คนที่มีลูกหรือหลานอาจจะรู้จักสำนักพิมพ์สานอักษรอยู่แล้ว แต่อีกหลายคนอาจจะไม่คุ้นชื่อนี้มากนัก อธิบายอย่างสั้น สานอักษรเป็นสำนักพิมพ์ ‘หนังสือภาพสำหรับเด็ก’ ซึ่งแตกต่างไปจากหนังสือเด็กหรือนิทานเด็ก ถ้าเราได้เปิดดูหนังสือที่นี่ นอกจากภาพลายเส้นน่ารักแล้ว หลายเล่มยังสอดแทรกเนื้อหาน่าสนใจ แต่บางเล่มก็ชวนให้ผู้ใหญ่อย่างเรานึกสงสัยในบางที
แล้วที่มาที่ไปของหนังสือภาพสำหรับเด็กนั้นเป็นยังไง เราจึงมายังท่าข้ามเลี้ยวเข้าซอยที่แสนร่มรื่นเต็มไปด้วยต้นไม้ ก่อนจะเดินเข้าเรือนไม้ที่เป็นโฮมออฟฟิศซึ่งทอดตัวนิ่งอยู่กลางต้นแคนาที่ดอกปลิวไหวตามแรงลม เพื่อมาพบกับ เกื้อ-เกื้อกมล นิยม บรรณาธิการบริหารของสำนักพิมพ์สานอักษรและยังทำงานเป็นทั้งศิลปิน และนักออกแบบที่สนใจในการสร้างหนังสือที่ส่งเสริมการ ‘รู้หนังสือ’ ของเด็กอีกด้วย
“สำนักพิมพ์สานอักษรอยู่ภายใต้มูลนิธิโรงเรียนรุ่งอรุณ แรกเริ่มเป็นหน่วยงานที่ทำสื่อภายในให้กับโรงเรียนมาก่อน แล้วต่อมาก็ขยายเอาแนวคิดของโรงเรียนรุ่งอรุณมาเผยแพร่ให้ภายนอกได้รับรู้มากขึ้น ผ่านการทำหนังสือภาพเพื่อสร้างเรื่องราวที่เปิดพื้นที่ให้ตีความ เราพยายามเลี่ยงคำว่าหนังสือนิทานแต่ใช้เป็นหนังสือภาพแทน เพราะมันรวมทั้งเรื่องแต่ง เรื่องจริงได้หมด และเราก็ยังทำงานออกแบบและพัฒนาร่วมกับหน่วยงานอื่นๆ เพื่อส่งเสริมการรู้หนังสือของเด็ก” เกื้อเล่าให้เราฟังถึงที่มาของสำนักพิมพ์ขนาดเล็กแห่งนี้
บรรณาธิการของสำนักพิมพ์แห่งนี้เผยว่าเธอจบการศึกษาด้านกราฟิกดีไซน์ มีความชื่นชอบด้านศิลปะ ซึ่งได้เชื่อมโยงความชอบนั้นเข้าสู่หนังสือภาพสําหรับเด็ก เนื่องจากมีจำนวนหน้าน้อย แต่มีประเด็นที่อยากเล่าชัดเจน เลยต้องใช้ศาสตร์ของการออกแบบและเล่าเรื่องมาช่วยในการทำงานด้วย
“เวลาที่คนหรือเด็กเห็นภาพก็จะแปลความหมายโดยอัตโนมัติ เราเรียกว่ามันเป็นจุดตั้งต้นของการรู้หนังสือ หรือ literacy บ้านเราอาจจะเข้าใจผิดว่าการรู้หนังสือคือการอ่านตัวหนังสือได้ แต่จริงๆ การอ่านภาพเป็นเรื่องใหญ่มากและมีมาก่อน เพราะเด็กเกิดมาเขาจะเห็นแม่ ได้กลิ่นบ้าน เกิดความรู้สึกกับสิ่งเหล่านี้ แล้วความหมายก็ตามมา ดังนั้นกว่าคำว่า บ้าน จะสร้างความรู้สึกกับเราได้ เราต้องเคยซึมซับบรรยากาศของบ้านมาก่อน ประสบการณ์ก็คือการสร้างความหมายผ่านภาพ”

เกื้อเล่าถึงความสำคัญของภาพก่อนจะเดินไปหยิบหนังสือภาพของสำนักพิมพ์สานอักษร มาเปิดให้ดู หน้าปกเป็นแมวน้อยหนึ่งตัว ชื่อบนเล่มคือ โรนินกับปริศนาแห่งการนอน ซึ่งได้รับรางวัลดีเด่นจาก สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 2 รางวัล ได้แก่ หนังสือสำหรับเด็กเล็กอายุ 3-5 ปี และหนังสือสวยงามสำหรับเด็ก ประจำปี 2568
“เวลาที่เด็กเห็นภาพในหนังสือ เขาไม่ได้มีกรอบแบบผู้ใหญ่ที่พอเห็นหนังสือก็อ่านแค่ตัวหนังสือแล้วก็เปิดผ่าน แต่เด็กเขาจะดูหมดทุกรูป ทุกรายละเอียด เห็นแมวแล้วทำไมแมวลืมตาข้างเดียว ทำไมมีของเรืองแสง เขาจะดูไปเรื่อย ในบ้านบรรยากาศเป็นยังไง เห็นแสงแดดแบบนี้น่าจะเป็นเวลาช่วงไหน เขาอาจจะไม่เห็นเรื่องราวทั้งหมดแต่ภาพจะเริ่มทำให้เด็กๆ อยากจะหาคำตอบ” เกื้อเล่าขณะที่พลิกหน้ากระดาษไปด้วย
เนื้อหาในหน้ากระดาษค่อยๆ เล่าถึงแมวขี้เซาเอาแต่นอนของครอบครัวหนึ่ง จนกระทั่งตกกลางคืนเมื่อทุกคนขึ้นไปดูดาวบนดาดฟ้าแต่กลับพบแต่ความมืดมิด กลางดึกคืนนั้นเองภารกิจลับของโรนินและเหล่าเพื่อนแมวทั้งหลายก็เริ่มต้นขึ้น เหล่าแมวขึ้นจานบินไปสร้างดาวบนฟ้าให้ทุกคน เด็กที่รู้ว่าแมวตัวเองไปทำอะไรเลยชวนพ่อแม่ไปดูดาวอีกครั้ง แล้วทั้งบ้านเห็นดาวเต็มฟ้าจริงๆ เหมือนความอบอุ่นแบบหนึ่งที่มีคนคอยสนับสนุน และเป็นการสร้างแรงบันดาลใจให้เด็กเชื่อว่าเขาก็สามารถทำเรื่องยิ่งใหญ่ให้สำเร็จได้
แล้วเมื่อเด็กๆ ได้ทำความเข้าใจหนังสือภาพพวกนี้แล้ว จะนำไปสู่อะไร? เป็นคำถามที่ผุดขึ้นมาในใจเรา
“การอ่านภาพจะช่วยเรื่องความเข้าใจ และความหมายระหว่างบรรทัด ตอนนี้ปัญหาใหญ่ของไทยคือเด็กจำนวนมากอ่านออก แต่จับใจความไม่ได้เลย เพราะทุกคนอยากให้เด็กสะกดเร็วๆ อ่านเป็นเร็วๆ แต่การอ่านหนังสือภาพ มันจะทำให้เด็กได้ค้นพบอารมณ์ ความรู้สึก เรื่องราวในภาพจะกระตุ้นให้เกิดการตีความ บางอย่างที่ไม่มีประสบการณ์ก็อาจจะไม่เข้าใจในทีแรก แต่เมื่ออ่านหลายรอบ เขาจะค่อยๆ สร้างความเข้าใจได้เอง และการค้นพบด้วยตัวเองย่อมถึงใจมากกว่าการถูกบอก
“เหมือนกับการอ่านวรรณกรรม เราทุกคนก็ต้องอ่านระหว่างบรรทัดให้ได้ วรรณกรรมหลายชิ้นถ้าอ่านแค่ตัวหนังสือยังไงก็ไม่เข้าใจ เด็กยังไม่เชี่ยวชาญการอ่านตัวหนังสือ เราจึงใช้ภาพมาฝึกการอ่านอย่างแยบคายนี้แทน” เกื้อเล่าถึงสิ่งที่หนังสือภาพทำงานกับเด็ก




แล้วมีวิธีในการอ่านหนังสือภาพร่วมกับเด็กๆไหมนะ เกื้อรีบตอบทันทีว่ามีแน่นอน
“หนังสือภาพสําหรับเด็ก ออกแบบมาให้ผู้ใหญ่อ่านให้เด็กฟัง แค่อ่านตามตัวหนังสือแต่ไม่ต้องอธิบาย ซึ่งผู้ใหญ่ส่วนมากก็กลัวมากว่าเด็กจะไม่เข้าใจ เลยจะอธิบายแต่จริงๆ ไม่จำเป็น เพราะมนุษย์เป็นสัตว์ที่มีธรรมชาติของการสาระแน (หัวเราะ) พอเห็นอะไรเด็กจะตั้งคำถามไปหมดและพร้อมจะหาคำตอบ ซึ่งนี่แหละจะพาไปหาการคิด วิเคราะห์
“ถ้าเด็กถามว่า ‘ทำไมหมีร้องไห้’ ให้ลองตอบด้วยคำถาม ‘แล้วหนูว่าทำไมล่ะ’ หรือตอบแบบแสดงวิธีคิด เช่น ‘แม่ว่าเขาน่าจะเสียใจเพราะคุณเม่นเข้าใจเขาผิด แล้วหนูคิดยังไงล่ะ’ เวลาพ่อแม่อ่านนิทานกับเด็กแล้วไม่รู้อะไรเหมือนๆ กัน เป็นช่วงเวลาวิเศษที่เด็กจะไม่รู้สึกด้อยกว่า” เกื้ออธิบายวิธีการอ่านหนังสือภาพกับเด็กให้ฟัง
เธออธิบายถึงสารตั้งต้นในการทำหนังสือแต่ละเล่มอีกว่า “ทางสานอักษรก็มีวิธีคิดคล้ายกับสำนักพิมพ์อื่นๆ ทั่วไป คือมองว่าคนอ่านต้องการอ่านหนังสือแบบไหน และมองในมุมสำนักพิมพ์ว่าอยากทำหนังสืออะไร แต่ด้วยความที่สำนักพิมพ์สานอักษรอยู่ใกล้ชิดกับโรงเรียนรุ่งอรุณ ทำให้มีอินไซต์ของเด็กในการตั้งต้นทำหนังสือที่ชัดเจนมาก”
“อย่างบางครั้งก็แอบไปฟังเด็กคุยกันเรื่องแมวที่บ้าน แล้วก็อวดกันว่าแมวบ้านใครนอนเยอะกว่า เราก็ไปแอบถามว่าทำไมแมวนอนเยอะจัง เขาก็ตอบว่าตอนดึกได้ยินเสียงแมว แมวต้องไปทำนู่นนี่แน่เลย เราก็เลยเอามาพัฒนาเป็นเล่มโรนินแบบนี้ค่ะ เราก็จะคุยกับนักวาดภาพแล้วค่อยๆ พัฒนาเรื่องไปด้วยกัน ส่วนสไตล์ของภาพจริงๆ ไม่ได้มีกฎอะไร แค่เป็นภาพที่สื่อสารชัดเจน เห็นปุ๊บรู้เลยว่าคนในภาพรู้สึกยังไง เห็นของแล้วพอนึกถึงบรรยากาศได้ว่ากลางวันหรือกลางคืนอะไรแบบนี้” เธอเล่าถึงไอเดียตั้งต้นที่ได้มาจากการแอบฟังเด็กคุยกัน
ถ้าแบบนั้นมีสิ่งที่เป็นความเข้าใจผิดของหนังสือภาพสำหรับเด็กในสายตาผู้ใหญ่ไหมเราถามต่อ
“เรื่องแรกภาพทุกอย่างในเล่มต้องน่ารัก อีกสิ่งหนึ่งที่ตามมาคือไม่ชอบภาพขาวดำ เด็กเล็กๆ ชอบสีที่คอนทราสต์กันมากๆ ซึ่งสีที่คอนทราสต์กันมากที่สุดคือขาวกับดำ ซึ่งเด็กเล็กจะรับรู้ได้ดีที่สุดด้วย ถัดมาผู้ปกครองชอบคาดหวังให้เด็กเข้าใจทุกอย่างในเล่ม ซึ่งไม่มีทางเพราะคนทำหนังสือใส่รายละเอียดไว้เยอะมาก ต้องใช้เวลาไม่ใช่แค่อ่านรอบเดียวแล้วจบ” เกื้ออธิบายอย่างละเอียด

แล้วปี 2568 ก็มีข่าวดีที่สำนักพิมพ์สานอักษรภาคภูมิใจ คือการได้รับเชิญให้ไปร่วมแสดงหนังสือภาพสำหรับเด็กที่งาน Bologna Children’s Book Fair ซึ่งเหมือนกันเป็นเทศกาลออสการ์ของบรรดาหนังสือสำหรับเด็ก การได้รับเชิญไปร่วมงานนี้จึงมีความหมายอย่างมากสำหรับสำนักพิมพ์เล็กๆ แห่งนี้
“งานหนังสือภาพสำหรับเด็กที่โบโลญญามีมา 62 ปีแล้ว เรารู้ว่าความหมายของหนังสือภาพมีค่ากับสังคมมากแค่ไหน ยิ่งในสังคมยุโรปเขาใช้หนังสือภาพเหมือนเป็นการส่งต่อภูมิปัญญากันเลย เพราะหนังสือภาพยุคใหม่ๆ จะสนใจให้เด็กได้ทำความเข้าใจกับตัวเองในประเด็นใหญ่ๆ มากขึ้น และสานอักษรก็อยากทำหนังสือให้ไปถึงคอนเซปต์พวกนี้เหมือนกัน”
เมื่อเราถามถึงประเด็นใหญ่ๆ ในหนังสือเด็ก เกื้อจึงเดินไปที่ชั้นหนังสือและหยิบหนังสือภาพหลายเล่มจากหลายประเทศมาเปิดให้ดูแทน
คำตอบ
มีทั้งหนังสือภาพของจีนที่เล่าเรื่องของมังกรเด็กที่โกรธจนพ่นไฟออกมา แล้วไม่สามารถดับไฟได้ จนมาพบว่าการร้องไห้ทำให้ไฟดับได้ สอดคล้องกับความเป็นจริงที่การร้องไห้จะช่วยดับระบายความรู้สึกได้ดีที่สุด
มีทั้งเรื่องของแมวหนึ่งตัวที่ตายแล้วเกิดใหม่มาตลอดหนึ่งหมื่นปี แต่เมื่อได้รู้จักการรักใครสักคนก็ทำให้แมวตัวนั้นก็ไม่มาเกิดใหม่อีก
มีเรื่องที่ปลาตัวเล็กขโมยหมวกจากปลาตัวใหญ่ ซึ่งทำให้มันต้องคิดปลอบใจตัวเองเพื่อป้องกันความรู้สึกผิดตลอดเวลาเมื่อขโมยของ ไปจนถึงเรื่องของสีเหลืองและฟ้าที่สนิทกัน จนทั้งคู่กลายเป็นสีเขียว พ่อแม่ของทั้งคู่ตกใจจนไม่ยอมให้เข้าบ้าน ซึ่งเป็นการตีความให้เห็นถึงความแตกต่างกของคนในสังคมซึ่งทำให้เราตะลึงกับประเด็นซับซ้อนที่ซ่อนอยู่ในหนังสือภาพพวกนี้เป็นอย่างมาก
สุดท้ายเราถามเกื้อว่าหนังสือภาพสำหรับเด็กที่ดีในสายตาเธอคืออะไร ?
“ไม่ตัดสิน ไม่สอน ไม่มีข้อคิด และไม่มีการบอกออกมาตรงๆ แต่เปิดพื้นที่ว่างที่ให้เด็กได้ เล่น และ ตีความ” คือคำตอบสุดท้ายของเธอ



