ห้องสมุดชุมชนหลายแห่งทั่วโลก หน้าตาบ้านๆ ไม่ค่อยทันสมัย อาจเป็นบ้านหลังเล็กๆ ที่มีหนังสือเพียงไม่กี่เล่ม หรือประชากรไม่กี่หยิบมือ หรือเป็นอาคารไม่กว้างขวาง ไร้การตกแต่งสวยหรู
สาเหตุมาจากหลายปัจจัย ส่วนใหญ่เพราะงบประมาณไม่เพียงพอ หรือเป็นห้องสมุดในชนบทที่มีความต้องการพื้นฐานเท่านั้น (กล่าวคือ แค่มีหนังสือไม่กี่เล่ม และพื้นที่ผ่อนคลายบ้างก็เพียงพอแล้ว) เพราะการดูแลรักษาพื้นที่ (maintenance) ต้องใช้ทั้งแรงงาน งบประมาณ ชุมชนเข้มแข็ง และองค์ความรู้ในระยะยาว
การมีรากฐานมากจากมูลนิธิจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นอันสำคัญของ ห้องสมุดริคเคน (Riecken Community Libraries)
ย้อนไปในปี 2000 ซูซาน ริคเคน (Susan Riecken) และ อัลเลน แอนเดอร์สัน (Allen Andersson) คู่ภรรยาสามีผู้ก่อตั้ง มูลนิธิริคเคน (Riecken Foundation) กำลังจะเกษียณจากการทำงาน ก่อนหน้านี้ อัลเลนในวัยหนุ่มเป็นอาสาสมัครหน่วยสันติภาพและเคยสอนแคลคูลัสที่มหาวิทยาลัยฮอนดูรัส (University of Honduras) หลังจากนั้นเขาก็สวมหมวกนักวิทยาศาสตร์ วิศวกร และผู้ประกอบการด้านคอมพิวเตอร์ซอฟแวร์
พวกเขามองเห็นว่าอเมริกากลางกำลังเจอวิกฤตหนักหลายด้าน ทั้งวิกฤตขาดแคลนอาหาร ยา การสนับสนุนทางการศึกษา เกษตรกรรม หรือการว่างงานของผู้คนจำนวนมหาศาล ดังนั้นหนทางที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพคือ ‘ข้อมูล’ และทำยังไงก็ได้ให้คนเข้าถึงมัน มูลนิธินี้จึงถือกำเนิดขึ้น
หลังจากก่อตั้งมูลนิธิฯ คู่สามีภรรยาก็เริ่มสร้างเครือข่ายห้องสมุดและขยายสาขาไปกว่า 60 แห่ง กระจายอยู่ในชนบทฮอนดูรัสและกัวเตมาลา ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ด้อยโอกาสและเต็มไปด้วยผู้มีฐานะยากจน โดยพึ่งพางบประมาณจากตัวมูลนิธิและการรับบริจาคเป็นหลัก
ประสบการณ์จากการทำงานมูลนิธิทำให้พวกเขาเข้าใจหัวใจสำคัญของการบริหารองค์กร นั่นคือ ‘ธรรมาภิบาลที่เข้มแข็งของชุมชน’
“ผู้คนในอเมริกากลางรักการอ่านมาแต่ไหนแต่ไร ถ้าลองย้อนกลับไปปี 426 ผู้คนแถบยุโรปส่วนใหญ่ยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ แต่ในภูมิภาคโคปัน (Copán region) หรือชาวมายาเริ่มมีการแกะสลักนักรบและผู้ปกครองเมืองของพวกเขาลงบนกำแพงหินเพื่อให้ลูกหลานได้เรียนรู้เรื่องราวของบรรพบุรุษ
“แต่เมื่อโลกย่างเข้าศตวรรษที่ 20 ห้องสมุดกลับมีแต่ป้าย ‘ห้ามจับหนังสือ’ หรือ ‘ห้ามส่งเสียง’ ในโซนเด็ก บรรดาห้องสมุดเมืองโคปันก็สูญเสียเสน่ห์แห่งอารยธรรมที่จะได้เล่นสนุกตรงนี้ไป เราจึงเห็นเหล่านักอ่านเริ่มมาเยี่ยมเยียนห้องสมุดน้อยลง บรรณารักษ์ก็เช่นกัน
“แต่เรารู้ว่าเราพัฒนาห้องสมุดได้เจ๋งกว่านั้น หลังจากที่เปิดห้องสมุดริคเคนไปแล้ว 2-3 แห่ง เราก็เริ่มทำ open stack โซนที่เปิดให้เด็กใช้เสียงได้ตามใจชอบ และเปิดให้ยืมหนังสือฟรี ซึ่งชาวบ้านต่างปล่อยข่าวนี้ออกไปแบบปากต่อปากราวกับไฟลามทุ่ง” ผู้ก่อตั้งทั้งสองเอ่ย
พื้นที่อ่อนแอ แต่ห้องสมุดเข้มแข็ง
ห้องสมุดเนล แอนด์ ราเควล (Nell and Raquel Library) ประจำเทศบาลซูลาโค จังหวัดโยโร เมืองฮอนดูรัส เปิดตัวเมื่อปี 2000
ใครจะรู้ว่าในเวลาต่อมา ฮอนดูรัสและกัวเตมาลาจะมีห้องสมุดริคเคนเป็นของตัวเองมากขึ้นและมากขึ้นเรื่อยๆ โดยมีผู้เข้าใช้งานกว่า 800 คนต่อห้องสมุดหนึ่งแห่ง
ข้อมูลจากเว็บไซต์ริคเคน ฮอนดูรัส เป็นประเทศที่ใหญ่และยากจนเป็นอย่างมากในแถบอเมริกากลาง ประชากรกว่าครึ่งอาศัยอยู่ตามพื้นที่ห่างไกลแบบกระจัดกระจาย และมีจำนวนราว 11.2 ล้านรายที่อ่านหนังสือไม่ออก มีฐานะยากจน และขาดปัจจัยพื้นฐานสำหรับการดำรงชีวิต
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น การก่ออาชญากรรมและคอร์รัปชันยังเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ฮอนดูรัสกลายเป็นประเทศที่รุนแรงประเทศหนึ่งในโลก และเมื่อความรุนแรงถูกทับถมไปพร้อมกับปัญหาการจ้างงานและการศึกษาที่ไร้คุณภาพ คนหนุ่มสาวจึงถูกบีบให้ย้ายหนีออกจากประเทศเพื่อแสวงหาโอกาสที่อื่น เช่น สหรัฐอเมริกา
การสร้างห้องสมุดสักแห่งอาจไม่สามารถแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างของประเทศได้ แต่อย่างน้อยคนในพื้นที่ผู้ขาดโอกาสเพื่อย้ายออกไปที่อื่นก็ยังสามารถเข้าไปใช้งานพื้นที่สาธารณะด้วยความรู้สึกรู้สึกปลอดภัย ได้เข้าถึงหนังสือสักเล่ม คุยกับใครสักคน หรือหลบหนีจากความวุ่นวายของโลกภายนอกได้

กัวเตมาลาแม้เด็กๆ จะได้เรียนฟรี แต่คุณภาพของการศึกษาจากรัฐยังไม่มีมาตรฐานมากพอ และถูกลดทอนคาบเรียนให้เหลือเพียง 200 วันเพราะขาดแคลนแรงงานอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งสถานการณ์บ้านเมืองก็แต่มีความขัดแย้งรุนแรง เต็มไปด้วยกลุ่มอันธพาล ท้องถนนกลายเป็นเส้นทางหลักในการลักลอบขนส่งยาเสพติดไปยังสหรัฐอเมริกา
เมืองๆ นี้มีความหลากหลายทางประชากรสูง มีจำนวนราว 19 ล้านคน และแทบจะเป็นเมืองที่คนรู้หนังสือน้อยมากในแถบละตินอเมริกา (ราว 82%) โดยเฉพาะเด็กผู้หญิงและผู้หญิงชนบท นอกจากนั้นยังมีชาติพันธุ์กว่า 20 กลุ่มที่พูดภาษาสเปนเป็นภาษาที่สองรองจากภาษาของพวกเขา ดังนั้นการเรียนการสอนให้อ่านจึงเป็นเรื่องท้าทาย แถมคนส่วนใหญ่ยังไม่มีกำลังในการจ่ายค่าชุดนักเรียนและอุปกรณ์การศึกษา
ห้องสมุดริคเคนในหลากหลายพื้นที่จึงกลายเป็นศูนย์กลางของชุมชนได้ให้โอกาสทั้งปัจเจกและชุมชนเพื่อพัฒนาตัวเองตามต้องการ
เมื่ออัลแลนและซูซานไปเยี่ยมหมู่บ้านดัลเช นอมเบร ( Dulce Nombre) ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากเมืองโบราณโคปัน ทั้งคู่พบว่าชุมชนเตรียมตัวกันอยู่ 2 ปีก่อนที่จะมาสมัครขอให้มีการก่อสร้างห้องสมุดริคเคนในพื้นที่ และเมื่อถึงเวลานั้น ผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านก็นำทัวร์ไปรอบๆ พื้นที่ เล่าให้ฟังว่าพวกเขาเตรียมตัวอย่างไรบ้างก่อนที่จะมีการสร้างห้องสมุด ไม่ว่าจะเป็นหาผู้จัดการผลประโยชน์จากทุกภาคส่วนรอบๆ ชุมชน ที่ดินสาธารณะส่วนหนึ่งที่แบ่งมาเพื่อสร้างห้องสมุด ทำสัญญากับนายกเทศมนตรีเพื่อจัดหางบประมาณในการจ้างบรรณารักษ์หรือซื้ออุปกรณ์ที่จำเป็น หรือหาอาสาสมัครมาเพื่อเตรียมการจากสิ่งของที่ได้รับบริจาคมา
“จริงๆ ก็เหมือนว่าเราเปิดห้องสมุดแล้วนี่นา
“พวกคุณรู้ไหม ห้องสมุดริคเคนไม่ใช่ห้องสมุดทั่วไป เพราะใครๆ ก็สามารถเข้ามาใช้งานที่นี่ได้ ทุกคนสามารถสัมผัสหนังสือได้ตามใจชอบ เด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถมายืมและคืนหนังสือตามเวลาได้เลย” เจ้าบ้านเอ่ย
ฟังดูเหมือนเป็นพื้นฐานของการบริการ (ที่อาจจะเป็นฟังก์ชันของห้องสมุดในยุคเก่าเสียด้วยซ้ำ) แต่สำหรับพื้นที่ที่แม้แต่ความต้องการพื้นฐานของชีวิตยังไม่ถูกเติมเต็ม ห้องสมุดอาจสร้างความหมายใหม่ให้กับวิถีชีวิตและผู้คนได้อย่างน่าเหลือเชื่อ
“เราเจอเด็กชายอายุ 9 ขวบที่ซ้ำชั้น ป.1 และสมาธิว่อกแว่กอยู่ตลอดเวลา เพราะเขายังไม่เคยเรียนรู้การอ่านหนังสือ แต่เมื่อฉันพาเขาเข้าห้องสมุดในทุกๆ บ่าย และให้เขาเรียนรู้จากซีดีสอนการอ่านด้วยตัวเอง เพียงแค่ 3 สัปดาห์ผ่านไป คุณครูที่โรงเรียนของเขาก็ประหลาดใจที่เขาเริ่มอ่านหนังสือ และตอนนี้เขาก็เริ่มชวนน้องชายมาอ่านหนังสือด้วยกันที่ห้องสมุด” เอ็นมา โรซาริโอ มอนคาดา ( Enma Rosario Moncada) บรรณารักษ์ ประจำห้องสมุดชุมชนซาน อันโตนิโอ (San Antonio Community Library) กล่าว
บางพื้นที่เด็กผู้หญิงและผู้หญิงเข้ามาใช้งานเครื่องมือของห้องสมุดเพื่อเรียนรู้และเติบโต หรือรวมกลุ่มกันเพื่อระดมสมองประลองโปรเจกต์ต่างๆ นอกจากนั้นห้องสมุดยังเป็นพื้นที่ที่สนับสนุนสุขภาวะที่ดี จึงมีโปรแกรมสำหรับแม่และเด็ก พร้อมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพของผู้หญิงและการแก้ไขปัญหาโดยการไม่ใช้ความรุนแรง
ในระดับสากล ภูมิภาคอเมริกากลางมีชื่อเสียงโด่งดังในด้านการคอร์รัปชัน ห้องสมุดจึงจัดให้มี ‘มุมสอนความโปร่งใส’ หรือ Transparency Corner ในห้องสมุดทุกแห่งตามแนวปฏิบัติขององค์กร ALA และเปิดให้เห็นงบประมาณทุกครั้งในรายงานประจำปีของห้องสมุด
“การได้เข้าร่วมชมรม Youth club ของห้องสมุดทำให้ฉันได้เกรดดีขึ้นในโรงเรียนและมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นด้วย ฉันได้รับประโยชน์มากมายและรู้ว่าจะได้มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น การได้เข้าร่วมเวิร์กชอปการแสดงหรืองานอบรมในปัจจุบัน แต่ประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือการที่ฉันกลายเป็นคนที่ดีขึ้น ฉันเจอความฝันและก้าวผ่านความกลัวได้จากการเข้าร่วมชมรมนี้ และยังรู้สึกภาคภูมิใจที่ได้เป็นส่วนหนึ่งที่ได้เติบโตไปพร้อมๆ กับชุมชน” เจอร์รัลดีน ซูอาโซ (Geraldine Suazo) ผู้ใช้งานห้องสมุดรัชโช กรานเด (Rancho Grande Library) กล่าว
การที่จะตอบสนองความต้องการของเด็กที่อยู่ห่างไกลได้ ห้องสมุดจะต้องถูกเทรนอย่างเข้มข้นผ่านการทำงานหลักๆ 4 ด้าน นั่นคือ การช่วยเชื่อมต่อความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัลในภูมิภาคอเมริกากลาง ออกแบบโปรแกรมที่มีการเคลื่อนไหวตลอดเวลาให้กับผู้ใช้งานทุกวัย สร้างทักษะผู้นำชุมชนและผู้นำเยาวชน และสุดท้ายคือการพัฒนาชุมชนให้ดีขึ้น
เริ่มจากการที่ชุมชนต้องเลือกบอร์ดและบรรณารักษ์ตามหลักการประชาธิปไตย โดยส่วนใหญ่แล้ว มูลนิธิจะให้งบประมาณ 80% สำหรับการก่อสร้างและทำนุบำรุงสิ่งอำนวยความสะดวก และให้หนังสือไปก่อนเลย 1,000 เล่ม คอมพิวเตอร์ 5 เครื่อง เครื่องปรินต์ 1 เครื่อง เครื่องถ่ายเอกสาร 1 เครื่อง และเฟอร์นิเจอร์ที่จำเป็นสำหรับใช้งานในห้องสมุด จากนั้นจึงเป็นการเทรนเจ้าหน้าที่เรื่องการบริหารโปรแกรมต่างๆ ตามความต้องการของแต่ละพื้นที่
หลักการคือแต่ละชุมชนจะต้องมั่นใจว่าบุคลากรที่เลือกมาอยู่ในคณะกรรมการ หรือ Support Committee จะสามารถรับผิดชอบภารกิจสำคัญๆ ได้ เช่น การหาที่ดินหรือตึกเพื่อจัดตั้งห้องสมุด รวมถึงบริหารจัดการค่าใช้จ่ายสำคัญอื่นๆ เช่น เงินเดือนบรรณารักษ์หรือค่าใช้จ่ายในการบริหารจัดการพื้นฐาน (ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ายาม ฯลฯ)
ข้อมูลในรายการประจำปี 2024 ระบุว่า คนในพื้นที่ต่างตื่นเต้นในช่วงเวลาที่ห้องสมุดกำลังก่อตัวเป็นรูปเป็นร่าง ตั้งแต่การสมัครเข้ามาขอห้องสมุดไปจนถึงการเลือกที่ดิน การทำสัญญา แผนก่อสร้าง การขออนุมัติก่อสร้าง การก่อสร้าง การเทรนบอร์ดบริหารและบรรณารักษ์ ไปจนถึงการเปิดประตูห้องสมุดเพื่อต้อนรับคนในชุมชนให้เข้ามาใช้งาน
“ห้องสมุดเล็กๆ ในแต่ละพื้นที่ของเราสร้างผลกระทบที่สำคัญต่อการพัฒนาชุมชนต่างๆ และคนในชุมชนเหล่านั้น เรารู้ดีว่าพวกเขามีศักยภาพมากพอที่จะไม่ย้ายออกไปนอกประเทศ หากได้โอกาสที่จะเอาชนะความยากจนและความไม่มั่นคงทางสังคมได้” บิล คาร์ทไรท์ (Bill Cartwright) ประธานและซีอีโอของมูลนิธิ The Frances and Henry Riecken Foundation กล่าว

ห้องสมุดชุมชนจะเข้มแข็งได้ก็ต่อเมื่อคนในชุมชนเชื่อมั่นซึ่งกันและกัน
เดือนมีนาคม ปี 2026 ในเมืองลาส เดลิเชียส (Las Delicias) ซานตา บาร์บารา (ทางตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศฮอนดูรัส) มีห้องสมุดริคเคนแห่งใหม่เรียบร้อยแล้ว
หน้าตาของห้องสมุดริคเคนแต่ละที่มีลักษณะคล้ายๆ กัน คือมีชั้นหนังสือไม้ โต๊ะไม้ ผนังถูกตกแต่งไปด้วยสีสันจากการทำกิจกรรมที่หลากหลาย และวัสดุในการประกอบสร้างตามอัตภาพ
แต่ที่สำคัญมากไปกว่านั้นคือ ‘คนในชุมชน’
Riecke model คือกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน
ห้องสมุดชายขอบตามชนบทส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนามักจะล้มหายตายจากไปจากการถูกทิ้งร้างเพราะไม่มีคนดูแลในระยะยาว ไม่ว่าจะเป็นด้านการบริหารห้องสมุดทั่วไป การดีไซน์โปรแกรมที่เกี่ยวข้อง หรือการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นคงไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจเท่าไหร่ที่จะบอกว่าห้องสมุดชุมชนริคเคนบริหารจัดการหัวใจสำคัญเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี พวกเขามีกลุ่มอาสาสมัครที่คอยควบคุมและนำทีมสร้างอาคาร ดูเรื่องการบำรุงรักษาในระยะยาว และเป็นเจ้าหน้าที่ดูแลห้องสมุด คอยจัดกิจกรรมและออกแบบโปรแกรมที่เหมาะสมและใช้การได้อยู่เสมอ แถมยังมีเทศบาลที่ช่วยสนับสนุนเรื่องที่ดิน งบประมาณ และวางรากฐานโครงสร้างต่างๆ ที่จำเป็นของชุมชน
สุดท้ายคือหน้าที่ของมูลนิธิริคเคน ผู้กำกับดูแลการสร้างห้องสมุดให้ออกมาได้ตามมาตรฐานโดยทั่วไป มอบแนวทางในการสร้าง เป็นแหล่งทุน และผู้สร้างสรรค์การเทรนนิงต่างๆ
ห้องสมุดริคเคนฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อย่างเข้มข้นเพื่อออกแบบโปรแกรมสำหรับเด็กที่อยู่ห่างไกล เพราะหัวใจสำคัญของการมีห้องสมุดในพื้นที่เหล่านี้คือ ‘การทำให้ข้อมูลเข้าถึงคนที่เข้าไม่ถึงให้ได้มากสุด’ ดังนั้นห้องสมุดชุมชนจะต้องกลายเป็นศูนย์กลางการอ่านและสร้างกิจกรรมการเรียนรู้ต่างๆ ที่เชื่อมโยงกับความสนใจของท้องถิ่นในทุกรูปแบบ



ในพื้นที่ที่อินเทอร์เน็ตเข้าถึง อันดับแรกคอมพิวเตอร์จะต้องใช้งานได้ เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ และอยู่ในสภาพดี อันดับสองคือใครก็ตามที่เข้ามาใช้งานจะได้รับการเทรนให้ใช้คอมพิวเตอร์เป็นก่อน หลังจากนั้นพวกเขาจะได้เรียนรู้ว่าต้องค้นหาข้อมูลเชิงลึกยังไง อีคอมเมิร์ซคืออะไร การเขียนบล็อกหรือการศึกษาทางไกล (Distance Learning) คืออะไร โดยเครือข่ายห้องสมุดริคเคนมีบริการเว็บไซต์ศูนย์กลาง (Web-based portal) ที่เชื่อมต่อห้องสมุดทุกแห่งในเครือเข้าหากัน ดังนั้นทุกคนจะร่วมแชร์ไอเดียและแก้ปัญหาใดๆ ก็ตามที่เกิดขึ้นในพื้นที่ได้
โปรแกรมเรียนรู้เทคโนโลยี 101 ส่วนใหญ่มุ่งเป้าไปที่เยาวชน โดยคุณครูประจำห้องสมุดริคเคนบางแห่งจะถูกเทรนเพื่อสอนการใช้โซเชียลมีเดียและการใช้แพลตฟอร์มทางการศึกษา เช่น Khan Academy หรือ WebQuest โดยอิงหลักสูตรกับหลักสูตรพื้นฐานของกระทรวงศึกษาธิการ

พวกเขามีแพลตฟอร์มอย่าง Discover it! ซึ่งเป็นห้องสมุดชุมชนดิจิทัลที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการเรียนรู้ของมูลนิธิริคเคน ซึ่งเปิดให้ห้องสมุดแต่ละที่เข้ามาปรับเปลี่ยนหลักสูตรการศึกษาตามบริบทของท้องถิ่น
ในปี 2024 มีผู้ใช้งานใหม่ 306 ราย (รวมเป็น 1,009 ราย) ที่เข้ามาใช้งานหนังสือเสียง ฟังพอดคาสต์ อ่านนิตยสาร ดูวิดีโอ ภาพยนตร์ และสื่อต่างๆ กว่า 1,000 แบบได้ฟรี แถมยังใช้งานมันได้หลากหลายรูปแบบ เช่น นำสื่อเหล่านั้นไปทำกิจกรรมเข้าชมรมการอ่านหรือร่วมเสวนา
เด็กๆ ที่เข้ามาใช้งานยังสามารถดูสถิติพัฒนาการด้านการอ่านของตัวเองและเชื่อมต่อกับคนอื่นๆ ได้อีกด้วย
“โปรเจกต์นี้เป็นหลักฐานชั้นดีว่าเราสามารถสร้างห้องสมุดให้สำเร็จได้ถ้าเราร่วมมือกัน อาคารหลังนี้เป็นมากกว่าห้องสมุด แต่เป็นศูนย์กลางการศึกษา ชุมชน และเป็นความหวังสำหรับทุกชีวิต โดยเฉพาะเด็กๆ ในเมืองเอล เทจาร์ (El Tejar)” เอเดรียน ริดเนอร์ (Adrian Ridner) หนึ่งในคณะกรรมการบริหารกล่าวในวันเปิดห้องสมุดเอล เทจาร์ในกัวเตมาลา ปี2024
ในเมื่อภารกิจสำคัญของห้องสมุดคือการ ‘สร้างการเข้าถึงข้อมูล’ ให้ชุมชน พวกเขาจึงต้องจัดหาคลังความรู้ โปรแกรมเสริม และการฝึกอบรมให้กับโรงเรียนในละแวกเพื่อพัฒนาการศึกษาระดับท้องถิ่น คุณครูที่ได้เรียนเรื่องเทคโนโลยี 101 จะนำเทคนิคไปสอนด้านการอ่านในห้องเรียน และได้รับผลลัพธ์ที่น่าพอใจ นั่นคือเด็กเรียนวิชาคณิตศาสตร์และภาษาสเปนได้ดียิ่งขึ้น
คลังหนังสือที่ได้รับมาก็ต้องได้รับการคัดแยกเนื้อหาให้เหมาะสม ก่อนจะถูกส่งออกไปยังชุมชนต่างๆ เช่น ในปี 2025 ผู้อำนวยการระดับภูมิภาคจะต้องส่งหนังสือกว่า 42,000 เล่มไปยังสำนักงานที่เตกูซิกัลปา (Tegucigalpa) ในฮอนดูรัส
หน้าที่ของเขาคือการแกะกล่องหนังสือทั้งหมดที่ได้มาเป็นหมื่นๆ เล่ม จัดหมวดหมู่เพื่อเข้าระบบทศนิยมดิวอี้ และจัดแพ็กเกจเพื่อส่งหนังสือราว 800-1,200 เล่มไปยังห้องสมุดในแต่ละพื้นที่อีกครั้งหนึ่ง ระหว่างนั้นบอร์ดบริหารและบรรณารักษ์จะถูกฝึกอบรมเกี่ยวกับหนังสือใหม่ไปด้วย
นอกจากนั้นยังเสิร์ฟความรู้ให้ถึงที่จากโครงการห้องสมุดเคลื่อนที่ (Mobile library) ซึ่งมีเยาวชนเป็นผู้นำและชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเรื่องเล่าและการอ่าน สาเหตุที่เยาวชนเป็นตัวละครที่สำคัญอย่างมาก เพราะพวกเขาถูกฝึกอบรมให้มีทักษะในการจัดการที่ดีและมีภาวะผู้นำพร้อมข้อมูลที่ทันโลก
เพราะทุกคนร่วมมือกัน
ในปี 2024 ห้องสมุดริคเคนทั้งหมด 48 แห่งยกเครื่องคอลเลกชันหนังสือของพวกเขาใหม่ เพราะมูลนิธิได้รับหนังสือมากว่า 48,000 เล่มจากงบประมาณของโครงการที่สนับสนุนการศึกษาและสาธารณสุขขององค์การเพื่อการพัฒนาระหว่างประเทศของสหรัฐอเมริกา (USAID/ASHA, American Schools and Hospitals Abroad) ซึ่งจะถูกแจกจ่ายไปยังพื้นที่ต่างๆ โดยเจ้าหน้าที่และอาสาสมัครในปี 2025
แม้จะเผชิญการตัดงบประมาณก้อนใหญ่จากการที่ประธานาธิบดีโดนัล ทรัมป์ที่ปิดองค์กรอย่าง USAID ไปในปี 2025 ซึ่ง USAID ให้งบประมาณถึง 1.6 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างตัวอาคาร อุปกรณ์เครื่องมือ หนังสือ เฟอร์นิเจอร์ในช่วงเวลา 8 ปีที่ผ่านมา แต่เพราะชุมชนเข้มแข็ง และเจ้าของมูลนิธิและเครือข่ายบริจาคเงินเพื่อมาหนุนเสริมไว้กว่า 5.9 ล้านดอลลาร์ในช่วงเวลาที่ผ่านมา ห้องสมุด 60 กว่าแห่งจึงยืนระยะมาได้ถึงทุกวันนี้
ตั้งแต่ปี 2008 พาร์ตเนอร์สำคัญของห้องสมุดเติบโตขึ้นเรื่อยๆ และมีหลายภาคส่วน เช่น American Library Association (หรือ สมาคมห้องสมุดอเมริกัน), Library of Congress (หรือ หอสมุดรัฐสภา), BFB Foundation, The David and Lucile Packard Foundation
งบประมาณจากหลายภาคส่วน เจ้าหน้าที่ห้องสมุดจำนวนน้อยแต่ทำงานมาก อาสาสมัครหลายพันคน และบอร์ดบริหารที่เข้มแข็ง เป็นคีย์หลักที่ทำให้การบริหารจัดการห้องสมุดในพื้นที่ห่างไกลไปต่อได้ท่ามกลางข้อจำกัด แต่ตัวขับเคลื่อนที่สำคัญกว่านั้นคือ ‘ผู้คน’
ห้องสมุดริคเคนทุกแห่งมีบอร์ดบริหารที่เป็นสมาชิกในชุมชน ผู้รับหน้าที่ร่างภารกิจ จัดการเลือกตั้ง และออกแบบนโยบายของห้องสมุดในพื้นที่ตนเอง พวกเขาจะได้รับการฝึกอบรมว่าด้วยความรู้ด้านการเงิน การพูดในที่สาธารณะ และการต่อรอง ทักษะพวกนี้จำเป็นอย่างมากสำหรับผู้คนในพื้นที่ชนบทในประเทศกำลังพัฒนา
พวกเขาจะต้องเข้าร่วมประชุมทุกปี และถกเถียงเรื่องธรรมาภิบาล นโยบาย และเป้าหมายอื่นๆ เช่น ในบริบทพื้นที่ที่เต็มไปด้วยแก๊งอันธพาลก่อเหตุ เยาวชนจะต้องพยายามปลุกพลังบวกและจัดกิจกรรมต่างๆ เพื่อดึงเด็กออกมาจากการเข้าร่วมกลุ่มเหล่านั้น ดังนั้นโปรแกรมพัฒนาเยาวชนจะต้องประกอบด้วยอีเวนต์ด้านวัฒนธรรม และการสร้างการมีส่วนร่วมให้พวกเขาตระหนักรู้ว่า ในโลกแห่งความเป็นจริงยังมีทางเลือกอื่นๆ อีกมากมาย
นอกจากนี้ยังมีการเข้าเยี่ยมห้องสมุดในแต่ละพื้นที่เพื่อประเมินและจัดเวิร์กชอปที่เหมาะสมให้กับอาสาสมัครและคนทำงาน เช่น ในปี 2024 มีการจัดทริปเยี่ยม 35 ครั้ง ผู้เข้าร่วมกว่า 1,200 คนเป็นบรรณารักษ์ บอร์ดบริหาร ตัวแทนจากภาคการศึกษาและสาธารณสุข และเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น หลังจากนั้นมีผู้นำชุมชนกว่า 760 รายซึ่งหนึ่งในสามเป็นผู้หญิงเข้าร่วมเวิร์กชอป

ในกัวเตมาลา ห้องสมุดริคเคนช่วยให้ผู้ประกอบการท้องถิ่นกลายเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจโลกโดยสนับสนุนแนวร่วมชุมชนและการสร้างการมีส่วนร่วมให้กับผู้หญิงในการพัฒนาพื้นที่ของตัวเอง และในปี 2025 มูลนิธิ BFB หนึ่งในพาร์ตเนอร์ของห้องสมุดมอบทุนการศึกษา 10 ทุนให้กับเครือข่ายกว่า 40,000 ดอลลาร์เพื่อสนับสนุนให้เด็กได้เรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยและอาชีวศึกษา เช่น เฮดี้ อเล็กซานดรา (Heidy Alexandra) อาสาสมัครที่ห้องสมุดเอล เทจาร์ผู้ช่วยนำโปรแกรมเยาวชน ได้รับทุน 5 ปีเพื่อศึกษาต่อด้านวิศวกรรมระบบ (Systems Engineering)
“เป้าหมายของฉันคือการเปิดบริษัทเทคเป็นของตัวเองและกลับมาช่วยมูลนิธิอย่าง BFB” เธอกล่าว
เราได้เกริ่นไปแล้วตอนต้นเรื่องว่าทั้งฮอนดูรัสและกัวเตมาลาล้วนเป็นพื้นที่เปราะบางทางโครงสร้างการเมืองและสังคม ดังนั้นห้องสมุดกว่า 60 แห่งนี้ก็ต้องปรับตัวตามสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเช่นกัน (จึงไม่แปลกเลยที่พวกเขาต้องฝึกเรื่องความเป็นผู้นำเพื่อกอบกู้ชุมชน)
ในช่วงโควิด ห้องสมุดปิดทำการ แต่ต้องจัดการให้ห้องสมุดเป็นที่พึ่งยามยากเมื่อมีภัยพิบัติ ล้มแล้วลุกเร็ว
เจ้าหน้าที่ยังทำงานจากที่บ้านเพื่อส่งข้อมูลที่สำคัญไปยังชุมชนให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ โดยอาสาสมัครและเจ้าหน้าที่ห้องสมุดมีบทบาทสำคัญในการประสานงานแจกจ่าย และการจัดเก็บอาหารและสิ่งของบรรเทาทุกข์

ในปี 2025 ฮอนดูรัสได้รับผลกระทบจากการประท้วงอย่างรุนแรงและการจลาจล รวมถึงการนับคะแนนที่ล่าช้า ถึงแม้ว่าสถานการณ์จะคุกรุ่นและหนักข้อ แต่ทีมห้องสมุดริคเคนยังเดินหน้าจัดการอบรมบรรณารักษ์ใหม่ 27 คนจาก 19 ชุมชน ผู้เข้าร่วมจากห้องสมุดลาส เดลิเชียสซึ่งเป็นห้องสมุดที่รอการเปิดตัวในปี 2026 ก็เข้าร่วมด้วย เพราะเทรนนิงในครั้งนี้เกี่ยวกับทักษะพื้นฐานของการเป็นเจ้าหน้าที่และการสอนการอ่านให้ชุมชน รวมถึงการสอนการใช้งานหนังสือชุดใหม่
เหตุการณ์วิกฤต Hurricane Eta ก็เช่นกัน เมื่อพายุเฮอร์ริเคนถล่มหลายพื้นที่ในอเมริกากลาง รวมถึงห้องสมุดชุมชนริคเคน ลา ลิเบอร์ตัด (The Riecken La Libertad Community Library) ในโมราเลส ประเทศกัวเตมาลา พายุพัดพาหายนะเข้ามาพร้อมกับน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ทำให้ชาวบ้านกว่า 500 หลังคาเรือนต้องเดือดร้อน
เวลานั้น ทุกคนรู้ดีว่าพวกเขาจะต้องฟื้นฟูห้องสมุดให้กลับมาอย่างเร็วที่สุด จึงมีอาสาสมัครกว่า 60 ชีวิตเข้ามาช่วย พร้อมกับสปอนเซอร์รายใหญ่ เช่น EU และตัวมูลนิธิเองจนห้องสมุดกลับมาเปิดได้อีกครั้ง
“เรากำลังวางแผนที่จะเปิดตัวกลยุทธ์ 5 ปีที่มุ่งเน้นด้านการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้นำชุมชน และทำให้ห้องสมุดแต่ละที่มีความเป็นเอกเทศเพิ่มขึ้นและยั่งยืนด้วยตัวเอง สิ่งที่ทำให้ผมมั่นใจว่าจะทำให้คือความเข้มแข็งของเครือข่ายความสัมพันธ์ที่เราร่วมสร้างกันมากว่า 2 ทศวรรษ” บิล คาร์ทไรท์กล่าว
ห้องสมุดริคเคนยังยืนระยะอยู่ได้เพราะความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างกลุ่มพลเมืองอาสาสมัครที่จัดตั้งขึ้นเพื่อบริหารจัดการและเป็นกำลังหลักในการก่อสร้าง การบำรุงรักษา และการจัดหาบุคลากรของห้องสมุด รวมถึงรัฐบาลท้องถิ่นที่จัดหาที่ดินและเงินทุน และสนับสนุนการทำงานของห้องสมุดในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างพื้นฐานของชุมชน
สุดท้ายคือมูลนิธิริคเคนที่แนะแนวทางในการจัดตั้งห้องสมุดโดยรวม มอบทรัพยากรทางการเงิน การฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง และโปรแกรมต่างๆ ที่จำเป็น
ปี 2024 ห้องสมุด 52 แห่งในฮอนดูรัสมีผู้ใช้งานกว่า 107,225 ครั้ง มีอาสาสมัครกว่า 4,226คนที่มาจากชุมชน ห้องสมุด 14 แห่งในกัวเตมาลามีผู้ใช้งานกว่า 199,981 ครั้ง มีอาสาสมัครกว่า 1,486 คนที่มาจากชุมชน
ปี 2025 ห้องสมุดริคเคนทั้งในฮอนดูรัสและกัวเตมาลามากกว่า 60 แห่ง มีผู้ใช้งานกว่า 300,000 ครั้ง มีอาสาสมัครจากชุมชนกว่า 8,000 คน
ที่นี่จึงเป็นทั้งพื้นที่ของโอกาส เสรีภาพ การผจญภัย ประชาธิปไตย และอะไรได้ตามใจคนในชุมชน
อัลแลนและซูซานเคยบอกไว้อย่างเรียบง่ายที่สุดว่า มาห้องสมุดริคเคนเมื่อไหร่ก็อย่าลืมยืมหนังสือ ไปเล่นหมากรุกกับคนอื่นๆ และอ่านหนังสือให้เด็กฟัง
ซึ่งเป็นคำพูดแสนธรรมดาที่อบอุ่นใจไม่น้อย




ที่มา
เว็บไซต์ Riecken Community Libraries (Online)
บทความ “Guatemala” จาก ocindex.net (Online)
บทความ “Honduras” จาก hrw.org (Online)
รายงาน “ANNUAL REPORT 2024” จาก riecken.org (Online)
รายงาน “ANNUAL REPORT 2025” จาก riecken.org (Online)
Cover Photo: Riecken Community Libraries


