาม นักวิชาการที่จับทฤษฎีการเมืองมาอธิบายป๊อปคัลเจอร์สังคม


เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ ‘Readtopia 3 ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย’ (2568)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก