ในยุคที่เสียงเรียกร้องการปฏิรูปการศึกษาดังขึ้นจากหลายทิศทาง หนึ่งในเสียงที่หนักแน่นและต่อเนื่องมาตลอดสองทศวรรษ คงหนีไม่พ้นเสียงของ ดร.สิริกร มณีรินทร์ ผู้หญิงผู้อ่านอนาคตของประเทศไทยผ่านการศึกษา โดยไม่เคยหยุดลงมือทำ
ดร.สิริกร มณีรินทร์ มีบทบาทหลากหลายในแวดวงการศึกษาไทย ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้เกิดการตั้งสภาเยาวชนไทย การวางแนวทางให้การศึกษาเป็นวาระแห่งชาติ หรือการสร้างโอกาสทางการศึกษาให้กับกลุ่มผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส ผ่านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศอย่างสร้างสรรค์ อีกทั้งยังเป็นผู้บุกเบิกระบบห้องสมุดดิจิทัลในประเทศไทย ที่ช่วยเปิดโลกแห่งการเรียนรู้ให้กว้างไกลขึ้นโดยไม่จำกัดสถานที่และเวลา
ในช่วงที่ ดร.สิริกร ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ หนึ่งในผลงานที่ยังคงสร้างอิทธิพลมาจนทุกวันนี้ คือการก่อตั้งสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) ในปี พ.ศ. 2547 ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของ TK Park แหล่งเรียนรู้สร้างสรรค์ที่ออกแบบมาเพื่อปลุกพลังจินตนาการของเด็กและเยาวชนไทยให้เบ่งบานอย่างไร้ขีดจำกัด
ภายใต้การผลักดันของรัฐบาลในขณะนั้นที่ต้องการยกระดับขีดความสามารถของคนไทยในการแข่งขันระดับโลก ดร.สิริกรจึงได้รับมอบหมายให้ริเริ่มแนวทางใหม่ในการสร้างพื้นที่เรียนรู้ของประชาชน โดยโจทย์แรกที่ท้าทายที่สุด คือ การตีความ ‘ห้องสมุดมีชีวิต’ นั่นเอง
“ตอนนั้นท่าน (อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร) ก็พูดสั้นๆ ว่ามอบหมายให้ ดร.สิริกร มณีรินทร์ เนี่ยไปทำห้องสมุดมีชีวิต แล้วท่านก็ Full Stop แค่นั้น ดิฉันและคณะก็เลยเริ่มจากการค้นคว้า”
ดร.สิริกร เริ่มจากการศึกษาโมเดลห้องสมุดทั่วประเทศ และออกเดินทางไปยังสิงคโปร์ ซึ่งเป็นประเทศที่ประกาศอย่างชัดเจนว่าต้องการให้ห้องสมุดเป็นเหมือนบ้านหลังที่สองของประชาชน นอกจากนี้ยังเดินทางกลับไปยังฝรั่งเศส ประเทศที่เคยเรียนจบปริญญาเอก เพื่อศึกษาแนวคิดของห้องสมุดยุคใหม่ที่รวมเอาศิลปะร่วมสมัย พิพิธภัณฑ์ ภาพยนตร์ และเสียงดนตรีไว้ในที่เดียว เปิดให้บริการยาวนานถึงสี่ทุ่ม และไม่ปิดในวันหยุดสุดสัปดาห์
จุดร่วมที่ทั้งสิงคโปร์และฝรั่งเศสมีเหมือนกัน คือการใช้หลักการตลาดมาปรับใช้ในการพัฒนาพื้นที่เรียนรู้ ห้องสมุดต้องตั้งอยู่ในจุดที่เข้าถึงง่าย ปลอดภัย และเชื่อมโยงกับวิถีชีวิตของคนเมือง แนวคิดทั้งหมดนี้จึงกลายเป็นรากฐานสำคัญของ TK Park ในประเทศไทย
แต่ความท้าทายที่ ดร.สิริกร ต้องเผชิญคือ ทำอย่างไรให้เด็กและเยาวชนรู้สึกว่าการอ่านคือการผจญภัย การเรียนรู้คือความสนุกสนาน นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ TK Park กลายเป็นมากกว่าห้องสมุดทั่วไป มีทั้งกิจกรรมดนตรี นิทรรศการ เวิร์กช็อป และการจัดแสดงที่ดึงดูดความสนใจของเด็กและผู้ใหญ่
“มีการนำหิ่งห้อย มีการนำปลาหมึก มา(จัดแสดง)ให้เด็กจับแบบตัวเป็นๆ และทำให้อยากรู้อะไรเพิ่มเติม จากการจุดประกายการเรียนรู้ เขาก็ไปหยิบหนังสือซึ่งอยู่ในบริเวณที่ใกล้เคียงอ่าน แล้วแทนที่หนังสือจะวางอยู่บนชั้นหนังสืออย่างเดียวก็เอาหนังสือมาวางแสดงปกโชว์ปก บรรณารักษ์ก็มีหน้าที่ในการเชิญชวนด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อให้ไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ ก็อยากจะหยิบหนังสือเล่มนั้นมาอ่าน … มันเลยกลายเป็นศาสตร์และศิลป์ ในการทำพื้นที่ห้องสมุดให้มีชีวิตค่ะ”
ในปัจจุบันสำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (สอร.) ได้ปรับเปลี่ยนมาเป็น ‘สถาบันอุทยานการเรียนรู้ TK Park’ และยังสานต่อแนวคิด ‘ห้องสมุดมีชีวิต’ มาอย่างต่อเนื่อง

ในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ดร.สิริกร มีความเชื่อมั่นว่าการเมืองที่ดี และผู้มีอำนาจที่เปี่ยมด้วยเจตนารมณ์ทางการเมืองหรือ political will คือแรงผลักสำคัญในการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษา
“การเมืองที่ดี คือผู้นำคนที่อยู่ในตำแหน่งสามารถจะบริหารจัดการได้ แน่นอนที่สุด political will สำคัญเป็นอย่างยิ่ง ในการที่จะผลักดันเรื่องใหม่ๆ หรือเรื่องที่ต้องใช้พลัง เป็นต้นว่าการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปหลักสูตร… ก็ยังหวังนะคะว่าวันนี้หลักสูตรของประเทศ ซึ่งปรับเล็กๆน้อยๆ แต่ไม่ได้ปรับในภาพรวม เราไม่ได้ปรับหลักสูตร การศึกษาขั้นพื้นฐานในโรงเรียนมาน่าจะประมาณ 17 ปีแล้วนะคะ อันนี้ต้องมี political will”
ดร.สิริกร ย้ำว่าผู้ที่ต้องการสร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาไม่ควรยึดติดกับฝ่ายการเมืองใดฝ่ายหนึ่ง เพราะการศึกษาคือเรื่องของประเทศ ซึ่งแม้จะเคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการในรัฐบาลทักษิณ แต่ในเวลาต่อมา ท่านก็พร้อมเปิดใจทำงานร่วมกับสภาปฏิรูปประเทศภายใต้รัฐบาล คสช. เพราะเป้าหมายของท่านคือคุณภาพชีวิตของคนไทย โดยเฉพาะการมอบโอกาสให้กับคนที่ยังเข้าไม่ถึงการศึกษา
อีกหนึ่งบทบาทที่ ดร.สิริกร สั่งสมมาอย่างยาวนานคือการดำรงตำแหน่งนายกสภาสถาบันวิทยาลัยชุมชนมากว่า 23 ปี ทำหน้าที่กำกับดูแลการจัดการศึกษาระดับอุดมศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญา เพื่อให้กลุ่มคนที่ยากจนที่สุด 10% ล่างของประเทศ รวมถึงผู้ที่พลาดโอกาสทางการศึกษาได้มีทางเลือกในการพัฒนาตนเอง
ดร.สิริกร ยอมรับว่าการสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ทำงานในวิทยาลัยชุมชนให้กล้าคิด กล้าทำ และเชื่อในพลังของตนเองเป็นเรื่องที่ท้าทายที่สุด ยิ่งเมื่อโครงสร้างพื้นฐาน เช่น การเดินทางยังเป็นอุปสรรค โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลอย่างแม่ฮ่องสอนที่การเดินทางเพียง 30 กิโลเมตรอาจต้องใช้เวลากว่าชั่วโมง นั่นทำให้ท่านยิ่งมั่นใจว่า รูปแบบการทำงานเชิงรุกที่จะเข้าไปหาคนด้อยโอกาสคือคำตอบมากกว่าการรอให้พวกเขาเดินเข้ามาหา

ดร.สิริกรยังพูดถึงกลุ่มนักโทษหรือนักโทษเด็ดขาดว่าพวกเขาก็คือกลุ่มหนึ่งที่ขาดโอกาส ไม่ควรถูกละเลยในเรื่องของการศึกษา ด้วยความเชื่อมั่นว่า หากมอบโอกาสให้พวกเขาได้เรียนรู้ ได้ฝึกคิด และพัฒนาตนเองผ่านการอ่านหนังสือ เวลาที่อยู่หลังลูกกรงก็จะไม่สูญเปล่า จึงร่วมกับมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กในการผลักดันโครงการอ่านลดโทษ เพราะเชื่อว่าการอ่านสามารถเปลี่ยนชีวิตคนได้ และหากหวังให้ผู้ต้องขังเขากลับมาอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีคุณภาพก็ต้องให้โอกาสเรียนรู้กับพวกเขาเช่นกัน
“ตอนที่มีทางมูลนิธิหนังสือเพื่อเด็กมาชวนให้ไปทำโครงการ อ่านลดโทษ เราก็กระโจนเข้าไปโดยไม่ลังเลเลย เพราะว่านักโทษก็คือหนึ่งในผู้ด้อยโอกาสในสังคมที่เราอยากจะให้การอ่านทำให้เขาคืนกลับสู่สังคม ถ้าเราปล่อยให้เขาใช้ชีวิต แต่ไม่ให้โอกาสในการเรียนรู้ ก็จะเป็นช่วงเวลาที่ผ่านไปอย่างน่าเสียดายเป็นอย่างยิ่งค่ะ ยากที่สุดก็คือเราต้องเชิญชวนให้ผู้ร่วมงานคนทำงานในองค์กร เชื่อในพลังของตนเองที่จะทำงานเชิงรุก… อย่าหยุดนิ่งอยู่กับที่ ต้องทำงานในเชิงรุกไปหาผู้ที่เขาขาดโอกาส”
แม้จะมีคนกล่าวว่าคนไทยอ่านหนังสือน้อย แต่ ดร.สิริกร กลับไม่เห็นด้วย โดยมองว่ายังมีคนไทยจำนวนมากที่รักการอ่าน และการอ่านยังคงเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ดีที่สุดในการพัฒนาตนเอง เพียงแต่ความท้าทายคือทำอย่างไรให้การอ่านกลายเป็นเรื่องที่ใกล้ตัวและน่าหลงใหล งานสัปดาห์หนังสือยังคึกคัก คนแน่นขนัด แม้ในวันสุดท้ายของงาน และนั่นคือหลักฐานว่า การอ่านยังไม่ตาย เพียงแต่เราอาจยังไม่เข้าใจว่าแต่ละคนอ่านในรูปแบบที่ต่างกัน ซึ่งสำหรับ ดร.สิริกร แล้ว หนังสือไม่ใช่แค่สื่อแต่คือเพื่อนที่ทำให้เราไม่ว้าเหว่ในเชิงปัญญา หนังสือคือที่พึ่งในวันที่เราอยากค้นหาคำตอบ คือเครื่องมือที่ช่วยให้เราเข้าใจโลกมากขึ้นในทุกขณะ
ภายใต้โลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและซับซ้อน การศึกษาที่เน้นเพียงท่องจำอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ดร.สิริกร มณีรินทร์ คือผู้หญิงที่มองเห็นอนาคตจากจุดเล็กๆ อย่างการอ่าน และเลือกจะลงมือทำให้เรื่องเล็กนั้นกลายเป็นพลังยิ่งใหญ่ในการเปลี่ยนแปลงประเทศ
ที่มา
เว็บไซต์ กระทรวงศึกษาธิการ จาก www.moe.go.th (Online)
เว็บไซต์ สำนักวิทยาลัยชุมชนข้อมูลวิทยาลัยชุมชน จาก www.ovcc.go.th (Online)
เว็บไซต์ มูลนิธิหนังสือเพื่อเด็ก. (2565) จาก booksforkidsthailand.org (Online)
เว็บไซต์ สำนักงานข่าวThai PBS จาก www.thaipbs.or.th (Online)
เว็บไซต์ มติชนออนไลน์ จาก www.matichon.co.th (Online)

