ผู้มีอิทธิพลทางความคิดรุ่นใหม่ๆ ที่เป็น ‘แรงงานทักษะความรู้’ ชอบพูดถึง growth mindset การพัฒนาตนเอง และอีกหลายสิ่งอย่าง หนึ่งในนั้นเป็นต้องมีเรื่องผลิตภาพหรือ productivity รวมอยู่ด้วย มันเป็นอิทธิพลของยุคสมัยที่เรื่องเหล่านี้คล้ายๆ จะเป็นสัญลักษณ์ของผู้มีศักยภาพ มีทักษะ ก้าวทันโลก ท่ามกลางแรงกดดันของสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ ตลาดแรงงาน และการดิสรัปต์ (disruption) ของเทคโนโลยี
บางคนแซะแรงขนาดว่า…แค่พูดคำพวกนี้ออกมาก็ดูมีของแล้ว
แน่นอนว่าอีกฟากฝั่งหนึ่งย่อมมีคนออกมาเตือนว่ามันเป็นกับดักของระบบทุนนิยมที่กดขี่ ซึ่งใช่ว่าจะไม่มีมูลเสียทีเดียว เพราะมันสร้างวัฒนธรรมการทำงานหนักว่าเป็น ‘ศีลธรรม’ สำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จต้องมี คนที่ไม่ทำงาน (จะด้วยสาเหตุใดก็ตาม) ทำงานน้อย (หรือยากจน) มักถูกตีตราอย่างง่ายดายว่าขี้เกียจ ไม่มีคำใหญ่ๆ ที่ผมพูดถึงไปข้างต้นในชีวิต
ผลิตภาพหรือ productivity คือหัวข้อใหญ่ในโลกสมัยใหม่ องค์กรไหนๆ ก็แสดงออกว่าต้องการผลิตภาพ ต้องการคนที่มีผลิตภาพ สร้างแรงกดดันต่อแรงงานให้พัฒนาตนเองอยู่เสมอ แต่กลับไม่ส่งเสริมให้พนักงานได้พัฒนา (ประสบการณ์นี้ผมเจอโดยตรงกับคนที่รู้จัก) มันจึงกลายเป็นความบอบช้ำทางใจที่แรงงานทักษะความรู้ต้องแบกรับ
คาล นิวพอร์ต (Cal Newport) เขียนหนังสือ ‘Slow Productivity’ หรือในชื่อไทยว่า ‘ผลิตภาพไม่ฉาบฉวย ปรัชญา ‘ทำงานช้า-คุณภาพชัด’ ฉบับไม่เบิร์นเอาต์’ เพื่อสื่อสารว่าแรงงานทักษะความรู้ยังมีทางเลือก มีวิธีการเพิ่มผลิตภาพได้โดยชีวิตไม่สึกกร่อนบิดเบี้ยว นี่ทำให้ผมสนใจหนังสือเล่มนี้

เป้าหมายของ นิวพอร์ต คือ “ผมอยากจะช่วยให้แรงงานความรู้อย่างเราๆ หลุดพ้นจากความบ้าระห่ำที่มีแต่จะทวีความรุนแรงเกินต้านทานมากขึ้นทุกที แล้วรื้อสร้างแนวทางการทำงานขึ้นใหม่ให้เป็นไปในวิถีที่ยั่งยืนและมีมนุษยธรรมมากขึ้น เพื่อให้คุณสามารถสร้างสรรค์สิ่งที่คุณจะภูมิใจไปกับมันโดยไม่ต้องบั่นทอนตัวเองตลอดเวลา” (หน้า 18)
กลุ่มเป้าหมายของผู้เขียนมุ่งไปที่กลุ่มแรงงานทักษะความรู้ ซึ่งเขาให้นิยามว่า
“นิยามโดยทั่วไปของ ‘งานด้านทักษะความรู้’ (knowledge work) กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อาศัยการนำทักษะความคิดมาปรับใช้เพื่อแปรรูปองค์ความรู้ให้กลายเป็นชิ้นงานที่มีมูลค่าตลาด” (หน้า 50)
นิวพอร์ต เล่าว่าเขาได้รับแรงบันดาลใจจากขบวนการ slow food ที่เริ่มต้นช่วงทศวรรษที่ 90 ในอิตาลี ก่อนที่แนวคิดดังกล่าวจะแพร่หลายสู่ประเด็นอื่นๆ ซึ่งผมคิดว่าน่าจะเรียกรวมว่า slow life และก็อย่างที่คุณรู้ ทุนนิยมเองก็มีวิธีปรับแปลงให้ความเนิบช้าเป็นสินค้าที่จับต้องได้และเป็นที่นิยมของผู้หลงใหลความเนิบช้า
ผู้เขียนนำแนวคิดข้างต้นมาปรับปรุงกับวิถีการทำงานในศตวรรษที่ 21 เพื่อขัดขืนต่ออาการคลั่งผลิตภาพในสังคมอเมริกันและระบบทุนนิยม เขาชวนตั้งคำถามที่น่าสนใจว่า ผลิตภาพคืออะไรกันแน่? โดยเฉพาะสำหรับแรงงานทักษะความรู้ ใช้คำง่ายๆ คือคนทำงานออฟฟิศกินเงินเดือน เพราะเมื่อคิดตามคำอธิบายของ นิวพอร์ต ผมก็เห็นด้วยประมาณหนึ่งว่าเกณฑ์ชี้วัดค่อนข้างคลุมเครือ มันไม่เหมือนกับวิถีการผลิตแบบอุตสาหกรรมที่มีปริมาณผลิตภัณฑ์ต่อต้นทุนให้วัดได้ชัดเจน
ผมอยากชวนให้นึกถึงงานในระบบราชการที่เต็มไปด้วยการทำหนังสือ เอกสาร การประชุม การส่งเรื่องนั้นไปหน่วยงานนี้การส่งเรื่องนี้ไปหน่วยงาน การตอบจดหมาย คุณคงนึกออกว่างานเหล่านี้ไม่ใช่งานที่สร้างผลิตภาพใดๆ นอกจากเพิ่มขั้นตอนแสนยุ่งยากในการบริหารประเทศและให้บริการประชาชน ในออฟฟิศก็เช่นกัน ตอบอีเมล์ ประชุม นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ คิดโปรเจกต์นี่นั่น ซึ่งหลายอย่างระบุชัดไม่ได้ว่าเป็นงานที่กำลังสร้างผลิตภาพหรือไม่ นิวพอร์ต เรียกว่า
“ผลิตภาพเทียม (pseudo-productivity) การใช้กิจกรรมการทำงานที่มองเห็นได้เป็นเครื่องมือหลักในการเลียนแบบผลิตภาพที่แท้จริง” (หน้า 32)
ผมขอตัดข้ามไปยังหัวข้อคำแนะนำของ นิวพอร์ต เลยแล้วกันว่า Slow Productivity หรือผลิตภาพบนความเนิบช้าคืออะไร มีหลักการอะไรบ้าง
“ปรัชญาในการจัดการกับงานด้านทักษะความรู้อย่างยั่งยืนและเปี่ยมความหมาย ด้วยหลัก 3 ประการ 1.จงทำงานให้น้อยลง 2.จงทำงานในจังหวะที่เป็นธรรมชาติ 3.จงหลงใหลในคุณภาพ” (หน้า 53)
ผมจะไม่ลงรายละเอียดในหลักการของ นิวพอร์ต เพราะมันก็อธิบายตัวมันเองในระดับหนึ่งแล้ว และคุณควรอุดหนุนมาอ่านหากสนใจ แต่อยากจะตั้งข้อสังเกตต่อเนื้อหาบางแง่มุมมากกว่า
ต้องยอมรับก่อนว่าหนังสือของ นิวพอร์ต แม้จะสวนกระแส แต่ก็จัดเป็นหนังสือแนวฮาวทูซึ่งมักจะยกกรณีศึกษาของบุคคลต่างๆ ที่สอดคล้องกับแนวคิดของผู้เขียนมาใช้อ้างอิง เช่นนักวิทยาศาสตร์และที่เขาหยิบมาเป็นตัวอย่างมากที่สุดคือคนทำงานด้านการผลิตเนื้อหาอย่างนักวิชาการ นักเขียน นักเขียนบทโทรทัศน์ อะไรเทือกนี้ แล้วเชื่อมโยงว่าวิธีการทำงานของบุคคลต่างๆ ตรงกับหลักการทั้งสามข้ออย่างไร
แต่ผมกลับคิดว่าเป็นการเชื่อมโยงที่จับแพะชนแกะเกินไป นิวพอร์ต ยกตัวอย่างงานของโคเปอร์นิคัสหรือทือโก ปราเออ (Tycho Brahe) นักดาราศาสตร์ช่วงศตวรรษที่ 15-16 ในบทที่ 4 ‘จงทำงานในจังหวะที่เป็นธรรมชาติ’ นิวพอร์ต บอกว่าทั้งสองคนกว่าจะเขียนงานเผยแพร่ทฤษฎีที่ตนค้นพบเสร็จก็ใช้เวลาสิบกว่าปี หรืออ้างว่านิวตันต้องใช้เวลาหลายสิบปีกว่าจะเริ่มทำความเข้าใจกฎแรงโน้มถ่วงได้ ก่อนจะสรุปเอาเองว่า นี่ไง การทำงานในจังหวะที่เป็นธรรมชาติของตนเอง
ความช้าในเรื่องเล่าของนักวิทยาศาสตร์ทั้งสามคนไม่ได้พิสูจน์ว่า พวกเขาทำงานในจังหวะที่เป็นธรรมชาติของตนเลย นิวพอร์ต พูดถึงกาลิเลโอด้วย ผมถามว่าการที่กาลิเลโอไม่ยอมเผยแพร่ทฤษฎีของเขาเพราะกลัวอำนาจศาสนจักรจะส่งผลร้ายต่อตนเรียกว่าเป็นการทำงานในจังหวะที่เป็นธรรมชาติได้หรือเปล่า?
และด้วยความที่ตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นนักเขียนซึ่งมีลักษณะการทำงานที่แตกต่างจากคนทำงานออฟฟิศอยู่มาก ทำให้วิธีการที่ผู้เขียนนำมาปรับให้ใช้ได้กับคนทำงานออฟฟิศมีช่องโหว่ เช่น ในหัวข้อทำงานให้น้อยลงมีคำแนะนำว่าให้จำกัดภารกิจหลัก จำกัดโปรเจกต์ จำกัดเป้าหมายในแต่ละวัน หรือแบ่งภาระไปให้คนอื่นบ้าง ในมุมมองของผม (ซึ่งอาจจะผิด) กลับคิดว่าเป็นคำแนะนำที่ค่อนข้างเป็นนามธรรมและปฏิบัติได้ยากแม้จะมีตัวอย่างประกอบก็เถอะ
ปัญหาของแรงงานทักษะความรู้ในองค์กรคือเรากำหนดเงื่อนไขการทำงานของตนเองได้มากน้อยแค่ไหน การพูดคุยกับผู้จัดการตรงๆ ว่าเราทำงานนี้ไม่ทันมีความเป็นไปได้เพียงใด ต้องอย่าลืมว่านักเขียนที่ถูกยกตัวอย่างเป็นนักเขียนที่ประสบความสำเร็จแล้ว เราพิสูจน์ไม่ได้ว่าเพราะพวกเขาทำตามหลักผลิตภาพบนความเนิบช้า งานจึงมีคุณภาพ หรือเพราะพวกเขาเขียนงานที่มีคุณภาพอยู่แล้วและมีวิถีชีวิตซึ่งเผอิญไปพ้องกับหลักผลิตภาพบนความเนิบช้า
นอกจากนี้ คนทำงานออฟฟิศคงไม่สามารถลางานสองเดือนไปเช่าบ้านริมทะเลเพื่อปิดโปรเจกต์ได้แบบนักเขียน เว้นแต่จะเป็นฟรีแลนซ์ก็ว่าไปอย่าง
ประเด็นสำคัญอีกข้อหนึ่งซึ่งไม่ใช่ความผิดพลาดของ นิวพอร์ต คำแนะนำของเขาอาจใช้ได้กับแรงงานทักษะความรู้จริง แต่เราจะทำอย่างไรให้แรงงานด้านอื่นๆ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้ด้วย ผมเองก็คิดไม่ออก เพราะสภาพแวดล้อมการทำงานของแรงงานแต่ละกลุ่มมีความหลากหลาย มีเงื่อนไขแตกต่าง ซึ่งผู้ใช้แรงงานไม่สามารถกำหนดเองได้ แต่ขึ้นกับนายจ้างเป็นหลัก
อีกเรื่อง เราจะทำอย่างไรไม่ให้ ‘ผลิตภาพบนความเนิบช้า’ แปรสภาพเป็นอีกหนึ่งกับดักของระบบทุนนิยมที่นำมาใช้เป็นน้ำตาลเคลือบการกดขี่ขูดรีดแรงงานและทำให้เรายังติดอยู่ในวังวนของ ‘ผลิตภาพ’ เพียงแค่เปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนวิธีการให้แนบเนียนขึ้น
อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้เป็นปฏิปักษ์กับแนวคิด-แนวทางของ นิวพอร์ต ผลิตภาพบนความเนิบช้านั้นน่าสนใจ การปะทะกับอาการคลั่งไคล้ผลิตภาพเป็นความพยายามที่น่าชื่นชมและควรได้รับการพูดถึง ถ้าเกิดเป็นจริงคงดีไม่น้อย
ทว่า เราต้องไม่เรียกร้อง ‘ผลิตภาพบนความเนิบช้า’ จากแรงงานฝ่ายเดียว เพราะอาจไม่ยั่งยืนและเป็นกระแสวูบไหว การจะทำให้การทำงานในโลกปัจจุบันมี ‘ความเป็นมนุษย์มากขึ้น’ ต้องเรียกร้องกดดันรัฐ ผู้ออกนโยบาย กฎหมาย และนายจ้างด้วย ซึ่งการเรียกร้องข้างต้นก็กำลังมีพลังเพิ่มขึ้นตามยุคสมัย อาทิ การเพิ่มสวัสดิการต่างๆ หรือแม้แต่ขบวนการเรียกร้องให้ลดวันทำงานเหลือ 4 วันก็ถูกพูดถึงมากขึ้นด้วย
จริงว่าเราต้องทำงาน แต่ยังไงๆ ก็อย่าลืมว่า งานไม่ใช่ทุกสิ่งอย่างในชีวิตและโปรดอย่าเข้าใจผิดๆ ว่างานทุกชนิดทำแล้วจะต้องมีความสุขเสมอไป เพราะมันไม่จริง

