เปลี่ยน ‘ศาสนาของรัฐ’ เป็น ‘ศาสนาของผู้คน’ ดึง ‘อำนาจรัฐ’ ออกจาก ‘ศรัทธา’

966 views
4 mins
May 16, 2023

          ไม่มีใครรู้ว่ามนุษย์คนแรกที่สร้าง ‘ศาสนา’ เป็นใคร บอกได้เพียงว่าตลอดประวัติศาสตร์ที่ได้รับการจารึก ศาสนาเป็นได้ทั้งงานสร้างสรรค์และอาวุธประหัตประหาร

          เราบอกอะไรได้อีก…ศาสนาคือความเชื่อ ความเชื่อที่สาวกของทุกศาสนาล้วนยืนยันว่ามันคือความจริงสูงสุดเพียงหนึ่งเดียว มันจะง่ายกว่านั้นมากหากมนุษย์จะเก็บรักษาสิ่งนี้ไว้ภายในใจ เคร่งครัดตนเองตามแนวทางคำสอนและไม่บังคับให้ผู้อื่นให้ต้องเชื่อเหมือนตน ก็นั่นแหละที่ยาก มนุษย์มีแนวโน้มจะยัดเยียดสิ่งที่ตนเชื่อว่าดีงามให้กับคนนั้นคนนี้ในนามของความปรารถนาดี

          เพราะมีความจริงสูงสุดเพียงหนึ่งเดียวและแนวทางการเข้าถึงความจริงในแบบของตน โดยธรรมชาติ ศาสนาจึงมีเส้นแบ่งความ ‘เป็นเรา’ และ ‘เป็นอื่น’ ที่ชัดเจน

          เหตุนี้ ความเชื่อทางศาสนาจึงควรสงวนไว้เป็นเรื่องส่วนตัว ไม่ควรเข้าไปข้องแวะกับอำนาจรัฐ มันคือบทเรียนที่โลกตะวันตกได้รับโดยแลกกับชีวิตหลายล้านนับตั้งแต่ยุคเริ่มต้นของศาสนาคริสต์ สงครามครูเสด การเข่นฆ่าคนเห็นต่างในยุคกลาง จนถึงสงครามสามสิบปี เป็นค่าใช้จ่ายที่แพงลิบ

          ‘เปรียบเทียบการปฏิรูปศาสนาคริสต์-พุทธและสังคมโลกวิสัย’ ของ สุรพศ ทวีศักดิ์ ซึ่งใครที่ติดตามความคิดของสุรพศย่อมรู้ว่า เขาวิพากษ์วิจารณ์ ‘พุทธเถรวาทแบบไทยๆ’ อย่างเผ็ดร้อนและสนับสนุนการแยกศาสนากับรัฐ งานชิ้นนี้ก็คือการศึกษาบทเรียนของโลกตะวันตกเปรียบเทียบกับสังคมไทย ก่อนจะเสนอหนทางที่เขาเชื่อว่าจะช่วยลดความขัดแย้งจากศาสนาและทำให้ศาสนารวยหลากหลายได้มากกว่าที่เป็นอยู่

          หนังสือเริ่มต้นด้วยความเป็นมาของศาสนาคริสต์ การขึ้นสู่จุดสูงสุดของอำนาจคริสตจักร แล้วค่อยๆ เสื่อมลงจนถูกท้าทายจากมาร์ติน ลูเธอร์ ในช่วงต้นศตวรรษที่ 16 เขาไม่เห็นด้วยกับความมั่งคั่งฉ้อฉลของวาติกัน ไม่เห็นด้วยว่านักบวชเป็นหนทางเดียวที่มนุษย์จะสื่อสารกับพระเจ้า เขาเชื่อว่าชาวคริสต์ทุกคนเสมอกันต่อหน้าพระเจ้า เขาสนับสนุนให้ทุกคนศึกษาไบเบิ้ลด้วยตนเองเพื่อสนทนากับพระเจ้าโดยตรง สิ่งนี้สั่นคลอนอำนาจคริสตจักรอย่างถึงรากถึงโคน ไม่พอ เขายังปิดประกาศ ‘หลัก 95 ข้อ’ (Ninety-five Theses) ที่ประตูโบสถ์เมือง วิตเทนเบิร์ก (Wittenberg) ซึ่งอาจนับเป็นการปรากฏของคริสต์นิกายโปรเตสแตนต์อย่างเป็นทางการ

          เราสงสัยได้ว่าถ้าคริสตจักรและสันตะปาปามีอำนาจล้นฟ้า ทำไมไม่จัดการมาร์ติน ลูเธอร์ คำตอบคือเขาเองก็มีแบ็กดีอย่างเฟรเดอริกที่ 3 หรือเฟรเดอริกผู้เรืองปัญญา (Frederick the Wise) ผู้ครองแคว้นแซกโซนี ห้วงยามนั้นความขัดแย้งแย่งชิงอำนาจระหว่างอาณาจักรและคริสตจักรดำเนินมาก่อนแล้ว กษัตริย์จึงพร้อมจะหนุนหลังผู้หาญกล้าต่อกรอำนาจสันตะปาปา

          การประท้วงของมาร์ติน ลูเธอร์เป็นต้นธารของการแยกนิกาย ความขัดแย้ง และสงคราม คริสตจักรคาทอลิกไม่ยอมนิ่งเฉยให้อำนาจของตนหดแคบ มันมาระเบิดรุนแรงในสงครามสามสิบปีที่กินเวลาตั้งแต่ต้นถึงช่วงกลางศตวรรษที่ 17 คาดว่าคน 8 ล้านชีวิตต้องตายในนามของความเชื่อ สุดท้าย จบลงด้วยการนั่งคุยหาข้อตกลงก่อนจะย่อยยับกันทุกฝ่าย แล้วค่อยๆ พัฒนาสู่แนวคิดโลกวิสัยหรือ Secularism รัฐจะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศาสนาซึ่งเป็นความเชื่อส่วนบุคคล ทุกคนมีเสรีภาพในการเชื่อและปฏิบัติตราบเท่าที่ไม่ละเมิดผู้อื่น

เปลี่ยน ‘ศาสนาของรัฐ’ เป็น ‘ศาสนาของผู้คน’ ดึง ‘อำนาจรัฐ’ ออกจาก ‘ศรัทธา’

          หนังสือใช้เนื้อที่สองสามบทต่อมาอธิบายการปฏิรูปศาสนาพุทธในสมัยรัชกาลที่ 4 และรัชกาลที่ 5 ของสยามที่ดำเนินไปอีกทาง สรุปได้ดังนี้

          การแสวงหาหลักประกันทางการเมืองของรัชกาลที่ 4 นำไปสู่การแยกนิกายออกจากคณะสงฆ์ส่วนใหญ่ในเวลานั้นเกิดเป็นธรรมยุติกนิกายซึ่งต่อมาแปรสภาพเป็นนิกายของราชสำนักและก่อความขัดแย้งกับมหานิกายจวบจนปัจจุบัน ส่วนรัชกาลที่ 5 ก็เผชิญแรงกดดันจากลัทธิล่าอาณานิคมและต้องการสร้างอำนาจสมบูรณาญาสิทธิ์เพื่อความมั่นคงของสยาม จึงผนวกรวมคณะสงฆ์เข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัฐด้วยพระราชบัญญัติลักษณะปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.121 กำหนดโครงสร้างการปกครองสงฆ์ทั้งประเทศให้อยู่ภายใต้ร่มมหาเถรสมาคม พูดให้เข้าใจง่ายคือพระสงฆ์มีสถานะเป็นข้าราชการทำหน้าที่เผยแพร่อุดมการณ์รัฐ ต่อมาถึงรัชกาลที่ 6 ศาสนาพุทธยิ่งถูกผนวกให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงของชาติในนาม ‘ชาติ ศาสน์ กษัตริย์’ นับจากนั้น มันก็แทบเป็นไปไม่ได้เลยที่เราจะแยกความเป็นไทยกับความเป็นพุทธออกจากกัน

          แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน? ความเคยชินจากการถูกกล่อมเกลายาวนานว่าเมืองไทยเป็นเมืองพุทธทำให้เรามองไม่เห็นความผิดปกติบางอย่างอันเป็นธรรมชาติของความเชื่อ

          ทุกศาสนามีทั้งคนที่พยายามยึดมั่นกับถ้อยคำในคัมภีร์และคนที่ตีความคำสอนไปตามโลกทัศน์-ชีวทัศน์ของตน ซึ่งมันอาจจะสอดคล้องกับความเป็นไปของโลกหรือไม่ก็ได้ มันทำให้ศาสนาคริสต์มีเป็นร้อยนิกาย ศาสนาฮินดูมีผู้สมาทานแนวทางและเทพเจ้าอีกหลายร้อย อิสลามก็มีนิกาย พุทธมหายานในเอเชียตะวันออกและวัชรยานก็มีนิกาย มีแนวทางของตนตามที่เรารับรู้จากข่าว

          แต่พุทธเถรวาทต่างออกไป พุทธเถรวาทมีลักษณะเฉพาะในเรื่องการยึดแนวคำสอนตามพระไตรปิฎก เน้นการบรรลุเฉพาะบุคคล ถึงกระนั้น พอลงไปดูรายละเอียดในทางปฏิบัติกลับแตกต่างกันไปตามสายอาจารย์

          เมื่อพุทธเถรวาทเป็นกลไกหนึ่งของรัฐ เป็น ‘พุทธเถรวาทแบบไทยๆ’ กลายเป็นว่ารัฐต้องผูกขาดแนวทางการตีความคำสอนให้สอดคล้องกับอุดมการณ์ที่รัฐต้องการ เกิดความขัดแย้งดังที่เห็นมาโดยต่อเนื่องตั้งแต่กรณีครูบาศรีวิชัย กบฏผู้มีบุญ สันติอโศก ธรรมกาย เป็นต้น ยิ่งถ้าคำสอนแบบไหนมีคนเชื่อถือจำนวนมากและสามารถขับเคลื่อนคนได้ก็ยิ่งเป็นอันตรายในสายตารัฐ

          ภายใต้ภาพมายาของพุทธเถรวาทแบบไทยๆ เสรีภาพในการตีความคำสอนและการปฏิบัติถูกปิดกั้น สังคมไทยเกิดภาพจำต่อศาสนาพุทธที่ดีว่าต้องเป็นแบบนี้ๆ พอพบเห็นการตีความแบบอื่นหรือการทำผิดวินัยสงฆ์ ทั้งพระและฆราวาสจึงเห็นดีเห็นงามให้รัฐเป็นตำรวจศาสนาเข้ามาจัดการให้กลับเข้ารูปรอย

          ลองนึกดูนะครับ พระร่วมสังวาสกับสีกาที่ยินยอมพร้อมใจ ผิดพระวินัย แต่ไม่ผิดกฎหมาย แต่เราก็ต้องการให้รัฐใช้ทรัพยากรเข้าไปจับสึก ทั้งที่น่าจะเป็นเรื่องของชุมชนความเชื่อนั้นๆ จัดการกันเอง

          หนักกว่านั้นคือมันไปลิดรอนเสรีภาพในการแสดงออก เสรีภาพทางศาสนาที่จะเชื่อและปฏิบัติ อย่างการห้ามพระไม่ให้แสดงความคิดเห็นทางการเมือง การห้ามบวชภิกษุณี การเซ็นเซอร์ภาพยนตร์ และอื่นๆ

          สุรพศอธิบายแนวทางการปฏิรูปพุทธศาสนาทั้งจากฝ่ายอนุรักษนิยมกับฝ่ายเสรีนิยม ซึ่งตัวเขาเห็นด้วยกับข้อเสนอของฝ่ายหลังที่ต้องการให้แยกศาสนากับรัฐออกจากกัน ปลดปล่อยทุกศาสนาให้เป็นเรื่องของเอกชนจัดการกันเอง ตีความ เผยแผ่ และแข่งขันกันหาสาวกได้อิสระเท่าเทียมตามกำลังทรัพยากรของตน ตามความคิด ความเชื่อ ตราบเท่าที่ไม่ละเมิดสิทธิ เสรีภาพ กฎหมาย หลักสิทธิมนุษยชน หรือก็คือศีลธรรมแบบโลกวิสัย

          ยากเหลือเกิน ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ในสังคมไทยยังยากทำใจยอมรับ อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลงทางที่พัดโหม ข้อเสนอดังกล่าวก็มีสุ้มเสียง มีพื้นที่ของมันขึ้นมาอย่างช้าๆ ในมวลหมู่ผู้คนจำนวนหนึ่ง

          ผมเคยสัมภาษณ์นักมานุษยวิทยาผู้ศึกษาอคติทางศาสนา เขาบอกว่าจากการเก็บข้อมูลของสถาบันการศึกษาระดับโลกพบว่าศาสนาจะเป็นต้นเหตุแห่งความขัดแย้งสำคัญของโลกอนาคต

          อาจเพราะความเชื่อทางศาสนาผูกพันกับสิ่งที่เรียกว่า ‘ศรัทธา’ ซึ่งมีพลังกระตุ้นเร้าอันเหลือเชื่อ เมื่อยื่นดาบแห่งศรัทธาให้แก่ผู้ศรัทธา คนคนนั้นสามารถเชือดคอตัวเองหรือฟาดฟันคนอื่นได้ในนามของมัน

          ถ้ายึดจากแนวคิดของหนังสือและตัวผู้เขียน การดึงอำนาจรัฐออกจากศาสนาอาจเป็นการปลดชวนความขัดแย้งขั้นต้นออกไปก็เป็นได้

          เป็นเรื่องที่สังคมต้องสร้างพื้นที่ถกเถียงกันต่อไป

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก