ทำไมคนเราจึงฆ่าตัวตาย?
ถ้าอัลแบรต์ กามูส์ (Albert Camus) นักเขียนรางวัลโนเบลชาวฝรั่งเศสยังมีชีวิตอยู่ แล้วเราป้อนคำถามนี้แก่เขาในโลกยุคสมัยนี้ ไม่แน่ว่าเราจะได้งานเขียนขึ้นหิ้งอีกเล่มหรือมากกว่านั้น เพราะการสร้างความหมายให้แก่การมีชีวิตอยู่มีปัจจัยแทรกซ้อนมากกว่าเมื่อครึ่งศตวรรษก่อนมากเหลือเกิน
ต่อให้ผู้ที่พยายามฆ่าตัวตายมีคลังศัพท์มหาศาลและเรียบเรียงความคิดได้ดีเพียงใด การทำความเข้าใจพวกเธอและเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดาย
ในทางกลับกัน ผู้ที่ต้องการตายก็คงรู้สึกอึดอัดคับข้องใจอย่างยิ่งที่ไม่มีใครเข้าใจว่า ทำไมการตายจึงเป็นคำตอบที่เขาต้องการเลือก
และหัวใจหลักของ ‘บริษัท จัดหาความตาย ไม่จำกัด’ ก็อยู่ตรงจุดนี้
คนที่ต้องการตาย แต่กลัวเจ็บ ไม่กล้า ไม่รู้วิธี หรือยังมีสิ่งตกค้างภายในใจ คงรู้สึกขอบคุณถ้ามีใครสักคนรับฟัง เข้าใจความต้องการ ช่วยหาวิธี และชำระสะสางอุปสรรคเหล่านั้นออกไป เท็น ฟุรุตะ ผู้เขียน สรรค์สร้างบริษัทแห่งนี้ให้มีชื่อว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัดซันซุ-Suicide Support Service
คำว่า ‘ซันซุ’ มาจากตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่นเกี่ยวกับแม่น้ำซันซุ (三途) แม่น้ำที่เป็นเส้นแบ่งระหว่างโลกคนเป็นกับโลกคนตาย เมื่อแปลอักษรคันจิทั้งสองตัวนี้จะมีความหมายว่า สามหนทาง สื่อถึง 3 วิธีที่คนตายใช้ข้ามแม่น้ำ ประกอบด้วยสะพาน ทางตื้น และเส้นทางที่มีน้ำเชี่ยวลึก ซึ่งความยากง่ายในการข้ามบ่งบอกถึงความหนักเบาของกรรมที่ผู้ตายเคยก่อไว้เมื่อครั้งยังมีลมหายใจ
ทุกครั้งที่ใครสักคนต้องการตาย จะมีหญิงชราสวยสง่าแต่ลึกลับปรากฏตัว หยิบยื่นนามบัตรสีขาวที่มีเฉพาะคิวอาร์โค้ดให้ก่อนเธอจะหายตัวไป เมื่อคุณสแกน หน้าเว็บไซต์จะเปิดขึ้น คุณก็แค่กรอกข้อมูล ไม่นาน เจ้าหน้าที่สองคนของซันซุ-ซูงะและคาโต จะมาเคาะประตูบ้านคุณ ซักถามและช่วยวางแผนพาคุณข้ามแม่น้ำซันซุ
“การมีชีวิตอยู่ต่อไปได้เป็นความคิดที่โลกสวยเกินไป ถึงจะน่าเศร้า แต่สำหรับบางคนแล้วความตายเป็นเพียงหนทางเดียวในการช่วยเหลือ งานของพวกเราก็เพื่อคนเหล่านั้น” (หน้า 74)
นวนิยายที่มีแกนหลักพูดถึงการฆ่าตัวตายมักแฝงนัยการไม่สนับสนุนการฆ่าตัวตายเอาไว้ ‘บริษัท จัดหาความตาย ไม่จำกัด’ ก็ไม่ใช่ข้อยกเว้น เพียงแต่ผู้เขียนก็ไม่ได้ปฏิเสธทางเลือกนี้หากใครตัดสินใจเลือก หากใครสักคนใคร่ครวญแล้วว่ามันเป็นสิ่งที่เขาต้องการจริงๆ
‘บริษัท จัดหาความตาย ไม่จำกัด’ ไม่ได้บอกเล่าวิธีการฆ่าตัวตายแบบพิสดารเลือดอาบ แทบจะไม่พูดถึงด้วยซ้ำ แต่ผู้เขียนมุ่งไปยังคำถามที่ว่า ทำไมคนเราจึงฆ่าตัวตาย? อะไรผลักดันให้คนคนหนึ่งต้องเลือกหนทางนี้เพื่อพาตัวเองออกจากซากชีวิต
เท็น ฟุรุตะเล่าเรื่องด้วยการแทรกกลิ่นอายนวนิยายสืบสวน การหักมุม และคลี่คลายเงื่อนปมในจิตใจของทั้งผู้ใช้บริการและผู้ให้บริการให้ผู้อ่านค่อยๆ รับรู้ทีละนิดๆ ทำให้อ่านแล้วหยุดยาก ระหว่างทางคำถามต่อการฆ่าตัวตายและการมีชีวิตจะพาเราไปสำรวจคำตอบของมัน
หนังสือเล่มนี้แบ่งเป็น 5 ตอน 5 เรื่องราว 5 คน ผู้จัดการร้านสะดวกซื้อผู้ตกเป็นจำเลยสังคม, หญิงกำพร้าผู้ตกหลุมรักนักโทษชาย, เศรษฐีนักสะสมผีเสื้อผู้กำลังหาคนรับช่วงคอลเลกชันผีเสื้อของเขา, เจ้าของร้านอาหารผู้มีหนี้ท่วมตัว และคุณครูสาวผู้ถูกกดขี่ข่มเหงมาทั้งชีวิต ทั้ง 5 มีแรงจูงใจแตกต่างกันไปซึ่งเกิดขึ้นจากบริบทที่ตนเผชิญในปัจจุบัน อุดมการณ์ อดีต สภาพเศรษฐกิจ และการถูกทำให้ไร้อำนาจ
คงไม่ถือเป็นการเปิดเผยเนื้อหา ถ้าจะบอกว่าบางคนก็ฆ่าตัวตายสำเร็จ บางคนก็ไม่ ซึ่งเท็น ฟุรุดะทำได้ดีในทั้งสองทาง กล่าวคือในรายที่สำเร็จ เขาทำให้ผู้อ่านคล้อยตามได้ว่า ใช่ ความตายคือหนทางที่เหมาะสมที่สุด และคล้อยตามในรายที่ไม่สำเร็จว่าความตายยังไม่ใช่ทางที่ควรเลือกจริงๆ
ในบางกรณี การเลือกความตายหรือไม่เลือกก็ไม่ใช่ความเห็นแก่ตัว ไม่ใช่ทำไปเพื่อตัวเองอย่างเดียว มันเป็นการเลือกตายหรือเลือกมีชีวิตอยู่ต่อเพื่อผู้อื่นด้วย แม้แต่มนุษย์ที่ชั่วร้าย เมื่อความตายมาเยือนก็ยิ้มให้กับมันด้วยความรู้สึกได้รับการปลดปล่อย
หรือบางคนก็ “…มีชีวิตอยู่เพื่อไล่ตามผีเสื้อในจินตนาการ” (หน้า 195)
หรือบางคนแค่ “อยากให้มีใครสักคนถามเธอว่า “เป็นอะไรหรือเปล่า?”” (หน้า 261) หรือไม่ก็ขอให้ได้เป็นฝ่ายถามผู้อื่น

นอกจากนี้ ผู้เขียนยังชี้ให้เห็นว่าการฆ่าตัวตายไม่ได้เกิดขึ้นจากความว่างเปล่าในอากาศ มันมีที่มาที่ไป เอมีล เดอร์ไคม์ (Émile Durkheim) นักสังคมวิทยาชาวฝรั่งเศส ผู้ได้ชื่อว่าเป็นบิดาแห่งสังคมวิทยาสมัยใหม่ เคยเสนอความคิดไว้ว่า การตัดสินใจทำร้ายตนเองนั้นสัมพันธ์กับโครงสร้างสังคม ระดับการผูกพัน และบรรทัดฐานมากกว่าเป็นเรื่องปัจเจกล้วนๆ มันเป็นจุดตัดระหว่างปัจเจกกับสังคม มันยากที่เราจะชี้คนที่ฆ่าตัวตายว่าเลวทรามหรือเห็นแก่ตัว และแน่นอนว่ายิ่งไม่สามารถใช้ศีลธรรมทางศาสนามาพิพากษาได้
องค์การอนามัยโลก (WHO) เผยแพร่ข้อมูลว่า ในแต่ละปีทั่วโลกมีคนเสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายมากกว่า 720,000 ราย ในประเทศไทยเอง ปี 2567 มีผู้เสียชีวิตจากการฆ่าตัวตายประมาณ 5,217 รายหรือประมาณ 8.0–8.2 รายต่อประชากร 100,000 คน ประมาณว่าทุกวันจะมีคนฆ่าตัวตาย 15 คนหรือประมาณหนึ่งคนทุก 2 ชั่วโมง
นับเป็นตัวเลขที่น่าตกใจทีเดียว สมมติ…คุณเชื่อว่าไม่ควรมีใครต้องตายจากการปลิดชีพตัวเอง คำถามก็อยู่ที่ว่าคุณจะสร้างสังคมแบบไหนให้คนอยากมีชีวิตอยู่ คุณจะสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวอย่างไรให้คนเหล่านั้นรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า มีความหมาย และมีตัวตน
ลองพิจารณาดีๆ การมีอยู่ของห้างหุ้นส่วนจำกัดซันซุ-Suicide Support Service บางครั้งก็ทำให้เกิดผลตรงกันข้าม สิ่งแรกที่คาโตและซูงะทำเมื่อไปพบลูกค้าคือการซักถามรายละเอียดต่างๆ ในชีวิต แหล่งกำเนิดของแรงจูงใจ และสิ่งค้างคาที่ต้องการสะสาง มันทำให้เกิดสถานการณ์ที่อาจเรียกได้ว่า ‘การรับฟังอย่างตั้งใจ’ ไปโดยปริยาย
ความทุกข์ในใจถูกแบ่งระบาย คนพูดที่เคยว่างเปล่ากลับมามีตัวตน และค้นพบได้เองว่าบางทีความตายอาจไม่ใช่คำตอบ
‘Man’s Search for Meaning’ หนังสืออันถือเป็นแรงบันดาลใจของโลกเล่มหนึ่ง เขียนโดย วิกเตอร์ อี. แฟรงเคิล (Viktor E. Frankl) นักจิตบำบัดและนักประสาทวิทยาชาวออสเตรีย หนึ่งในผู้รอดชีวิตจากค่ายกักกันของนาซี เขาพัฒนาทฤษฎีที่เรียกว่า Logotherapy ขึ้นมา มันมุ่งเน้นการแสวงหาความหมายของชีวิต (Meaning in Life) เพราะสิ่งนี้คือแรงผลักดันให้คนยินดีที่จะมีชีวิต
วิกเตอร์ อี. แฟรงเคิล เคยกล่าวไว้ทำนองว่า มนุษย์ทนทุกข์ได้เมื่อมองเห็นความหมายบางอย่างที่รออยู่ข้างหน้า
ในทางกลับกัน ถ้าเบื้องหน้าของคุณมองไม่เห็นอะไรเลย ไม่มีสิ่งใดรออยู่ การมีชีวิตย่อมยากกว่าการไม่มีชีวิต
ทว่า สิ่งนี้ก็หาใช่สูตรสำเร็จ อย่างที่บอก เท็น ฟุรุดะทำให้เห็นว่าบางความตายเกิดขึ้นเพราะมีความหมายรออยู่เบื้องหน้า (ไม่สิ…เรียกว่าเบื้องหลังจะเหมาะกว่าหรือเปล่า?) เมื่อคนคนหนึ่งมีเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการตายเพื่ออะไร ผมไม่กล้าพูดว่านั่นเป็นการกระทำที่ไร้ความหมายหรอก
อาจบางที “การหาแรงจูงใจสำหรับการฆ่าตัวตายเป็นสิ่งที่ไม่มีความหมาย” (หน้า 142)
ท้ายที่สุด ทั้งหมดนี้อาจเป็นเรื่องของการเลือกว่าเราต้องการอะไรจากชีวิตและความตายของตัวเราเอง บางจังหวะ ชะตากรรมก็โยนคำถามยากๆ มาให้ แล้วเราจำเป็นต้องเลือกคำตอบที่เราคิดว่าใช่ที่สุด ซึ่งใช่ที่สุดของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
ฟังดูชวนหดหู่อยู่เหมือนกัน
ผมมีประโยคท้ายๆ ของหนังสือที่เพียงพอจะกระชากเรากลับมาจากความหดหู่ได้
“ความเป็นไปได้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะตอนที่เรามีชีวิตอยู่เท่านั้น” (หน้า 314)

