สำหรับคนอ่อนไหวบางคน ความอ่อนไหวถือเป็นข้อเสีย ยิ่งถ้าเป็นคนอ่อนไหวง่ายเป็นพิเศษ หรือ highly sensitive person (HSP) มันอาจร้ายแรงถึงขั้นเป็นคำสาป บรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝน แสงไฟสีเหลืองสาดส่องถนนยามค่ำคืน เสียงโหวกเหวกโวยวาย หรือแม้แต่การคิดถึงบางเรื่องราวในอดีต ก็พาจะทำให้จิตใจไหวเอนระเนนระนาด
เรายังพอรู้อีกว่าโลกปัจจุบันค่อนข้างเรียกร้องความเข้มแข็งโดยที่นิยามของคำนี้ก็ค่อนข้างคลุมเครือ มันค่อนไปทางการเชื่อมโยงกับความอดทนต่อแรงกดดันสารพัดที่สังคมทุนนิยมทุบตีเรา ความขยันทำงานหนัก ผลิตภาพ ความแข็งแกร่งที่ผูกกับความเป็นชาย ไปจนถึงความเย็นชา ไม่รู้สึกรู้สา เพื่อให้ตนเองอยู่รอดและประสบความสำเร็จในแง่การทำงานและสถานะทางเศรษฐกิจ
ความอ่อนไหวจึงถูกเข้าใจผิดว่าเป็นสิ่งเดียวกับความอ่อนแอ
แน่นอนว่าคนจำนวนมากดูหนังดีๆ สักเรื่องก็อาจร้องไห้ตาม สัมผัสธรรมชาติที่ยิ่งใหญ่ก็รู้สึกตื้นตัน เห็นคนที่กำลังลำบากก็เป็นทุกข์ไปด้วย ฯลฯ สิ่งนี้คงเรียกได้ว่าเป็นภาวะอ่อนไหว
แต่กรณี ‘คนอ่อนไหวง่ายเป็นพิเศษ’ ไม่ใช่แค่ภาวะอารมณ์ หากเป็นผลจากการทำงานของสมองที่ถูกกระตุ้นได้ง่ายและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อมไวเป็นพิเศษ
“ความอ่อนไหวล้วนนิยามด้วยความสามารถในการรับรู้ ประมวลผล และตอบสนองอย่างลึกซึ้งต่อสภาพแวดล้อม ความสามารถนี้เกิดขึ้นในสองระดับ ได้แก่ (1) การรับรู้ข้อมูลจากประสาทสัมผัสและ (2) การขบคิดไตร่ตรองข้อมูลอย่างละเอียดหรือพบความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลนี้กับความทรงจำ ความรู้ หรือแนวคิดต่างๆ คนอ่อนไหวมักจะทำสองข้อนี้มากกว่าคนอื่น
“อย่างไรก็ดี เราชอบนิยามที่เรียบง่ายกว่านั้น กล่าวคือ ถ้าคุณอ่อนไหว ทุกอย่างอาจจะกระทบคุณมากกว่า แต่คุณก็อาจใช้ประโยชน์จากทุกอย่างได้มากกว่าเช่นกัน
“อันที่จริง คำที่เหมาะสมกว่า อ่อนไหว (sensitive) อาจเป็นตอบสนองไว (responsive) เพราะหากคุณเป็นคนอ่อนไหว ร่างกายและจิตใจของคุณก็จะตอบสนองต่อโลกรอบตัวมากกว่าคนอื่น” (หน้า 27-28)
และถ้าคนกลุ่มนี้ไม่มีวิธีรับมือหรือจัดการกับภาวะที่เกิดขึ้น มันคงไม่ต่างกับคำสาปดังที่กล่าวไปตอนต้น
‘SENSITIVE’ หรือ ‘อ่อนไหวไม่อ่อนแอ’ เป็นหนังสือที่เขียนร่วมกันของคนอ่อนไหวเป็นพิเศษสองคนคือ Jenn Granneman และ Andre Solo พวกเขาต้องการสื่อสารไปยังโลก (ไม่ใช่แค่คนอ่อนไหวเป็นพิเศษ) ว่าความอ่อนไหวเป็นพิเศษคืออะไร ลบล้างมายาคติเกี่ยวกับความแข็งแกร่งและความอ่อนไหว เผยให้เห็นพลังและพรสวรรค์ของความอ่อนไหวเป็นพิเศษ และหนทางที่คนอ่อนไหวเป็นพิเศษจะอยู่ร่วมกับพรสวรรค์นี้อย่างมีความสุขและใช้มันสร้างคุณูปการให้แก่สังคม

ผู้เขียนทั้งสองเสนอว่า วิถีแห่งความอ่อนไหว (sensitive way) ช่วยให้เราเรียนรู้ว่า ทุกคนมีขีดจำกัดซึ่งเป็นเรื่องที่ดี ความสำเร็จมาจากการร่วมมือกัน ความเมตตากรุณามีประโยชน์ เราเรียนรู้จากอารมณ์ต่างๆ ได้มากมาย เมื่อดูแลตัวเองดี เราจะทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่และดีกว่านี้ได้ และความนิ่งสงบนั้นงดงามไม่แพ้การลงมือทำ ซึ่งผู้เขียนได้ยกตัวอย่างจำนวนหนึ่งเพื่อชี้ให้เห็นว่าความอ่อนไหวมีประโยชน์อย่างไรในชีวิตจริง
หนังสือเล่มนี้อ้างอิงการวิจัยที่แบ่งความอ่อนไหวเป็นสามแบบ คุณอาจเป็นทั้งสามแบบเข้มข้นต่างกันหรือเป็นแบบใดแบบหนึ่ง ประกอบด้วยกลุ่มตอบสนองไวต่อผัสสะ, กลุ่มตื่นเต้นง่าย และกลุ่มอ่อนไหวต่อความงาม
ทั้งยังกล่าวถึงพรสวรรค์ของคนอ่อนไหวเป็นพิเศษ 5 ประการที่เป็น “สมบัติล้ำค่า” ทั้งต่อตัวคนผู้นั้นและสังคม พรสวรรค์ที่ว่าคือความเข้าอกเข้าใจหรือ empathy, ความสร้างสรรค์, ความฉลาดทางผัสสะ, การประมวลผลอย่างลึกซึ้ง และอารมณ์ลึกซึ้ง
จากนั้นผู้เขียนทั้งสองจึงอุทิศเนื้อหาของหนังสือที่เหลือให้แก่คนอ่อนไหวเป็นพิเศษในการทำความเข้าใจตนเอง ดูแลตนเองเมื่อเกิดความรู้สึกท่วมท้น และวิถีทางที่จะนำพรสวรรค์นี้ไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความเจ็บปวดอันเกิดจากความเข้าอกเข้าใจ ความรัก การเลี้ยงดูเด็กที่มีความอ่อนไหวเป็นพิเศษ รวมไปถึงในชีวิตการทำงาน
ถ้าให้ยกตัวอย่างเรื่องการทำงาน ผู้เขียนแนะนำให้คนอ่อนไหวเป็นพิเศษปรับสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสภาพแวดล้อมทางอารมณ์ให้สอดคล้องกับตน แน่นอนว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะสภาพแวดล้อมในการทำงานไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อคนอ่อนไหวเป็นพิเศษโดยเฉพาะ (และไม่น่าจะมีที่ไหนทำแบบนั้น) ดังนั้น คุณก็ต้องเรียนรู้วิธีจำกัดสิ่งเร้าที่จะเข้ามากระตุ้นคุณ
ที่ยากคือสภาพแวดล้อมทางอารมณ์ต่างหาก โดยเฉพาะในวัฒนธรรมการทำงานและบุคคลที่เป็นพิษซึ่งจะสูบกลืนพลังงานของคุณจนแห้งเหือด ผู้เขียนเสนอว่าคนอ่อนไหวเป็นพิเศษต้องเรียนรู้การสร้างขอบเขตที่ชัดเจนและสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่า คุณมีข้อจำกัดอะไร และคุณสามารถเปลี่ยนข้อจำกัดนี้ให้เป็นประโยชน์ต่อการทำงานได้อย่างไร
ทั้งคุณและผมต่างรู้ดีว่านี่ไม่ใช่เรื่องง่าย โลกการทำงานในระบบทุนนิยมไม่ได้ใจดีกับทุกคน (หลายครั้งค่อนข้างใจร้าย) งานบางประเภทคนทำงานมีพลังพอสมควรในการจัดการสภาพแวดล้อม ขณะที่งานบางประเภทก็ตรงกันข้าม
ส่วนตัวผมคิดว่าหนังสือเล่มนี้ทำหน้าที่สำคัญ 2 ข้อ ข้อแรกคือการสร้างแนวทางที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของกลุ่มคนอ่อนไหวเป็นพิเศษผ่านคำแนะนำต่างๆ ส่วนข้อที่ 2 ซึ่งผมรู้สึกว่าอาจจะสำคัญมากกว่าคือการโต้แย้งวาทะกรรมเรื่องความเข้มแข็งและความอ่อนไหวที่มักถูกตีความว่าเป็นความอ่อนแอ
เอาเข้าจริง ทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนไหวไม่ใช่สิ่งตรงข้ามกัน แต่ผมคิดว่ามันคือสิ่งที่ผสานผสมกลมกลืนอยู่ในตัวคนคนหนึ่ง ไม่มีใครเข้มแข็งกระทั่งไม่เคยแตกร้าวและมีมากมายที่ความอ่อนไหวแปรสภาพเป็นความแข็งแกร่งที่ไม่หยาบกระด้าง
งานวิจัยปี 2018 ‘Dandelions, tulips and orchids: evidence for the existence of low-sensitive, medium-sensitive and high-sensitive individuals’ ประเมินว่ากลุ่มดอกกล้วยไม้ (ที่ถูกใช้เป็นสัญลักษณ์ของคนอ่อนไหวเป็นพิเศษ) น่าจะมีอยู่ประมาณ 30 เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมด หมายความว่าในคน 3 คนอาจจะมี 1 คนที่เป็นดอกกล้วยไม้
ถ้าคุณคือคนกลุ่มนี้ คุณไม่ได้ป่วยทางจิตเวช คุณไม่ได้ผิดปกติ คุณไม่ได้เรียกร้องความสนใจหรืออ่อนแอ มันเป็นเพียงบุคลิกภาพที่ติดตัวมาซึ่งเกี่ยวกับการทำงานของระบบประสาทที่ประมวลผลข้อมูลได้ลึกซึ้งกว่าคนทั่วไป
อย่างไรก็ตาม ยังมี 2 จุดที่ผมอยากกล่าวถึง จุดแรกที่อาจทำให้เกิดความเข้าใจผิดคือแม้ว่าคนอ่อนไหวเป็นพิเศษจะมีลักษณะหรือพรสวรรค์ดังที่ผู้เขียนชี้ให้เห็น แต่ก็มิได้หมายความว่าคนที่ไม่ใช่คนอ่อนไหวเป็นพิเศษหรือคนที่แสดงออกว่าตนเข้มแข็งจะไม่มีพรสวรรค์ดังกล่าวเสียเมื่อไร จริงไหม?
จุดที่ 2 เกี่ยวกับความสงสัยใคร่รู้ส่วนตัวก็คือความอ่อนไหวเป็นพิเศษกับอินโทรเวิร์ตมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันอย่างไร ซึ่งหนังสือกล่าวถึงไว้เล็กน้อยว่าทั้งสองกลุ่มไม่จำเป็นต้องเป็นคนคนเดียวกัน ส่วนที่ผมสงสัยก็คือแล้วถ้าสองสิ่งนี้อยู่ในคนคนเดียวกันล่ะจะเกิดอะไรขึ้น แล้วจะมีแนวทางอย่างไรเพิ่มเติมเป็นพิเศษหรือเปล่าเพื่อจัดการความคิดและอารมณ์ให้ไม่ทำร้ายตนเองจนเกินไป (น่าจะมีหนังสืออีกสักเล่มที่เจาะประเด็นนี้)
หลังอ่านหนังสือเล่มนี้จบ ผมเกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นมาซึ่งอาจดูจิกกัดเกินไปหน่อย แต่ผมก็เผลอคิดไปแล้ว
ในวัฒนธรรมแบบทุนนิยมที่ส่งเสริมและให้คุณค่าต่อ ‘ความเป็นตัวของตัวเอง’ เนื่องจากมันง่ายต่อการกระจายสินค้าและบริการที่ช่วยส่งเสริม ‘ความเป็นตัวของตัวเอง’ อีกทอดหนึ่ง ทั้งสิ่งนี้ยังช่วยให้มนุษย์ในโลกที่ยุ่งเหยิง อลหม่าน เปราะบาง และหลากหลายแต่ดูเหมือนกันไปหมด รู้สึกมีสิ่งยึดเหนี่ยว รู้สึกว่าฉันเป็นใครสักคนที่แตกต่างจากคนอีก 7 พันล้านคนอย่างสมบูรณ์
ไม่แน่ว่าความอ่อนไหวเป็นพิเศษจะได้รับการหยิบยกขึ้นมาเป็นอีกตัวตนหนึ่งที่อยู่ในกระแสนิยมเช่นเดียวกับที่เคยเกิดมาแล้ว (และยังเป็นอยู่หรือเปล่า?) กับการเป็นอินโทรเวิร์ต เพื่อให้เราได้ทดลองสวมใส่ว่ามันคือตัวเราหรือไม่ ไม่ว่าจะเป็นไปเพื่อการสร้างความโดดเด่นและน่าจดจำชั่วครั้งคราวหรือเพื่อเรียนรู้ตัวตนของเราก็ตาม ผมเชื่อว่ามันจะเกิดขึ้น
คนที่กำลังสงสัยว่าฉันเป็นคนอ่อนไหวเป็นพิเศษหรือเปล่า? ในหนังสือเล่มนี้และในโลกอินเทอร์เน็ตมีแบบทดสอบให้คุณได้ตรวจสอบ คุณอาจจะลองทำดูเพื่อเพิ่มความเข้าใจในตนเอง
ส่วนใครที่รู้ตัวอยู่แล้วว่าไม่ใช่ แต่อยากจะลองเป็นคนอ่อนไหวเป็นพิเศษ ผมว่าก็ไม่เสียหายที่จะลองดู
ถ้าเป็นไปได้ผมก็ไม่อยากให้ความอ่อนไหวเป็นพิเศษกลายเป็นคำสาปสำหรับใคร เราต้องหัดเรียนรู้ที่จะอยู่กับมัน ส่วนคนที่ไม่ใช่ก็จะได้เรียนรู้ด้วยว่าโลกนี้มีคนที่แตกต่างจากเราอีกมากไม่ว่าสิ่งนี้จะได้รับการตั้งชื่อหรือยัง
เราเพียงต้องเคารพในความแตกต่างเหล่านั้น

