ในชีวิตเราย่อมมีสักครั้งที่รู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการของใครเลย ไม่เป็นที่ต้องการของโลกใบนี้หรือแม้กระทั่งจักรวาลนี้ ตกตะกอนขมขื่นเป็นคำถามว่าฉันเกิดมาทำไม ในเมื่อโลกนี้จะมีหรือไม่มีฉันก็ไม่ได้แตกต่างจากที่เคยเป็น
อาจจะจริงถ้ามองจากความเวิ้งว้างระดับเอกภพ การหายไปของธุลีเช่นชีวิตมนุษย์ไม่มีแรงกระเพื่อมใดๆ ถึงกระนั้นก็ยังน่าเศร้าอยู่ดี อีกทั้งเราไม่จำเป็นต้องขยายขอบเขตถึงระดับเอกภพ เพียงข้อเท็จจริงเบื้องหน้าก็เจ็บปวดพอแล้ว
แต่จริงหรือที่เราไม่เป็นที่ต้องการของใคร?
ก็คงทั้งจริงและไม่จริง เรื่องแบบนี้มันอิงกับจังหวะเวลาชีวิตว่าจะหยิบยื่นสถานการณ์ใดมาให้ ‘อุมิกะ’ เด็กสาวที่จบชั้นมัธยมปลาย วันหนึ่งแม่ของเธอหนีหายไปกับผู้ชายคนอื่น ทิ้งเธอไว้ตามลำพังกับร้านอาหารเก่าๆ ชื่อว่า ‘สึโบะ’ ที่ตกทอดมาจากตาของเธอ แถมด้วยหนี้ก้อนโต
มันทั้งน่าอึดอัด อ้างว้าง เคว้งคว้าง จับต้นชนปลายไม่ถูก อุมิกะดิ้นรนเอาตัวรอดด้วยการไปเก็บสัตว์น้ำที่ ‘ไม่เป็นที่ต้องการ’ ของตลาดมาปรุงอาหารประทังชีวิต ทำให้ผมรู้ว่ามีชีวิตจากท้องทะเลจำนวนมากถูกทิ้งขว้างอย่างน่าเสียดายเพราะพวกมันไม่ตรงตามมาตรฐานความสวยงาม (beauty standard) ของตลาด ปลาหมึกหนวดขาด ปลาคีบหัก หรือหอยที่มีรอยแตกตรงเปลือก ฯลฯ สัตว์น้ำที่ผ่านเกณฑ์ความงามเท่านั้นจึงจะได้ขึ้นไปอวดโฉมบนชั้นสินค้าของห้างใหญ่กลางกรุงโตเกียวหรือเมืองโยโกฮามา
“ดูเหมือนว่าสถานที่ที่สวยงามเป็นระเบียบแบบนั้นจะรังเกียจอาหารทะเลที่ได้รับความเสียหาย มีแต่ของที่ดูดีถึงจะนำไปจัดเรียงในฐานะสินค้า
“ดังนั้นอาหารทะเลที่เสียหายจะถูกปัดไปให้ตลาดปลาท้องถิ่นหรือถูกทิ้ง”
พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่าสงสาร ไม่ได้อยากถูกจับกินเสียหน่อย พอถูกจับมาแล้วกลับถูกทิ้งขว้าง ทั้งที่ไม่ใช่ความผิดของพวกมันเลยสักนิด มนุษย์ต่างหากล่ะที่กะเกณฑ์กันเองว่าแบบไหนสวย แบบไหนมีคุณค่า โดยไม่สนใจจะถามเจ้าตัวสักคำ
ชีวิตอุมิกะก็ไม่ต่างกับปลาหรือปลาหมึกพวกนั้น เธอรู้สึกว่าไม่เป็นที่ต้องการ แน่ล่ะ ขนาดแม่แท้ๆ ยังทิ้งเธอไป เธอจึงไม่ปฏิบัติกับสัตว์น้ำผู้ถูกทอดทิ้งเช่นที่เธอถูกกระทำ เธอเก็บพวกมันมาลงมือทำอาหารอย่างประณีตที่สุดด้วยทักษะการทำอาหารที่ได้รับจากตาและไม่คิดจะปล่อยให้ส่วนใดเสียเปล่า
สถานการณ์บีบให้อุมิกะต้องเปิดร้านอาหารต่อเพื่อใช้หนี้ เธอต้องมองร้านสึโบะที่เธอไม่เคยเห็นคุณค่าใหม่ เธอนำสิ่งของและวัตถุดิบที่ถูกทิ้ง ถูกคัดออก ของเหลือ ของมีตำหนิมาผสมใหม่เป็นสิ่งตกแต่งร้าน สร้างเมนูเฉพาะใหม่ๆ ที่ผลิตจากสัตว์ทะเลมีตำหนิ
วันหนึ่งโชคชะตาก็อนุญาตให้อุมิกะรู้จักกับ ‘ไอ’ เด็กสาววัย 12 ที่ถูกสถานการณ์บีบให้เหมือนถูกทอดทิ้ง กลายเป็นว่าชีวิตที่ถูกทอดทิ้ง ชีวิตที่มีตำหนิทั้งสองต่างเติมเต็มหลุมลึกในใจให้กันและกัน
ไอเหมือนจะเป็นผู้จัดการร้านโดยปริยาย สาวน้อยเฉลียวฉลาด ช่างพูด สร้างสรรค์ และรอบรู้ อุมิกะเนิบเนือยกว่า แต่ก็อบอุ่น ใจดี ทำอาหารอร่อย และมีเสน่ห์ในแบบของตัวเองซึ่งเธอจะตระหนักในภายหลัง ทั้งสองจับมือกันปลุกปั้นร้านสึโบะขึ้นใหม่ ร้านอาหารริมฝั่งทะเลอันสงบงาม เย็นสบายด้วยสายลมจากมหาสมุทร และบรรยากาศอบอุ่นของเมืองเล็กๆ
ด้วยน้ำใจจากคนรอบข้างและความบังเอิญแสนน่ารักทำให้ร้านสึโบะตกเป็นที่สนใจของผู้คน จากร้านอาหารที่อยู่ระหว่างเป็นตายก็เหมือนถูกชุบชีวิต เป็นที่รู้จักมากขึ้น มีลูกค้าหน้าใหม่ๆ เข้ามา แทนที่ลูกค้ารุ่นน้า พ่อ ลุงในสมัยที่แม่ของเธอทำ
‘เมนูแห่งความหวัง ณ ร้านริมฝั่งทะเล’ ของ ‘ทากาชิ คิตาจิมะ’ เล่าแรงบันดาลใจถึงที่มาของหนังสือเล่มนี้ในตอนท้ายว่า เขาอยู่ที่ฮาวาย พบผู้หญิงเจ้าของร้านอาหารคนหนึ่งมาเลือกซื้อมะเขือเทศรูปร่างบิดเบี้ยวและมีริ้วรอย มันทำให้เขาสงสัยจนต้องพาตัวเองไปร้านอาหารแห่งนี้และถามสาเหตุ หญิงเจ้าของร้านตอบว่า
“ก็มะเขือเทศแบบนั้น สุดท้ายถ้าขายไม่ออกก็ต้องทิ้งอยู่ดีใช่ไหมล่ะ
“พวกมันไม่ใช่มะเขือเทศที่ถูกปลูกขึ้นมาเพื่อถูกทิ้งสักหน่อย…”
‘เมนูแห่งความหวัง ณ ร้านริมฝั่งทะเล’ เป็นนวนิยายแนวฮีลใจที่กำลังเป็นที่นิยมในขณะนี้ เรื่องราวรวบรวมเอาชีวิตที่ถูกทอดทิ้งและมีตำหนิหลายชีวิตมาเชื่อมโยงกัน เด็กวัย 12 หญิงสาวที่ถูกแม่ทิ้ง ดาราหนุ่มผู้กำลังโด่งดัง ชาวประมง คนทำงานธนาคาร การถูกทอดทิ้งและการมีตำหนิใช่ว่าจะเกิดแต่กับคนอย่างอุมิกะเสียเมื่อไหร่

ชีวิตที่ภายนอกดูเพียบพร้อมก็ถูกทอดทิ้งและมีตำหนิได้
การทอดทิ้งไม่ใช่แค่การที่ใครบางคนหายไปจากชีวิตเราหรอก ต่อให้ยังโคจรอยู่รอบตัว เราก็ยังรู้สึกถูกทอดทิ้งได้หากไร้สายสัมพันธ์ เหตุการณ์ทำนองนี้สร้างบาดแผลเสมอ ต่างกันว่าใหญ่หรือเล็ก เจ็บมากหรือน้อย เรื้อรังหรือทิ้งแผลเป็น มันกัดกินคุณค่าของเราเสมอนั่นแหละ พยายามลืมก็แล้ว ไม่คิดถึงมันก็แล้ว ตัวเรายังคงลีบเล็กลงเรื่อยๆ เมื่อรู้สึกถึงมัน
มันสร้างร่องรอยให้เราเป็นของมีตำหนิ ผมเชื่อว่าเราทุกคนเคยเผชิญสถานการณ์นี้ ใครสักคนหรือหลายคน ทั้งจงใจและไม่จงใจสร้างรอยตำหนิไว้แก่เรา ทว่า เรากลับไม่มีความสามารถจะเอาคืน ต้องเก็บรอยตำหนิไว้ตามลำพัง เจ็บปวด เดียวดาย ค่อยๆ รักษาแผลให้หายดีหรืออาจจะไม่หาย แล้วก็ใช้ชีวิตต่อไป
จะมีบางชั่วขณะ คุณรู้สึกว่าไม่เป็นที่ต้องการของใคร จนกว่าจะพบว่าไม่จริง (หรือจนพบว่ามันคือความจริงแสนเจ็บปวด) มองในแง่ชีวิตชีวิตหนึ่งมักได้คำตอบว่าชีวิตมีคุณค่าเสมอ ไลฟ์โค้ชอาจบอกว่าคุณมีคุณค่าและคุณต้องสร้างคุณค่าให้ตัวเอง ใช่ มันควรเป็นเช่นนั้น แต่กลับไม่ง่ายเช่นนั้น
เราบอกตัวเองหน้ากระจกทุกเช้าได้ว่า ฉันมีคุณค่า แต่ ณ จุดจุดหนึ่งคุณค่าของเราสัมพันธ์กับสิ่งอื่นนอกตัวไม่มากก็น้อย กับคู่ชีวิต กับเพื่อนร่วมงาน กับมิตรสหาย กับเงินในบัญชี กับสถานะทางสังคม และอื่นๆ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่เคยหยุดนิ่ง เราต้องแข็งแกร่งแค่ไหนนะจึงจะดำรงคุณค่าของเราไว้โดยไม่สั่นคลอน มันไม่ใช่ภารกิจชีวิตที่ง่ายเลย
อุมิกะพูดกับตัวเองในตอนท้ายว่า
“บางครั้งคนเราอาจจะมีช่วงเวลาที่รู้สึกว่าตัวเองไม่เป็นที่ต้องการของใคร แต่ในโลกนี้จะต้องมีใครสักคนที่ต้องการตัวเราอยู่แน่นอน…หากเราเชื่อเช่นนั้นได้…ก็ควรเชื่อและก้าวไปข้างหน้าไม่ใช่หรือไง…”
แปลกนะ ช่วงเวลาที่รู้สึกว่าตนเองไม่เป็นที่ต้องการของใครสามารถรับรู้ได้ง่าย ส่วนเวลาที่เป็นที่ต้องการหรือมีคนเห็นคุณค่าของเรากลับต้องใช้เวลาและพลังงานมากจนเกือบสายเกินไป มันเป็นธรรมชาติของชีวิตและสังคมกระมังที่ทำให้คุณค่าในตัวเราขึ้นๆ ลงๆ เรามีหน้าที่ต้องประคองมันไว้ไม่ให้ต่ำหรือสูงเกินไปจนทำร้ายตัวเอง
มันเป็นธรรมชาติของชีวิตและสังคมกระมังที่ทำให้เรามีตำหนิ ผมไม่แน่ใจว่ามีสิ่งไร้ตำหนิอยู่จริงหรือไม่บนโลก แต่ผมค่อนข้างมั่นใจว่าทุกคนมีตำหนิ เราแค่ต้องอยู่กับมัน
ยังไม่นับอีกว่าเราอยู่ในสังคมแบบใด มีค่านิยมแบบไหน มันคือโครงสร้างที่มองไม่เห็นอีกชนิดซึ่งส่งผลต่อการตระหนักและไม่ตระหนักในคุณค่าของเรา
ใช่หรือไม่ว่างานชั่วชีวิตของเราหาใช่การสร้างคุณค่าให้ตนเองตลอดเวลา แต่เป็นการตระหนักว่าคุณค่าของเรานั้นมีขึ้นมีลงได้เสมอ การตระหนักว่าเรามีตำหนิที่บางครั้งไม่สามารถลบทิ้งได้ เราคงใช้ชีวิตได้ง่ายขึ้นหน่อยและช่วยให้เราตัดสินคุณค่าหรือตำหนิของคนอื่นน้อยลง
อุมิกะเข้าใจเรื่องนี้ดี แล้วยังโชคดีที่ถูกรายล้อมด้วยสิ่งของมีตำหนิที่เมื่อนำมาผสมปรุงเข้าด้วยกันก็ก่อเกิดสิ่งใหม่ที่สวยงาม
สวยงามได้ แม้ว่าจะมีตำหนิ
