Anselme Polycarpe Batbie (ค.ศ. 1828–1887) นักคิดชาวฝรั่งเศสเขียนประโยคอมตะประโยคหนึ่งในจดหมายของเขาว่า
“Celui qui n’est pas républicain à vingt ans n’a pas de cœur ; celui qui l’est encore à trente ans n’a pas de tête.” หรือ “คนที่อายุยี่สิบแล้วยังไม่เป็นรีพับลิกัน ไม่มีหัวใจ แต่คนที่อายุสามสิบแล้วยังเป็นอยู่ ก็ไม่มีหัวสมอง”
และถูกอ้างต่อแบบไม่มีหลักฐานยืนยันว่าวินสตัน เชอร์ชิล พูดประโยคที่มีเนื้อหาคล้ายกันว่า
“If you are not a liberal when you are young, you have no heart. If you are not a conservative when you are old, you have no brain.”
แปลแบบที่คนไทยคุ้นเคยได้ว่า “ตอนหนุ่มสาว ถ้าคุณไม่เป็นซ้าย คุณไม่มีหัวใจ ตอนแก่ ถ้าคุณไม่เป็นขวา คุณไม่มีสมอง”
ผมยกประโยคนี้ขึ้นมาอ้างทำไม? เพราะในชีวิตจริงของผมพบว่ามันกลับกัน ครั้งยังเยาว์ผมคิดว่าตัวเองเป็นอนุรักษนิยม ชาตินิยม ถ้าปัจจุบันผมยังคิดเหมือนตอนนั้น ผมคงคลั่งชาติ ปั่นกระแสสงครามอย่างเมามันในอารมณ์
ใคร่ครวญชีวิตในอดีต ปรากฏคำถามว่าอะไรทำให้ผมเป็นอนุรักษนิยม เป็นขวา เป็นชาตินิยม รู้สึกว่าความเป็นไทยช่างยิ่งใหญ่อลังการ คำตอบก็คือวิชาสายสังคมศึกษาที่ถูกยัดเยียดให้เรียนและจำตั้งแต่ ม.ต้น ถึง ม.ปลาย นั่นเอง ประวัติศาสตร์สงครามอยุธยา-พม่ากับวีรกรรมของชาวบางระจันปลุกจิตปลุกใจให้ฮึกเหิมได้เสมอต้นเสมอปลาย
เมื่อเติบโตขึ้นเรื่อยๆ น่าจะมีไวรัสหรือบักอะไรสักอย่างเข้าไปกัดแทะโปรแกรมที่ระบบการศึกษาไทยกล่อมเกลาไว้ ทำให้ผมกลายเป็นพลเมืองที่ไม่น่ารักสักเท่าไรของรัฐไทย
วิชาเรียนสายสังคมศึกษา ไม่ว่าจะเป็นประวัติศาสตร์ ศาสนา ภูมิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย มีการปรับเปลี่ยนเสมอมา ทว่า กระดูกสันหลังของมันไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นคือการกล่อมเกลาอุดมการณ์ของรัฐไทยลงไปในตัวนักเรียน
สังคมศึกษาในระบบการศึกษาไทยจึงไม่เคยปลอดจากการเมือง ซึ่ง ‘สังคมศึกษาทะลุกะลา’ หนังสือรวบรวมบทความวิชาการ 10 ชิ้นจากครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา ตอกย้ำกับผู้อ่านให้ตระหนักถึงประเด็นนี้เสมอตลอดทั้งเล่ม
หลายต่อหลายคน วิชาสังคมศึกษาคือยาขม เรามักสงสัยและไม่เข้าใจว่าทำไมต้องจำชื่อบุคคลเมื่อหลายร้อยปีก่อน วันเกิด วันเริ่มสงคราม ใครรบกับใคร จังหวัดนี้อยู่ภาคไหน ศากยมุนีปรินิพพานเมื่อไร กฎหมายคืออะไร บลาๆๆ มันกลายเป็นวิชาท่องจำเพื่อสอบ สอบเสร็จก็วางคืนไว้ในห้องสอบ ซ้ำแต่ละวิชาก็ไม่เชื่อมโยงกัน และมักไม่อนุญาตให้ผู้เรียนตั้งคำถาม เพราะถ้าปล่อยให้ถามไปเรื่อยๆ คำถามจะแหลมและคมขึ้นจนอาจส่งผลเสียทั้งต่อตัวนักเรียนและครูผู้สอน
บทนำของหนังสือจึงสรุปความเป็นวิชาสังคมศึกษาของไทยไว้แรงเอาเรื่องว่า
“มัดตราสังผู้เรียนไว้กับอดีต สร้างปัจจุบันให้เงียบ ไร้จินตนาการถึงโลกใบใหม่” (หน้า 9)
‘สังคมศึกษาทะลุกะลา’ แบ่งเนื้อในออกเป็น 3 ส่วน ส่วนแรกกล่าวถึงสิ่งที่เป็นอยู่ในวิชานี้ อะไรคือมรดกตกทอดจากอดีตที่ฝังแน่น หยั่งรากลึก ความเป็นการเมืองของหลักสูตร จนเกิดสภาพ ‘มัดตราสังไว้กับอดีต’
บทความ ‘ทบทวนการสอนกฎหมายในวิชาสังคมศึกษาผ่านม่านนิติ (อ) ธรรม’ โดยรพีพรรณ จักรสาน “…นำผู้อ่านไปทบทวนการเรียนการสอนหัวข้อกฎหมายอันเป็นเนื้อหาส่วนหนึ่งในวิชาหน้าที่พลเมืองที่อยู่ในกลุ่มวิชาสังคมศึกษาอีกที ความย้อนแย้งก็คือ ขณะที่บทเรียนวิชากฎหมายประสงค์ให้ผู้เรียนได้เข้าใจและมั่นใจว่ากฎหมายจะจัดการกับความอยุติธรรมและทำให้บ้านเมืองสงบสุข แต่สิ่งที่ประจักษ์อยู่ตรงหน้ากลับไม่แน่นักว่าจะทำให้ผู้คนในสังคมมั่นใจในกระบวนการของกฎหมายได้อย่างที่อยากให้พวกเขาเชื่อ” (หน้า 109)
ความหมายหนึ่งของกฎหมายที่ถูกตอกและย้ำเสมอในวิชานี้คือ กฎหมายคือคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ เมื่อ เรียนกันอย่างท่องจำ สอบ และขาดการเชื่อมโยงกับมิติอื่นๆ เราจึงมักพบเห็นคำพูดประมาณว่ากฎหมายย่อมเป็นกฎหมาย กฎหมายอยู่ของมันดีๆ ถ้าไม่ฝ่าฝืนก็ไม่ผิด เป็นต้น
แต่ไม่ค่อยมีคนถามว่า แล้วกฎหมายนั้นเป็นธรรมหรือยุติธรรมหรือไม่ บทลงโทษสมควรแก่เหตุหรือไม่ มีการใช้กฎหมายเพื่อปิดปากหรือไม่ แล้วรัฏฐาธิปัตย์ที่ออกกฎหมายจะเป็นใครก็ได้ที่กุมอำนาจรัฐอยู่ในมือไม่ว่าโดยวิธีใดใช่หรือไม่ แค่ปล่อยให้ถามสักสามสี่ข้อนี้ในห้องเรียนรับรองว่าปั่นป่วนแน่ ต่อให้ผู้สอนรู้คำตอบก็อาจไม่กล้าร่วมอภิปรายกับนักเรียน แล้วตัดจบแทน

ส่วนที่ 2 เป็นการวิพากษ์วิชาสังคมศึกษาในปัจจุบันและสิ่งที่วิชานี้พึงเป็น ผมสนใจงานของอรรถพล ประภาสโนบล ‘ที่ใดมีเรื่องเล่า ที่นั่นมีสังคมศึกษา’ ที่ระบุว่า วิชาสังคมศึกษาไม่ใช่ความรู้ที่เป็นกลางๆ ดังที่เข้าใจ แต่มันถูกอำนาจคัดสรรมาแล้วว่าผู้เรียนควรรู้เรื่องอะไร ควรรู้จักใคร ควรรู้เหตุการณ์ใด พร้อมกับยอมรับสภาพที่เป็นอยู่ว่าเป็นสิ่งปกติธรรมดา และเรื่องไหนที่ผู้ถือครองอำนาจไม่ต้องการให้รู้ มันก็จะไม่ถูกสอน ถูกทำให้เงียบไปโดยปริยาย
อรรถพลเชื่อว่า “เราต่างมีประวัติศาสตร์และความทรงจำของตัวเราเอง เราต่างเติบโตในเงื่อนไขทางสังคมที่แตกต่างกันออกไป” (หน้า 232) เขาจึงเริ่มโปรเจกต์เล็กๆ กับนักเรียน 5 คนที่มาจากครอบครัวแรงงานข้ามชาติให้ได้มีโอกาสบอกเล่าเรื่องราวของตัวเอง แล้วเชื่อมโยงเรื่องราวกับบริบททางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ กฎหมาย เกิดเป็นการเรียนการสอนสังคมศึกษาที่ผู้เรียนเป็นผู้กระทำการและตีแผ่โครงสร้างต่างๆ ที่กดทับจนเกิดเรื่องเล่านั้นขึ้น
เด็กคนหนึ่งสรุปเรื่องราวชีวิตของตนว่า เรียนจบแล้วก็หางานทำดีๆ ไม่ได้เพราะกฎหมายเขียนไว้ ต้องทำงานหนักเหมือนพ่อแม่เพื่อหาเงินใช้หนี้เป็นวงจรไม่สิ้นสุด อรรถพลเขียนว่า “นี่คือวงจรชีวิตที่ถูกส่งผ่านรุ่นสู่รุ่น โดยมีระบบกฎหมายเข้ามากำหนดชะตาชีวิตอย่างมาก” (หน้า 239)
ในส่วนสุดท้ายชื่อว่า ‘ทะลุกะลา’ ว่าด้วยจุดหมายปลายทางที่วิชาสังคมศึกษาควรพาผู้เรียนไปถึง ‘สังคมศึกษาเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม’ โดยธนวรรธน์ สุวรรณปาล เขาชัดเจนว่าวิชาสังคมศึกษาต้องเตรียมนักเรียนให้เป็นพลเมืองที่เข้มแข็งสำหรับสังคมประชาธิปไตยที่สามารถวิเคราะห์ประเด็นความเป็นธรรมทางสังคมได้
หรือบทความ ‘เปลี่ยนยาขมให้อมหวาน: สอนวิชาศาสนาด้วยการถกเรื่องความเป็นธรรมและพลเมืองโลก’ ที่ธนัญญา ต่อชีพ นำเสนอวิธีการเรียนการสอนวิชาศาสนาที่ยึดโยงกับมิติด้านสังคม การเมือง และวัฒนธรรม โดยใช้แนวคิดความเป็นธรรมและพลเมืองโลกมาสอนผ่านกรณีต่างๆ วิธีนี้ทำให้ผู้เรียนต้องตั้งคำถาม อภิปราย วิพากษ์วิจารณ์ศีลธรรมของศาสนา ไม่ใช่เชื่อฟังและปฏิบัติตามแบบไม่เอ่ยปาก เพื่อให้ได้ชื่อว่าเป็นเด็กดี ว่านอนสอนง่าย
ธนัญญาสรุปในตอนท้ายว่า การสอนวิชาศาสนาควรนำไปสู่ “การสร้างความเข้าใจและยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย เคารพคุณค่าในความเป็นมนุษย์ มากกว่าจะใช้ความเชื่อเป็นกำแพงในการสร้างอคติต่อกัน รวมไปถึงตระหนักต่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติในฐานะพลเมืองโลก”
ขณะที่บทความ 2 ชิ้นสุดท้าย ‘สังคมศึกษาเพื่อสร้างจินตนาการใหม่’ โดยปาริชาต ชัยวงษ์ และ ‘สู่ประวัติศาสตร์แห่งอนาคต’ โดยภาคิน นิมมานนรวงศ์ ต้องการสร้างวิชาสังคมศึกษาให้เป็นวิชาที่มอบพลัง ความกล้าหาญ และจินตนาการใหม่ๆ เพื่อการเปลี่ยนแปลงโลกให้น่าอยู่ขึ้น ไม่ใช่วิชาที่ลดทอนความหวัง สร้างความกลัว และตีกรอบความเป็นไปได้หรือก็คือการก้มหน้ายอมรับสภาพ
ภาคินเขียนในหน้าสุดท้ายของบทความว่า
“เป็นไปได้ไหมว่า วิชาประวัติศาสตร์จึงเป็นได้มากกว่าแค่วิชาที่หมกมุ่นอยู่กับอดีตที่ควรจดจำรำลึก แต่ยังเป็นต้นตอของพลังในปัจจุบันเพื่อให้เราเหล่าผู้ร่วมเรียนรู้ในชั้นเรียนช่วยกันสรรสร้างอนาคตที่เราใฝ่ฝัน…
“เป็นไปได้ไหมว่า ประวัติศาสตร์จะช่วยให้เราเอาชนะกับดักแห่งยุคสมัยที่คอยหลอกหลอนเราด้วยฝันร้ายว่าโลกใบนี้ไม่มีวันดีกว่านี้ได้”
เชื่อเถอะว่าท่ามกลางความเป็นไปของสังคมไทยในปัจจุบัน มีคนจำนวนหนึ่ง (อาจจะมาก) กำลังคิดว่าหนังสือเล่มนี้หลอกล่อคนรุ่นใหม่ให้ขัดขืนต่อ ‘ค่านิยมและศีลธรรมอันดี’ ของโลกใบเดิมที่ตนคุ้นชิน
ผมเป็นคนหนึ่งที่ชอบมะพร้าวน้ำหอม เพราะน้ำมะพร้าวหอม หวาน ดื่มแล้วสดชื่น แต่ถ้าเราปล่อยทิ้งไว้ให้อยู่ในกะลาไปนานๆ ไม่เฉาะออกมาดื่ม ความหวานจะเริ่มลดลง ขุ่นมากขึ้น เกิดการหมักตามธรรมชาติ รสหวานเปลี่ยนเป็นเปรี้ยว จากนั้นก็เน่าเสีย มีรสผิดปกติ และมีกลิ่นเหม็น
สุดท้าย นอกจากไม่ได้ดื่มน้ำมะพร้าวแล้ว ยังต้องเสียเวลาเอาไปทิ้งอีก

