‘สะอาด’ นักเขียนการ์ตูนไทยกับเรื่องราวหลัง 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม และฝันที่อยากเขียนนิทานให้ลูก

338 views
7 mins
November 11, 2025

          ภูมิ-ธนิสร์ วีระศักดิ์วงศ์ หรือ Sa-ard สะอาด คือนักเขียนการ์ตูนไทยที่โดดเด่นในวงการมาตลอดกว่า 20 ปี กับผลงานที่ไม่เพียงหลากหลาย หากแต่เปี่ยมไปด้วยคุณภาพในทุกชิ้นที่เขาลงมือสร้าง ไล่มาตั้งแต่ ชายผู้ออกเดินทางตามเสียงของตัวเอง (2554), นิทานโลก (2555), ชายผู้ออกเดินทางไปญี่ปุ่นด้วยการ์ตูนของตัวเอง (2556), คน/การ์ตูน/หมา (2557), สยามยิ้มแสยะ (2558), ครอบครัวเจ๋งเป้ง (2559), ตูดเด็กวิทยา (2559), ชีวิตดีดีที่ลงตั LIFE IS BETTER (2560), ครอบครัวเจ๋งเป้ง 02 (2561), บทกวีชั่วชีวิต (2562), ครอบครัวเจ๋งเป้ง 03 (2562), การศึกษาของกระป๋องมีฝัน (2563), ให้รักเป็นบทกวีชั่วชีวิต (2565), 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม (2567) ทำงานร่วมกับ พชรกฤษณ์ โตอิ้ม และ Gangster ALL STAR (2568) ทำงานร่วมกับ The DUANG 

          การ์ตูนเล่มแรก ชายผู้ออกเดินทางตามเสียงของตัวเอง เคยได้รับรางวัล International Manga จากญี่ปุ่น ถัดจากนั้น เขาชนะเลิศประกวดการ์ตูนแก๊ก Kitakyushu International Manga Competition สาขาต่างประเทศ และหลังจากตีพิมพ์ 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม กราฟิกโนเวลเล่มแรกที่ว่าด้วยประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วงก่อนการปฏิวัติ 2475 ได้ครบหนึ่งปี หนังสือเล่มนี้ก็กลายเป็นหนึ่งใน 15 เล่มที่ได้รับคัดเลือกจากโครงการแปลหนังสือไทยเพื่อเผยแพร่ไปยังต่างประเทศ โดยกระทรวงวัฒนธรรม เป็นหนึ่งครั้งที่การ์ตูนประวัติศาสตร์ได้รับการยอมรับจากภาครัฐ พร้อมทั้งเคลื่อนตัวจากหน้ากระดาษสู่พื้นที่จัดแสดงในนิทรรศการ 2475 เขียนความหวัง ที่มีแผนจะเดินทางไปจัดแสดงยังหลายจังหวัดทั่วประเทศ 

          เราจึงถือโอกาสชวนสะอาดมานั่งพูดคุยถึงชีวิตหลัง 2475 ทั้งบทบาทใหม่ในฐานะคุณพ่อมือใหม่ และความหวังใหม่ๆ ที่กำลังจะถูกเขียนขึ้นอีกครั้ง

‘สะอาด’ นักเขียนการ์ตูนไทยกับเรื่องราวหลัง 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม และฝันที่อยากเขียนนิทานให้ลูก

ภาพรวมกว่า 20 ปี ของการเขียนการ์ตูนเป็นอย่างไร อะไรที่พาคุณไปสู่งานเขียนที่หนักในประเด็นขึ้นเรื่อยๆ ?

          เราคิดว่าเซนส์ของการเขียนการ์ตูนมันมีความใกล้กับ a day เด็กวัยรุ่นชอบที่ตามความฝัน อย่างที่สองคือ การ์ตูนญี่ปุ่นพวกโชเน็งจัมป์ ช่วงเวลาที่เราเติบโตมา สงครามมันสงบประมาณหนึ่ง ทำให้คนรู้สึกมีความหวังในชีวิต ได้ทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ได้ทำตามฝัน เป็นสิ่งที่ตอบคุณค่าในช่วงที่เราเติบโตเป็นวัยรุ่น การ์ตูนก็เป็นคำตอบของเราในตอนนั้น เราเลยโฟกัสการทำสิ่งที่ตัวเองชอบ ได้ทำสิ่งที่แตกต่างกับคนอื่น ได้ท้าทายตนเอง ได้ประสบการณ์ใหม่ๆ ทั้งความทุกข์ ความสุขหรือความท้าทาย ก็เกิดจากประสบการณ์ที่เราได้ไปสำรวจสิ่งที่เราชอบ

          แต่เราคิดว่ามีสองอย่างที่ทำให้งานข้ามมาสู่สังคมเรื่อยๆ คือ หนังสือ พอเราเป็นคนชอบหนังสือ หนังสือพาเราไปสู่สิ่งที่มากกว่าตัวเอง ทั้งความเข้าใจสังคม ความเข้าใจในประวัติศาสตร์ อดีตหรือการก้าวไปข้างหน้า หรือความเข้าใจการ์ตูนญี่ปุ่น ที่เราคิดว่าเกี่ยวกับความฝันเนี่ย จริงๆ ก็มีประเด็นสังคมญี่ปุ่นแฝงอยู่นะ สิ่งเหล่านี้มันตกผลึกตอนที่เราเรียนมหา’ลัย ได้ทำสื่อ ได้เขียนข่าว เราเลยกลับมามองสิ่งที่เขียน แล้วส่งถึงคนอ่านอย่างละเอียดมากขึ้น และอาจจะเกี่ยวกับความเป็นธรรมศาสตร์ด้วย ที่มันเรียกร้องงานเพื่อสังคมอยู่ประมาณนึง เราเลยมีสปิริตตรงนั้นเข้ามาบวกกับความเป็นการ์ตูนโชเน็ง

          สองคือ ตัวเราคิดถึงตลาดด้วย ตลาดและสภาพสังคมมันเปลี่ยน เรารู้สึกว่าสังคมหรือคนอ่านต้องการเนื้อหาที่มันจริงจังมากขึ้น เราเลยต้องทำหนังสือที่มันเข้มข้นขึ้น มันเป็นเซนส์ที่เราตกผลึกได้จากปัจจุบันที่หนังสือมันท่วมท้น และคนแทบจะเลิกซื้อหนังสือเพื่อลองอ่านนานแล้ว การซื้อหนังสือหนึ่งเล่ม เขาอาจหารีวิวมาเป็นสิบ อาจจะรู้จักนักเขียน หรือต้องได้รางวัล มันไม่มีปกสวยดี ซื้อมาลองอ่านดูว่าสนุกไหม เดี๋ยวนี้คืออ่านหนึ่งตอนก็อาจจะบายแล้ว เพราะเวลามีจำกัด และสื่อมีมาก หลายอันก็ฟรี หรือถูก เดิมพันในการอ่านมันสูงขึ้น เท่ากับว่า เรามีความตั้งใจให้หนังสือหนึ่งเล่ม มีความหนัก มีความเข้มข้นต่อการอ่านหนึ่งครั้ง เลยเป็นไดเรกชันที่ทำให้เนื้อหาหนังสือมีความจริงจังมากขึ้นไปโดยปริยาย 

ในแง่การทำ 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม เทียบกับหนังสือเล่มก่อนหน้า ความยากง่ายต่างกันอย่างไร ? 

          เราคิดว่าหนังสือการ์ตูนมันมีความยากทุกเล่ม มันรวมศาสตร์หลายแขนง ทั้งคิดบท คิดตัวละคร ต้องวาดเป็นพัน เป็นหมื่นรูป ต้องสเกตช์ ต้องออกแบบฉาก คิดมุมกล้อง ไดอะล็อกที่ต้องละเอียดทุกคำ 

          เราก็เคยมั่ว ทดลอง จนได้ข้อสรุปมาว่า ทำแบบนี้สนุกประมาณนึง แต่พอโปรเจกต์เล่มถัดไป มันจะใช้สูตรแบบเดิมไม่ได้สำหรับวงการศิลปะ เพราะว่าคนอ่านจะไม่ชอบอะไรซ้ำๆ และศิลปินที่ใช้อะไรซ้ำเดิม ส่วนตัวเราคิดว่า ความเป็นศิลปินจะตายลง เท่ากับคุณไม่ได้ใช้ความคิดสร้างสรรค์ ก็เลยทำให้งานเขียนเราเรียกร้องอะไรใหม่ๆ เสมอ ซึ่งมันอาจไม่ตอบสนองต่อตลาดนะ เช่น เราทำเล่มแรกเรื่องคนเล่นดนตรี คนที่กำลังทำสิ่งที่ชอบ อาจชอบเล่มนี้ แต่ถัดมาเราทำสัตว์โลก มันคนละแนวอย่างสิ้นเชิง คนละตลาด คนละกลุ่ม แต่เรารู้สึกว่า การที่เรามีหลายๆ แบบในนักเขียนหนึ่งคน อาจจะเป็นข้อเสียในแง่การตลาด แต่เป็นข้อดีในฐานะศิลปิน ทำให้งานเรามีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น ตัวเราเองก็มีทักษะรูปแบบใหม่ๆ แต่พอไดเรกชันเป็นแบบนี้ ทุกอย่างเลยยาก 

          แต่ 2475 ยากกว่าอย่างอื่น เพราะตัวเนื้องาน มันเผชิญกับความท้าทายในหลายๆ แบบ สิ่งหนึ่งคือเรื่อง กฎหมาย มันน่ากลัว (แต่มันไม่ได้ผิดกฎหมายเลยนะ) สองคือมันแพง การไปคุ้ยประวัติศาสตร์ให้มันเนี้ยบ มันต้องใช้ทรัพยากรคนเยอะ ใช้คนรีเช็ก ต้องไปคุยนักประวัติศาสตร์ อ่านหนังสือเยอะมาก สามคือ มันเรียกร้องเวลา ถ้าคุณอยู่ในวัยที่หาเลี้ยงชีพ ไม่มีเวลามาทุ่มกับสิ่งนี้ ก็ยากไปอีก เราอาจต้องยอมรับว่า เราได้เงินน้อยลง เมื่อเราถมเวลาไปกับการทำงานนี้ 

          อีกข้อคือ โพสิชันของตัว 2475 ไม่มีใครเคยทำออกมาก่อน เราเลยไม่รู้ว่าตลาดจะโอเคไหม กับการเล่าเรื่องออกมาในไดเรกชันนี้ มันคือการใช้การ์ตูนผสมกับเรื่องแต่ง ในช่วงประวัติศาสตร์ที่อ่อนไหว กว่าจะเป็นฟอร์มนี้ก็คิดกับทีมอยู่นาน มันมีทั้งความยาก ความเครียด ความกดดัน การบริหารจัดการเรื่องเงิน เพราะพอเราได้ทุนมาทำหนังสือ เราก็จ่ายให้คนที่ต้องเลี้ยงชีพก่อน ตัวเราจ่ายน้อยได้ เพราะเราลงทุนตัวเอง คือหัวหงอกขึ้นมาหลายเส้นเลย (หัวเราะ) 

          เราคิดว่า นักเขียนการ์ตูนทุกคน ต้องยอมทำงานไปมากกว่าเงินที่ได้ เมื่อเทียบกับการทำงานอื่นๆ หลักสิบเท่าหรือหลายสิบเท่า แต่ข้อดีของ 2475 คือ ถ้าไม่ได้ทำออกมา คงไม่ได้พาเราไปอีกหลายที่ มองในแง่อาชีพ สิ่งนี้คือสำคัญ และจำเป็นต้องทำ 

ช่วงเวลาที่คุณเขียน 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม คุณหาเงินจากทางไหน ? 

          วาดแมว วาดหมี (หัวเราะ) และงานจ้างคอลัมนิสต์ เราต้องออกแบบว่าเราต้องหารายได้ทางอื่นนะ เพราะถ้าเมื่อไรเราคิดเรื่องเงินกับหนังสือ เราจะทำงานได้ไม่ดี อย่าเอาความไม่มีจะกินมากดดันการทำงานสร้างสรรค์ มันอันตรายมาก ซึ่งเราลองทำอยู่แป๊บนึง แต่มันไม่เฮลตี้ 

          เวลาสามปีครึ่งที่เขียน มันเกิดจากการที่เรารอได้ งานชิ้นนี้แก้ประมาณเจ็ดดราฟต์ ระหว่างดราฟต์ที่หกถึงเจ็ด คุณภาพมันต่างกันมาก แล้วถ้าเราไม่รอ คุณภาพมันจะตกไปกว่านี้ ถ้าเราไปเร่งว่าต้องออกงานหนังสือ มันจะเป็นงานอีกแบบ

          ที่เราบอกว่าเดิมพันคนอ่านมันสูงขึ้น เราคิดว่า เรารอดีกว่า คนอ่านรอได้ เพราะคอนเทนต์มันมหาศาล เราก็รอเหมือนกัน (หัวเราะ) ทำให้การปล่อยออกมามันเนี้ยบ อย่าไปเร่งเพื่องานหนังสือหรืออีเวนต์ไหนเลย มันไม่ดีในระยะยาวหรอก 

‘สะอาด’ นักเขียนการ์ตูนไทยกับเรื่องราวหลัง 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม และฝันที่อยากเขียนนิทานให้ลูก

‘สะอาด’ นักเขียนการ์ตูนไทยกับเรื่องราวหลัง 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม และฝันที่อยากเขียนนิทานให้ลูก

‘สะอาด’ นักเขียนการ์ตูนไทยกับเรื่องราวหลัง 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม และฝันที่อยากเขียนนิทานให้ลูก

แสดงว่าการทำงานของคุณคือ ถ้าไม่สมบูรณ์ก็จะไม่ออกงานใหม่ ? 

          เคยมีช่วงเวลาที่พยายามจะปล่อยทุกงานหนังสืออยู่ประมาณสองสามปี แล้วพบว่าไม่ชอบความเร่งมากๆ เมื่อมันมีจุดผิดพลาด พอเป็นหนังสือมันกลับไปแก้ไขไม่ได้ กลายเป็นแผลในใจ การเร่งให้ทันงานหนังสือมันมีข้อดี คือเราจะขายได้แน่ๆ ในงานหนังสือใช่ไหม แต่ข้อเสียคือ พอมองกลับไปในระยะยาว เราเอางานเหล่านั้นมาพิมพ์ซ้ำไม่ได้ เพราะคุณภาพมันไม่พอ แต่งานที่เรารอมัน จนออกช้าๆ มันกลับมาพิมพ์ซ้ำได้ เราเลยสู้ทำให้เนี้ยบเลยดีกว่า ระยะสั้นอาจจะไม่วิน ระยะยาวถ้าเราจะเขียนการ์ตูนเรื่อยๆ มันจะดีกว่า ถ้าเห็นงานที่พิมพ์ซ้ำคือเรามองว่ามันดี ถ้าไม่ใช่ ก็จะเห็นมันโละสต๊อก 

ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา เคยมีวันที่คิดจะหยุดเขียนการ์ตูนไหม ? 

          คำถามนี้ยังไม่เคยหายจากใจนะ เรายังประเมินมันตลอดเวลาอย่างไม่โลกสวย ช่วงแรกจะกลัวมากหน่อย ช่วงที่แมกกาซีนการ์ตูนตาย a day ตาย หนังสือการ์ตูนญี่ปุ่นดังๆ ทยอยปิดตัว ขนาดแมกกาซีนญี่ปุ่นที่คุณภาพระดับโลกยังไม่รอดในตลาดประเทศนี้เลย และแม้แต่นักเขียนการ์ตูนที่เราชอบตั้งแต่เด็กยังไม่รอด ทั้ง ตาโปน พี่ต่าย พี่มะเดี่ยว งานก็ค่อยๆ หดหาย นักเขียนการ์ตูนใน Let’s Comic เอง หลายคนก็เลิกเขียนการ์ตูนไปทำอย่างอื่นที่ได้เงินเยอะกว่า แล้วตอนนั้นการ์ตูนในเน็ตกำลังมา เราไม่ฟิตอินกับความเป็นเว็บตูนเลย ตลาดจะยอมรับหนังสือในอนาคตไหม เรากลัวมาก เพราะเรามีมุมมองกับอาชีพนี้อย่างสุดโต่งว่า ถ้ามันยอดขายน้อย เราจะไม่ได้เป็นนักเขียนการ์ตูนตลอดไปแล้วสิ 

          แต่พอโตขึ้น เรามองภาพกว้าง มันมีโมเดลศิลปินหลายแบบ เช่น เราเพิ่งแสดงนิทรรศการ หนังสือการ์ตูนมันเป็นโปรดักซ์ที่แสดงกับคนหลักร้อย-พัน แต่ไม่ใช่กับงานศิลปะที่ขายงานเพนต์ งานเพนต์มันทำงานกับคนหลักร้อยก็จริง แต่ถ้าคนมาดูร้อยคนที่มีตังค์ (หัวเราะ) ขอมีเศรษฐีมาซื้องานก็พอแล้ว เป็นอีกวิธีคิดว่า งานเราไม่ได้ต้องการคนจำนวนมากก็ได้ แต่โปรดักต์บางอย่างอาจจะขายแพง เพื่อให้คนมาสะสมงานเราจริงๆ ส่วนงานในวงกว้าง เราเห็นว่าตลาดไทยเท่านี้ เราก็โฟกัสเท่านี้ แล้วต่อยอดไปอื่นๆ เช่น เมิร์ช (Merch) โละวิธีคิดตอนวัยรุ่นไปที่ถ้าเราเลิกเขียนการ์ตูน เราจะแพ้ในสนามนี้ มาเป็นวัยผู้ใหญ่ที่สุดท้าย ชีวิตคือการบาลานซ์ เราอาจไม่มีหนังสือตลอด 5 ปีก็ได้ แต่ให้มีงานคุณภาพออกมา ก็เป็นนักเขียนการ์ตูนที่ดีได้ 

          สุดท้ายที่เรายังทำงานต่อเนื่อง เราคิดว่าเป็นหนึ่งในการตัดสินใจที่ถูกต้อง อย่าง 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม ก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในแง่อาชีพ ในแง่ตังค์ไม่เวิร์ก แต่ระยะยาวมันเวิร์กมากๆ มันมีหลายงานมากๆ ที่ได้ตังค์หลังการทำชิ้นนี้ แล้วมันพาเราไปไกลมากๆ 

‘สะอาด’ นักเขียนการ์ตูนไทยกับเรื่องราวหลัง 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม และฝันที่อยากเขียนนิทานให้ลูก

2475 นักเขียนผีแห่งสยาม นำพาคุณไปไหนบ้าง ? 

          หนึ่งคือ นิทรรศการ 2475 Graphic Novel Exhibition: เขียน • ความ • หวัง ในมุมธุรกิจคือการลงทุนในงานที่มีความเสี่ยงสูง ถ้าเราไม่เสี่ยงกับการทำงานชิ้นนี้ มันจะไม่เกิดขึ้น 

          สองคือ สำหรับตัวงานของสะอาด มันตอบโจทย์อาชีพว่า การทำหนังสือมันเวิร์กกับสะอาด แต่มันอาจไม่เวิร์กกับคนอื่นก็ได้นะ แค่สำหรับสะอาด ไดเรกชันนี้ถูกต้อง 

          สามคือ หนังสือเล่มนี้ถูกได้รับการยอมรับโดยรัฐแล้วว่า เขาเห็นคุณค่า และอยากจะส่งเสริมมัน พอรัฐยอมรับงานศิลปะประเภทนี้ ได้เห็นคุณค่าทางวัฒนธรรม ซึ่งประเทศเรากำลังพัฒนาไปทิศทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน สี่คือ ได้งานชิ้นใหม่ๆ ต่อมา 

เมื่องานถูกยอมรับโดยรัฐ คุณเห็นภาพมันเป็นอย่างไร ?

          คุณค่าทางวัฒนธรรมที่ได้รับการยอมรับจากรัฐ มันก็ค่อยๆ ขยายตามสังคมนะ การที่ THACCA มีความพยายามที่จะดันการ์ตูนไทย จากตัวนักเขียนการ์ตูนไทยที่ในยุคหนึ่งเคยโดนดูถูกมากๆ เซนส์เหล่านี้มันจางหายไป และถูกมองว่าไร้สาระขึ้นเรื่อยๆ ความเป็นนักเขียนการ์ตูนเป็นอาชีพที่มีคุณค่า มีความเป็นศิลปินอยู่

          อย่างเช่น เวลามีแบรนด์ติดต่อมาคุยงานด้วย เขาเรียกเราว่าศิลปิน มันเปลี่ยน wording จากนักเขียนการ์ตูนมาศิลปินเลยนะ เรารู้สึกเขามีความเกรงใจ ให้เกียรติเราขึ้นมานิดหนึ่ง จากคนเขียนการ์ตูนติ๊งต๊อง ก็ถูกสังคมยอมรับว่า เขาเป็นศิลปินคนทำงานศิลปะในคอมิก หรือจะเป็นคำในปัจจุบันที่เรียก คอมิก ครีเอเตอร์ ก็ได้

          แล้วถ้าวันหนึ่ง เมื่อรัฐให้การรองรับศิลปะแขนงนี้ เราอาจมีนักเขียนการ์ตูนคว้าซีไรต์หรือศิลปินแห่งชาติ ถ้าถึงจุดนั้น เราอยากให้พี่ต่าย (ภักดี แสนทวีสุข หรือ ต่าย ขายหัวเราะ) ได้รางวัลศิลปินแห่งชาตินะ มันจะเป็นหนึ่งสิ่งที่ทำให้สังคมรับรู้ว่า งานชิ้นนี้มีคุณค่า รัฐให้การยอมรับแล้ว

‘สะอาด’ นักเขียนการ์ตูนไทยกับเรื่องราวหลัง 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม และฝันที่อยากเขียนนิทานให้ลูก

การ์ตูนแนวไหนในอนาคตที่คุณอยากทำ ? 

          ตอนนี้สนใจนิทานเด็ก เพราะลูก (หัวเราะ) แต่เรายังอ่านน้อยอยู่นะ มันเป็นหนังสือที่คนหลายวัยอ่านพร้อมกัน พ่อแม่อ่านให้ลูกฟัง ลูกอ่านซ้ำ แล้วพ่อแม่อาจได้คอนเทนต์อีกแบบนึง เรารู้สึกว่ามันเป็นอีกจักรวาลหนึ่ง ที่เรายังไม่ได้สำรวจ แต่เราคิดว่า เราน่าจะได้อะไรกับมันได้

          มีอีกโปรเจกต์ที่กำลังทำพล็อตอยู่ เกี่ยวข้องกับความเป็นลูก ความเป็นเด็กว่า ชีวิตของเด็กที่เกิดในปัจจุบัน (หยุดคิด) มันอาจเป็นคำที่ไม่ดีนะ แต่หมายถึง มันมีมูลค่าทางเศรษฐกิจนะ เรารู้สึกว่ารัฐต้องจัดเตรียมบางอย่างเพื่อซัพพอร์ตเด็กคนหนึ่งให้โตขึ้น ไม่ใช่แค่บอกพ่อแม่ว่า มามีลูกกันเถอะ อย่าใช้ถุงยางเลย มันไม่พอกับความกลัวของคนปัจจุบันนะ แล้วความกลัวนี้มันไม่ใช่แค่ความกลัวในประเทศ มันระดับทั่วโลก 

          แล้วพอเซนส์ความรู้สึกของคนกับเด็กเป็นแบบนี้ มันจะเป็นประเด็นแหลมคมในอนาคตแน่ๆ ทั้งประเด็นเรื่อง ประชากร มีสองอันนะ หนึ่งคือคนสูงวัยมากขึ้น สองคือ เด็กที่น้อยลงเรื่อยๆ ไดอะล็อกที่จะเข้มขึ้นในระดับรัฐว่า เราจะเสียภาษีเลี้ยงดูคนแก่ที่จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ไปได้แค่ไหน แล้วจะเอาภาษีมาซัพพอร์ตเด็กที่เกิดน้อยลงเรื่อยๆ ได้อย่างไร การการุณยฆาตจะเป็นอย่างไร ให้การตายดี ให้การเกิดดี เรารู้สึกว่าประเด็นนี้ มันอยากเล่า เพราะรู้สึกว่ามันสำคัญ 

ในหัวของคุณมักคิดอะไรใหม่ๆ เสมอ ไม่เคยหมดไฟในการเขียนเลย ?

          หมดนะ (หัวเราะ) ปีที่แล้วหมด เรา burn out หลายรอบ เพราะรับงานหลายงานเข้ามา เพราะกลัวจน ก็เลยต้องหยุดพัก ฮึบ แป๊บนึง แต่พอมีลูกแล้วหายเลย (หัวเราะ) แต่ช่วงเวลานั้นเรามาปั้นโปรเจกต์บาสด้วยนะ เป็นสิ่งที่ฝันอยากทำ

‘สะอาด’ นักเขียนการ์ตูนไทยกับเรื่องราวหลัง 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม และฝันที่อยากเขียนนิทานให้ลูก

มีการ์ตูนบาสอีกเรื่องด้วย ? 

          มีสามโปรเจกต์ที่อยู่ในหัว แต่ไม่รู้จะเสร็จเมื่อไร อาจจะเลี้ยงลูกจนไม่มีเวลาว่างทำก็ได้ (หัวเราะ) สรุปว่ามีการ์ตูนเล่มนึงเกี่ยวกับความเป็นเด็ก การ์ตูนแฟนตาซี และการ์ตูนบาสเกตบอล

          และยังอีกหลายๆ งาน เป็นงานเชิงนอนฟิกชั่น เราเอา ชายผู้ออกเดินทางไปญี่ปุ่นด้วยการ์ตูนของตัวเอง มาพิมพ์ซ้ำ แต่จะมีเนื้อหาเพิ่มเติมถึงการไปญี่ปุ่น ได้ตระเวนดูนิทรรศการการ์ตูน แล้วเอามาเล่าอีกที ว่าความรู้สึกหลัง 10 ปีเป็นอย่างไร หลังได้รางวัลจากญี่ปุ่น รวมถึงว่า ตอนที่เดินทางไปออสเตรเลียปีนึง ก็อยากเล่าถึงช่วงเวลานั้น บวกกับแนวคิดในปัจจุบัน มันมีอะไรน่าสนใจจากการเดินทางครั้งนั้นบ้าง มีอีกหลายเล่มเลย แต่ยังไม่มีเวลาทำครับ ทำงานจ้างอยู่ (หัวเราะ)

ถ้าให้เขียนความหวัง ถึงวงการหนังสือ คุณอยากจะบอกอะไร ?

          เราอยากให้มี Public Space หรือห้องสมุด ที่เข้าถึงได้ง่ายกว่านี้มากๆ เรารู้สึกว่า หนังสือนิทานแพงมาก แล้วการที่คนจำนวนมากไม่มีโอกาสเข้าถึงหนังสือเหล่านี้ มันเป็นความเหลื่อมล้ำตั้งแต่แรกเกิด คุณไปลองดูจิตแพทย์เด็ก ก็บอกเลยว่า นิทานมีผลต่อพัฒนาการของลูกสูงมาก มันโคตรจะไม่แฟร์กับพัฒนาการของเด็กที่เติบโตมา

          และเรารู้สึกว่าวงการหนังสือมันติดเรื่องใหญ่ที่คนยังคาดไม่ถึง คือกองดอง อาจเป็นเพราะเรื่องใดๆ ที่ทำให้คนมีเวลาอ่านหนังสือได้น้อยลง แต่หนึ่งในกลุ่มคนที่ยังมีเวลาอ่านอย่างไม่มีขีดจำกัด คือกลุ่มที่กำลังเติบโตในอนาคต เด็กประถมวัย จนถึงมหาวิทยาลัย ยังมีโอกาส มีเวลาสะสมองค์ความรู้ของตัวเองกับหนังสือได้เยอะสุด และมีโอกาสเข้าถึง Public Space ได้มากสุด เราคิดว่า ถ้ารัฐสนับสนุนจะเป็นสิ่งซัพพอร์ตทั้งวงการหนังสือ และบุคลากรที่กำลังเติบโตขึ้นมา สิ่งนี้เราคาดหวังมากสุด ถ้ารัฐทำให้เกิดขึ้นได้ ก็จะดีกับทั้งวงการสิ่งพิมพ์ เพราะเป็นการสร้างวัฒนธรรมการอ่านที่แข็งแรง 

พอลูกโตขึ้น คุณอยากแนะนำหนังสือของคุณเล่มไหนให้ลูกอ่าน ?

          การศึกษาของกระป๋องมีฝันนะ (หัวเราะ) แต่ก็ต้องเป็นตอนประถม เขาน่าจะเข้าใจได้ง่ายสุด มันทุกเพศทุกวัยสุดนะอาจจะมีคำหยาบบ้าง ก็ต้องบอกลูก

‘สะอาด’ นักเขียนการ์ตูนไทยกับเรื่องราวหลัง 2475 นักเขียนผีแห่งสยาม และฝันที่อยากเขียนนิทานให้ลูก


เผยแพร่ครั้งแรกในหนังสือ ‘Readtopia 3 ผู้สร้างการเปลี่ยนแปลงในระบบนิเวศการอ่านของไทย’ (2568)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก