นอกจากแสงเหนือ ภูเขาไฟ และประวัติศาสตร์ของชาวไวกิ้งที่เป็นภาพจำของชาวไอซ์แลนด์เรารู้อะไรเกี่ยวกับประเทศนี้บ้าง
ไอซ์แลนด์ ดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็ง เป็นประเทศที่ปลอดภัยเป็นอันดับที่ 1 ตามข้อมูลจากดัชนีสันติภาพโลก ปี 2024 มีประชากรราว 387,758 คน (ข้อมูลปี 2023) อายุเฉลี่ยของประชากรอยู่ที่ 38.5 ปี พูดภาษาไอซ์แลนด์เป็นภาษาราชการ มีภาษาอังกฤษและเดนิชเป็นภาษาที่สอง ภูมิศาสตร์ของประเทศที่สวยงามและหลากหลาย (แบบหน้ามือเป็นหลังมือ) เป็นปลายทางในฝันของใครหลายๆ คน
นี่คือประเทศที่มีแผ่นน้ำแข็งที่ใหญ่ที่สุดในยุโรป ภูเขาไฟที่ปะทุซู่ซ่าอยู่เสมอ และพระอาทิตย์เที่ยงคืนอันแสนโรแมนติก
ข้ามมาในแดนศิลปะและวัฒนธรรม ไอซ์แลนด์ก็ยังคงเป็นดินแดนที่โดดเด่น ไม่ว่าเป็นประเทศที่ผลิตภาพยนตร์รางวัลมากมาย เป็นพื้นที่ถ่ายทำภาพยนตร์ชื่อดังอย่าง 007 Die Another Day, The Secret life of Walter Mitty, ซีรีส์ Game of Thrones มีซีนทางดนตรีที่ล้ำนำวงการ เห็นได้จากศิลปินหญิงสายอาวองการ์ดอย่างบียอร์ก (Björk) ศิลปินแจซรุ่นใหม่ผู้น่ารักอย่างเลเวย์ (Laufey) วงโพสต์ร็อคซิเกอร์ โรส (Sigur Rós) ในตำนาน ในส่วนของพื้นที่ศิลปะและนิทรรศการ เรคยาวิกก็ถือเป็นศูนย์กลางของพิพิธภัณฑ์ศิลปะใหญ่ๆ สถาบันทางวัฒนธรรม และแกลเลอรีอิสระอีกหลายแห่ง
และเมืองหลวงแห่งนี้เองที่เรากำลังจะกล่าวถึง แต่จะกล่าวถึงในฐานะของ ‘เมืองวรรณกรรม’ นับว่าไอซ์แลนด์รู้ตัวดีทีเดียวว่าประเทศของตนเองรุ่มรวยไปด้วยทรัพยากรทางธรรมชาติและทรัพยากรทางวัฒนธรรม รวมไปถึงวัฒนธรรมการอ่านด้วย
ในฐานะที่เป็นประเทศมีอัตราหนังสือต่อประชากรสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ไอซ์แลนด์มีหนังสือ 3.5 เล่มต่อประชากร 1,000 คน มีนักเขียนมากที่สุดในโลกต่อประชากร และมีสำนักพิมพ์มากกว่า 30 แห่งแค่ในเมืองเรคยาวิกเพียงเมืองเดียว
The Iceland Writers Retreat กลุ่มนักคิดเขียนและนักอ่านชาวไอซ์แลนด์ที่รวมตัวเพียงหนึ่งครั้งต่อปีอ้างว่า ไอซ์แลนด์เป็นบ้านเกิดของนักเขียนชื่อดังระดับโลกหลายคนเพราะนวนิยายซากา (Sagas) สุดคลาสสิก งานประพันธ์ว่าด้วยตำนานความกล้าหาญและการผจญภัยในยุคกลางที่มีอายุกว่าร้อยปี ซึ่งเป็นนิทานปรัมปราที่ชาวไอซ์แลนด์ทุกชีวิตเติบโตมาและได้ยินได้ฟัง
ไม่รวมปรากฎการณ์ที่สำนักพิมพ์แห่กันออกหนังสือเป็นร้อยๆ ปก จนท่วมท้นในช่วงคริสมาสต์ จนนักเขียนชาวไอซ์แลนด์เป็นที่รู้จัก เพราะหนังสือถือเป็นของขวัญยอดนิยมที่ผู้คนอยากจะจมลงไปในหน้ากระดาษยาวๆ ตลอดฤดูหนาวอันยาวนาน
ดินแดนแห่งไฟและน้ำแข็งที่น่าสนใจในตัวมันเองอยู่แล้ว กลายมาเป็นเมืองวรรณกรรม และมีความอุดมสมบูรณ์ทางด้านศิลปะและการอ่านได้อย่างไร วันนี้ขอเริ่มต้นที่ เรคยาวิก เมืองหลวงสุดฮิป ที่มีแผนที่ตามรอยวรรณกรรมและบทกวี ปักหมุดกันจนยุบยับไปหมด แถมมีป้ายข้อมูลบอกเส้นทางวรรณกรรมทั่วทั้งเมือง

ภาษาจะต้องไม่สูญหาย
เมืองเรคยาวิกทำหน้าที่เป็นฉากให้กับวรรณกรรมร่วมสมัยมาโดยตลอดระยะเวลา 100 ปี และเป็นเมืองเดียวในไอซ์แลนด์ที่สนับสนุนศิลปะและงานเขียน เพราะเมืองๆ นี้เป็นศูนย์กลางของสถาบันทางวัฒนธรรมหลักหลายแห่ง ทั้งยังเป็นที่รู้จักในฐานะเมืองสร้างสรรค์และทำงานร่วมกับกลุ่มคนรากหญ้าขับเคลื่อนสังคม และเรื่องที่อยากเล่าให้ฟังเป็นอันดับแรก คือการรักษาวัฒนธรรม อนุรักษ์ภาษา วรรณกรรม และมรดกทางความรู้
The Árni Magnússon Institute for Icelandic Studies คือ ศูนย์วิจัยงานต้นฉบับยุคกลางที่ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยไอซ์แลนด์ (University of Iceland) (แต่ได้งบประมาณและบริหารอย่างเป็นเอกเทศ) ผู้ทำหน้าที่ปกป้องต้นฉบับ เดินหน้างานวิจัย เผยแพร่สิ่งพิมพ์สู่สาธารณะ และเผยแพร่ความรู้เชิงวิชาการให้กับนักวิจัยภายในและนอกประเทศ โดยเน้นประเด็นเรื่องการศึกษาค้นคว้าภาษาไอซ์แลนด์ วรรณกรรม ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม คลังข้อมูลด้านวรรณกรรมครอบคลุมตั้งแต่ปี 1540 จนถึงปัจจุบัน และเต็มไปด้วยข้อมูลเกี่ยวกับคำศัพท์ทั้งหมดในพจนานุกรมของมหาวิทยาลัย ตัวอย่างการใช้คำศัพท์และแหล่งที่มา

ต้นฉบับที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับยุคกลางและศตวรรษอื่นๆ ให้หลัง เป็นสิ่งที่ศูนย์ฯ ให้คุณค่าในการพิทักษ์รักษามากที่สุด การศึกษาชาติพันธุ์วิทยา (ethnography) ผ่านนิทานปรัมปรา บทกวี บทเพลง เทศกาล การเต้นรำ การละเล่นจึงเป็นสาขาหนึ่งที่ศูนย์วิจัยให้ความสำคัญ ซึ่งรวมถึงสภาพความเป็นอยู่ และการแสดงออกทางศิลปะและสุนทรียะของผู้คนในยุคนั้นด้วย
ชื่อของสถาบันแห่งนี้ที่ ตั้งเพื่อเป็นเกียรติให้กับ อาร์นี แม็กนุสสัน (Árni Magnússon) ชาวไอซ์แลนด์ที่เดินทางไปยังโคเปนเฮเกนเพื่อศึกษาต่อ และกลายเป็นศาสตราจารย์ที่มหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนในเวลาต่อมา แต่เขาท่องไปรอบๆ ไอซ์แลนด์และสะสมหนังสือมากมาย รวมถึงต้นฉบับเอกสารตัวเขียนสีวิจิตร (vellum manuscripts) ที่เป็นภาษาไอซ์แลนด์โดยทั้งสิ้น จึงมีต้นฉบับประวัติศาสตร์ของวรรณกรรมไอซ์แลนด์จำนวนมาก ก่อนที่เขาจะเสียชีวิตในปี 1730 เขามอบคอลเลกชันสะสมและหนังสือของตัวเองให้กับมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกนและตอนนี้วัตถุดิบเหล่านั้นก็ถูกแบ่งปันให้กับประเทศไอซ์แลนด์และเดนมาร์ก ในปี 2009 ต้นฉบับเหล่านี้ก็ได้รับการประกาศเป็นความทรงจำแห่งโลกของยูเนสโก (UNESCO’s Memory of the World)
นัยหนึ่ง ศูนย์ฯ นี้จึงเป็นสถาบันที่สืบต่อเจตนารมย์ของ อาร์นี แม็กนุสสัน ในแง่ของการพิทักษ์รักษาต้นฉบับที่ยิ่งใหญ่ในระดับนโยบาย หน่วยงาน The Árni Magnússon Manuscript Collection รับหน้าที่จัดการดูแลต้นฉบับภาษาไอซ์แลนด์โดยเฉพาะ ซึ่งประกอบไปด้วยต้นฉบับราว 3,000 ชิ้น (1,400 ชิ้นอยู่ที่โคเปนเฮเกน )และต้องรายงานผลการทำงานให้กับรัฐบาลโดยตรง ซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการกำกับดูแลของสถาบันก็คืออธิการบดีของมหาวิทยาลัยไอซ์แลนด์ ซึ่งถือเป็นผู้อำนวยการของสถาบันและสมาชิกคนที่สามซึ่งแต่งตั้งโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ส่วนเจ้าหน้าที่ก็ประกอบไปด้วยนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในสาขาการวิจัยของสถาบัน ผู้จัดการสำนักงาน บรรณารักษ์ นักอนุรักษ์ นักการศึกษาด้านพิพิธภัณฑ์ ช่างภาพ ฯลฯ
ศูนย์วิจัย อาร์นี แม็กนุสสัน ให้พื้นที่อันกว้างขวางกับข้อมูลบทความทั้งเก่าและใหม่หลากหลายประเภทถึง 30 หมวดหมู่สำหรับนักวิจัยด้านภาษาไอซ์แลนด์และประวัติศาสตร์ สร้าง English-Icelandic parallel corpus ซึ่งเป็นการพัฒนาการแปลภาษาโดยใช้คอมพิวเตอร์ ภาษาบางส่วนมีฐานข้อมูลอยู่แล้วในเว็บไซต์ แต่บางส่วนรวบรวมขึ้นมาใหม่ทั้งหมด หรือสร้างแคตตาล็อกที่รวบรวมตัวอย่างการใช้งานจากห้องสมุดพจนานุกรมของมหาวิทยาลัยที่รวบรวมมาจากแหล่งข้อมูลการเขียนภาษาไอซ์แลนด์ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 16

ด้วยความที่ข้อมูลส่วนใหญ่เป็นมุขปาฐะ หรือเรื่องเล่า (oral history) ศูนย์วิจัยก็มีข้อมูลเหล่านี้เก็บไว้ในคลังรวมถึงมี the Árnastofnunari’s audio collection ให้นักวิจัยคอยสืบค้น นักวิจัยชาวไอซ์แลนด์ในอดีตออกเดินทางไปตามพื้นต่างๆ ในเรคยาวิกทางชายฝั่งตอนใต้ สัมภาษณ์ชาวบ้านตามหมู่บ้านในชนบท บ้านพักคนชราวัยเกษียณและเก็บข้อมูลเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติโบราณ วิถีการทำงาน บทกวี บทสวด บทเพลงสั้นยาวต่างๆ มารวบรวมไว้ เพราะหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ว่าล้วนถูกผลิตออกมาในรูปของเสียงเพลง การท่องบทสวด การบอกเล่าหัวข้อที่น่าสนใจมีทั้งธรรมเนียมโบราณของประวัติศาสตร์บอกเล่าที่อยู่เบื้องหลังนิทานปรัมปรา บทกวีและการรับรู้ โดยศึกษาวิธีการอ่านอักษรโบราณของมนุษย์ในยุคปัจจุบันว่าได้รับผลกระทบจากประวัติศาสตร์บอกเล่าอย่างไรบ้าง หรือเส้นทางของผู้หญิงที่เป็นดาวเด่นและฉายแสงในภูมิทัศน์ประวัติศาสตร์ของไอซ์แลนด์
สิ่งพิมพ์ที่ศูนย์ฯ เผยแพร่นั้นมีตั้งแต่ต้นฉบับเชิงประวัติศาสตร์ วัตถุดิบที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาด้านคติชนวิทยา และที่น่าสนใจคือ ในเมื่อที่นี่มีเป้าประสงค์ในการพิทักษ์รักษาภาษาไอซ์แลนด์ จึงมีการตีพิมพ์พจนานุกรม คู่มือต่างๆ ในภาษาไอซ์แลนด์ และศึกษาวิจัยเรื่อง ‘คำ’ และ ‘ชื่อ’ ด้วย โดยศึกษาโครงสร้างประโยคและพัฒนาการของคำศัพท์ การเปลี่ยนแปลงการใช้คำศัพท์เพราะอิทธิพลของภาษาเดนิชในศตวรรษที่ 19 หรือภาษาอังกฤษในศตวรรษที่ 20 และ 21 เช่น ภาษาไอซ์แลนด์แบบเยาวชน การศึกษาวิจัยด้านการวิธีสื่อสารของเยาวชนในไอซ์แลนด์โดยจำแนกลักษณะของการใช้ภาษาของเยาวชนไอซ์แลนด์บนพื้นฐานข้อมูลจริง แถมยังมี Snorri Sturluson Icelandic Fellowships ซึ่งเป็นทุนที่มอบให้กับนักเขียน นักแปล นักวิชาการในประเทศอื่นเพื่อให้พวกเขาศึกษาเกี่ยวกับไอซ์แลนด์ หรือทุนอื่นๆ อีกมากมายจากประเทศไอซ์แลนด์เอง เช่น ทุนรัฐบาลที่มอบให้นักศึกษาปริญญาโทศึกษาภาษาไอซ์แลนด์เป็นภาษาที่สองที่มหาวิทยาลัยไอซ์แลนด์อีกด้วย
อย่างที่เกริ่นไปแล้วข้างต้นว่าชาวไอซ์แลนด์ฟังเก่ง เพราะพวกเขารู้ว่าการทำนุบำรุงวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์คือการบันทึกความทรงจำของผู้ที่อยู่ยั้งมาตั้งแต่อดีต เรคยาวิกจึงมีพิพิธภัณฑ์และคลังแสงด้านเสียงอยู่พอสมควร
ตั้งแต่ปี 1984 พิพิธภัณฑ์ด้านชาติพันธุ์วิทยา (Museum of Ethnography) เริ่มภารกิจกักเก็บและอนุรักษ์ด้วยการเปลี่ยนถ่ายจากเทปอัดเสียงธรรมดาๆ ไปสู่เทปคุณภาพสูงซึ่งมีความสำคัญอย่างมากต่อการยืดอายุข้อมูล และเริ่มถ่ายเทวัตถุดิบเหล่านี้ลงในคอมพิวเตอร์ในอีก 10 ปีให้หลัง (ความน่ารักคือ ทุกไฟล์จะมีชื่อของผู้ที่อัดเทปกำกับอยู่ ชื่อของแหล่งข้อมูล วันที่และภูมิลำเนาที่เทปถูกบันทึกไว้) ส่วนวัตถุดิบ ‘เพลง’ พิพิธภัณฑ์ก็ทำงานร่วมกันกับ Icelandic Music Museum เพื่อพัฒนาคลังข้อมูลด้านนี้ให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น International language center: The Vigdís International Center for Multilingualism and Intercultural Understanding เป็นศูนย์ศึกษาภาษาต่างชาติเพื่อผสานวัฒนธรรมที่อยู่ในการบริหารงานของวิทยาลัยไอซ์แลนด์ มีหมุดหมายในการทำงานระดับโลกเพื่อชุบชูงานวิจัยและการเผยแพร่ความรู้ด้านภาษาศาสตร์ การปลูกฝังภาษาแม่และนโยบายด้านภาษา รวมถึงสร้างเครือข่ายกับพันธมิตรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นระดับสถาบันหรือปัจเจกในระดับโลก
นอกจากพันธกิจด้านงานวิจัยที่เน้นศึกษาภาษาในภูมิภาคทางใต้ของนอร์ดิก ที่นี่ยังสร้างเครือข่ายนักวิจัย Roma in the Center ซึ่งจะศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวรรณกรรม ภาษา และประเด็นเชิงสังคมรายรอบชาวโรมานี (หรือที่เราคุ้นกันดีว่าเป็นชาวยิบซี) เพื่อที่จะสร้างการตระหนักเรื่องวรรณกรรมและวัฒนธรรมของคนกลุ่มนี้ในไอซ์แลนด์ ประเทศแถบนอร์ดิก ยุโรปหรือทั่วโลก
ภาษาอยู่คู่กับประวัติศาสตร์ของมนุษย์บนโลกมานานกว่า 300,000 ปี ถูกใช้งานและแพร่กระจายไปยังทุกซอกมุมของโลก ศูนย์ฯ จึงจัดนิทรรศการThe Living Language Lab ซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ชมสำรวจโลกแห่งภาษาและทำความรู้จักกับภาษาต่างๆ ในปัจจุบัน ตั้งแต่ภาษาใหญ่ๆ ที่ถูกใช้งานอย่างแพร่หลายในโลกไปจนถึงภาษาของชนกลุ่มน้อยที่กำลังจะสูญพันธุ์ผ่านผลงานมัลติมีเดียแบบอินเทอร์แอคทีฟเพื่อเรียนรู้วงจรชีวิตของภาษา และตั้งคำถามว่า เราจะส่งเสริมการอนุรักษ์ภาษาไม่ให้สูญหายได้อย่างไร

ภาษาไอซ์แลนด์เป็นภาษาที่ถูกใช้น้อยที่สุดภาษาหนึ่ง ในประเทศก็มีประชากรอยู่อาศัยไม่เยอะ แค่ราว 370,000 คน แถมคนส่วนใหญ่พอออกนอกประเทศไปก็ไม่พูดภาษาราชการ แต่ภาษาไอซ์แลนด์ถือเป็นสมบัติที่โดดเด่นของชาติ และเมื่อเทียบกับภาษานอร์ดิกในดินแดนอื่นๆ ไอซ์แลนด์ไม่ใช่ภาษาที่มีการเปลี่ยนแปลงมากมาย นับตั้งแต่ได้ตั้งขึ้นมาเป็นประเทศ ชาวไอซ์แลนด์ในยุคสมัยใหม่จึงสามารถอ่านวรรณกรรมยุคกลางรู้เรื่องได้ไม่ยาก
ตามข้อมูลทางสถิติจาก Statistics Iceland สำนักพิมพ์ต่างๆ ในจำนวนประชาชนไอซ์แลนด์ 1,000 คน จะมีหนังสือที่ถูกพิมพ์ 5 เล่ม ซึ่งในประเทศนอร์ดิกอื่นๆ คือ 2.-2.5 เล่ม นี่คือปลายน้ำของหนังสือหรือวรรณกรรมที่เป็นรูปธรรมที่สุด สาเหตุน่าจะเป็นเพราะว่าสำนักพิมพ์มากมายของประเทศตั้งอยู่ที่เมืองแห่งนี้ พวกเขาจึงพยายามพิทักษ์ภาษาโบราณไว้ด้วยกลวิธีร้อยแปดพันเก้าดังที่ร่ายยาวไปข้างต้น
ห้องสมุด สำนักพิมพ์ พิพิธภัณฑ์ สถาบันวัฒนธรรม ซ้ำยังมีเทศกาลวรรณกรรมมากมาย
ไม่มีดินแดนไหนในยุโรปแล้วที่ประวัติศาสตร์วรรณกรรมถูกรบกวนน้อยเท่าที่นี่ วรรณกรรมถือเป็นตัวละครสำคัญในการพิทักษ์รักษาและขัดเกลาภาษาไม่ว่าจะเป็นงานเขียน งานแปล บทกวี หรือนวนิยาย ภาษาและวรรณกรรมอายุกว่าพันปีจะต้องถูกสืบทอดและมีชีวิตอยู่ต่อไป
ในเมื่อเรคยาวิกเป็นฐานที่มั่นให้กับสถาบันทางภาษาของไอซ์แลนด์แล้ว รัฐบาลและพลเมืองจึงโล่งใจได้ว่าต้นน้ำได้รับการดูแลและทำนุบำรุง สาเหตุหนึ่งที่เรคยาวิกได้เป็นเมืองวรรณกรรมของยูเนสโก ก็เพราะนักเขียนมือรางวัลอาศัยอยู่ในไอซ์แลนด์มากมาย ไม่ว่าจะเป็น (ฮัลล์ทัวร์ ลักซ์เนส (Halldór Laxness) ที่ได้รับรางวัลโนเบลในปี 1955 ไอนาร์ มาร์ กวึดมุนต์สซอน(Einar Már Guðmundsson) ที่ได้รับรางวัล Swedish Academy’s Nordic Prize นักเขียนวรรณกรรมเยาวชนนอร์ดิกอย่าง Guðrún Helgadóttir หรือ Kristín Steinsdóttir แถมบทกวีภาษาไอซ์แลนด์ก็เริ่มได้รับการแปลไปเป็นภาษาอื่นทั่วโลกมากขึ้นเรื่อยๆ และสถานที่จริงๆ ที่ศิลปินทั้งหลายอยู่ก็มีพิพิธภัณฑ์ แกลเลอรี หรือสถาบันทางวัฒนธรรมตั้งอยู่ เช่น กลฺยูฟราสไตน์ (Gljúfrasteinn) ที่กวีชาวไอซ์แลนด์อาศัยอยู่ก็มีพิพิธภัณฑ์เปิดให้เข้าชม
ห้องสมุดประชาชนของเมืองเรคยาวิก (Reykjavík City Library) ห้องสมุดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศเป็นห้องสมุดที่มีเครือข่ายห้องสมุดลูกอีก 8 แห่งด้วยกันและมีบริการประชาชนที่แตกต่างกันไปตามสไตล์และความเฉพาะทาง โดยมีนโยบาย Open Space for All แพลตฟอร์มประชาธิปไตยที่ดำเนินงานแบบยึดความยั่งยืนและนวัตกรรมก้าวทันโลก

“ห้องสมุดสมัยใหม่ควรจะเป็นพื้นที่ที่สว่างไสวและกว้างขวางสำหรับประชาชนผู้เข้ามาใช้งานเพื่อพบปะ เป็นพื้นที่หลบภัยสำหรับปัจเจกและครอบครัว และเป็นพื้นที่ที่ใครก็ตาม ไม่ว่าจะมีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมหรือสัญชาติใด ก็สามารถเข้ามาเล่นสนุก หาข้อมูลและแบ่งปันประสบการณ์ได้อย่างเท่าเทียม” นโยบายด้านห้องสมุดแห่งอนาคตของห้องสมุดประชาชนของเมืองเรคยาวิกว่าไว้แบบนั้น
นอกจาก “ภาษา” ที่เป็นรากฐานที่สำคัญยิ่งในการผลิตงานวรรณกรรม “นวัตกรรมทางสังคมและวัฒนธรรม” ก็สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปมากกว่ากัน ห้องสมุดประชาชนที่นี่ทำงานสนับสนุนสิ่งแวดล้อมที่เอื้อให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม เช่น นโยบายห้องสมุดในอนาคตที่เปิดให้มีการจัดตั้งโฟกัสกรุป กลุ่มแบ่งปันข้อมูลในเว็บไซต์ แบบสำรวจผู้ใช้งานห้องสมุด เด็กๆ ช่างจินตนาการจำนวน 17 คนมาวางแผนห้องสมุดแห่งอนาคตด้วยกัน และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย เช่น กิจกรรมของคนสูงวัย / พื้นที่ยืมของ / สตูดิโอตัดต่อมิวสิควิดิโอ
ส่วนบริการพื้นฐานที่สนับสนุนการอ่านและความเฟื่องฟูของวรรณกรรมก็เริ่มตั้งแต่ Book to your home บริการส่งหนังสือไปที่บ้านของผู้สูงอายุหรือผู้พิการที่ไม่สะดวกเดินทางมาห้องสมุดด้วยตัวเอง / เว็บไซต์วรรณกรรม มหาสมุทรข้อมูลเกี่ยวกับหนังสือ บทวิจารณ์ หรือบทความของนักเขียนชาวไอซ์แลนด์ในภาษาไอซ์แลนด์ / รายการหนังสือสำหรับเด็กและผู้ใหญ่ที่บรรณารักษ์จะเป็นผู้เลือกมาแนะนำอย่างสม่ำเสมอ เข้าร่วมวงคุยหนังสือ กรุ๊บแชท หรือกิจกรรมทำมือ / ห้องเปิดตัวหนังสือสำหรับนักเขียน / Story corner มุมเล่าเรื่องราวอะไรก็ได้ในภาษาของตัวเอง
“การเรียนรู้วรรณกรรม” ก็ถูกนำออกมาจากห้องสมุดได้เช่นเดียวกัน ห้องสมุดประชาชนเรคยาวิกจัดกิจกรรม literary walk หรือทัวร์วรรณกรรมหลากหลายรูปแบบ เช่น ทัวร์อาชญากรรม ทัวร์บทกวี หรือทัวร์ใต้ดิน! เพื่อประชาสัมพันธ์วรรณกรรมไอซ์แลนด์ให้ดูสดใส เข้าถึงง่าย โดยผู้เข้าร่วมจะได้ร่วมถกเถียงวรรณกรรมทั้งใหม่และเก่าระหว่างเดินเมือง พร้อมประสานงานกับ Icelandic National Broadcasting Service หรือองค์การประชาสัมพันธ์ไอซ์แลนด์และเครือข่ายเมืองวรรณกรรมยูเนสโกเพื่อผลิตแอปพลิเคชัน Reykjavik Culture Walks เพื่อบริการออดิโอไกด์ให้กับลูกทัวร์ในภาษาอังกฤษ สเปน และเยอรมัน ส่วนทัวร์วรรณกรรมยามเย็น ตัวละครอีกตัวก็เข้ามามีบทบาท นั่นคือพิพิธภัณฑ์ Reykjavik City Museum และ Reykjavik Art Museum หรือพิพิธภัณฑ์เมืองเรคจาวิกและพิพิธภัณฑ์ศิลปะเรคยาวิก (ฮิปสุดๆ อยากให้เข้าไปดูในเว็บไซต์) ที่เข้ามาช่วยออกแบบทัวร์ช่วงหน้าร้อนตั้งแต่เดือนมิถุนายนถึงสิงหาคม
หอสมุดแห่งชาติไอซ์แลนด์ (The National Library of Iceland ) ก็ตั้งอยู่ที่เรคยาวิกและใช้ระบบการดำเนินงานห้องสมุดแบบเดียวกัน และอย่างที่เกริ่นไว้ในบทนำ แผนที่ตามรอยวรรณกรรมและบทกวีในเรคยาวิกปักหมุดกันจนยุบยับไปหมด แถมมีป้ายข้อมูลบอกเส้นทางวรรณกรรมทั่วทั้งเมือง แผนที่ตามรอยบทกวีถือกำเนิดขึ้นในเดือนตุลาคม ปี 2013 เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลการอ่านของเรคยาวิก (Reading Festival in Reykjavík) เพราะเทศกาลจัดขึ้นเพื่อซูฮกบทกวีของเมืองเป็นพิเศษ และมีจุดมุ่งหมายเพื่อช่วยให้ชาวเมืองหรือชาวหนังสือผู้รักบทกวีค้นหาสถานที่สำหรับบทกวีที่พวกเขาชื่นชอบ (ฟังก์ชันคล้ายกับแผนที่ตามรอยวรรณกรรม หรือ the Map of Icelandic Literature)
แต่เรคยาวิกไม่ได้เป็นเมืองที่เคลื่อนไหวในเชิงโครงสร้างทางรากฐานหรือสังคมเพียงอย่างเดียว เทศกาลวรรณกรรมฉูดฉาดก็มีให้เห็นอยู่มากมายตลอดทั้งปี โดยมีสถาบันวัฒนธรรม โรงเรียน สมาคมที่เกี่ยวข้องและหน่วยงานอีกมากมายช่วยกันคนละไม้ละมือเสมอ เช่น กิจกรรมสัปดาห์หนังสือในเดือนเมษายน / การประชุมและซิมโพเซียมโดยมหาวิทยาลัยไอซ์แลนด์ หรือกิจกรรมเกี่ยวกับบทกวีมากมายที่จัดโดยศิลปินเองหรือองค์กรรากหญ้าทั้งหลาย
เทศกาลวรรณกรรมไม่ได้จัดกันแคบๆ แค่ในเมืองหรือในประเทศเท่านั้น เทศกาลวรรณกรรมนานาชาติเรคยาวิก (The Reykjavík International Literary Festival) จัดขึ้นในปี 1985 เป็นครั้งแรกและจัดทุกๆ สองปีเป็นประจำโดยมีนักเขียนชื่อดังมากมายเข้าร่วม เช่น มากาเร็ต แอดวูด (Margaret Atwood) เคิร์ท เวเนกัต (Kurt Venegut) และยังมีเทศกาลวรรณกรรมเยาวชนคลานตามมาในปี 2001 และจัดทุกๆ สองปีเป็นประจำเช่นกัน
ภายใต้เป้าประสงค์ในการแสดงออกทางเสรีภาพและสิทธิมนุษยชน ผู้เข้าร่วมจะได้เจอกิจกรรมด้านการอ่านจนตาระบม การอ่านบทกวี เสวนาวรรรณกรรม เลกเชอร์ โปรแกรมสำหรับเด็ก การฉายภาพยนตร์ ไปจนถึงโครงการอบรมด้านการเขียน และมีกาประกาศรางวัล ออร์ตสติร์ (Orðstír) ซึ่งเป็นรางวัลอันทรงเกียรติที่มอบให้กับนักแปลที่แปลหนังสือภาษาไอซ์แลนด์ไปสู่ภาษาอื่นด้วยการสนับสนุนจากหลากหลายองค์กร (อย่างไม่ต้องสืบ) แต่ในนั้นรวมประธานาธิบดีไอซ์แลนด์ และสมาคมล่ามและนักแปลด้วย ทั้งยังมีการมอบ Halldór Laxness International Literary Prize ให้กับนักเขียนที่สร้างสรรค์การเล่าเรื่องแบบใหม่แบบที่ ฮัลล์ทัวร์ ลักซ์เนส (Halldór Laxness) เคยได้ทำมาแล้วอีกด้วย

จากทั้งหมดทั้งมวลที่เล่ามา ไม่มีกิจกรรมหรือแผนงานใดเลยที่องค์กรเพียงองค์กรเดียวถืองานไว้แล้วบากบั่นทำไป แต่เป็นโครงข่ายและเครือข่ายที่แข็งแรงของสถาบันภาษา วัฒนธรรม ห้องสมุด พิพิธภัณฑ์ ฯลฯ ในเรคยาวิกที่มีเจตนารมย์เดียวกัน นั่นคือ การทำนุบำรุงและพัฒนาวรรณกรรมและการอ่านของไอซ์แลนด์ให้อยู่คู่กันแบบที่ประเทศครองทั้งไฟและน้ำแข็งไว้ได้ในดินแดนเดียว
ที่มา
เว็บไซต์ “Arngrímsgötu” (Online)
เว็บไซต์ “The Reykjavík International Literary Festival” (Online)
เว็บไซต์ “Reykjavík, Cities of literature” (Online)
เว็บไซต์ “Cities of literature” (Online)
เว็บไซต์ “The Vigdís International Center for Multilingualism and Intercultural Understanding” (Online)
เว็บไซต์ “Reykjavík City Library” (Online)
เว็บไซต์ “visitreykjavik” (Online)
เว็บไซต์ “visiticeland” (Online)
เฟซบุ้ก “Iceland Writers Retreat” (Online)


