สักวันเราจะเล่าทุกอย่างสู่กันฟัง – แด่ความเปลี่ยนแปลง และไม่ชัดเจนของชีวิต

1,222 views
5 mins
August 29, 2023

          ฤดูร้อนปี 1990 ไม่กี่เดือนให้หลังจากวันที่กำแพงเบอร์ลินล่มสลาย ‘มาเรีย’ เด็กสาววัย 16 ปลายกำลังจะก้าวพ้นสู่วัยผู้ใหญ่ มาเรียนั้นยังเรียนหนังสืออยู่ ทว่าเมื่อ ‘โยฮันเนส’ แฟนหนุ่มของเธอเอ่ยปากบอกว่า “วันนี้จะไม่พาเธอกลับบ้านนะ พ่อแม่อยากรู้จักเธอแหละ” มาเรียก็ตกลงปลงใจอยู่อาศัยในชายคาเดียวกับโยฮันเนสนับตั้งแต่นั้น

          ห่างไกลจากบ้านเกิดที่หากจะกลับไปก็ต้องใช้เวลาเดินเท้ากว่าสี่สิบนาที แล้วไม่เพียงแต่ชีวิตของเด็กสาวจะต้องอยู่กับความจริงที่ว่า นอกจากพ่อแม่จะหย่าร้างกันแล้ว พ่อของมาเรียซึ่งหายตัวไปจากบ้านเพื่อเดินทางไปสหภาพโซเวียต อยู่ๆ ก็จะกลับมาพร้อมกับแฟนสาวคนใหม่ที่อายุไล่เลี่ยกับเธอ แม่บอกกับมาเรียว่า เขาคงไปทำให้เด็กสาวนั่นท้อง แต่มาเรียไม่สนใจหรอก เพราะชีวิตของเธอช่างว่างเปล่าเสียยิ่งกว่าจะรู้สึกอะไรด้วยซ้ำ อยู่กินกับฝันกลางวันของแฟนหนุ่มที่อยากจะเป็นช่างภาพที่ยิ่งใหญ่ให้ได้สักวัน ในขณะที่ฝั่งมาเรียนั้นกลับไม่อยากจะทำอะไรสักอย่างนอกเสียจากนั่งอ่านพี่น้องคารามาซอฟให้จบไป

          “ฉันสงสารเห็นใจแม่ ฉันอยากจะตอบกลับไป ฉันอยากจะเสนอทางออกให้ ฉันถึงกับรู้สึกว่าต้องรับผิดชอบ ต้องมีแผนอนาคต แต่ท้ายที่สุดฉันก็ออกจากบ้านมาแล้ว ด้วยอายุสิบหกนี่แหละ ปกติคนเราไม่ออกจากบ้านกันตอนอายุสิบหกหรอกนะ ถ้าไม่มีแผนว่าจะทำอะไรน่ะ แต่ตัวฉันไม่มีแผนการอะไรกับอนาคตเลย ฉันรู้สึกว่างเปล่าที่สุด” (หน้า 45)

          กระทั่งอยู่มาวันหนึ่ง เด็กสาวก็ได้พบกับ ‘ลุงเฮนเนอร์’ หนุ่มใหญ่ที่แม้จะขี้เมา หากใบหน้าก็หล่อเหลาและร่างกายก็กำยำล่ำสัน เป็นการพบพานสานสัมพันธ์กันระหว่างเด็กสาววัยกำดัดกับชายวัยกลางคนนี่เองที่ได้สั่นสะเทือนมาเรียเข้าอย่างจัง คล้ายว่าอยู่ๆ เธอก็รับรู้ความต้องการของตัวเองอีกครั้ง

          คล้ายว่าฉับพลัน ความว่างเปล่าในชีวิตประจำวันก็พลันสลายหายไป

ศีลธรรมแห่งความปรารถนา มนุษย์มิอาจหยุดยั้ง

          สักวันเราจะเล่าทุกอย่างสู่กันฟัง (Someday We’ll Tell Each Other Everything) คืองานเขียนเล่มแรกของดานีเอลา ครีน (Daniela Krien) ผู้เคยฝากผลงานให้นักอ่านชาวไทยได้รู้จักผ่าน เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน หนังสือเล่มที่สองซึ่งถูกแปลเป็นภาษาไทยก่อนหน้านี้ โดยใน เพราะความรักมิอาจเร่งร้อน นั้น ครีนเลือกจะบอกเล่าผ่าน 5 ตัวละครหญิงที่แตกต่างกัน ซึ่งล้วนแล้วแต่มีความรัก เพียงแต่เรื่องราวความรักของแต่ละคนก็เริ่มต้น คลี่คลาย และสิ้นสุดอย่างแตกต่างกันไป

          หากใครที่เคยได้อ่านหนังสือเล่มนั้นมาก่อนคงจะสัมผัสได้ถึงหนึ่งในเอกลักษณ์ที่โดดเด่นของครีน นั่นคือความละเมียดละไมที่ไม่เพียงจะปรากฏในส่วนของภาษา จังหวะ และลมหายใจระหว่างตัวอักษรเท่านั้น (ซึ่งในจุดนี้ก็ต้องชื่นชมไปถึงปิยะกัลย์ สินประเสริฐ ผู้แปลหนังสือทั้งสองเล่มของครีนจากต้นฉบับภาษาเยอรมัน ซึ่งสามารถทำให้ผู้อ่านรับรู้ได้ถึงสไตล์การเขียนของครีน) แต่ยังรวมถึงอารมณ์และความรู้สึกของตัวละคร ที่ครีนถ่ายทอดออกมาได้อย่างเป็นปกติสามัญ และแสนจะละเอียดลออ

          เพียงแต่จุดที่ทำให้หนังสือทั้งสองเล่มแตกต่างกันคือ ในขณะที่หนังสือเล่มหนึ่งเป็นการบอกเล่าเรื่องราวของ 5 ชีวิตที่แตกต่างกันไป สักวันเราจะเล่าทุกอย่างสู่กันฟัง กลับโฟกัสไปที่เส้นเรื่องของตัวละครเดียวซึ่งทำให้หนังสือเล่มนี้มีลักษณะของนวนิยายที่ไม่แตกกระจายไปยังหลายชีวิตเหมือนเล่มก่อนหน้า ซึ่งจุดนี้เองที่สะท้อนให้เห็นความเก่งกาจของผู้เขียน ที่ไม่ว่าจะบอกเล่าเรื่องราวในสไตล์เรื่องสั้นหรือเรื่องยาว ครีนก็สามารถที่จะคว้าจับคนอ่านได้อย่างอยู่หมัด ชนิดที่ว่า แม้ชีวิตของมาเรียจะดูเป็นเรื่องราวของเด็กสาวในอดีตธรรมดาๆ ทว่าครีนก็เก่งกาจพอที่จะชักจูงให้เราพลิกหน้ากระดาษไปเรื่อยๆ ด้วยความสงสัยใคร่รู้ว่า ชีวิตของเธอจะเป็นอย่างไรต่อไป

          แน่นอนว่า เรื่องย่อของ สักวันเราจะเล่าทุกอย่างสู่กันฟัง อาจชวนให้รู้สึกน้ำเน่าอยู่บ้าง (ซึ่งในความเป็นจริงจะเรียกอย่างนั้นก็ได้) เพราะผู้เขียนเองก็ไม่ปฏิเสธว่า มาเรียเองก็เป็นเด็กสาวที่ถูกเขียนขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนของวัยรุ่นที่ว้าวุ่น ลนลาน และใช้อารมณ์เป็นเครื่องชี้นำจิตใจ 

          ทว่าผ่านความเรื่อยมาและเรื่อยไปของชีวิตเด็กสาวที่วันๆ จับเจ่าอยู่แต่กับห้องนอน ห้องครัว และร้านค้าเล็กๆ ของครอบครัวแฟนหนุ่มนี่เอง ที่ครีนก็ได้ค่อยๆ เปิดเผยให้เห็นแรงขับของมาเรียที่ถูกกดทับอยู่ภายใน แรงขับ–ที่เมื่ออยู่มาวันหนึ่งโดนลุงเฮนเนอร์สะกิดไวๆ ระเบิดที่มาเรียฝังกลบเอาไว้ก็ถึงขั้นปะทุขึ้นมา

          ใช่ การปะทุที่ว่าคือสัมพันธ์ลับๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างมาเรียกับลุงเฮนเนอร์

          เย็นวันหนึ่ง ที่แม้ว่ามาเรียจะรู้อยู่แก่ใจว่ามันเป็นสิ่งไม่ควรเลย ทว่าเธอก็ไม่สามารถห้ามปรามความปรารถนาทางเรือนกายได้ไหว แต่ละวันมาเรียจะพยายามหาข้ออ้างที่จะไปยังบ้านของลุงเฮนเนอร์ซึ่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล หลับนอนกับหนุ่มใหญ่ ก่อนจะแอบกลับมาบ้านอย่างระแวดระวังเพื่อไม่ให้โยฮันเนส แฟนหนุ่มผู้เอาแต่พร่ำเพ้อว่าอยากจะเป็นช่างภาพ อยากจะเรียนศิลปะ และอยากจะพามาเรียออกไปจากบ้านนอกแห่งนี้ในสักวันจับได้ว่า ความรู้สึกที่เด็กสาวมีต่อเขานั้นกำลังเสื่อมสลายหายไป

          “โยฮันเนสจับมือฉันแล้วจูงออกมาที่โถงทางเดินแล้วขึ้นบันไดไป เขาดูคิดอะไรอยู่ในหัว เขามีแผนการ เขาอยากไปไลป์ซิกเพื่อไปเยี่ยมชมวิทยาลัยศิลปะ แม้ตอนนี้จะเป็นช่วงปิดภาคเรียน แต่ก็น่าจะมีคนอยู่บ้างแหละ เขาว่า ฉันอยากจะไปกับเขาด้วยไหม เขาไม่ได้ถาม นั่นคือหนทางของเขา ส่วนหนทางของฉัน เท่าที่ฉันจะบอกได้นั้น ไปอีกทิศทางหนึ่ง มันยังเร็วไปที่จะบอกได้ว่าจะไปที่ไหน ฉันล่องลอยจากสภาพความคิดหนึ่งไปสู่อีกความคิดหนึ่ง มีชีวิตอยู่วันต่อวัน อย่างปัจจุบันขณะที่สุด มีเพียงตอนนี้และตอนนี้คือลุงเฮนเนอร์ โยฮันเนส อนาคตเป็นเรื่องไม่แน่นอน” หน้า 98

สักวันเราจะเล่าทุกอย่างสู่กันฟัง - แด่ความเปลี่ยนแปลง และไม่ชัดเจนของชีวิต

ชีวิตที่ไม่อาจก้าวพ้นอยู่ร่ำไป

          แน่นอนว่า ความสัมพันธ์ต้องห้ามคือแก่นแกนสำคัญของ สักวันเราจะเล่าทุกอย่างสู่กันฟัง ทว่าอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘บริบท’ (Context) ที่หลบซ่อนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งน่าสนใจไม่แพ้กับเรื่องราวของตัวละคร

          อย่างที่ได้กล่าวไปว่า ฉากหลังของหนังสือเล่มนี้อยู่ในช่วงที่กำแพงเบอร์ลินเพิ่งจะล่มสลายไปไม่นาน โดยที่หมู่บ้านซึ่งมาเรียและโยฮันเนสก็อยู่ในฝั่งเยอรมนีตะวันออก ซึ่งก่อนหน้าที่เยอรมนีทั้งสองฝั่งจะรวมประเทศเป็นหนึ่งเดียวนั้น พื้นที่ของฝั่งนี้เคยอยู่ภายใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตนั่นเอง

ช่วงเวลาที่กำแพงเบอร์ลินถูกทำลาย และความรู้สึกของผู้ที่เคยอาศัยในฝั่งเยอรมนีตะวันออก

          ไม่แปลกที่ระหว่างที่อ่านไปเราจะสัมผัสได้ถึงอิทธิพลของวัฒนธรรมโซเวียตที่ผู้เขียนหยอดลงไปอย่างแนบเนียน โดยเฉพาะเรื่องของวรรณกรรมที่หนังสืออย่างพี่น้องคารามาซอฟ หรืออันนา คาเรนินา จะโดนอ้างถึงอยู่เรื่อยๆ ทว่าอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือการปะทะกันระหว่างคุณค่าแบบเยอรมนีตะวันตก และตะวันออก ที่ผู้เขียนสะท้อนให้เห็นอย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะในฉากหนึ่งซึ่งเล่าถึงทริปสั้นๆ ที่มาเรียและโยฮันเนสเดินทางไปฝั่งเยอรมนีตะวันตกด้วยกัน มาเรียก็ถึงกับรับรู้ได้อย่างจังว่า สังคมในอีกฝั่งของกำแพงนั้นช่างแตกต่างไปจากชีวิตประจำวันที่รายล้อมไปด้วยทุ่งหญ้าและปศุสัตว์เสียเหลือเกิน

          “เขาปล่อยให้ฉันรอในร้านกาแฟริมถนนร้านหนึ่งตอนที่เขา ‘ไปจัดการอะไรสักหน่อย’ ทว่าก่อนหน้านั้นโยฮันเนสได้สั่งอาหารด้วยน้ำเสียงมั่นใจผิดปกติ ฉันสงสัยว่าเขามีอะไรให้จัดการที่นี่ แต่ที่จริงฉันก็ไม่ได้สนใจอะไรนัก ได้นั่งตรงนี้ ได้มองดูอะไร ได้ดื่มกาแฟนม และยังได้กินเค้กรสเลิศก็ดีเกินกว่าที่ฉันจะรับไหวแล้ว ฉันจ้องมองดูผู้คน ที่นี่ช่างแตกต่าง ช่างมั่นใจในตัวเอง ช่างมีเป้าหมายชัดเจน ช่างบรรยายไม่ถูก ฉันดื่มกาแฟหมดแล้ว ฉันสั่งกาแฟอีกถ้วยทันทีพร้อมกับไวน์แก้วหนึ่ง ในมือฉันถือสมุดบันทึกเล่มเล็ก ฉันตั้งใจเป็นอย่างยิ่งที่จะจดบันทึกทุกอย่างลงไป ไม่ว่าจะเป็นสิ่งที่ฉันได้เห็นและยังไม่รู้จัก ที่ฉันโหยหาอยู่ในบางครั้ง และตอนนี้ที่ฉันได้เห็น ฉันไม่รู้จักอะไรสักอย่าง ฉันต้องบันทึกทุกอย่างลงไป คว้าเก็บเอากลิ่นจากร้านรวงไปจนถึงความสะอาดของท้องถนน หน้าอาคารที่สว่างไสวและแฟชั่นของเด็กสาว และกาแฟชั้นยอด ไปจนถึงความงามของพวกผู้หญิง หน้าแข้งและรักแร้ที่โกนขนไว้ ผมเรียบร้อยของพวกหล่อน สายตาเจ้าชู้ของพวกผู้ชาย แม่น้ำอิซาร์สีฟ้าเขียว ความสบายๆ และที่ซ้ำไปซ้ำมาคือสีพวกนี้! ฉันไม่ได้เขียนอะไรเลย และจู่ๆ ฉันก็หมดอารมณ์ขึ้นมาเสียอย่างนั้น โยฮันเนสน่าจะมาตอนนี้ มารับฉัน พาฉันกลับบ้าน เดี๋ยวนี้เลย ความตื่นตาตื่นใจของฉันกลับกลายเป็นความสับสนที่แท้จริงอย่างรวดเร็วในเสี้ยววินาที ฉันรู้สึกว่ายากจน น่าเกลียด ตัวคนเดียว ฉันก็ใส่ชุดกระโปรงที่สวยอยู่ แต่มันมีบางอย่างในตัวฉันและฉันก็ไม่รู้ว่าคืออะไร แต่มันต่างจากคนอื่น ฉันไม่สามารถอธิบายได้มากกว่านี้ ฉันไม่เพลิดเพลินกับอะไรอีกต่อไป ฉันคอยโยฮันเนสอย่างตัวสั่นกระสับกระส่าย จู่ๆ ฉันก็คิดขึ้นมาว่า เขาจะไม่กลับมาหา เขาจะหาฉันไม่เจอ แล้วฉันจะทำยังไงดี ฉันกระซิบกับตัวเองว่า “มา มา มาเสียที โยฮันเนส มาได้แล้ว ขอร้อง…” คู่รักโต๊ะข้างๆ ยิ้มและมองมาที่ฉัน ฉันมองหาใบหน้าหนึ่งในกระแสธารของผู้คนที่ผ่านไปมา ฉันรีบกระเดือกเครื่องดื่มจากแก้วทรงกลม ไวน์แดงหยดลงบนชุดกระโปรงสีอ่อนของฉัน ฉันอับอายกับทุกสิ่ง” หน้า 37- 38

          ว่ากันตรงๆ มาเรียรู้สึกว่าตัวเองก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กสาวจากบ้านนอก ที่อยู่ๆ ก็ต้องมาเผชิญหน้ากับความแปลกแยกของเมืองใหญ่ มันจึงไม่แปลกที่ต่อให้โยฮันเนสจะพยายามคะยั้นคะยอให้แฟนสาวหลบหนีจากแผ่นดินเกิดไปอยู่ในฝั่งตะวันตกกับเขาสักเพียงใด มาเรียกลับยิ่งจะรู้สึกว่า เธอมองไม่เห็นตัวเองในแผ่นดินฝั่งตรงข้ามนั้นเลย

สักวันเราจะเล่าทุกอย่างสู่กันฟัง - แด่ความเปลี่ยนแปลง และไม่ชัดเจนของชีวิต

          อาจกล่าวได้ว่า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวของเด็กสาวที่กำลังจะก้าวพ้นสู่วัยผู้ใหญ่ ความสัมพันธ์ต้องห้ามที่คล้ายจะหมิ่นเหม่ศีลธรรมอยู่ร่ำไป หรือสภาวะแปลกแยกที่เกิดขึ้นในช่วงที่เยอรมนีตะวันตกและเยอรมนีตะวันออกกำลังผสานรวมกัน เหล่านี้เองคือหัวใจสำคัญที่ สักวันเราจะเล่าทุกอย่างสู่กันฟัง อยากจะบอกเล่ากับผู้อื่น มันคือเรื่องราวของการเปลี่ยนผ่าน คือเส้นบางๆ ที่ขีดกั้นอยู่ระหว่างความถูก-ผิด วัยรุ่น-ผู้ใหญ่ และตะวันตก-ตะวันออก ซึ่งถึงที่สุดแล้ว สิ่งที่ครีนพยายามจะบอกกับเราอาจคือ ‘ความกลืนไม่เข้าคายไม่ออก’ ‘การเลือกไม่ได้’ และ ‘การเหยียบย่ำระหว่างเส้นแบ่ง’ อยู่ร่ำไป

          มาเรียไม่มีอนาคต และต่อให้ถึงจุดหนึ่งเธอจะรู้สึกว่ามองเห็นอนาคต แต่ท้ายที่สุดแล้วสิ่งที่คอยฉุดรั้งเธออยู่คือความไม่แน่ใจ พร่าเลือนอยู่ระหว่างความจริงกับจินตนาการ งุนงงอยู่ระหว่างความเพ้อฝันที่คนอื่นวาดไว้ กับความปรารถนาทางเรือนกายที่จับต้องสัมผัสได้ หากสุดท้ายก็ไม่แน่ใจว่า มันคือสิ่งที่ถูกควรแล้วหรือ 

          หรือหากจะกล่าวให้ถึงที่สุด สักวันเราจะเล่าทุกอย่างสู่กันฟัง คือเรื่องราวของเด็กผู้หญิงคนหนึ่ง เด็กผู้หญิงที่อาจมีความฝันเป็นรูปธรรมอย่างใครเขาก็เป็นได้ เพียงแต่เรื่องคือ มันมีอะไรหลายๆ อย่างคอยแต่จะเลือนพร่าอนาคตที่เด็กสาวพยายามจะจ้องมองไป การเมือง ศีลธรรม และค่านิยมทางสังคม เหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นอะไรที่ใหญ่โตเกินกว่าที่หญิงสาวเพียงคนเดียวจะรับมือได้ไหว

          หรือสุดท้ายกระแสลมของความเปลี่ยนแปลงที่พัดผ่านไปก็มีแต่จะนำพาความชัดเจนมาสู่ชีวิตมากขึ้นเรื่อยๆ ก็เท่านั้น

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก