ทักษะทางการเงิน หรือ finance literacy เป็นวิชาที่ได้รับการยอมรับในหลายประเทศทั่วโลกว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่สามารถสอนได้ตั้งแต่เด็กจนถึงระดับอุดมศึกษา มีการสำรวจพบว่าวิชาที่นักเรียนไทยอยากให้มีการเปิดสอนในโรงเรียนมากที่สุดคือวิชาการเงินและการลงทุน ซึ่งไม่เคยมีและยังไม่มีทีท่าว่าจะมี ถ้ามองแบบด่วนสรุปก็อาจคิดว่าเด็กสมัยนี้ขี้เกียจ อยากรวยทางลัด…
ดูเหมือนว่าระบบการศึกษากำลังตามไม่ทันกระแสสังคมและความต้องการของผู้เรียน เวลานี้เรามีแหล่งความรู้ด้านการเงินมากมายในโลกออนไลน์ มีโค้ช มีกูรู และมีหนังสืออีกเป็นโกดังที่บอกวิธีพื้นฐานในการจัดการการเงินส่วนบุคคล จนถึงวิธีรวยแบบสำเร็จรูป (?)
ในแง่หนึ่ง ปรากฏการณ์เหล่านี้สะท้อนความต้องการของสังคม ทว่า มันยิ่งกลับทำให้ทักษะทางการเงินยิ่งมีความสำคัญ เพราะมันจะช่วยให้เรารู้ว่าความรู้ทางการเงินเรื่องใดที่เราควรรู้ การประยุกต์ใช้แบบใดที่เหมาะกับเรา และคำแนะนำของกูรูการเงินใดที่ไม่สอดคล้องกับชีวิตปัจจุบันของเรา ดังที่ นักการเงินที่ผันตัวมาเป็นนักเขียน นักแปล นักวิจัย และนักสื่อสารความรู้สาธารณะผ่านเพจของตนอย่าง สฤณี อาชวานันทกุล กล่าวไว้

บทสัมภาษณ์ชิ้นนี้เกิดขึ้นเพื่อปรับจูนความเข้าใจเกี่ยวกับการเงิน ซึ่งแม้หลายช่วงตอนจะมีคำใหญ่ๆ อย่างปรับโครงสร้างหนี้ หนี้สาธารณะ วิกฤตซับไพรม์ แต่คุณจะพบว่าสิ่งเหล่านี้ใกล้ตัวและมีผลต่อกระเป๋าเงินมากกว่าที่เราคิด
ขณะเดียวกัน ความรู้ทางการเงินที่สื่อสารกันออกมาก็ผลักภาระทั้งหมดให้แก่ปัจเจกบุคคลโดยละเลยโครงสร้างต่างๆ กฎหมาย นโยบายรัฐ สถาบันการเงิน ความเหลื่อมล้ำ ฯลฯ การสร้างความมั่งคั่งเป็นหน้าที่ส่วนบุคคลล้วนๆ สังคมไทยจึงมีผู้แพ้มากกว่าผู้ชนะ มีผู้ตกเป็นเหยื่อจำนวนมาก ซึ่งสฤณียืนยัน เราสามารถสอดแทรกปัญหาเชิงโครงสร้างลงไปในวิชาทักษะทางการเงินและทำให้คนเข้าใจว่ามันเกี่ยวข้องกับเราอย่างไร
ในช่วงหลายปีมานี้มีแหล่งความรู้ทางการเงินเพิ่มมากขึ้น เข้าถึงง่ายขึ้น ทั้งออนไลน์ หนังสือ คอร์สเรียน โค้ชการเงิน ผลสํารวจของธนาคารแห่งประเทศไทยก็บอกว่าคนไทยมีทักษะทางการเงินดีขึ้น แต่ยอดการออมลดลง การวางแผนเกษียณลดลง หนี้ครัวเรือนเพิ่มขึ้น ทำไมมันจึงดูขัดแย้งกัน
การที่คนมีความรู้ทางการเงินมากขึ้น ไม่ได้แปลว่าเราจะมีเงินมากขึ้น ถ้าเปรียบเทียบง่ายๆ ก็คือสมมติถ้าเศรษฐกิจแย่ลง แล้วมันกระทบต่อการหารายได้ อาชีพเรามันขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเราเป็นลูกจ้างในร้านอาหาร เมื่อก่อนมีลูกค้าเยอะใช่มั้ยคะ แต่ตอนนี้เศรษฐกิจเริ่มแย่ คนรัดเข็มขัดใช่มั้ย ร้านอาหารมีรายได้ลดลง เขาก็จ่ายค่าโบนัสอะไรต่างๆ ให้เราลดลงใช่มั้ย หรือว่าอาจจะต้องลดเงินเดือนเรา เพราะฉะนั้นรายได้ลดลง มันเป็นข้อจํากัด ต่อให้เราบริหารจัดการเงิน เราอาจจะมีความรู้มากกว่าแต่ก่อน ว่าจะจัดการเงินยังไง แต่การที่รายได้เราลดลงอย่างมาก มันก็เป็นข้อจํากัดเหมือนกัน เพราะฉะนั้นคําว่าทักษะทางการเงินกับการมีเงินพอใช้ไม่จําเป็นว่าต้องไปด้วยกัน
ทักษะทางการเงินหรือ financial literacy กับ การจัดการการเงินส่วนบุคคล personal finance management คือสิ่งเดียวกันหรือเปล่า
ไม่ค่ะ คือถ้าเอาตามมาตรฐาน OECD (องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา The Organisation for Economic Co-operation and Development) เขามีการทำสำรวจซึ่งเป็นต้นแบบให้หลายประเทศ ทีนี้เวลาเขานิยามคําว่า financial literacy ของ OECD มันจะมีคำหนึ่งว่า financial education ก็คือเป็นเรื่องของการศึกษาเลย เพราะฉะนั้นการศึกษาอาจจะเป็นตัวต้นทางว่าเรามีความรู้ทางการเงินแค่ไหน เรียกว่าเป็น financial education เมื่อเราได้รับเพิ่มก็นำไปสู่ knowledge คือองค์ความรู้ที่อยู่ในตัวเรา แต่ถามว่า financial knowledge มันเป็นความหมายเดียวกับ literacy ไหม ก็อาจจะยังไม่ถึง เพราะว่าถ้าเรามีความรู้ เราไม่ได้ใช้ก็ไม่มีประโยชน์
สมมติว่าเรารู้ทุกอย่างเลย เรื่องการออมเงิน เรื่องวิธีจัดบริหารจัดการหนี้ แต่เราไม่เอาไปใช้ประโยชน์ เรื่องทักษะทางการเงินก็เหมือนกัน เราต้องสามารถแปลงสิ่งที่เรียกว่า financial knowledge ให้เป็น financial behavior ก็คือพฤติกรรมทางการเงิน พูดอีกอย่างก็คือมันเลยไม่ใช่เรื่องง่ายถ้าเราจะวัดทักษะทางการเงินของคน ปกติเขาก็จะดู 3 มิติประกอบกันคือความรู้ พฤติกรรมทางการเงิน แล้วก็ดูเรื่องทัศนคติ คิดว่าการทำแบบสำรวจของธนาคารแห่งประเทศไทยก็เอาโมเดลจาก OECD
ถ้าแกะผลสำรวจของแบงก์ชาติออกมามีอะไรน่าสนใจบ้าง
ถ้ามาดูของไทย แบงก์ชาติจะบอกว่าคนไทยมีทัศนคติค่อนข้างดี พูดง่ายๆ คือคุ้นเคยกับการจัดการเงิน แล้วก็รู้ถึงความสำคัญในการออมเงิน ทัศนคติมันฟังดูโอเค แต่พอไปดูในรายละเอียด ตัวพฤติกรรมทางการเงินก็จะมีปัญหา คือพอไปเปิดของ ธปท. ดูเขาก็วัดทั้งสามด้านที่พูดไป ประกอบด้วยความรู้ทางการเงิน พฤติกรรมทางการเงิน แล้วก็เรื่องทัศนคติ มันก็มีชุดคำถาม รวมกันทั้งหมด 20 คะแนน ถ้าเราดูตัวอย่างว่าคนไทยได้คะแนนด้านไหนค่อนข้างดี ถ้าเราดูโดยรวม สิ่งที่น่าสนใจสำหรับตัวเองนะ คือคะแนนโดยรวมมันเพิ่มขึ้น แล้วส่วนที่เพิ่มขึ้นมากคือความรู้ทางการเงิน เพิ่มจาก 56 เป็นเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะ แต่ส่วนที่เพิ่มขึ้นค่อนข้างน้อยคือเรื่องพฤติกรรมทางการเงิน ส่วนที่เป็นทัศนคติทางการเงิน ถ้าเทียบปี 2563 กับ 2565 คือ 2 ปีล่าสุดที่เขาทำปรากฏว่าคะแนนทัศนคติทางการเงินกลับลดลง คือโดยทั่วไปทัศนคติทางการเงิน มันเป็นส่วนที่คนไทยเวลาทำแบบสํารวจเราได้คะแนนสูงสุด ก็คือเกือบ 78 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าปีล่าสุดมันลด 77 เปอร์เซ็นต์
ถ้าซูมลงไปดูในระดับของแต่ละด้าน ความรู้ทางการเงินอะไรที่คนได้คะแนนน้อยที่สุดก็คือเรื่องการคํานวณดอกเบี้ยเงินฝากทบต้นที่ได้คะแนนน้อยมากๆ แต่เรื่องการคิดคํานวณดอกเบี้ย เรื่องเงินเฟ้อ เรื่องของการทำความเข้าใจกับดอกเบี้ยสินเชื่อ เราค่อนข้างโอเค สองตัวที่เราได้คะแนนน้อยที่สุดก็คือการคำนวนดอกเบี้ยเงินฝากทบต้น แล้วก็การกระจายความเสี่ยงในการลงทุน
ทีนี้พอเรามาดูเรื่องของพฤติกรรมมี 9 ข้อ เขาก็ทดสอบแหละว่าเรามีพฤติกรรมที่โอเคไหม ลองดูสิ่งที่เราได้คะแนนกันน้อยที่สุด หนึ่งก็คือการเปรียบเทียบข้อมูลก่อนซื้อ คะแนนน้อยมากเลย 38 เปอร์เซ็นต์เอง ก็แปลว่าเราไม่ค่อยเปรียบเทียบก่อนซื้ออะไร เราไม่ค่อยหาตัวเลือก เราจะซื้อหรือเลือกใช้บริการทางการเงิน เราเหมือนไม่ได้หาออปชันต่างๆ ก่อน ซึ่งก็อาจจะคล้ายกับที่บอกว่าเราไม่ค่อยกระจายความเสี่ยงในการลงทุน หรือคำถามว่าไม่เคยประสบปัญหาเงินไม่พอใช้ อันนี้แย่เลยใช่มั้ย แต่จะบอกว่าคําถามนี้ อย่างเช่นถามว่าคุณเคยเจอปัญหาเงินไม่พอใช้ไหม เขาก็ต้องการจะถามว่าเวลาเรามีเงินไม่พอ แล้วเราทำอะไร ยิ่งคะแนนเราน้อยก็ยิ่งแปลว่าคนก็ไปกู้มา แต่ไม่ได้แปลว่าคะแนนต่ำแล้วเราไม่มีทักษะนะ อยู่ที่ว่าเราไม่พอใช้ มันเป็นเงินที่เราใช้ในเรื่องอะไร ถ้าเห็นตรงกันว่าเศรษฐกิจไม่ดี เงินไม่พอใช้ในระดับการดำรงชีวิต หารายได้มาให้พอรายจ่ายประจำ คนไม่มีทางออก เขาก็ไปกู้ แต่สิ่งที่คนควรตระหนักว่าก่อนเราจะไปกู้ เราบริหารจัดการอะไรได้บ้าง ลดอะไรได้บ้าง ต้องวิเคราะห์นิดหนึ่งว่าเงินไม่พอใช้เพราะอะไร มีรายจ่ายอะไรไม่จำเป็นมั้ย หรือถ้ามันจำเป็นทั้งนั้นก็ต้องกู้อยู่ดี
อีกเรื่องที่เราได้คะแนนน้อยคือการจัดสรรเงินก่อนใช้ เราวางแผนทางการเงินมั้ยก่อนจะใช้เงิน เราแบ่งเงินเป็นหมวดๆ อะไรบ้าง ถ้าดูในรายละเอียดมันก็มีบางประเด็นนะ ถ้าดูคะแนนโดยรวมเฉลี่ย มันต่ำกว่าข้ออื่นอย่างเห็นได้ชัด แต่อย่าลืมว่าการทำแบบสำรวจแบบนี้ก็อาจจะเกิด self-selection bias เหมือนกัน หมายความว่า เวลาเราจะซื้อของหรือใช้บริการทางการเงิน เรามีการไตร่ตรองมั้ย ถ้าถามคําถามแบบนี้ ทุกคนก็ตอบว่าใช่สิ ฉันก็ต้องคิด ใช่มั้ย คิดเยอะก่อนซื้อ แต่ในชีวิตจริงอาจจะไม่ก็ได้ โดยธรรมชาติเวลาถามคนก็อยากตอบคำถามให้ตัวเองดูดี
สุดท้ายเรื่องทัศนคติทางการเงิน เขาถามสั้นๆ ข้อแรกเป็นเรื่องของว่าเราชอบใช้เงินมากกว่าออมเพื่ออนาคตมั้ย คือเราก็จะเห็นคนที่ตอบว่าเขาคิดถึงอนาคตด้วย เขาไม่ได้อยากจะ enjoy กับการใช้เงินทั้งหมด เพราะฉะนั้นอันนี้เราทำได้ค่อนข้างดี พูดง่ายๆ ก็คือคนคิดถึงความจําเป็นของการออมเงิน คิดถึงการวางแผนเพื่ออนาคต แต่อย่างที่บอกว่ามันเป็นทัศนคติคือผลการสำรวจมันก็เป็นส่วนหนึ่งใช่มั้ยที่ให้ข้อมูลเราเรื่องทักษะ แต่มันอาจจะไม่ใช่ทั้งหมด อย่างที่บอกว่าการคนที่ตอบคําตอบของคุณ มันอาจไม่ได้สะท้อนในพฤติกรรมจริงๆ เพราะฉะนั้นในความเป็นจริงระเบียบวิธีแบบนี้ในการวัด มันเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น
แต่ถ้าเราจะดูว่าคนไทยมีทักษะมีความรู้ทางการเงินแค่ไหนจริงๆ ในทางปฏิบัติก็คงต้องดูตัวชี้วัดอื่นที่ดูผลลัพธ์ได้มากกว่า เช่นอาจต้องถามเรื่องที่เป็นรูปธรรม เช่น ระหว่างปีนี้กับปีที่แล้วคุณมีการจัดการเงินเพิ่มขึ้นมากน้อยแค่ไหน คุณมีการวางแผนทางการเงินมั้ย คุณรู้มั้ยว่าเวลาเป็นหนี้เยอะๆ คุณต้องจ่ายก้อนไหนก่อน แล้วคุณบริหารจัดการยังไง ก็อาจจะต้องไปดูที่ตัว actual behavior ซึ่งเรื่องนี้มันทำให้ผู้ให้บริการทางการเงินมีบทบาทได้เยอะ คือจริงๆ จะบอกว่าในโลกของ financial literacy หรือทักษะทางการเงิน มันก็มีการเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน
อย่างในโลกตะวันตก ในอดีตมันเป็นเรื่องที่ไม่มีใครคิดเหมือนกันว่าต้องเป็นความรับผิดชอบของผู้ให้บริการหรือสถาบันทางการเงินด้วย เมื่อก่อนคนมองว่ามันเป็นความรับผิดชอบส่วนบุคคลเสียส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมด อีกอย่างก็คือว่าบริการทางการเงินบางอย่าง โดยเฉพาะสินเชื่อ นี่คือเราอยู่ในสถานะของลูกหนี้ใช่ไหม เพราะฉะนั้นมันก็เหมือนกับเรียกว่าเริ่มมีความไม่เท่าเทียมก็แล้วกันในแง่ของความรู้สึก คือเราจะไม่รู้สึกว่าเราเป็นผู้ให้บริการกับผู้ใช้บริการเหมือนธุรกิจอื่น แต่พอเราเป็นลูกหนี้ปุ๊บเราจะมีความรู้สึกแบบ…บางคนก็มองในแง่บุญคุณด้วยซ้ำ หนี้นอกระบบนี่ชัดเจน หรือแบบยืมเงินเพื่อน หรือญาติ มันมีเซนส์ว่าเราไปเป็นหนี้บุญคุณเขา เราต้องมีหน้าที่ชดใช้
ทีนี้มันเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง เพราะอย่างในอเมริกา ยุโรป เมื่อไม่นานมานี้มันเกิดวิกฤตยูโรโซน วิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ ปี 2008 ที่เป็นเป็นวิกฤตทางการเงินขนาดใหญ่ รัฐบาลต้องเอาเงินภาษีมาอุ้มธนาคารไม่ให้ล้ม หลังจากที่มีการลุกฮือประท้วงหรือเรียกร้องความรับผิดชอบต่างๆ สิ่งหนึ่งที่หลายคนเห็นตรงกันคือปฏิเสธไม่ได้ว่าพฤติกรรมหรือวิธีการให้สินเชื่อของสถาบันการเงินมีส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาด้วย เพราะสาเหตุใหญ่ที่คนเจอก็คือวิกฤตนี้เกิดจากวิกฤตในตลาดซับไพรม์ซึ่งก็คือตลาดลูกค้าความเสี่ยงสูง แปลว่าปกติคือไม่ได้มีรายได้มั่นคง เวลาจะเข้าถึงสินเชื่อ ถ้าเกิดเจ้าหนี้จะปล่อยเขาก็ต้องคิดดอกเบี้ยแพง แต่ทีนี้เจ้าหนี้มีสิ่งที่เรียกว่าจริยวิบัติหรือ moral hazard คือโดยทั่วไปถ้าลูกหนี้ความเสี่ยงสูง แบงก์ก็อาจจะไม่อยากปล่อย แต่พอดีมันมีตลาดที่สามารถเอาสินเชื่อซับไพรม์ไปรวมกันแล้วก็มัดขายเป็นหลักทรัพย์ แล้วก็มีนักลงทุนมาซื้อไป
มันเหมือนกับนักลงทุนอนุมานไว้ล่วงหน้าเลยว่าลูกหนี้ตัวจริงก็คือเจ้าของบ้านที่ติดสินเชื่อบ้านจะสามารถผ่อนจ่ายได้หมด ทีนี้มันมีปัญหาตั้งแต่ต้น ความเสี่ยงก็ค่อนข้างสูงเพราะว่าจริงๆ มันเป็นสินเชื่อบ้าน สินเชื่อที่ยาวที่สุดที่เราจะกู้ได้ มันยาวยี่สิบสามสิบปี เพราะฉะนั้นการที่เรายอมหรือตลาดทุนมีกลไกการมัดรวมเป็นหลักทรัพย์แล้วก็ขายไปในคราวเดียวให้นักลงทุน ก็กลายเป็นว่านักลงทุนไปแบกความเสี่ยงแทนธนาคาร ธนาคารก็เลยมี incentive เพราะว่ามันได้เงิน คือปกติต้องรอได้เงินใช่มั้ย รอเป็นยี่สิบสามสิบปี ได้ดอกเบี้ยมาเรื่อยๆ แต่อันนี้ได้เงินรวดเดียวเลยจากมูลค่าที่เอามาขาย ธนาคารก็แฮปปี้ ไม่ได้รู้สึกว่าจะต้องดูแลอะไร แล้วก็เหมือนว่าสถานะความเป็นเจ้าหนี้ส่งต่อไปให้นักลงทุนแล้ว
แต่ว่ามันเกิดปัญหาเพราะนักลงทุนในความเป็นจริงเขาก็ไม่ใช่เจ้าหนี้ เป็นแค่นักลงทุนที่นั่งรอดอกเบี้ย เพราะฉะนั้นกลไกปกติของธนาคารที่จะต้องไปคอยดูแลลูกหนี้ คือถ้าจินตนาการทั่วๆ ไปธนาคารจะปล่อยเงินกู้ โดยเฉพาะถ้าระยะยาว 30 ปี ก็ต้องคอยติดตามว่าสถานการณ์ลูกหนี้ตอนนี้เป็นยังไงบ้าง บางช่วงเขาอาจจะเริ่มจ่ายดอกเบี้ยไม่ไหว ต้องไปคุยว่าโอเคมั้ย กลไกตรงนี้มันถูกตัดตอนไปเลย นักลงทุนก็รอแค่ดอกเบี้ย พอเป็นแบบนี้ปุ๊บ กลไกการติดตามลูกหนี้ไม่ทำงานแล้ว แบงก์ได้เงินมาล่วงหน้าก็ยิ่งมี incentive ก็กลายเป็น moral hazard อยากจะปล่อยสินเชื่อมากกว่าเดิมจะได้เอามาแปลงเป็นหลักทรัพย์แล้วได้เงินมาล่วงหน้า
งานวิจัยที่ค้นคว้ากันภายหลังก็เจอว่ากลายเป็นว่าลูกหนี้ซับไพรม์จำนวนมากก็เหมือนถูกหลอกให้ได้สินเชื่อโดยที่จริงๆ แล้วไม่ควรได้ แล้ววิธีจูงใจก็มีหลากหลาย เช่น เป็นสินเชื่อแบบที่ฟิกซ์ดอกเบี้ยให้เลยล่วงหน้า และก็ไม่บอกความเสี่ยงว่าเดี๋ยวหลังจากนั้น 3 ปีมันจะลอยตัว ซึ่งเขาก็จะมีภาระเพิ่มขึ้น คือมันมีการทำทุกวิถีทางเพื่อจูงใจลูกหนี้กลุ่มความเสี่ยงสูงนี้ให้มาขอกู้ ยังไม่นับเรื่องที่ธนาคารไม่ได้ปล่อยเอง แต่ไปจ้างนายหน้าปล่อยสินเชื่อให้อีกต่อหนึ่ง นายหน้าก็ทำอะไรแย่ๆ เช่น ยอมให้ลูกหนี้โกหกว่ารายได้เท่านี้เพื่อที่จะให้ได้สินเชื่อ หลับตาข้างหนึ่ง หลังจากเกิดวิกฤตซับไพรม์คนอเมริกัน นักเศรษฐศาสตร์ในอเมริกาก็หันกลับมาถกเถียงว่าตกลงแล้ววิกฤตที่เกิดขึ้นต้องโทษเจ้าหนี้ด้วย ไม่ใช่แค่โทษลูกหนี้ เพราะอย่างน้อยที่สุดต้องยอมรับว่าเจ้าหนี้ไร้ความรับผิดชอบใช่ไหม คุณปล่อยสินเชื่อให้กับคนที่ไม่ควรได้ตั้งแต่ต้น เพราะคิดว่าคุณสามารถผลักความเสี่ยงไปให้นักลงทุน
มันก็เลยเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงทางความคิด จากที่เมื่อก่อนเจ้าหนี้ก็ถูกมองว่าเป็นเจ้าหนี้ มีหน้าที่แค่ดูความสามารถในการชําระหนี้เฉยๆ ตอนนี้ก็มีเสียงเรียกร้องให้เจ้าหนี้ต้องมีบทบาทในการให้ความรู้ทางการเงิน หรือว่าให้ financial education กับลูกหนี้ด้วย ตรงนี้เป็นมุมที่เริ่มเติมเข้ามา คือเมื่อก่อนอาจจะเป็นอะไรที่คนรู้สึกว่าไม่ใช่หน้าที่ของสถาบันการเงิน คือใครจะทำได้ก็ดีมันเป็น CSR แต่พอเกิดเหตุการณ์แบบนี้ มันก็เกิดเหตุเรียกร้องมากขึ้นว่า เฮ้ย คุณต้องมีบทบาทในการให้ความรู้ทางการเงิน เพราะยังไงคุณก็เป็นคนที่มีความรู้ทางการเงินมากกว่าลูกค้าเพราะเป็นผู้เชี่ยวชาญทางการเงิน
แน่นอนคําว่าการให้ความรู้ลูกค้าในภาคการเงินก็ต้องหมายถึง financial education หรือการให้ความรู้เกี่ยวกับประเด็นการเงิน แต่ทั้งหมดที่พูดนี่คิดว่ามันเป็นกระแสที่ยังไม่เห็นในเมืองไทย ส่วนตัวตั้งข้อสังเกตว่าส่วนหนึ่งอาจเป็นเรื่องวัฒนธรรมที่พอเราเป็นลูกหนี้ เรารู้สึกว่าต้องชดใช้เขา คล้ายกับมองในมิติบุญคุณเลยทำให้เราไม่ได้มองในมิติผู้บริโภคที่มีสิทธิต่างๆ เหมือนกันผู้บริโภคอื่นทั่วไปที่มีสิทธิได้รับความรู้ ข้อมูลต่างๆ แต่ในสังคมอเมริกา สังคมยุโรป และอีกหลายประเทศมันผ่านช่วงที่ไม่ต้องมาเถียงกันแล้วว่าธนาคารเป็นต้นเหตุหนึ่งของปัญหาก็เลยมีเสียงเรียกร้องให้ต้องรับผิดชอบมากขึ้น มีการแก้กฎหมายด้วย
นอกจากนั้นก็มีเรื่องของการปรับ ธนาคารยักษ์ใหญ่หลายแห่งอเมริกาถูกปรับมาแล้วทั้งสิ้นเรื่องการหลอกลวงผู้บริโภค อย่างถ้าย้อนกลับไปที่ตัวอย่างที่พูดเรื่องซับไพรม์ ผลพวงอย่างหนึ่งที่เป็นเรื่องใหญ่หลังจากเกิดวิกฤตคือมีความพยายามจะออกกฎหมายต่างๆ ให้เข้มขึ้นกับภาคการเงิน กฎหมายหนึ่งในอเมริกาที่ออกมาก็คือการก่อตั้ง Consumer Financial Protection Bureau คล้ายๆ สคบ. (สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค) ไทย แต่เป็น สคบ.การเงินโดยเฉพาะ เพื่อคุ้มครองเฉพาะเรื่องผู้บริโภคทางการเงิน ด้วยความเชื่อว่าผลิตภัณฑ์ทางการเงินมันเข้าใจยาก แต่มันอาจสร้างอันตรายได้ไม่ต่างจากสินค้าอื่น เพียงแต่ว่าอันตรายมันดูออกยากกว่า เพราะเป็นเรื่องเงื่อนไขทางการเงิน สคบ.การเงินนี่ตั้งแต่ตั้งมาก็มีบทบาทชัดเจน เขาลงดาบจริง มีการสั่งปรับธนาคารยักษ์ใหญ่ บางทีก็ปรับเป็นจำนวนเงินเยอะมาก ข้อหาที่ว่าแสดงข้อความหลอกลวงผู้บริโภคหรือมีการให้บริการอย่างไม่เป็นธรรม

ในเมืองไทยยังไม่มีหน่วยงานลักษณะนี้?
ในเมืองไทยก็ไม่เชิงไม่มี อย่างเช่นแบงก์ชาติเมื่อหลายปีก่อนมีการออกประกาศเรื่องการให้บริการที่เป็นธรรม ชื่อเล่นก็คือ market conduct ก็คือพฤติกรรมในตลาดของผู้ให้บริการทางการเงิน เพียงแต่ว่าตัวประกาศนี้ซึ่งที่จริงก็ครอบคลุมผลิตภัณฑ์ค่อนข้างเยอะ ก็จะมีข้อกําหนดเช่นการให้ข้อมูลที่ถูกต้อง โปร่งใสกับลูกค้า แล้วก็การต้องอธิบายให้ลูกค้าเข้าใจความเสี่ยงจริงๆ ห้ามขายพ่วง เมื่อก่อนจะมีปัญหาหลายแบงก์จะขายประกันพ่วงสินเชื่อ ก็ห้ามทำ ถ้าจะขายต้องแยกกัน พวกนี้ก็อยู่ในกติกาของประกาศ ธปท. เรื่อง market conduct เพียงแต่ว่าส่วนตัวยังมองว่ายังไม่มีการลงโทษคนทำผิดที่เป็นกิจลักษณะหรือการลงโทษแบบหนักๆ เพราะเราก็ต้องคาดหวังว่าธนาคารจะทำตามประกาศ
แต่ว่าธนาคารมีความหลากหลาย แล้วพนักงานมันเยอะมาก บางทีเขาก็ไม่สามารถตรวจได้ทั่วถึง คิดว่าที่ผ่านมาเรื่อง enforcement ยังมีช่องว่างอยู่ แล้วจริงๆ แบงก์ชาติก็มีการตั้ง ศคง. ศูนย์คุ้มครองผู้บริโภคทางการเงิน แต่ก็มีหลายคนก็ยังมองอยู่ว่าศูนย์นี้ยังไม่ค่อยแอคทีฟ หมายความว่าบางทีแค่เหมือนเมสเซนเจอร์ ร้องเรียนไปแล้วก็แค่บอกว่าโอเคเดี๋ยวไปถามแบงก์ให้ ในมุมของผู้บริโภคบางคนก็รู้สึกว่าโอเค มันก็ดีกว่าให้เขาไปคุยกับแบงก์เองใช่มั้ย แต่บางคนก็มองว่าคุณควรจะมีบทบาทที่ proactive กว่านั้น
แล้วสิ่งที่ปัจจุบันรู้จักกันทั่วไปว่าการจัดการการเงินส่วนบุคคลคืออะไร
การจัดการการเงินส่วนบุคคลหรือ personal finance management มันกลายเป็นธุรกิจธุรกิจหนึ่ง อย่างที่เราเห็นว่าตอนนี้จะมีโค้ชทางการเงิน มีกูรูต่างๆ ที่ให้บริการ ซึ่งจะเห็นว่าเวลาเขาขายคอร์สเขาส่วนใหญ่ เขาจะไม่ได้คํานี้หรอกใช่มั้ย เขาจะไม่มานั่งพูดว่ามาเรียนรู้เรื่องทักษะทางการเงินกัน เขาจะพูดว่า เอ้ย สอนให้คุณให้ทำยังไงให้รวย มันก็เหมือนเป็นเทคนิคการขาย มันก็เลยจะไปเน้นคําว่าการจัดการการเงินส่วนบุคคล ซึ่งคิดว่าพอเป็นโลกของ personal finance โดยเฉพาะอันนี้ก็อาจจะความเห็นส่วนตัวละกัน ถ้ามองจากวิธีขายของโค้ชหรือกูรูต่างๆ มันมีธงที่ค่อนข้างชัดตั้งแต่ต้น ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเรื่องมาร์เก็ตติ้งก็ได้ คือเขาจะจูงใจให้คนมาเรียนแล้วก็จะมีธงตั้งแต่ต้นว่ามาเรียนกับเขาแล้ว คุณจะเก็บเงินได้ 10 ล้านหรืออะไรก็ว่าไป หรือจะรวยขึ้น หรือจะมีชีวิตที่ดีขึ้นอะไร เพราะฉะนั้นอันนี้มันเลยอาจจะเป็นเรื่องของธุรกิจ
แต่ถ้าในหลักการเงินทั่วไป เวลาเราบอกว่าอยากให้คุณมีทักษะทางการเงินมากขึ้น มันก็เหมือนกับเราบอกว่าทําไมเราอยากให้คนมีทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์ คือมันเหมือนตัวมันเองเป็นกลาง ไม่ได้มีธงอะไรอยู่ในนั้น เช่นทําไมเราถึงอยากมี critical thinking skill เพราะเราเชื่อว่าถ้ามีสิ่งนี้เราจะคิดได้ดีขึ้น แล้วเราก็จะพยายามรับมือกับข้อมูลต่างๆ หรือแยกแยะ fake news ได้ดีขึ้น เป้าหมายของทักษะทางการเงินก็คือทําให้เราเข้าใจหลักคิดและความสำคัญของการจัดการการวางแผนทางการเงินซึ่งมันเหมือนเป็นวิชา ก็เลยคิดว่ามันต้องแยกตัวเนื้อหาในเชิงความรู้ เชิงวิชาการ ออกจากทัศคติของคนทำคอร์สต่างๆ เพราะว่าคงมีหลากหลายมากเหมือนกันเท่าที่เห็น แต่บางคนก็โอเคหรือบางคนที่ตั้งตัวเป็นกูรูทางการเงิน เขาก็พยายามไม่ไปคิดแทนคนเรียน ถ้ามาเรียนกับเขาแล้วไม่ได้ฟันธงว่าจะต้องได้ตามนี้ ถ้าคุณอยากได้ 10 ล้านหรือถ้าอยากรวยเร็วมาตรงนี้แบบนี้ แต่ว่าสอนในแง่หลักคิดวิธีการมากกว่า
ตอนนี้เรื่องทักษะทางการเงินเรื่องไหนที่สังคมเข้าใจผิดมากที่สุด
อันนี้ตอบยากมากเพราะตัวเองไม่ได้อยู่ในวงการนี้ แต่เอาเท่าที่ตัวเองเห็นผ่านตาก็แล้วกัน คิดว่าความเข้าใจผิดมันก็มีหลายมุม ยกเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน คือบางทีก็รู้สึกว่ามันคล้ายเป็นลักษณะลูกตุ้ม หมายความว่าเราคิดเข้าข้างตัวเองมากๆ หรือไม่งั้นก็คิดเข้าข้างผู้ให้บริการมากๆ มีความรู้สึกว่าบางทีเราทำอะไรก็ไม่ผิด มีอยู่ช่วงหนึ่ง ไม่รู้ตอนนี้ยังเป็นมั้ย คนจะบ่นเรื่องการจ่ายดอกเบี้ยบ้าน เอามาออกรายการดังๆ ก็เลยเป็นข่าวขึ้นมาว่า ผ่อนเงินไปเป็นหมื่น แต่ว่าเงินต้นไม่ลดลงเลยหรือลดลงไม่กี่สิบบาท มันไปดอกเบี้ยหมด แล้วถ้าสังเกตจากคอมเมนต์ คนก็เข้ามาก่นด่าธนาคาร
แต่ถ้าเราตั้งต้นจากข้อเท็จจริงว่าสินเชื่อบ้านเป็นสินเชื่อระยะยาวมาก ยิ่งเรามีกําลังน้อยหมายความว่ายิ่งเราผ่อนได้น้อยต่อเดือน แต่เราอยากมีบ้านที่ราคาเป็นหลักล้าน ตัวตารางการจ่ายคืนระยะแรกแรกมันก็จะเป็นแบบนี้แหละ คนที่มองแบบนั้นอาจไม่ได้ทำความเข้าใจว่าเงื่อนไขสินเชื่อคือสิ่งที่เขาได้เมื่อเทียบกับสิ่งที่เขาจ่าย เช่น ถ้ามองในมุมธนาคาร ถ้าไม่มีสินเชื่อคุณก็ไม่ได้อยู่บ้านแบบนี้นะ เหมือนมันต้อง give and take ทุกอย่างมันมีคําอธิบายที่มาที่ไปถูกมั้ย ธนาคารก็รับความเสี่ยงเยอะในการปล่อยสินเชื่อให้คุณยาวตั้งยี่สิบสามสิบกว่าปี ให้คุณอยู่บ้านในราคาค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับกำลังจ่ายของคุณ เขาอาจมองว่าถ้าคุณอยากให้มันรวดเร็ว คุณก็ต้องผ่อนรายเดือนได้เพิ่มขึ้น หาทางจ่ายเงินก้อนรายเดือนให้มากขึ้น ภาระหนี้จะได้หมดเร็วๆ อันนี้ก็มองในมุมลูกหนี้ มองในฝั่งลูกตุ้มแรกก่อน เรื่องการคิดเข้าข้างตัวเอง
อีกประเด็นหนึ่งที่เห็นค่อนข้างบ่อย คือในทางปฏิบัติมันก็เป็นอาจเป็นความน่าเศร้าก็ได้ ตลกร้ายก็ได้ แต่ว่าในระบบทุนนิยม ยิ่งเรามีการงานมั่นคง มีกําลังซื้อสูง มีรายได้สูง ธนาคารก็มองว่าเราเป็นคนที่มีความเสี่ยงต่ำ เพราะฉะนั้นแนวโน้มก็คือเราจะเป็นลูกค้าชั้นดีเพราะโอกาสที่เราจะคืนเงินกู้แบงก์มันสูงมาก เขาก็ยินดีจะให้ดอกเบี้ยเราต่ำ ได้เงื่อนไขที่ดีมาก ถูกมั้ยฮะ ในขณะที่อีกมุมหนึ่ง ถ้าเรากําลังซื้อน้อย รายได้เราไม่มั่นคง เราเป็นคนทํางานอิสระที่ต้องขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจ แล้วรายได้ต่อเดือนเราไม่มาก มันแกว่งตลอดเวลา แน่นอนในมุมมองธนาคาร เราเป็นลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง ถ้าเขาตกลงจะให้สินเชื่อ เราก็ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าเพื่อ compensate หรือตอบแทนเรื่องความเสี่ยงของธนาคาร ตรงนี้ในทางปฏิบัติมันคือการที่ธนาคารก็มองเรื่องผลตอบแทนที่จับคู่กับความเสี่ยงของลูกค้า ซึ่งโอเคมันอาจจะมีประเด็นว่าธนาคารอนุรักษนิยมไปมั้ย แต่หลักการก็คือยิ่งคนที่ถูกมองว่าความเสี่ยงตํ่าก็จะยิ่งได้เงื่อนไขดีกว่าคนที่ความเสี่ยงสูง
แต่ส่วนตัวรู้สึกว่าประเด็นนี้จากคอมเมนต์หลายคน พอมันเป็นออนไลน์ มันไม่เห็นว่าใครเป็นใคร เราไม่รู้ว่าคนที่คอมเมนต์สถานการณ์เป็นยังไง ชีวิตเป็นแบบไหน มันก็ง่ายที่คนจะเข้าใจผิด พอเขาได้เงื่อนไขแบบนี้ แล้วทำไมเราไม่ได้บ้าง ทั้งที่สถานการณ์เราต่างกัน ความเสี่ยงต่างกัน อันนี้เป็นประเด็นหนึ่งที่เห็นค่อนข้างเยอะ แบบที่เรามองเข้าข้างตัวเอง
ทีนี้ลูกตุ้มอีกฝั่งคือเข้าข้างผู้ให้บริการ เช่น เรื่องบริการทางการเงิน บางทีหลายคนไม่ได้มองเหมือนเราไปใช้บริการสินค้าอื่นๆ เราเป็นลูกค้า เขาเป็นผู้ให้บริการ แต่อันนี้เรามีสถานะเป็นลูกหนี้ก็จริง แต่เราก็เป็นผู้ใช้บริการเหมือนกัน ดังนั้น เราต้องมีสิทธิของผู้บริโภค ถูกมั้ย สิทธิของผู้บริโภคเราก็ต้องไม่ต่างจากเวลาเราซื้อสินค้าอื่น เช่น สิทธิที่จะได้เลือกซื้อบริการที่หลากหลาย เรามีสิทธิได้ข้อมูลที่ถูกต้องครบถ้วน ไม่ถูกหลอกลวง สิทธิที่ไม่ถูกโฆษณาเกินจริง สิทธิพวกนี้เรายังมีครบหมดในฐานะผู้บริโภค พอมองกลับมาที่บริการทางการเงิน อย่างที่บอกว่าในเมื่อมันเป็นสินค้าค่อนข้างซับซ้อน แล้วผู้ให้บริการรู้เรื่องกว่าเราเยอะมาก รู้นัยยะของเงื่อนไขต่างๆ แล้วก็เราไม่มีทางคํานวณดอกเบี้ยได้ทันเท่าเขาหรอก มันก็เลยยิ่งสำคัญว่าเขายิ่งต้องโปร่งใส ยิ่งต้องเหมือนกับว่าให้ความสำคัญกับการสื่อสารมากกว่าสินค้าปกติ
คิดว่าเจตนาของธนาคารแห่งประเทศไทยตอนที่ออกกฎกติกาเรื่อง market conduct หรือการให้บริการที่เป็นธรรมก็เพื่อตอบโจทย์ปิดช่องว่างเรื่องพวกนี้ที่ว่าลูกค้าจะรู้เท่าไม่ถึงการณ์ แต่ทีนี้เวลาเราเห็นว่ามีบางเคส เช่น ลูกหนี้อาจจะเข้าใจผิด อาจจะต้องโทษธนาคารว่าเขาบอกไม่หมด อธิบายไม่ครบ ทำให้ลูกหนี้เข้าใจผิดจริงๆ ว่าดอกเบี้ยเท่าไหร่ หรือเงื่อนไขเป็นอย่างไร บางทีคนก็จะไปเข้าข้างผู้ให้บริการ กลายเป็นตัดตอนไปว่าเป็นลูกหนี้ไม่รับผิดชอบ อันนี้เจอบ่อยมาก คือเวลาคนมีปัญหาบ่นว่าจะจ่ายหนี้ไม่ได้ จะเห็นว่ามีคอมเมนต์หลายคนที่พุ่งไปที่พฤติกรรมปัจเจก ตีความไปทางเลวร้ายมากว่าเขาต้องติดสุรา ขี้เกียจ เป็นคนใช้ไม่ได้ ไม่รับผิดชอบ แล้วก็จะมีการยกเคสมาสำทับว่าเป็นตัวเขาเองหรือคนอื่นมาบอกว่ายังทำได้เลย รายได้ไม่เยอะ สุดท้ายมันก็ไม่ได้ช่วย เพราะสถานการณ์ลูกหนี้มันแตกต่างกัน อาจจะไม่ใช่ความผิดของลูกหนี้จริงๆ ก็ได้
อย่างตอนที่เราทำการศึกษาในไทยช่วงโควิด มันเป็นวิกฤตชัดเจน เศรษฐกิจถูกปิดเมือง ทำให้คือคนที่ไม่เคยมีปัญหาก็มามีปัญหาทันที ปัญหาหนี้ที่เกิดในช่วงโควิดมันโทษใครไม่ได้หรอก มันไม่ได้เกิดจากลูกหนี้ใช่มั้ย มันเลยต้องมีมาตรการช่วยเหลือ อาจจะไม่ถึงขนาดความเข้าใจผิด แต่เหมือนบางทีมันเป็นการด่วนตัดสินมากกว่าเพียงเพราะลูกหนี้บอกว่ามีปัญหาหรือจ่ายไม่ได้ ก็ด่วนตัดสินไปว่าเขามีพฤติกรรมไม่ดี ทั้งที่มันอาจจะมีคำอธิบายอื่นๆ เยอะมาก เช่น เศรษฐกิจไม่ดี เขาพยายามแล้วจริงๆ ในการจัดการเงิน แต่มันไม่ได้จริงๆ เพราะรายได้ไม่พอ
ร็อกเก็ต มีเดีย แล็บ เคยสํารวจวิชาที่เด็กอยากให้มีสอนในโรงเรียนมากที่สุด ซึ่งหนึ่งในนั้นนักเรียนบอกว่าอยากให้มีวิชาการเงินการลงทุน
เห็นด้วยค่ะ
ถ้าเราจะมีการสอนเรื่องนี้ระบบการศึกษาจริงๆ คุณคิดว่าเนื้อหาควรมีหน้าตาอย่างไร
ข้อดีของเวลาเราคุยกันเรื่องทักษะทางการเงินหรือ financial literacy ก็คือมันเป็นวิชาสากล ถ้าคุณศึกษาจากตําราการเงิน คุณจะไปเอาหลักสูตรที่อื่นมาก็ได้ มันสามารถประยุกต์ได้ เพียงแต่มันก็ปรับตัวอย่างให้สอดคล้องกับเด็กไทยเท่านั้นเอง ส่วนตัวกําลังจะบอกว่ามันพลิกแพลงได้ เพราะว่าตัวเนื้อหาหรือแก่นสารสาระสำคัญของวิชาการเงินมันเป็นสากล มันไม่เกี่ยวข้องกับว่าอยู่ที่ประเทศไหน เพียงแต่ว่าตัวอย่างต่างๆ มันต้องใช้เยอะ คุณจะได้เข้าใจ ตัวอย่างก็ต้องเป็นเรื่องที่สอดคล้องหรือตรงกับวิถีชีวิตหลัก หรืออย่างเช่นถ้าจะสอนเด็กก็อาจจะต้องใช้ตัวอย่างที่เขาคุ้นชินในชีวิตประจำวัน เรื่องค่าขนม เรื่องค่ารถเมล์ เพื่อให้เห็นภาพ อันนี้คือข้อดี
เพียงแต่ที่ผ่านมาต้องยอมรับ ส่วนตัวคิดว่าตรงนี้เป็นช่องว่าง เรายังไม่เคยให้ความสำคัญอย่างจริงจัง เพราะบางประเทศเขามีองค์กรระดับชาติที่รับผิดชอบเรื่อง financial literacy หรือว่าทักษะทางการเงินโดยเฉพาะ ต้องถามว่าวันนี้ถ้าเรามองว่ามันเป็นปัญหาหรืออย่างน้อยมีคนไทยจำนวนมากที่เจอปัญหา ไม่รู้จะจัดการยังไง แล้วหลายคนก็พูดว่าเป็นวาระแห่งชาติ แต่สุดท้ายถามว่าแล้วมีองค์กรเจ้าภาพที่จะทำเรื่องความรู้ทางการเงิน เรื่องการจัดการหนี้มั้ย มันก็ยังไม่มี อันนี้ก็ไม่ได้แปลว่าเราต้องมี แค่ยกเป็นตัวอย่างเฉยๆ ว่าสุดท้ายแล้วเราพูดว่าอะไรเป็นวาระแห่งชาติ มันก็ต้องมีแผนระดับชาติ หรือมันต้องมีมาตรการที่สะท้อนว่าเราให้ความสำคัญ
พอดีเคยทำรายงานเรื่องการขยายบริการทางการเงิน นานแล้วเหมือนกัน ทำให้กระทรวงการคลัง เลยได้ไปสำรวจโครงการให้ความรู้ทางการเงินในประเทศไทย ก็เจอว่าจริงๆ ถ้าพูดถึงระดับเด็กในโรงเรียนเลย ประถม มัธยม สิ่งที่ใกล้เคียงที่สุดก็คือมันไม่ใช่เป็นหลักสูตร แต่เป็นโครงการของตลาดหลักทรัพย์ money matter มันชื่อเงินทองของต้องรู้ประมาณนี้ แต่ปัญหาเวลาเป็นหลักสูตรที่ออกมาจากตลาดหลักทรัพย์ ฐานคิดเขาคือเรื่องการลงทุน เพราะหน้าที่หลักตลาดหลักทรัพย์ก็คือเป็นกลไกที่เอื้อและจูงใจนักลงทุนมาลงทุนในตลาดหุ้น ซึ่งมันเลยค่อนข้างห่างจากเบสิกเรื่องของการจัดการเงินมากๆ เพราะถ้าคิดง่ายๆ ว่าคุณจะลงทุนในอะไร คุณต้องมีเงินก่อน มันต้องผ่านเบสิกเรื่องการออมเงินมาก่อน มันถึงจะไปคิดเรื่องการลงทุนได้ เพราะฉะนั้นก็เลยรู้สึกผิดหวัง
ถ้าจะพูดหยาบๆ คือมันไม่ใช่เงินต้องรู้แล้วนะ มันไม่ได้เป็นหลักสูตรภาคบังคับ แต่ก็ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งในการไปใส่ในโรงเรียนต่างๆ แต่ถ้าเปรียบเทียบกันมันไม่ใช่หลักสูตรพื้นฐาน ไม่ใช่ 101 แต่เป็น 201 หลักสูตรขั้นระดับกลาง จะให้เด็กมาเรียนระดับกลางเลยโดยไม่มีพื้นฐานมาก่อนก็ไม่ได้ แค่ถามว่าทำไมต้องจัดการเงิน คนก็อาจจะยังตอบไม่ได้ เงินมันเป็นเรื่องนามธรรม แต่เวลาเราคิดกับมันจริงๆ มันไม่ได้เข้าใจง่ายขนาดนั้น เราก็ต้องมาสอนตั้งแต่เบสิก เรียนรู้การจัดการเงินว่าเงิน 1 บาท ไม่ได้มีมูลค่าเท่าเดิม เพราะมันมีเงินเฟ้อ เราเลยต้องคิดเรื่องการวางแผน ทำยังไงให้เงินงอกเงย เท่าทันเงินเฟ้อ แล้วเราจะต้องหาเงินไปตลอดชีวิตมั้ย ก็ไม่ เพราะเราต้องแก่ แล้วจะเอาเงินมาจากไหน ถ้าเราต้องใช้เงินฉุกเฉิน เราก็เลยต้องออมเงิน เผื่อมีเหตุไม่คาดคิดขึ้นมา เผื่อใครเกิดอุบัติเหตุร้อนเงินขึ้นมา ถ้าไม่ออมก็ต้องไปกู้อะไร คือมันต้องเริ่มจากพื้นฐานความจำเป็นก่อน ทำไมต้องเริ่มที่การจัดการเงิน financial planning แล้วค่อยไปทีละขั้นไปเรื่องยากขึ้นเรื่อยๆ เงินออมควรจะจัดสรรกี่ส่วน คือมันมีเรื่องเยอะแยะเลยก่อนจะไปถึงเรื่องความสำคัญของการลงทุน
ทําไมรัฐถึงไม่สนใจเรื่องนี้ คิดว่ามันเป็นอิทธิพลของศาสนาในสังคมไทยด้วยหรือเปล่า
อันนี้ก็ไม่รู้ ตอบไม่ได้เหมือนกัน แต่ส่วนตัวถ้าตอบแบบราชการเลยก็คือว่ามันไม่มีหน่วยงานที่รับผิดชอบ ถ้าเราไปดูสารบบเอาแค่คนที่มีหน้าที่ก่อนว่าใครมีหน้าที่เสริมสร้างทักษะทางการเงินให้กับคนไทย ทั้งรัฐและเอกชน ไม่มีไง มันไม่มีเจ้าภาพ มันเลยเป็นอะไรที่ดูย้อนแย้งมาก ในทางหนึ่งเราก็พูดกันมาตลอดว่าเป็นเรื่องใหญ่ เป็นวาระแห่งชาติ ลองยกตัวอย่างอย่างฝุ่น PM 2.5 มันก็มาทุกปี แต่วันนี้เราไปหาคําว่าแผนแม่บทการจัดการฝุ่น PM มันมีไง อย่างน้อยมันมีสิ่งที่เรียกว่าแผนอยู่ เพียงแต่มันก็ทําได้บ้าง ไม่ได้บ้าน แต่ถ้าเราดูเรื่องทักษะทางการเงิน มันมีแผนแม่บทยกระดับทักษะทางการเงินไหมล่ะ มันไม่มีไง ก็เลยรู้สึกว่าเป็นอะไรที่ก็น่าสนใจดี
ในมุมส่วนตัวที่เกี่ยวข้องกับงานที่ทำ อย่างย้อนไปที่พูดว่าตอนทำแนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย Fair Finance Thailand เคยทำกรณีศึกษาไว้ช่วงโควิด ก็สนใจเรื่องภาระหนี้ครัวเรือนเพราะรู้ว่ามันต้องเลวร้ายลงแน่นอน แล้วก็สนใจว่ามาตรการต่างๆ ที่แบงก์ชาติ กับแบงก์พาณิชย์พยายามออกมา มันช่วยแค่ไหน แล้วต้องทำอะไรอีกบ้าง ซึ่งผลจากตอนนั้นทำออกมาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอยู่จำนวนหนึ่ง ข้อหลักในนั้นคืออยากให้แก้กฎหมายล้มละลายเพื่อเปิดช่องให้บุคคลรายย่อยสามารถยื่นแผนฟื้นฟูหนี้สิน ถ้าย้อนกลับไป เวลาเราบอกว่าใครจะล้มละลาย มันฟังดูแย่ใช่มั้ย ดูเป็นปัญหาใหญ่มาก ทั้งที่จริงมันเป็นกลไกปกติเลยนะในหลายประเทศ เป็นกลไกที่โอเคคุณต้องผ่านกระบวนการนี้ มาตั้งต้นใหม่ รีเซ็ตทางการเงินใหม่ มันไม่ได้เป็นเหมือนเมืองไทยที่เป็น stigma ว่าเป็นคนเฟลของสังคม
สองคือเรื่องที่เราต้องถูกบังคับเท่านั้น เหมือนกับว่าเจ้าหนี้ฟ้องเราล้มละลาย แต่เราไม่สามารถไปยื่นเองได้ว่าเราจะสมัครใจจะผ่านเข้ากระบวนการนี้ แล้วในส่วนที่เราเสนอก็คือว่าในเมื่อนิติบุคคลไทยช่วงต้มยํากุ้งมีการเปิดช่องแก้กฎหมายล้มละลาย แล้วใส่กระบวนการที่เรียกว่าฟื้นฟูกิจการเข้ามา ก็เหมือน chapter 11 อเมริกาที่เปิดช่อง เพราะอะไร เพราะตอนนั้นก็มีบริษัทใหญ่ๆ ที่มีปัญหาหนี้สินเยอะเลยต้องใช้ช่องนี้เพื่อฟื้นฟูกิจการ มันก็เหมือนการเป็นการมอบโอกาสให้ลูกหนี้ไปทำแผนปรับโครงสร้างหนี้ตัวเองมาเสนอเจ้าหนี้ใช่มั้ย ข้อดีก็คือในระหว่างที่ลูกหนี้ทำแผนอยู่ มันจะเกิดกลไกทางกฎหมายก็คือการระงับห้ามบังคับหนี้ พูดง่ายๆ ให้ลูกหนี้มีโอกาสหายใจ ไม่งั้นถ้าลูกหนี้ทำแผนไป โดนทวงหนี้ไป มันก็ทําไม่ได้ แต่กลไกนี้ตอนที่เราแก้กฎหมายช่วงต้มยํากุ้งใช้เฉพาะบริษัท มันไม่เปิดไว้ให้บุคคลธรรมดา ทั้งที่บุคคลธรรมดาก็เป็นลูกหนี้ที่โดนฟ้องล้มละลายได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นเราก็เลยเสนอง่ายๆ ว่าวิกฤตโควิด ประชาชนมีปัญหาเยอะ เพราะฉะนั้นก็เปิดช่องเดียวกันนี้ให้ประชาชน
ถ้าจะมองแบบโพรแอคทีฟว่าไหนๆ จะแก้กฎหมายเปิดช่อง แล้วถ้าจะให้ทำได้หลายวัตถุประสงค์ เราคิดว่าก็ต้องการเรื่องทักษะทางการเงินที่เป็นระบบด้วย เพราะในบางประเทศที่ใช้กลไกแบบนี้จะมีข้อบังคับเลยว่าก่อนที่คุณจะออกจากแผนฟื้นฟูหนี้สิน คุณต้องไปอบรมหรือคุยกับโค้ช คุยกับพวกที่เรียกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องหนี้ บางรัฐบางเมืองเขาก็กำหนดเลยว่าต้องอย่างน้อยกี่ชั่วโมง คือคุณต้องไปรับการอบรมที่เข้มข้นจริงๆ แล้วก็ไปเรียนรู้ ถูกบังคับให้ไปเป็นนักเรียนเรื่องการจัดการหนี้ อันนี้เป็นตัวอย่าง มันก็ใช้ได้ เผลอๆ เราก็อาจจะได้สร้างวงการให้ความรู้ทางการเงินที่เป็นระบบขึ้นมาจากตอนนี้ที่มันกระจัดกระจาย มีแต่คนมีเงินเข้าไปเรียนได้ แล้วลูกหนี้ที่เขามีปัญหาจะทำอย่างไร
เราสามารถใส่ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเข้าไปในวิชาทักษะทางการเงินได้?
ส่วนตัวไม่ขัดข้องนะคะ ตัวหลักการหรือวิชาการเงินมันชัดเจนในตัวเองอยู่แล้ว เพียงแต่ถ้าจะมีวิชาอื่นก็แล้วกันไม่ว่าจะเป็นปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงหรือหลักธรรมะหรืออะไรก็แล้วแต่ที่ไม่ใช่การเงินตรงๆ ตราบใดที่มันไม่ขัดแย้งกับหลักการของวิชาการเงินก็ไม่เป็นไร ส่วนตัวคิดว่าอาจจะเป็นไปได้ก็ได้คือเราก็ให้อิสระกับผู้คิดหลักสูตรใช่มั้ย เขาอาจจะรู้สึกว่าในเมื่อการจัดการทางการเงิน ส่วนหนึ่งคือการตระหนักรู้เรื่องคุณค่าของเงินใช่มั้ย การทำให้คนเห็นความสำคัญของการทำบัญชีการเงิน ทำให้คนรู้จักความสำคัญเผื่อเหลือเผื่อขาด ซึ่งก็เป็นไปได้ที่บางคนอาจจะมองว่ามันมีบางแง่มุมของปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่เอื้อต่อการทำแบบนี้ ก็อาจจะเอาเป็นตัวอย่างได้
ส่วนตัวรู้สึกว่าจะใช้อะไรก็ได้แหละ เพราะว่าจริงๆ มันมีหลักการของมันอยู่แล้วในทางสากล เพียงแต่ตัวอย่างที่จะใช้ในการจูงใจคนให้ไปเปลี่ยนพฤติกรรม มันก็คงต้องเป็นการประยุกต์ใช้ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมใช่ไหม หรือถ้าพูดให้เอ็กซ์ตรีมไปอีกก็คือคุณจะใช้ตัวอย่างที่เป็นเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ในมุมนึงก็คือคนที่เขาศรัทธาปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอยู่แล้ว เขาก็อาจจะคลิกไปทำได้เลยถ้ามันตรงกับเรื่องเนื้อหาทางการเงินใช่ไหมคะ แต่ถ้าเกิดคนฟังเขาไม่โอเคกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงก็อาจจะกลายเป็นการต่อต้านก็ได้ ส่วนตัวรู้สึกว่ามันแค่ต้องเอาวิชาการจัดการนี่เป็นฐาน

สังเกตว่าหนังสือเรียนไทยชอบ romanticize ความยากจน ความยากลําบาก มีอยู่ช่วงหนึ่งที่หนังสือเรียนบอกว่ามีเงินเท่าไหร่ทำบุญหมดเลยหรือกินข้าวกับไข่ต้ม
ใช่ อันนี้คิดว่าเรามีแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้น คือถ้ามีเท่าไหร่บริจาคหมดเลยก็ไม่ใช่การจัดการเงินที่ดี อันนี้ก็ผิดหลักการอยู่แล้ว อย่างที่บอกว่าเราสามารถดูแล บริหาร วางแผนทางการเงินให้ตอบสนองความต้องการเราได้ด้วย อันนี้ก็ฟังดูผิดหลักการทางเงินที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่ถามว่าในการออกแบบเนื้อหาตําราการสอนทักษะทางการเงินมันจำเป็นต้องเป็นอย่างนั้นมั้ย ก็ไม่จำเป็นไง ถูกมั้ยคะ มันก็อยู่ที่ว่าคุณจะใช้อุบายอะไร หรือจะยกตัวอย่างแบบไหนมา
เวลาเราเห็นการให้ความรู้ทางการเงินจากโค้ชทางการเงิน จากหนังสือ จากอะไรต่างๆ มันเหมือนกับว่าเรื่องการเงินเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลล้วนๆ เราจะรวยขึ้นมาได้เราต้องทำอย่างนี้ๆ แต่มันละเลยเรื่องโครงสร้างต่างๆ ที่ทำให้คนจน
คิดว่ามันไม่จำเป็นต้องเป็นแบบนั้นนะ คนที่ให้ความรู้ต้องคิดก่อนว่ากลุ่มเป้าหมายเราคือใคร มันเป็นเรื่องที่ท้าทายเหมือนกัน เช่น เราสอนเด็กประถม หรือข้าราชการวัยเกษียณ หรือคู่สมรสที่เพิ่งแต่งงานกัน มีลูกคนแรก เพราะเขามีสิ่งที่เขาให้ความสำคัญในชีวิตต่างกัน อย่างเป้าหมายของพ่อแม่ที่เพิ่งมีลูกเป้าหมายเขาก็ไม่ใช่ปัจเจก แต่เขาก็สนใจว่าเขาจะก่อร่างสร้างตัว จัดการเงินครอบครัวอย่างไรเพื่อมีแรงเลี้ยงดูลูกจนจบมหาลัย ฉะนั้นเนื้อหาการสอนก็ไม่ได้มีแค่การเงินส่วนบุคคลแล้ว จะเป็นเรื่องของสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ให้กับคู่สมรสหรือว่าสวัสดิการเลี้ยงดูบุตรอะไรต่างๆ ถ้าคุณมีความรู้ในเรื่ององคาพยพ หรือสวัสดิการ หรือสิทธิประโยชน์จากภาครัฐที่มาช่วยสร้างความมั่นคงทางการเงินของพ่อแม่มือใหม่ มันก็เป็นประโยชน์ที่จะใส่เข้ามาในหลักสูตรการให้ความรู้ทางการเงิน และส่วนตัวรู้สึกว่ามันไม่ได้จำเป็นต้องไม่แตะโครงสร้าง หรือมาตรการ หรือนโยบายรัฐ แม้ว่าเราจะเริ่มต้นที่ปัจเจกก็ตาม
อีกประเด็นหนึ่งในฐานะที่เราเป็น Fair Finance Thailand เรารณรงค์มาตลอดคือ สิทธิของผู้บริโภคทางการเงิน เราต้องไม่ลืมว่าเรามีสิทธิ์ เราติดหนี้แบงก์ เรามีปัญหาเยอะจัดการไม่ได้ เราก็ยังมีสิทธิ์อยู่ ไม่ได้หายไปไหน มีสิทธิที่จะได้รับข้อมูลที่ถูกต้อง คิดว่าเรื่องการเสริมสร้างความตระหนักในเรื่องสิทธิของผู้บริโภคทางการเงินก็เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกัน เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้ก็ใส่เข้าไปในหลักสูตรการให้ความรู้ทางการเงินก็จะยิ่งดี
แปลว่ามันมีเรื่องทักษะทางการเงินที่ไม่ได้ละเลยปัญหาเชิงโครงสร้าง ความเหลื่อมล้ำ สวัสดิการ มันมีอยู่เพียงแต่ว่าเราต้อง…
ถ้าเรามองปลายทางการให้ความรู้พวกนี้ ทำยังไงให้คนมีทักษะทางการเงิน ถ้าเราคิดว่าปลายทางมันเป็นเรื่อง financial well-being ความอยู่ดีมีสุขทางการเงิน มันเป็นเรื่องใหญ่กว่าแค่การกระทำของปัจเจก สมมติมีสวัสดิการพื้นฐานที่ควรมี แต่ยังไม่มี เราก็ควรจะพูดถึงรวมๆ ควรช่วยกันรณรงค์ว่าควรมีได้แล้ว หรือทำไมเราควรมีระบบประกันสังคมที่ดี ประกันสังคมจะล้มหรือไม่ล้ม คนทำงานก็ควรใส่ใจเรื่องนี้ มันเป็นปัจจัยแวดล้อมที่มีผลต่อความอยู่ดีมีสุขทางการเงิน เราคิดว่าทุกคนก็มีบทบาทเป็นทั้งผู้บริโภคทางการเงินด้วยใช่มั้ย แล้วก็เป็นพลเมืองด้วย เพราะฉะนั้นในหมวกพลเมืองเราก็ควรจะเชื่อในเรื่องการแสดงออกเพื่อที่จะเรียกร้องสิ่งที่มันมีส่วนใน financial well-being ของเรา
ตอนนี้หนี้ครัวเรือนไทยสูงถึงประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ และระบุว่าหนี้ครัวเรือนที่สูงมากส่วนใหญ่เป็นหนี้เพื่อการบริโภค ซึ่งพอได้ยินแบบนี้ก็จะเข้าใจว่าเป็นหนี้ที่เกิดจากความฟุ่มเฟือย
นี่ก็เป็นประเด็นหนึ่งที่เข้าใจผิด มองแบบลูกตุ้ม พอคนได้ยินคำนี้ หนี้ครัวเรือนกว่า 90 เปอร์เซ็นต์เป็นหนี้เพื่อการบริโภค คนที่คิดเข้าข้างตัวเอง เขาก็บอกว่าใช่ดิ มันถูกแล้ว เพราะเศรษฐกิจไม่ดี รายได้ไม่พอรายจ่าย ไม่ผิดปกติอะไร รัฐต้องช่วยเหลือเยอะๆ ต้องลดดอกเบี้ย ถ้ามองอีกฝั่งหนึ่งก็จะมองว่าพวกนี้เอาแต่ใจตนเอง หนี้การบริโภคมันก็ฟุ่มเฟือย ไม่ยอมรัดเข็มขัด คือตัวเลขตัวเดียวมันมองแบบเอ็กซ์ตรีมได้
แต่ส่วนตัวที่ผ่านมาก็ต้องมองแบบกลางๆ คือต้องยอมรับว่าลูกหนี้มีหลายประเภท มีคนที่ไม่สนใจอนาคตเลย กู้เต็มเพดานแล้วค่อยมาว่ากันทีหลัง กู้มาใช้ในสิ่งที่ฟุ่มเฟือย กับอีกพวกที่กู้เพราะจำเป็นจริงๆ เศรษฐกิจมันแย่ รายได้เขาไม่พอจริงๆ แล้วก็มีคนที่อยู่ระหว่างสองกลุ่มนี้ คืออยากจะเสริมว่ามันมีคนที่กู้มาเพื่อการบริโภคนั่นแหละ แต่เขาก็กู้มาเพื่อทำธุรกิจ เขาอาจจะเข้าไม่ถึงสินเชื่อธุรกิจ อันนี้ก็เป็นโจทย์เรา คือ SMEs ไทยไม่ว่ารายเล็ก รายใหญ่จะมีปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ ถ้าเราเข้าไม่สินเชื่อธุรกิจ เราก็กู้สินเชื่อบุคคล ตัวเลขมันก็ขึ้นมาในส่วนนี้ แต่จริงๆ เราไม่ได้เอาไปบริโภคนะ ประเด็นคือตัวเลขตัวเดียวมันไม่ได้บอกอะไรมากมายขนาดนั้น เพราะลูกหนี้มีหลากหลาย การแก้หนี้เลยไม่สามารถใช้วิธีแบบสำเร็จรูปที่ว่าเอาแบบนี้แล้วแก้ได้ทุกคน ถ้ามองฝั่งเจ้าหนี้เขาก็กลัว moral hazard เหมือนกัน ลูกหนี้ที่ไม่มีปัญหาอะไรเลยก็ได้ประโยชน์ไปด้วย ต่อไปเขาก็ไม่มาจ่ายอีก ธนาคารก็กลัวส่วนนี้
สุดท้ายก็ต้องแก้เป็นระบบ แต่ไม่ใช่สำเร็จรูป เราเลยเปิดช่องฟื้นฟูหนี้สิน เพิ่มอำนาจต่อรองหนี้ เป็นระบบตรงที่ว่าถ้าลูกหนี้จะใช้ช่องนี้ มันอยู่ในกฎหมายล้มละลาย ลูกหนี้ต้องเข้าใจว่ามันเหมือนหน้าต่างบานสุดท้ายแล้วนะ ถ้ายังไม่รอดอีกก็ต้องไปล้มละลาย ลูกหนี้ก็ต้องบอกให้หมดว่ามีหนี้กับใครบ้าง ปัญหาหนึ่งที่ผ่านมา การปรับโครงสร้างหนี้รายย่อยคือลูกหนี้บอกไม่หมดหรือเขาเข้าโครงการแก้ได้แค่รายเดียว ถ้าคุณเป็นหนี้เยอะ มันไม่ได้มีหนี้แค่ก้อนเดียว มีเจ้าหนี้ 10 เจ้า แต่คุณเข้าโครงการปรับแค่เจ้าเดียว มันก็ยังเหลืออีก 9 เจ้าไง ฉะนั้นแบงก์ชาติเลยพยายามทำโครงการรวมหนี้หรือเอกชนก็พยายามทำ แต่มันก็ไม่ร้อยเปอร์เซ็นต์อยู่ดี แต่ถ้ากลไกทางกฎหมายมันบังคับว่าถ้าคุณจะมาช่องนี้ จะมาใช้ประโยชน์จากการระงับการทวงหนี้ชั่วคราวระหว่างทำแผน ระงับการเพิ่มภาระหนี้ คุณก็ต้องให้ข้อมูลถูกต้องและครบถ้วนว่าเป็นหนี้ที่ไหนกับใคร ส่วนตัวเชื่อว่าถ้าคิดโครงการที่จะแก้แต่ศูนย์กลาง แล้วไม่ดูลูกหนี้ก็แก้ไม่ได้อยู่ดี
ตอนนี้เรามีองค์ความรู้การเงินเต็มยูทูป หนังสือ โค้ช เพจ ถ้าเราจะเพิ่มทักษะทางการเงินของเรา เบื้องต้นที่สุดเราควรเริ่มจากจุดไหน
พูดในฐานะที่จบการเงิน แต่ไม่ได้เป็นกูรูด้านนี้เนอะ แนะนำ 3 ข้อ เป็นผลตั้งต้นเลยก็ได้ ถ้ายังไม่เคยทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย ก็ให้ไปทำเพราะว่าเป็นจุดตั้งต้น ก่อนที่เราจะไปรับรู้อะไรที่โค้ชสอน เราต้องรู้จักตัวเองก่อน สิ่งที่ดีที่สุดเลยคือการทำบัญชี เดี๋ยวนี้มันมีแอปพลิเคชันฟรี ช่วยเราลงบัญชีทางการเงิน ฝึกทำสัก 2-3 เดือน เพื่อให้รู้นิสัยตัวเอง เราก็อาจจะค้นพบอะไรขึ้นมาก็ได้ มีค่าใช้จ่ายในสัดส่วนนี้เยอะจัง เราไม่เคยคิดมาก่อนก็เป็นได้ เราต้องเรียนรู้ รู้จักพฤติกรรมการเงินตัวเอง เราต้องบันทึก ทำอย่างมีวินัย ตอนทำเราก็จะมีข้อสังเกตบางอย่างในทั้งรายจ่าย รายรับ เช่น เรามีส่วนต่างรายรับ-จ่ายเท่าไหร่ เราออมในไหน รายจ่ายเราหมดไปกับอะไรบ้าง หมดไปกับดอกเบี้ยหรือการชำระหนี้ ทำไมต้องรู้จักตัวเองก่อน พอเราไปฟังใครก็แล้วแต่ เราก็จะไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาแนะนำตรงกับเรามั้ย วิชาการเงินมันเป็นวิชาที่มีตรรกะมาก ทุกอย่างมันมีที่มาที่ไป แต่ความยากคือสถานการณ์ของแต่ละคนที่ต่างกัน อย่างความเสี่ยงแต่ละคนก็รับความเสี่ยงได้ไม่เท่ากัน ส่วนหนึ่งเป็นลักษณะนิสัย อีกส่วนเป็นสถานการณ์ในชีวิต ถ้าคนแก่ก็รับความเสี่ยงได้น้อยกว่าคนหนุ่มสาว ก็ทำให้เรามีเกราะป้องกันเวลาไปฟังใครบรรยายจะได้รู้ว่าใช้กับเราได้มั้ย
อันที่สองคือ พอเราเริ่มรู้จักตัวเองแล้ว ก็ลองไปฟัง ลองไปอ่าน วันนี้ก็โชคดีว่ามันมีองค์ความรู้ฟรีเยอะมาก เวลาใครพูดอะไรมาเราก็คิดตามว่ามันใช้ได้กับเราแค่ไหนหรือใช้ได้กับคนที่มีกำลังเยอะกว่าเรา ฟังไปเถอะไม่เป็นไร ฟังแล้วคิดตาม สุดท้ายมันจะเวิร์กหรือไม่ ใช้กับเราได้มั้ย ฉะนั้นส่วนตัวคือกูรูทางการเงินที่ดีคือเขาให้ความสำคัญกับคนฟัง รับผิดชอบว่าสิ่งที่เขาพูดมันเหมาะกับใคร ลักษณะแบบไหน พื้นเพ อายุ ครอบครัว ก็จะเป็นคนที่น่ารับฟังเพราะทำให้ชีวิตเราง่าย
เรื่องที่สาม ถ้าย้อนไปเมื่อกี้ที่คุย เวลาเราเป็นลูกหนี้ก็อยากให้คิดว่าเราผู้บริโภคคนหนึ่ง ธนาคารมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะสื่อสารให้เราเข้าใจเงื่อนไขการบริการทั้งหมดของเขา การถามมันไม่ได้เสียหายอะไร แล้วก็อย่าไปเชื่อชุดข้อมูลหรือข่าวผิดๆ ว่าเราถามเยอะ จะลดโอกาสการได้สินเชื่อ มันไม่จริง เราอยากรู้อะไรก็ถาม อยากให้มองหาทางเลือกตลอดเวลา อย่างเรามีสินเชื่อบ้าน สินเชื่อระยะยาวก็มองหาโอกาสรีไฟแนนซ์ตลอดเวลา เพราะจะมีโอกาสได้เงื่อนไขดีกว่าก็ได้ ผู้ให้บริการเขาก็แข่งกัน อย่าใช้บริการอะไรแบบปิดกั้น ก็มองหาทางเลือกไปเรื่อยๆ ให้มองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ เราไม่จำเป็นต้องผูกปิ่นโต การเปลี่ยนผู้ให้บริการทางการเงินเป็นเรื่องปกติ เราควรจะเปรียบเทียบเยอะๆ

