Room to Read องค์กรที่ยืนหยัดว่าทุกชีวิตมีสิทธิได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพ

259 views
10 mins
March 16, 2026

          ท่ามกลางสวนผัก ไร่นา ในหมู่บ้านเล็กๆ อันห่างไกลในบังกลาเทศ มีเพียงไม่กี่อย่างในชีวิตที่ ‘โจบา’ ได้พบเจอ ฝูงวัวที่เธอต้องคอยเก็บฟางไปให้อาหาร สวนผักที่เธอรับหน้าที่เพาะปลูกจากครอบครัว ไร่นาที่เธอต้องช่วยพ่อเก็บเกี่ยวตั้งแต่เรียนชั้นประถมศึกษา 

          แม้ดูเหมือนว่าในชีวิตจะไม่พาโจบาไปพบทางเลือกอื่นมากนัก แต่โจบาค้นพบว่าตัวเองรักในการเรียนรู้ เธอทุ่มเทให้กับการเรียนมาตลอด ยิ่งความหลงใหลเพิ่มพูนขึ้น โจบาก็คว้ารางวัลสูงสุดจากการสอบประกาศนียบัตรในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เมื่อเข้าสู่การเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โจบายังสอบได้เกรด 4.89 จากเต็ม 5 

          ทว่าเมื่อโลกเข้าสู่ยุคโควิด-19 หลายโรงเรียนต้องปิดทำการ การไม่ได้ไปโรงเรียน ทำให้โจบาหวั่นใจว่าความฝันที่จะได้มุ่งมั่นเรียนต่อระดับสูงต้องจบลง แต่เธอยังคงหมั่นเพียรทวนหนังสือที่บ้าน จนกระทั่งวันหนึ่งพี่ชายคนโตกดดันให้โจบาล้มเลิกการเรียนเพื่อช่วยเหลือสถานะทางการเงินของครอบครัว 

          สิ่งที่เธอต้องทำคือ แต่งงาน เพราะครอบครัวเชื่อว่าจะมีโอกาสในชีวิตมากกว่าการเรียนหนังสือ

          “หนูมาจากครอบครัวธรรมดาที่ไม่สามารถเกื้อหนุนความฝันของคนคนหนึ่งได้” โจบากล่าว “แต่หนูสามารถทำตามความฝันได้ผ่านการเรียนรู้ทักษะชีวิตของ Room to Read รวมทั้งการสนับสนุนที่หนูได้จากพี่เลี้ยงในโครงการนี้” 

          ในที่สุด โชคก็เข้าข้างเมื่อครอบครัวของโจบายอมให้เธอเรียนหนังสือต่อ เพราะพวกเขาได้พูดคุยกับทีม Room to Read องค์กรไม่แสวงผลกำไรที่สนับสนุนให้เด็กทั่วโลกเข้าถึงการเรียนรู้และคุณภาพการศึกษาที่ดีเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงที่มักถูกกำหนดชะตาชีวิตโดยผู้อื่น ถูกกีดกันออกจากการตัดสินใจด้วยตัวเอง อย่างที่โจบาเผชิญ

          Room to Read ก่อตั้งโดย จอห์น วูด (John Woods) อดีตพนักงานบริษัทไมโครซอฟต์ที่เดินป่าในเนปาลแล้วพบว่าโรงเรียนอันห่างไกลไม่มีหนังสือเพียงพอสำหรับเด็ก เขาจึงได้ร่วมมือกับดินเนช เศรษฐะ (Dinesh Shrestha) และเอริน กันจู (Erin Ganju) เปิดองค์กร Room to Read ส่งเสริมให้เด็กแต่ละชุมชนเข้าถึงการรู้หนังสือ ด้วยความเชื่อที่ว่า ‘การศึกษาที่มีคุณภาพคือสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง’ 

          เพราะไม่เพียงโจบาเท่านั้นที่พบเจอกับอุปสรรคในการวาดฝันถึงอนาคตตัวเอง เด็กกว่าหลายล้านคนทั่วโลกเผชิญปัญหา ‘การอ่านออกเขียนได้’ (Literacy Crisis) โดย 1 ใน 7 ของเด็กอายุ 10 ขวบในประเทศรายได้ปานกลาง-ต่ำไม่สามารถอ่านหนังสือหรือเข้าใจข้อเขียนได้เลย ซึ่งถูกจัดอยู่ในสถานะ ‘ภาวะความยากจนทางการเรียนรู้’ (Learning Poverty) 

          “เราอยู่ในวิกฤตการไม่รู้หนังสือที่เลวร้ายที่สุด หลายชุมชนขาดทรัพยากร ขาดคุณภาพทางการศึกษา หากไม่ทำอะไรเลย คุณภาพการศึกษาจะทำให้เกิดการปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานต่อเด็กหลายล้านคนในหลายทศวรรษข้างหน้า” Room to Read ระบุปัญหาที่เกิดขึ้นในเว็บไซต์ 

          ดังนั้น เป้าหมายของพวกเขาคือ “ทำลายวงจรไม่รู้หนังสือตั้งแต่เด็กเล็ก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กผู้หญิง” 

          จากการเริ่มส่งหนังสือให้กับชุมชนเล็กๆ ในเนปาลเมื่อ 25 ปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ Room to Read ได้มอบหนังสือให้กับเด็กทั่วโลกกว่า 42 ล้านเล่ม เข้าทำงานเชิงโครงสร้างการศึกษากับหน่วยงานต่างๆ ใน 28 ประเทศ และได้ช่วยเหลือเด็กให้เข้าถึงสิทธิพื้นฐานของชีวิตกว่า 50 ล้านคนทั่วโลก

          แต่นี่ยังไม่ใช่ความสำเร็จโดยสมบูรณ์สำหรับ Room to Read 

          ทุกๆ ปี พวกเขามีเป้าหมายอันทะเยอทะยานที่จะยุติวิกฤตการอ่านไม่รู้หนังสือทั่วโลก ผ่านการกำหนดจำนวนตัวเลขเด็กที่ได้รับประโยชน์จากโครงการอย่างน้อย 20 ล้านคนต่อปี ช่วยเหลือกว่า 4 แสนชุมชน โดยตระหนักรู้เสมอว่าการบริจาคหนังสือไปให้ถึงชุมชนห่างไกลเพียงอย่างเดียวก็อาจเป็นการเทน้ำทิ้งลงอ่างไปเสียเปล่าๆ พวกเขาจึงเริ่มสร้างการเรียนรู้ตั้งแต่ต้นน้ำ คือการออกแบบโปรแกรมอบรมครูผู้สอนในพื้นที่ต่างๆ เพราะโลกยังต้องการครูมากกว่า 2.4 ล้านคนสำหรับเด็กประถมศึกษา และยังวางแผนระบบการเรียนรู้ให้กับรัฐบาลในหลายๆ ประเทศใช้เป็นแนวทางวางหลักสูตรด้วย 

          Room to Read จึงไม่ได้เป็นเพียงองค์กรที่เข้าไปสร้างห้องสมุดในพื้นที่ต่างๆ แล้วจากไป แต่พวกเขาทำงานวิจัยอย่างเป็นระบบ ศึกษาข้อมูลด้านวัฒนธรรมและเงื่อนไขสังคมอย่างลงลึก แล้ววางโปรแกรมปูรากฐานการเรียนหนังสือตั้งแต่การอบรมครูผู้สอน ผลิตหนังสือเรียนสำหรับเด็กที่ตอบโจทย์กับภาษาพื้นถิ่น และสร้างพี่เลี้ยงสำหรับเด็กจำนวนมากเพื่อช่วยส่งเสริมให้เกิด ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’ ของเด็กทุกคนอย่างแท้จริง

          “เราต้องการพิสูจน์ว่า การยุติวิกฤตการเรียนรู้ระดับโลกเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ และเรามาไกลเกินกว่าจะล้มเลิก”

          นี่คือเหตุผลที่เราอยากชวนไปเยือน ‘Room to Read’ ที่กระจายในหลายประเทศทั่วโลก เพื่อให้เห็นแนวทางว่าองค์กรที่ดำเนินงานมากว่า 2 ทศวรรษ มุ่งมั่นจะเปลี่ยนโลกการอ่านของเด็กนั้น ทำงานกันอย่างไร และบริหารจัดการองค์กรอย่างไรให้สนับสนุนการรู้หนังสือของเด็กต่างพื้นที่ได้อย่างยั่งยืน

‘การศึกษาที่มีคุณภาพคือสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง’ Room to Read องค์กรที่ยืนหยัดให้เด็กทั่วโลกเข้าถึงการอ่านออกเขียนได้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
Photo: Room to Read

องค์กรที่ประกาศตัวว่า ‘เราจะหยุดวงจรการไม่รู้หนังสือของเด็กทั่วโลก’

          การไต่เขาในเนปาล ปี 1998 คงเป็นเพียงกิจกรรมสำหรับพนักงานออฟฟิศอย่างจอห์น วูด วัย 39 ปี ที่ต้องการหลีกหนีจากหน้าจอคอมเพื่อสัมผัสธรรมชาติต่างแดนเท่านั้น หากว่าเขาไม่เดินไปเจอโรงเรียนเล็กๆ กลางหุบเขาในเนปาลที่มีเด็ก 450 คน แต่มีหนังสือในห้องสมุดเพียง 2-3 เล่ม สร้างความประหลาดใจให้ชายหนุ่มที่มาจากประเทศที่มีทรัพยากรหนังสือให้เด็กมากกว่าหลายเท่า

          “บางทีสักวันหนึ่ง ท่านอาจจะกลับมาที่นี่อีกครั้งพร้อมกับหนังสือก็ได้นะครับ” ผู้อำนวยการโรงเรียนกล่าวกับจอห์นในวันที่เขาได้ไปเยี่ยมเยือน 

          คำพูดนั้นเองที่ผลักดันให้จอห์นไปบอกกล่าวเพื่อนและญาติพี่น้องจนได้หนังสือกว่า 3,000 เล่ม เขาร่วมมือกับ ดินเนช เศรษฐะ (Dinesh Shrestha) แบกหนังสือมายังเนปาล โดยสร้างเป้าหมายเพิ่มหนังสือให้ชุมชนและโรงเรียนในเนปาลมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ พวกเขาใช้ชื่อโปรเจกต์ว่า School Room และตั้งใจที่จะสร้างห้องสมุดที่ชื่อ Reading Room 

          ต่อมา จอห์นตัดสินใจลาออกจากบริษัทไมโครซอฟต์เพื่อเดินตามแพชชั่นผลักดันให้เด็กเข้าถึงการศึกษา ปี 2000 เขาร่วมมือกับดินเนช เศรษฐะสร้างโครงการที่เน้นการศึกษาสำหรับเด็กผู้หญิง เพื่อให้พวกเธอมีองค์ความรู้ตัดสินใจในการดำเนินชีวิตด้วยตัวเองอย่างแท้จริง จนกระทั่งการเข้ามาร่วมงานของอีริน กันจู ได้ขยายเป้าหมายให้พวกเขากระจายการเข้าถึงหนังสือไปยังประเทศอื่นๆ จึงเกิดการสร้างองค์กรที่ชื่อว่า Room to Read ขึ้นมาเพื่อกำหนดปลายทางอันทะเยอทะยานคือ ‘หยุดวงจรการไม่รู้หนังสือของเด็กทั่วโลก’

‘การศึกษาที่มีคุณภาพคือสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง’ Room to Read องค์กรที่ยืนหยัดให้เด็กทั่วโลกเข้าถึงการอ่านออกเขียนได้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
บรรยากาศ Room to Read ในเนปาล
Photo: Room to Read

กำหนดเป้าหมายสู่การแก้วิกฤตการไม่รู้หนังสือ

          ใครได้ยินว่า Room to Read จะเป็นองค์กรที่ ‘หยุดวงจรการไม่รู้หนังสือทั่วโลก’ ก็คงอยากบอกว่า ‘เป็นไปไม่ได้แน่ๆ’ Room to Read ก็ตระหนักรู้เช่นกันว่า ‘แผนการใหญ่’ ที่ต้องลงมือไม่ได้ทำง่ายเหมือนการประกาศเจตนารมณ์ แต่พวกเขายืนยันว่า “เรารู้วิธีแก้วิกฤตการไม่รู้หนังสือ” ทุกๆ 3-5 ปี Room to Read จึงกำหนดทิศทางเพื่อสร้างกลยุทธ์ไปให้ถึงเป้าหมายนั้น 

  • ปี 2001-2006 แผนการสร้างแรงกระเพื่อมและนวัตกรรม ด้วยการขยายประเทศที่เข้าร่วมโครงการและจัดทำโปรแกรมการอ่านหนังสือที่เหมาะสมกับพื้นที่นั้นๆ 
  • ปี 2006-2009 กำหนดเป้าหมายให้ชัดเจนและยิ่งใหญ่ พวกเขาคิดการใหญ่ด้วยการกำหนดเป้าหมายที่จะบรรลุความสำเร็จด้านการอ่านออกเขียนได้ในเด็ก 10 ล้านคนภายในปี 2020 ซึ่งในที่สุดพวกเขาก็สำเร็จเป้าหมายนั้นได้ภายในปี 2015 ก่อนแผนที่กำหนดไว้อีก!
  • ปี 2010-2014 ไม่เน้นแค่ตัวเลข แต่โปรแกรมต้องมีคุณภาพ วิถีของการเน้นจำนวนต้องไม่ใช่คำตอบเดียวของการพัฒนาการอ่านของเด็ก Room to Read มุ่งเน้นพัฒนาคุณภาพโปรแกรมการสอนอย่างลงลึก โดยเฉพาะ Girls’ Education Program ที่เน้นการเปิดโลกกว้างให้เด็กหญิงเห็นความเป็นไปได้ใหม่ๆ ในชีวิต และการกำหนดเส้นทางด้วยศักดิ์ศรีของตัวเอง
  • ปี 2016-2019 ไม่ทำงานคนเดียว แต่สร้างเครือข่ายเพื่อความยั่งยืน เน้นขยายวงกว้างผ่านการสร้างความร่วมมือในระดับภาครัฐ หรือการร่วมงานกับองค์กรเอกชนอื่นๆ ที่มุ่งเน้นแนวทางเดียวกัน เพราะ Room to Read รู้ว่าพวกเขาทำงานคนเดียวไม่ได้ การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องเกิดจากการร่วมมือหลายๆ หน่วยงาน สิ่งสำคัญอย่างยิ่งคือ การเข้าไปทำงานกับรัฐบาลประเทศนั้นๆ เพื่อสร้างโมเดลการเรียนรู้ที่ฝังเข้าไปในหลักสูตรการสอน
  • ปี 2025 เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและมีคุณภาพมากที่สุด Room to Read ประกาศเจตนารมณ์ว่า พวกเขาจะต้องเป็นองค์กรที่สร้างการเปลี่ยนแปลงด้านการอ่านและยกระดับคุณภาพชีวิตให้เด็กได้มีประสิทธิภาพมากที่สุด และรวดเร็วมากที่สุด

          ธีมในแต่ละปีจะใช้ขับเคลื่อนสองงานหลักที่เป็นหัวใจของ Room to Read ภายใต้แนวคิดที่ว่า การศึกษาคือสิทธิขั้นพื้นฐานการยกระดับคุณภาพชีวิตมนุษย์ นั่นคือ สนับสนุนให้เด็กอ่านออกเขียนได้และผลักดันให้เด็กหญิงทุกคนเข้าถึงการศึกษา รู้สิทธิขั้นพื้นฐานของตัวเอง และสามารถกำหนดอนาคตตัวเองได้อย่างมีศักดิ์ศรี

          เพื่อให้เห็นภาพชัดว่าห้องแห่งการอ่านของ Room to Read เป็นอย่างไร เราขอชวนทุกคนท่องโลกไปยังห้องสมุดในประเทศที่ได้รับการสนับสนุนจาก Room to Read จนประสบความสำเร็จมากมาย

โครงการ Girls’ Education

เมื่อการอ่านช่วยสร้างสุขให้เด็กๆ ในห้องสมุดกัมพูชา

          “มีใครอยากอ่านหนังสือหน้าห้องบ้างลูก?” นาเม็ก เพ็ญ ครูชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ในกัมพูชาเอ่ยขึ้นหน้าห้อง มีมือเล็กๆ ของเด็กวัย 6 ขวบชูขึ้นอย่างกระตือรือร้น เพ็นเรียกชื่อ ‘เร็ก ซา’ เด็กน้อยรีบวิ่งไปยังชั้นหนังสือที่ Room to Read ให้การสนับสนุนเอาไว้ ‘เช็ก เช็กอยากแต่งงาน’ (Chek Chek Wants to Get Married) คือเล่มที่หนูน้อยเลือกมาอ่าน

          “หนูชอบอ่านนิทานมากค่ะ” เสียงตื่นเต้นดีใจของเธอเอ่ยขึ้น ก่อนหน้านี้ ไม่เคยมีใครอ่านนิทานให้เรกซาฟังมาก่อน ตั้งแต่มีโครงการ Room to Read เธอยืมหนังสือกลับบ้านสัปดาห์ละสามเล่ม เช่นเดียวกับเด็กอีกจำนวนมากในห้องที่ทำแบบเดียวกัน แม้ห้องสมุดแห่งนี้จะเปิดได้เพียง 3 เดือนเท่านั้น

          พฤติกรรมนี้เกิดขึ้นได้เพราะทุกวันพุธ ครูเพ็ญจะพานักเรียนเดินไปตามโถงทางเดินสู่ห้องสมุด แล้วอ่านนิทานให้ฟัง “เด็กๆ ยืมหนังสือกันเยอะมาก โดยเฉพาะหลังคาบห้องสมุด เยอะจนบางครั้งครูแทบจดลงสมุดบันทึกไม่ทันเลย!” เธอกล่าวด้วยความสุขใจ

          ครูเพ็ญเริ่มหยิบนิทานมาอ่านให้เด็กๆ ฟังอย่างมีชีวิตชีวา เธอกล่าวกับ Room to Read ว่า แม้จะสอนมากว่าสามทศวรรษ แต่คุณครูที่นี่ไม่เคยได้รับการอบรมเกี่ยวกับการอ่านหนังสือให้เด็กอย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนใหญ่ยึดแนวทางตามหลักสูตรของรัฐ ซึ่งเต็มไปด้วยความยากลำบากที่จะทำให้เด็กสนุกกับการอ่านได้เช่นนี้ หลายครั้งเด็กๆ ยังเสียสมาธิที่จะจดจ่อกับเรื่องราว ประเด็นสำคัญคือโรงเรียนแห่งนี้ก็ไม่เคยมีห้องสมุดเป็นจริงเป็นจังมาก่อน

          Room to Read ได้ตัดสินใจเข้ามาร่วมมือกับโรงเรียนสร้างห้องสมุด จัดหาหนังสือสีสันสดใสน่าตื่นเต้น และอบรมการสอนให้คุณครู ทำให้บรรยากาศอันน่าอัศจรรย์เกิดขึ้น ภายในเวลาเพียง 1 ปี จำนวนนักเรียนที่เข้ามายืมหนังสือในห้องสมุดของ Room to Read ในกัมพูชาเพิ่มขึ้นถึง 61% 

          “เมื่อองค์ประกอบทั้งหมดนี้ ทั้งห้องสมุดใหม่ หนังสือ และกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน — ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือแบบครบวงจรของ Room to Read — มารวมกัน ก็ช่วยปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กๆ ตั้งแต่วัยเยาว์” Room to Read ระบุในรายงาน

          ห้องสมุดของโรงเรียนในจังหวัดกัมปง ประเทศกัมพูชาเป็นตัวอย่างแนวทางโปรแกรมขับเคลื่อนการพัฒนาให้เด็กอ่านออกเขียนได้ (Literacy Portfolio Program) ของ Room to Read 

          เราจะเห็นว่าภายใต้หัวข้อนี้ พวกเขาไม่ได้มุ่งเน้นการบริจาคหนังสือเข้าห้องสมุดอย่างเดียว แต่กำหนดแผนการสร้างระบบนิเวศการอ่านให้สอดคล้อง 3 วิธีการหลักคือ

หนึ่ง—ต้องสอนการอ่านออกเขียนได้ที่มีประสิทธิภาพ (Effective literacy instruction)

          ตั้งแต่สอนวิธีการอ่าน วิธีการเขียน ความเข้าใจในการอ่าน ไปจนถึงการปลูกฝัง ‘ความรักในการอ่าน’ เพื่อให้เด็กทุกคนมีแนวคิด ‘การเรียนรู้ตลอดชีวิต’ โดยไม่ได้เริ่มที่เด็ก แต่ต้องเริ่มที่ ‘ครู’ Room to Read สร้างโมเดลการอบรมผู้สอนที่สามารถทำให้เด็กอ่านออกเขียนได้อย่างเป็นระบบ สอนให้ครูสร้างสภาพแวดล้อมที่เด็กรักการอ่าน สนุกที่จะอ่าน และมีเพื่อนเป็น ‘หนังสือ’ ได้อย่างสบายใจ

          ขั้นตอนเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นมาแบบลอยๆ แต่อิงวิธีการสอนตามหลักฐานเชิงประจักษ์ผสมผสานเข้ากับจิตวิทยาด้านการอ่านที่ Room to Read ลงพื้นที่วิจัยในบริบทที่แตกต่างกัน

          ศกมล กิต ครูประจำโรงเรียนในกัมปงกล่าวว่า ก่อนเข้าอบรม เธอรู้จักการสอนเพียงแค่การอ่านออกเสียง แต่ Room to Read ทำให้รู้ว่าในแต่ละระดับชั้นที่ไม่เหมือนกันจะต้องใช้วิธีสอนแตกต่างกัน เช่น การอ่านสำหรับเด็กอนุบาลต้องทำให้นักเรียนได้เรียนรู้เสียงและจังหวะการอ่าน

          ในรายงานของ Room to Read ยังเปิดเผยว่าผลลัพธ์ของการอบรมครูเพื่อเข้าไปสอนเด็ก ทำให้เด็กชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ในโรงเรียนที่ร่วมกับ Room to Read อ่านคำได้ถูกต้องโดยเฉลี่ยมากกว่าสองเท่าต่อนาที และตอบคำถามได้เข้าใจถูกต้องมากกว่า 70% เมื่อเทียบกับโรงเรียนอื่นๆ

          “เทคนิคที่ Room to Read สอนให้มีประโยชน์มากจริงๆ ค่ะ” ครูเพ็ญกล่าว “ครูยังได้แนะนำเด็กๆ ให้รู้จักนักเขียนและนักวาดภาพประกอบชาวกัมพูชาด้วยนะคะ!” เธอกล่าวด้วยความตื่นเต้น

‘การศึกษาที่มีคุณภาพคือสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง’ Room to Read องค์กรที่ยืนหยัดให้เด็กทั่วโลกเข้าถึงการอ่านออกเขียนได้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
บรรยากาศการเรียนการสอนของประเทศกัมพูชา
Photo: Room to Read

สอง—บริจาคหนังสืออย่างเดียวไม่ใช่คำตอบ ต้องสร้างการมีส่วนร่วมในห้องสมุดที่เป็นมิตรกับเด็ก (Engaging, child-friendly libraries)

          เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กทุกคนจะมีทรัพยากรหนังสืออย่างเพียงพอ Room to Read จะเข้าไปร่วมมือกับโรงเรียนและหน่วยงานรัฐสร้างห้องสมุดให้กับเด็ก โดยกำหนดธีมชัดเจนว่า สถานที่นี้จะเป็นมิตรกับนักเรียน มีหนังสือที่เหมาะสมกับพัฒนาการ มีความหลากหลาย และสร้างการมีส่วนร่วมกับเด็กอย่างแท้จริง

          สิ่งสำคัญคือ ห้องสมุดจะต้องอยู่อย่างยั่งยืน พวกเขาจึงจัดอบรมวิชาบรรณารักษ์และการจัดการห้องสมุดให้กับครูในโรงเรียนเอาไว้ โดยมีทีมงานส่วนกลางของ Room to Read ที่คอยเข้าไปช่วยจัดระเบียบและทวนความรู้ให้กับคุณครูอยู่สม่ำเสมอเกือบทุกสัปดาห์ วิธีการทำงานข้อนี้เป็นผลลัพธ์มาจากการที่ Room to Read ลงพื้นที่สำรวจแล้วพบว่า ห้องสมุดหลายแห่งที่องค์กรได้ไปช่วยสร้างไว้นั้นไม่ได้ถูกใช้งานอย่างเต็มประสิทธิภาพ โดยเด็กๆ ยังไม่ได้เข้าไปอ่านหนังสือตามที่องค์กรตั้งเป้าหมายไว้ ทีมงานส่วนกลางจึงต้องเข้าไปช่วยดูแลทุกสัปดาห์นั่นเอง

          “เมื่อก่อนมีแค่ครูบรรณารักษ์ประจำห้องสมุดเท่านั้นที่รู้วิธีจัดการห้องสมุด แต่ตอนนี้ครูทุกคนในโรงเรียนมีส่วนร่วมในการส่งเสริมการอ่าน ฉันเห็นพัฒนาการที่ชัดเจนมาก” ครูศกมลกล่าว

‘การศึกษาที่มีคุณภาพคือสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง’ Room to Read องค์กรที่ยืนหยัดให้เด็กทั่วโลกเข้าถึงการอ่านออกเขียนได้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
Photo: Room to Read

สาม—ผลิตหนังสือเด็กที่มีคุณภาพในภาษาท้องถิ่นนั้นๆ (Quality, local language children‘s books)

          ระบบนิเวศการอ่านที่สำคัญ คือ การมีทรัพยากรหนังสือที่ตอบโจทย์กับเด็กอย่างแท้จริง Room to Read จึงหันมารับบท ‘สำนักพิมพ์’ เพื่อร่วมมือกับผู้ผลิตสิ่งพิมพ์ท้องถิ่น นักเขียน และนักวาดภาพประกอบ ผลิตหนังสือสำหรับเด็กที่เชื่อมต่อกับวัฒนธรรมของพวกเขา โดยเน้นสร้างแรงบันดาลใจในการอ่าน

          หนังสือภาษาท้องถิ่นบางส่วนยังมีแนวทางการสอนสำหรับครูประกอบอยู่ด้วย แม้ว่าครูคนนั้นไม่ได้เข้าร่วมอบรมกับ Room to Read โดยตรงก็ยังสามารถนำไปใช้สอนเด็กได้ทันที 

          ปัจจุบันพวกเขาผลิตหนังสือสำหรับเด็กมากกว่า 30 ภาษา และยังตั้งเป้าหมายที่จะผลิตเพิ่มให้ได้ 57 ภาษาทั่วโลกภายในปี 2025 ด้วย

‘การศึกษาที่มีคุณภาพคือสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง’ Room to Read องค์กรที่ยืนหยัดให้เด็กทั่วโลกเข้าถึงการอ่านออกเขียนได้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
Photo: Room to Read

เพราะการศึกษาคือพื้นที่สร้างศักดิ์ศรีและทักษะชีวิตให้กับเด็กผู้หญิงทุกคนในอินเดียและบังกลาเทศ

          โรชนี นักเรียนชั้นม.3 ใช้เวลาส่วนใหญ่ที่บ้านกับครอบครัวในอินเดีย วันหนึ่งแม่ของเธอมาบอกว่า มีผู้หญิงในหมู่บ้านกำลังจะแต่งงาน ตามข่าวลือที่ชาวบ้านเขาว่ากัน เจ้าสาวอายุ 15 ปี และเธอเป็นเพื่อนร่วมห้องของโรชนีนั่นเอง

          ความสงสัยของโรชนีก็เริ่มต้นขึ้น ‘ทุกคนยอมรับการแต่งงานของเด็กได้ยังไงกัน?’ ‘มีใครถามเด็กคนนั้นหรือเปล่าว่ารู้สึกยังไงกับการแต่งงาน?’ ‘แล้วพ่อแม่เด็กรู้ไหมว่านี่เป็นเรื่องผิดกฎหมาย?’

          โรชนีไม่สามารถยอมรับการแต่งงานครั้งนี้ได้ เธอจึงเริ่มต้นทำอะไรบางอย่าง

          เธอไปคุยกับพี่สาวของเด็ก ซึ่งเรียนโรงเรียนเดียวกัน พี่สาวสารภาพว่าเธอรู้สึกหมดหนทางเหมือนกัน ไม่มีอะไรที่สามารถแก้เรื่องนี้ได้เลย พ่อแม่ของเด็กเชื่อว่าการแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อยเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับยกระดับสถานะทางการเงินของที่บ้าน ในขณะที่ครอบครัวว่าที่เจ้าบ่าวก็เร่งรัดให้เกิดงานแต่งอย่างรวดเร็ว

          โรชนีตัดสินใจไปพบกับซาร์ปัญจ์ (Sarpanch) ผู้ใหญ่บ้าน โดยได้รับการสนับสนุนจากพ่อของเธอเอง โรชนีขอให้ซาร์ปัญจ์ช่วยยับยั้งงานแต่งครั้งนี้ แต่เขากลับตอบว่าทำอะไรไม่ได้เหมือนกัน  เพราะการแต่งงานเป็นเรื่องปกติในชุมชนแรงงานพลัดถิ่น เพราะโควิด-19 ทำให้เศรษฐกิจไม่ดี และบีบให้พ่อแม่จำนวนมากต้องให้ลูกแต่งงานเพื่อเยียวยาครอบครัว

          แม้จะมีอุปสรรค แต่โรชนีไม่ท้อถอย เธอตัดสินใจขอความช่วยเหลือจากพี่เลี้ยงจากโครงการ Room to Read ที่เธอเข้าร่วมด้วย โรชนีได้รับการสนับสนุนให้ประสานงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยปิดบังตัวตนผู้แจ้งความ และติดต่อสายด่วนช่วยเหลือเด็ก จากนั้นตำรวจได้ดำเนินการอย่างรวดเร็ว และสมาชิกคณะกรรมการสวัสดิภาพเด็กได้เดินทางไปยังหมู่บ้านเพื่อพบกับครอบครัว ในที่สุด งานแต่งงานก็ถูกยกเลิกไป

          “การได้เรียนรู้ทักษะชีวิตกับ Room to Read ทำให้หนูอยากช่วยเพื่อนร่วมชั้นในช่วงที่ยากลำบาก หนูอยากเป็นผู้เปลี่ยนแปลงในหมู่บ้านตัวเอง” โรชนีเป็นหนึ่งในนักเรียนหญิงที่เข้าร่วมโครงการ Girls’ Education Program โครงการส่งเสริมให้นักเรียนหญิงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6 ทั่วโลกได้เรียนรู้ทักษะชีวิต โดยมีพี่เลี้ยงที่คอยดูแล และมีหลักสูตรให้คำปรึกษาที่มอบองค์ความรู้ให้ผู้หญิงรับมือกับความท้าทาย อคติ และแรงกดดันต่างๆ ที่เผชิญอยู่ เพื่อแก้ปัญหาการถูกบังคับให้ต้องออกจากโรงเรียนก่อนวัยอันควร

          ปัจจัยที่ทำให้เกิดโครงการนี้ เพราะสถิติระบบการศึกษาโลกระบุว่า เด็กผู้หญิงจำนวน 122 ล้านคนยังคงอยู่นอกระบบการศึกษา ในขณะที่ในประเทศรายได้ต่ำ มีเด็กผู้หญิงเพียง 66 คนเท่านั้นที่สามารถเรียนจบระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เมื่อเทียบกับเด็กผู้ชายที่มี 100 คน ประกอบกับบรรทัดฐานทางสังคมและวัฒนธรรมที่กีดกันการศึกษาของนักเรียนหญิงให้เข้าม.ปลาย ทำให้จำนวนนักเรียนลดลงอย่างมาก

          โครงการ Girls’ Education Program จึงมีขึ้นเพื่อปกป้องนักเรียนหญิงให้ยังอยู่ในระบบการศึกษาผ่านการเรียนรู้ทักษะชีวิต โปรแกรมดังกล่าวกระจายตัวใน 10 ประเทศ โดยเฉพาะในประเทศที่มีวัฒนธรรมบังคับให้เด็กผู้หญิงแต่งงานตั้งแต่เด็ก เช่น อินเดีย บังกลาเทศ ปากีสถาน และอื่นๆ พื้นทที่เหล่านี้ประสบปัญหาอย่างหนักในช่วงโควิด-19 หลายครอบครัวขาดรายได้ ยังผลมาให้เด็กผู้หญิงจำนวนมากต้องออกจากระบบการศึกษาก่อนวัย เพื่อหารายได้จุนเจือครอบครัว

‘การศึกษาที่มีคุณภาพคือสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง’ Room to Read องค์กรที่ยืนหยัดให้เด็กทั่วโลกเข้าถึงการอ่านออกเขียนได้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
Photo: Room to Read

          หัวใจหลักของการสร้างทักษะชีวิตให้กับเด็กผู้หญิงต้องสอดคล้องกับบริบท ระดับชั้นเรียน และความต้องการของน้องๆ ทุกคน โดยมี 4 ปัจจัยที่ Room to Read จะพิจารณาคือ

หนึ่ง—การเรียนรู้ทักษะชีวิต

          ช่วยสนับสนุนผู้หญิงในช่วงวัยรุ่นให้พัฒนาทั้งผลลัพธ์ด้านการเรียนรู้และคุณภาพชีวิต ส่งเสริมให้เรียนจบด้วยความเข้มแข็งทางใจและความสามารถในการเป็นผู้นำ การทำงานร่วมกับผู้อื่น การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการตัดสินใจ เพื่อรับมือกับความท้าทายเร่งด่วนที่ต้องเผชิญ หลักสูตรนี้พัฒนาตามงานวิจัยของ Room to Read ที่ปรับเข้ากับบริบทเด็กในพื้นที่ที่แตกต่างกัน คนที่จะเข้ามาเรียนได้เห็นภาพว่าในแต่ละสถานการณ์ความท้าทายและเงื่อนไขที่ไม่เหมือนกัน พวกเธอสามารถฝ่าฟันหรือสร้างความพร้อมในการรับมือได้อย่างไรบ้าง

สอง—ระบบพี่สาวน้องสาวคอยดูแลกันอย่างใกล้ชิด

          Room to Read สร้างทีมประสานงานประจำท้องถิ่นเข้ามารับการอบรมและคอยรับบทเป็น ‘พี่เลี้ยง’ คอยดูแลนักเรียนหญิงที่เข้าร่วมหลักสูตรทักษะชีวิต พี่เลี้ยงเหล่านี้จะคอยเปรียบเหมือนพี่สาวที่สนับสนุน ผลักดัน บ่มเพาะ และให้คำปรึกษา คอยดันหลังช่วยเหลือให้น้องๆ ได้รู้จักอำนาจในการตัดสินใจ และเลือกเส้นทางชีวิตตัวเองอย่างมีข้อมูลรอบด้าน 

กลุ่มพี่เลี้ยงจะคอยติดตามปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้น้องๆ เหล่านี้อาจต้องออกจากการศึกษากลางคัน และทำงานแบบตัวต่อตัวกับเด็กๆ พร้อมทั้งครอบครัว เพื่อให้การช่วยเหลือในช่วงท้าทายของการเป็นวัยรุ่นผู้หญิง

สาม—ทำความเข้าใจบทบาทของผู้หญิงในระดับชุมชน

          เพราะอคติทางเพศมักผูกโยงกับค่านิยมของสังคม Room to Read จึงมองว่า เพื่อให้โครงการนี้ตอบโจทย์การศึกษาสำหรับผู้หญิงอย่างเป็นระบบ การทำงานกับชุมชนจึงเป็นอีกส่วนสำคัญ โดยมีการจัดเวิร์กช็อป กิจกรรมพูดคุย และอื่นๆ เพื่อสร้างการตระหนักรู้เกี่ยวกับบรรทัดฐานทางสังคม ความคาดหวัง และความท้าทายที่อาจส่งผลต่อความสามารถในการเรียนของเด็กผู้หญิง ในอีกแง่หนึ่ง การเข้าไปทำงานกับชุมชนจะทำให้ทีม Room to Read และพี่เลี้ยงได้รู้สถานการณ์ชุมชนที่เด็กๆ อาศัยอยู่ด้วย 

สี่—สนับสนุนค่าใช้จ่ายให้กับเด็กผู้หญิงที่ขาดแคลนโอกาส

          หลายครั้ง ปัญหาที่เด็กต้องออกจากระบบการศึกษาไม่ใช่เพราะครอบครัวอคติและกีดกัน แต่เนื่องด้วยสถานะทางการเงินที่ไม่สามารถสนับสนุนนักเรียนได้อย่างเต็มที่ Room to Read จึงมอบทุนการศึกษาช่วยเหลือให้นักเรียนหญิงสามารถเล่าเรียนได้โดยไม่มีความกังวล โดยมอบให้เป็นค่าเล่าเรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน และบริการเตรียมความพร้อมในการสอบต่างๆ 

          โครงการสร้างหลักสูตรทักษะชีวิตนี้ ไม่เพียงมุ่งเน้นการสอนให้เด็กผู้หญิงเท่านั้น แต่เด็กผู้ชายก็สามารถเรียนรู้ได้ เพื่อการตระหนักรู้ในความเหลื่อมล้ำทางเพศ การมีส่วนร่วมเพื่อสร้างความเสมอภาคทางเพศ ท้าทายอคติเหมารวมทางเพศ และส่งเสริมบทบาทการเป็นพันธมิตรเพื่อต่อต้านการเลือกปฏิบัติทางเพศ ในปี 2025 หลักสูตรนี้จะพร้อมใช้งานอย่างเป็นทางการ โดยจะมีการจัดเวิร์กช็อปให้กับเจ้าหน้าที่รัฐ ครู และโรงเรียนทั่วประเทศเพื่อทำความเข้าใจทักษะชีวิตและสามารถนำไปใช้สอนเด็กต่อได้ 

          ความจริงจังของโครงการ Girls’ Education Program ยังเอื้อมมือไปถึงการเปลี่ยนแปลงในระดับรัฐ เมื่อรัฐบาลบังกลาเทศเล็งเห็นศักยภาพของ Girls’ Education Program จึงเชิญให้ Room to Read เข้ามามีบทบาทในแพลตฟอร์มระดับชาติ ด้วยการออกแบบหลักสูตรทักษะชีวิตของประเทศให้กับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา

          “เมื่อเด็กผู้หญิงคนหนึ่งค้นพบความกล้าที่จะลุกขึ้นพูดเพื่อความฝันของตนเอง หรือเรียนรู้ที่จะแก้ปัญหาด้วยความคิดสร้างสรรค์และความเห็นอกเห็นใจ ทักษะเหล่านี้เปรียบเสมือนพลังพิเศษในชีวิตจริง ที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันการแต่งงานตั้งแต่อายุน้อย และเป็นแสงนำทางสู่การศึกษาและการเสริมพลังให้กับตนเอง” Room to Read ระบุในรายงาน 

          ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เพื่อส่งเสริมให้เด็กผู้หญิงเข้าถึงการศึกษาและความเสมอภาคทางเพศในช่วงการระบาดของโควิด Room to Read ได้สร้างโปรเจกต์ที่เรียกว่า She Creates change สร้างแอนิเมชันและภาพยนตร์ที่เสริมสร้างความเท่าเทียมทางเพศเพื่อให้โครงการการศึกษาเข้าถึงเด็กผู้หญิงทั่วโลกได้อย่างแท้จริง โดยมีเนื้อเรื่องที่มาจากเหตุการณ์จริงของนักเรียนหญิงจากประเทศต่างๆ บอกเล่าใน 6 ภาษา ได้แก่ ภาษาอังกฤษ, ภาษาญี่ปุ่น, ภาษาสเปน, ภาษาฮินดู, ภาษาอารบิก และภาษาฝรั่งเศส

สร้างความเปลี่ยนแปลงด้านการศึกษาใน 29 ประเทศทั่วโลก

          ตั้งแต่กัมพูชา ลาว เวียดนาม บังกลาเทศ อินเดีย ปากีสถาน ปาเลสไตน์ ไปจนถึงสหรัฐอเมริกา แต่ละที่มีโจทย์ทางสังคมที่ส่งผลต่อการรู้หนังสือของเด็กที่แตกต่างกันแน่ๆ

          แต่อะไรที่ทำให้ Room to Read สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงได้ทั้ง 29 ประเทศทั่วโลก โดยเข้าไปมีส่วนร่วมกับโรงเรียนกว่า 140,000 แห่ง?

          “โปรแกรมการเรียนหนังสือของเราประสบความสำเร็จในหลายหมื่นชุมชนทั่วโลก เพราะมันสามารถปรับตามเงื่อนไขของประชากรและบริบทแบบใดก็ได้” พวกเขาระบุในรายงานประจำปี

          วิธีการหนึ่งที่ทำให้ Room to Read สร้างโปรแกรมที่ตอบโจทย์ปัญหาของแต่ละประเทศคือการดึงให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ศึกษาปัญหาแต่ละประเทศตั้งแต่รากทางประวัติศาสตร์ไปจนถึงติดตามความเคลื่อนไหวทางสังคม การเมือง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมที่ส่งผลต่อปัจจัยการเรียนของเด็ก

          เช่น ในบังกลาเทศ Room to Read พบว่าประเทศที่เคยถูกครอบงำจากอังกฤษในยุคล่าอาณานิคมต้องประสบปัญหาการแบ่งแยกทางการศึกษาอย่างหนัก เมื่อชนชั้นนำใช้ภาษาอังกฤษจนเติบโตทางโอกาสการศึกษา แต่คนส่วนใหญ่ของประเทศใช้ภาษาเบงกาลี จนกระทั่งเกิดการแบ่งอินเดียเป็นหลายส่วนในปี 1947 ต่อมาบังกลาเทศได้รับเอกราชจากปากีสถานในปี 1971 นำมาซึ่งความปั่นป่วนในระบบการศึกษา เมื่อประเทศที่เพิ่งก่อตั้งไม่มีระบบหลักสูตรที่รองรับประชากรอย่างเหมาะสม ทำให้มีอัตราการเข้าเรียนต่ำและมีความเหลื่อมล้ำทางเพศอย่างมีนัยสำคัญ ยิ่งในยุคใหม่ บังกลาเทศก็ยังเผชิญกับวิกฤตซ้ำแล้วซ้ำเล่า ไม่ว่าจะเป็นค่าสกุลเงินอ่อน สภาพอากาศรุนแรง และความไม่สงบทางการเมือง เพิ่มระดับปัญหาให้ระบบการศึกษาถอยหลังไปเรื่อยๆ ตามข้อมูลของธนาคารโลก เด็กอายุ 10 ปีกว่าครึ่งหนึ่งในบังกลาเทศ ไม่สามารถบรรลุมาตรฐานขั้นต่ำด้านการอ่านและเขียนได้

          Room to Read มองเห็นความท้าทายนี้ และเริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่ปี 2009 ทั้งโครงการวางหลักสูตรทักษะชีวิตสำหรับเด็กผู้หญิงที่อาจถูกบังคับให้ออกจากระบบการศึกษา การเพิ่มโอกาสเข้าถึงหนังสือ การอ่าน และสร้างห้องสมุดให้หลายโรงเรียนผ่านโปรแกรมที่แตกต่างกัน โดยทีมงานยังคงคอยอัปเดตสถานการณ์การศึกษาของประเทศทุกปี เช่น ในปี 2025 Room to Read จะขยายโครงการเรียนรู้และจุดประกายการรักการอ่านสำหรับเด็กปฐมวัยในเขตเมาล์วีบาซาร์ (Moulvibazar) ของบังกลาเทศ เนื่องจากเด็กในพื้นที่ยังขาดทรัพยากรและโอกาส โดยเฉพาะคุณครูที่ยังไม่ได้รับการอบรมการสอนเรื่องการอ่านอย่างเป็นระบบ

‘การศึกษาที่มีคุณภาพคือสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง’ Room to Read องค์กรที่ยืนหยัดให้เด็กทั่วโลกเข้าถึงการอ่านออกเขียนได้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
Photo: Room to Read

          อีกหนึ่งตัวอย่างมาจากประเทศเวียดนาม พื้นที่ที่เคยตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส เมื่อได้รับเอกราชก็เผชิญปัญหาสงครามกลางเมืองและสงครามตัวแทนในช่วงสงครามเย็น นำมาสู่วิถีชีวิตอันยากลำบาก กว่าจะฟื้นฟูประเทศกลับมาได้ใช้เวลากว่าหลายทศวรรษ

          แน่นอนว่าปัจจัยเหล่านี้ส่งผลต่อการศึกษา แม้ว่ารัฐบาลเวียดนามจะเร่งระบบการศึกษาให้ก้าวหน้ามากแล้ว แต่ยังเกิดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างเด็กบ้านจนกับเด็กชนชั้นกลางบน และเด็กในเมืองกับเด็กชนบท รวมทั้งหลักสูตรการศึกษาของรัฐก็เน้นท่องจำมากกว่าการสอนให้เด็กรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต อัตราการเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาลดต่ำลงมาก โดยเฉพาะในเขตชนบท ยังไม่นับว่าความท้าทายใหม่ของเวียดนามคือการเป็นประเทศที่มีโอกาสเผชิญสภาพอากาศแปรปรวนอย่างมาก ซึ่งจะส่งผลต่อการศึกษาของเด็กอย่างแน่นอน

          Room to Read จึงเข้าไปวางรากฐานด้านการเข้าถึงการอ่านเขียนในเวียดนามตั้งแต่ปี 2001 ตั้งแต่การสร้างห้องสมุดและการเพิ่มความเสมอภาคทางเพศในการศึกษา และทุกๆ ปีจะมีการอัปเดตข้อมูลที่ช่วยพัฒนาการเรียนของเด็กเสมอ กิจกรรมที่ Room to Read ทำเฉพาะเจาะจงในเวียดนาม คือ การสร้างชมรมเรียนรู้ความเป็นธรรมทางสภาพอากาศ (Climate Justice) ในปี 2023

          โดยนำร่องชมรมหลังเลิกเรียนนี้กับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-2 ในโรงเรียนที่เข้าร่วมสองแห่งในจังหวัดวินห์ลอง ชมรมดังกล่าวจะจัดการเรียนรู้เกี่ยวกับข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผลกระทบต่อความไม่เท่าเทียมทางเพศ และแนวทางในการเป็นผู้นำหรือมีส่วนร่วมในการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างสร้างสรรค์ 

          ชมรมนี้ได้รับความสนใจและประสบความสำเร็จไม่น้อย มีโรงเรียนที่อยากเข้าร่วมจำนวนมากขึ้น แผนงานในปี 2025 ของ Room to Read ก็เตรียมแบ่งปันหลักสูตรด้านสภาพภูมิอากาศและความเป็นธรรมทางด้านสภาพภูมิอากาศไปฝึกอบรมทั้งครูและนักเรียนด้วย โดยองค์กรจะสนับสนุนเงินทุนเพิ่มเติมให้กับโรงเรียนที่ต้องการเข้าร่วมเพื่อขยายโครงการให้เข้าถึงนักเรียนทั่วเวียดนามในวงกว้างยิ่งขึ้น

          นอกจากนี้ Room to Read ยังพร้อมออกแบบสื่อการสอนและการอ่านที่ตอบโจทย์ความต้องการของนักเรียนที่มีเงื่อนไขต่างกัน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ในห้องเรียนหรือเรียนจากบ้าน ทั้งการนำหนังสือไปมอบให้ถึงมือ การสร้างแพ็กเกจการเรียนหนังสือให้กับเด็กที่บ้าน หากใครไม่มีโทรศัพท์ส่วนตัว พวกเขาก็ถ่ายทอดการสอนผ่านวิทยุได้ ส่งห้องสมุดเคลื่อนที่ไปยังหมู่บ้านห่างไกล และเผยแพร่หนังสือเรียนภาษาถิ่นที่ร่วมกับนักเขียนในชุมชนลงแพลตฟอร์ม LiteracyCloud.org

‘การศึกษาที่มีคุณภาพคือสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง’ Room to Read องค์กรที่ยืนหยัดให้เด็กทั่วโลกเข้าถึงการอ่านออกเขียนได้เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิต
Photo: Room to Read

เสริมสร้างความยั่งยืนด้วยการจับมือรัฐและองค์กรอื่นๆ ให้ช่วยกันสานต่อการศึกษาของเด็ก

          หากจะทำตามเป้าหมาย ‘หยุดวงจรการไม่รู้หนังสือทั่วโลก’ ได้สำเร็จ สิ่งนี้ไม่ได้เกิดจาก Room to Read เพียงลำพัง แต่ต้องมาจากการร่วมมือกันทั้งองคาพยพของสังคม 

          Room to Read จึงมุ่งมั่นเข้าไปทำงานกับภาครัฐของแต่ละประเทศ รวมทั้งเอกชนที่มีแนวทางร่วมกันเพื่อทำให้การเข้าถึงการเรียนรู้เกิดขึ้นกับเด็กในพื้นที่ต่างๆ อย่างยั่งยืน 

          พวกเขาเชื่อว่าการจะเกิดความร่วมมือนี้ได้ สิ่งสำคัญต้องเกิดจากการสร้างแบรนด์ Room to Read ให้มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือเพื่อให้รัฐบาลต่างๆ เชื่อใจว่าโครงการต่างๆ จะมีประสิทธิภาพและส่งผลที่ดีต่อคุณภาพของประเทศอย่างแท้จริง

          ที่ผ่านมา องค์กรแห่งนี้ได้ร่วมมือกับหน่วยงานรัฐหลายแห่ง เช่น กระทรวงศึกษาธิการของบังกลาเทศได้เชิญให้ Room to Read เข้าร่วมออกแบบหลักสูตรการเรียนทักษะชีวิตระดับประเทศ หรือกระทรวงการศึกษาของเวียดนามได้ร่วมมือกับ Room to Read ทำให้เด็กเข้าถึงโครงการอ่านหนังสือให้ได้มากที่สุดในเวียดนาม และคณะทำงานของ Room to Read ได้เข้าร่วมประชุมวางแผนด้านการศึกษากับรัฐบาลเวียดนามด้วย

          แนวคิดที่ทำให้ Room to Read ยังคงยืนระยะเพื่อการเรียนหนังสือของเด็กมาได้ในสองทศวรรษคือการทำให้องค์กรไม่แสวงผลกำไรยังคงดำเนินงานต่อเนื่องเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย ท่ามกลางความผันผวนของโลกย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

          สิ่งสำคัญคือการเตรียมความพร้อมให้โครงการยังคงตอบโจทย์ความต้องการและสนับสนุนให้เด็กเข้าถึงโอกาสการอ่านออกเขียนได้ และตัวเลือกที่ Room to Read เลือกทำคือ การจัดทำวิจัยการเรียนรู้ สร้างนวัตกรรม และประเมินผลลัพธ์อยู่สม่ำเสมอ เพราะหากองค์กรเชื่อว่าการเรียนรู้คือสิ่งสำคัญให้เด็กได้พัฒนาคุณภาพชีวิต ดังนั้น การทำงานในองค์กรเองก็จำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการ ‘เรียนรู้ของตัวเอง’ เช่นกัน

          การพัฒนาสื่อการสอนและแนวทางช่วยเหลือเด็กจึงมาจากการอ้างอิงหลักฐานเชิงประจักษ์ในงานวิจัยอยู่เสมอ ทั้งยังมีการปรับปรุงชุดตัวชี้วัดทั้งภายในและภายนอกเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์แต่ละปี อย่างที่เรายกตัวอย่างไปแล้วว่า พวกเขาลงพื้นที่สำรวจความต้องการของประเทศต่างๆ ทุกปี และออกแบบโปรแกรมเพื่อตอบสนองปัญหาที่แตกต่างกัน 

          “เราเชื่อว่า ด้วยการใช้สื่อและแนวทางการเรียนรู้ที่อ้างอิงจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ระบบการเรียนรู้จะสามารถเอื้อให้เด็กทุกคนพัฒนาทักษะการเรียนรู้ขั้นพื้นฐาน พร้อมเสริมพลังให้พวกเขาสามารถสร้างแนวทางแก้ไขที่เป็นธรรมต่อความท้าทายเร่งด่วนที่สุดที่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นในชีวิตของตนเอง ชุมชนของตน หรือในระดับโลก” ทีม Room to Read ระบุในรายงาน

          นอกจากนี้ Room to Read ต้องการท้าทายตัวเองในทุกระดับ เพิ่มตัวเลขความสำเร็จในทุกๆ ปี ในรายงานวิสัยทัศน์ปี 2025  เป้าหมายอันทะเยอทะยานของพวกเขาคือ การเพิ่มจำนวนเด็กที่ได้รับประโยชน์ในโครงการกว่า 20 ล้านคนต่อปี ซึ่งเพิ่มเป็นสองเท่าจากที่เคยมุ่งหวังเอาไว้ในปีที่ผ่านมา

          ทั้งยังตั้งเป้าเพิ่มจำนวนชุมชน 400,000 แห่งต่อปี ขยายให้เข้าถึงประเทศใหม่ๆ อีก 3 พื้นที่ และเพิ่มพันธมิตรที่เข้าร่วมสนับสนุนโครงการเป็น 2 เท่า โดยที่องค์กรต้องสร้างการสนับสนุนและหารายได้มาดำเนินการให้เพิ่มขึ้นได้ 6% โดยมีเงินทุนที่ไม่ถูกจำกัดวัตถุประสงค์อย่างน้อยร้อยละ 40 และเงินสำรองสำหรับการดำเนินงานเทียบเท่าอย่างน้อย 9 เดือน เงินเหล่านี้มาจากการเรี่ยไรในองค์กรเอกชนที่พร้อมสนับสนุน และบุคคลต่างๆ ที่สนใจร่วมบริจาคกับโครงการ

          ในปี 2025 ที่จะถึงนี้ Room to Read ยังมีแผนที่จะขยายโครงการไปยังประเทศใหม่ๆ อีก อย่างน้อย 12 ประเทศ คือ แคนาดา, จีน, อิตาลี เคนย่า เลบานอน มาลาวี มัลดีฟส์ ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ ยูกันดา สหรัฐอเมริกา และที่ขาดไม่ได้คือการมุ่งเป้าไปยังตะวันออกกลาง ซึ่งกำลังเผชิญปัญหาสงคราม โดย Room to Read เน้นพื้นที่เขตผู้ลี้ภัยในเลบานอนเหนือและปาเลสไตน์

          พวกเขายังวางแผนสร้างหนังสือสำหรับเด็กในอีก 18 ภาษาทั่วโลก เช่น เซบัวโน (Cebuano) ภาษากลุ่มออสโตรนีเซียน ใช้พูดในประเทศฟิลิปปินส์เป็นหลัก, ดารี (Dari) ภาษาราชการของประเทศอัฟกานิสถาน, มิสกิโต (Mitskito) ภาษาของชนพื้นเมืองมิสกิโต ใช้พูดในพื้นที่ชายฝั่งทะเลแคริบเบียนของประเทศนิการากัวและฮอนดูรัส, ภาษาปัญจาบี (Punjabi) ภาษาที่ใช้ในแคว้นปัญจาบของอินเดียและปากีสถาน  

          “ในขณะที่เรากำลังก้าวเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อก่อนครบรอบ 20 ปีขององค์กร เราถูกผลักดันให้ต้องกล้าคิด กล้าตัดสินใจ และแสดงให้เห็นถึงความสร้างสรรค์อันโดดเด่นของ Room to Read ควบคู่กับความมุ่งมั่นอย่างแน่วแน่ต่อพันธกิจของเรา” ดร. จีธา มูราลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Room to Read ระบุในรายงานประจำปี

          “ผ่านวิสัยทัศน์ในปี 2025 เรามุ่งมั่นที่จะทำให้สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นไปไม่ได้ กลายเป็นความจริง” มูราลีกล่าวอย่างเชื่อมั่น


ที่มา

เว็บไซต์ Roomtoread (Online)

เว็บไซต์ She Creates Change (Online)

บทความ “Gender Equality” จาก roomtoread.org (Online)

บทความ “Our Work” จาก roomtoread.org (Online)

Cover Photo: Room to Read

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก