Red Emma’s สหกรณ์ร้านหนังสือเพื่อประชาธิปไตยในบัลติมอร์

1072 views
7 mins
August 4, 2025

          ปี 2004 นักศึกษาจากมหาวิทยาลัยจอนส์ ฮอปคินส์ร่วมกันกับอดีตเจ้าของร้านขายหนังสือ ตัดสินใจเปิดร้านหนังสือเล็กๆ ขึ้นมาเองในโมงยามที่ธุรกิจสิ่งพิมพ์ในสหรัฐฯ ซบเซาอย่างที่สุด ใครเลยจะไปคาดฝันว่า อีกไม่กี่ปีต่อมา ร้านหนังสือเล็กๆ ที่ว่า ก็ขยับขยายใหญ่โต ทั้งยังกลายเป็นศูนย์รวมการเคลื่อนไหวทางการเมืองเพื่อเรียกร้องความเท่าเทียมและประชาธิปไตยที่ ‘เก๋’ สุดๆ ในเมืองนั้นอีกต่างหาก!

          ครบรอบสองทศวรรษการถือกำเนิดของ Red Emma’s สหกรณ์ร้านหนังสือเพื่อประชาธิปไตยในบัลติมอร์ รัฐแมรี่แลนด์ ที่จะว่าไปแล้ว กว่าจะมาเป็นศูนย์กลางของเหล่านักอ่าน, นักดนตรี, นักคิดนักเขียน, ศิลปิน ตลอดจนนักกิจกรรมเพื่อความเท่าเทียม เส้นทางการเดินทางของร้านหนังสือจิ๋วๆ ที่หลายคนรักนี้ก็สมบุกสมบันไม่น้อย 

Red Emma’s

          มันถือกำเนิดขึ้นหลังจาก  Black Planet Books ร้านหนังสือกึ่งศูนย์สังคม (Infoshop) สำหรับทำกิจกรรมและกระจายข่าวสาร ปิดตัวลงเพียงหนึ่งปีอันเนื่องมาจากพิษเศรษฐกิจและภาวะถดถอยของอุตสาหกรรมหนังสือสิ่งพิมพ์ และในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้เอง สองนักศึกษา จอห์น ดูดา (John Duda) กับ เคต คาทิบ (Kate Khatib) ก็จับมือกันกับ คัลเลน นาวัลโควสกี (Cullen Nawalkowsky) คนขายหนังสือเพื่อเปิดร้านหนังสือเล็กๆ ขึ้นมาในชื่อ Red Emma’s โดยตั้งชื่อตาม เอ็มมา โกลด์แมน (Emma Goldman) นักอนาธิปไตยในช่วงต้นศตวรรษที่ 20 ชาวลิทัวเนีย

พื้นที่เสรีชน

          อันที่จริง รากการถือกำเนิดของ Red Emma’s มาจากแนวคิดช่วงปลายทศวรรษ 1990s อย่างการเคลื่อนไหวต่อต้านโลกาภิวัตน์ (Anti-Globalization) ซึ่งว่าด้วยการต่อต้านนโยบายการค้าเสรีและความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ อันเป็นสิ่งที่ผู้ก่อตั้งทั้งสามเห็นตรงกันว่าเป็นประเด็นที่ต้องเคลื่อนไหวและเรียกร้องเพื่อความเป็นธรรม มากไปกว่านั้น พวกเขายังพยายามสร้างพื้นที่สำหรับพบปะรวมตัวกลุ่มคนที่สนใจเหมือนๆ กันขึ้นมาในสังคมด้วย 

Red Emma’s
Red Emma’s

          “เราอยากสร้างพื้นที่เปิดให้คนได้เอางานที่ตัวเองทำมาแบ่งปันกัน รวมทั้งหาทางทำงานร่วมกัน” คาทิบบอก

          “เป้าหมายของพวกเราคือจ่ายค่าแรงให้พวกเราพอเลี้ยงตัวเอง รวมทั้งให้คนหน้าใหม่ๆ ที่มาเข้าร่วมกับเราเลี้ยงตัวเองได้ด้วย” ดูดาสาธยาย 

          “คือว่าถ้าเราจริงจังกับเรื่องประชาธิปไตยในที่ทำงาน ถ้าเราจริงจังว่าการทำธุรกิจของร้าน Red Emma’s คือการทำธุรกิจทางเลือก เราก็ต้องสาธิตให้ทุกคนเห็นให้ได้ว่านี่แหละคือการทำธุรกิจที่ทำแล้วเลี้ยงทุกคนได้ คนที่ทำงานกับเรามีรายได้พอไปเลี้ยงครอบครัวตัวเองได้”

Red Emma’s

          Red Emma’s เน้นการขายหนังสือควบคู่ไปกับการสร้างพื้นที่สำหรับรองรับกิจกรรมหลากหลายที่มีเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือต่อต้านการโลกาภิวัตน์ที่นำมาสู่ความเหลื่อมล้ำในเชิงเศรษฐกิจ ดังนั้น Red Emma’s จึงเป็นพื้นที่เปิดสำหรับนักเขียน, นักพูด, นักร้อง ไปจนถึงการฉายภาพยนตร์ที่มีเนื้อหาว่าด้วยความเหลื่อมล้ำและเรียกร้องความเท่าเทียม 

          “คนส่วนมากเติบโตขึ้นมาจากการถูกสังคมหล่อหลอมว่าพวกเขาไม่มีทางก่อตั้งธุรกิจของตัวเองได้หรอก พวกเขามักพูดว่า ‘ถึงยังไงเราก็ต้องไปเป็นลูกจ้างใครสักคนอยู่ดีนั่นแหละ’ แต่วิธีคิดและทำงานแบบสหกรณ์สร้างโอกาสนอกเหนือจากกรอบคิดนั้น มันคือการทำงานร่วมกัน รวมตัวกันเป็นกลุ่มเป็นก้อน เอาสิ่งที่เรามีมาไว้ด้วยกันไม่ว่าจะทักษะ สิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่เรามีโดยเฉพาะคอนเนกชันในกลุ่มคนต่างๆ เพื่อจะได้มอบโอกาสในการที่เราจะได้เป็นเจ้าของธุรกิจหลากหลายที่เราต่างไม่เคยคิดฝันว่าเราจะได้เป็นเจ้าของมาก่อน” คาทิบว่า

ดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดแบบสหกรณ์

          ว่าไปแล้ว จุดเด่นประการหนึ่งของ Red Emma’s คือการที่ผู้ก่อตั้งร้านและผู้คนในชุมชนทั้งหมดสมาทานการดำเนินธุรกิจด้วยแนวคิดแบบสหกรณ์ (cooperatives) อันหมายถึงการที่สมาชิก (โดยทั่วไปกำหนดว่าเป็นจำนวนสิบคนขึ้นไป) มารวมกลุ่มเพื่อดำเนินธุรกิจด้วยกันโดยมีชุดอุดมการณ์ด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมืองและวัฒนธรรมเดียวกัน สมาชิกแต่ละคนมีส่วนร่วมกับการลงทุนหรือซื้อหุ้นอย่างเท่าเทียมผ่านแนวคิดประชาธิปไตย ตลอดจนมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาต่อชุมชนรอบๆ 

Photo: https://redemmas.fund/

          แนวคิดแบบสหกรณ์เป็นแนวคิดที่มุ่งหวังสร้างความมั่นคงให้แต่ละชุมชนหรือกลุ่มคน หากแต่หลายครั้ง ในระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยมมันกลับถูกเข้าใจผิดว่าเป็นแนวคิดการดำเนินธุรกิจที่ ‘สุ่มเสี่ยง’ เกินไปในการจะให้มีผู้เป็นเจ้าของกิจการใดกิจการหนึ่งเป็นจำนวนมาก

          “หนึ่งในสิ่งที่ยากที่สุดในการดำเนินกิจการผ่านระบบสหกรณ์ คือการหาผู้ลงทุนหรือคนที่จะให้เรากู้เงินมาดำเนินกิจการที่เข้าใจลักษณะเฉพาะของระบบสหกรณ์” คาทิบบอก 

          ที่ผ่านมา เมืองใหญ่ๆ หลายแห่งในสหรัฐฯ เช่น คลีฟแลนด์, รอเชสเตอร์ ต่างก็พยายามผลักดันระบบเศรษฐกิจผ่านแนวคิดแบบสหกรณ์ด้วยความเชื่อว่ามันเป็นระบบที่เสริมสร้างแนวคิดแบบประชาธิปไตยได้ดีที่สุดระบบหนึ่ง หากแต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จนัก อย่างไรก็ดี กลไกของ Red Emma’s คือการเริ่มต้นทุกอย่างด้วยความเรียบง่ายอย่างเหลือเชื่อ ด้วยการไปหาธนาคารท้องถิ่นที่พวกเขาฝากเงินและมีสายสัมพันธ์ร่วมกันมานับทศวรรษ ก่อนจะเอ่ยปากขอกู้เงิน 50,000 เหรียญฯ ด้วยการระบุชื่อผู้กู้เงิน นั่นคือพวกเขากับสมาชิกในชุมชนหลายต่อหลายคนเพื่อกระจายความเสี่ยง แม้พนักงานธนาคารจะแย้งให้พวกเขาเลือกผู้ลงชื่อกู้เงินแค่สามหรือสี่คนเพื่อความสะดวก แต่ทีมงานร้านหนังสือเล็กจิ๋วแสนจะเยอทะยานก็ยืนกรานว่า ใครก็ตามที่ร่วมหุ้นร้าน Red Emma’s จะลงชื่อเป็นผู้กู้เงินทุกคน “เพราะเรายึดมั่นในระบบสหกรณ์ ถ้าทำแบบนี้ไม่ได้ก็ไม่เอาเลยดีกว่า”

          สิ่งที่ทำให้คาทิบและพรรคพวกสมาทานแนวคิดแบบสหกรณ์ คือการที่มันเป็นระบบการดำเนินธุรกิจที่มีความเป็นประชาธิปไตยสูงที่สุดระบบหนึ่ง 

          “แนวคิดแบบสหกรณ์มันมาจากล่างขึ้นบน ถ้าคุณมีผู้จัดการที่ชอบใช้ความรุนแรงหรือทำงานได้ไม่ดี ไม่ฟังความเห็นของแรงงาน แรงงานเหล่านี้ก็มีอำนาจในมือที่จะปลดผู้จัดการคนนั้นออกจากตำแหน่ง ทั้งยังมีส่วนร่วมในการเลือกผู้จัดการคนใหม่ที่จะมาเข้าทำงานแทนที่คนเก่าได้ด้วย” คาทิบสาธยาย

Strong Schools Maryland

          ก้าวแรกของเหล่า Red Emma’s เข้าตำราลุ่มๆ ดอนๆ อยู่ไม่น้อย เนื่องมาจากพวกเขาต้องการดำเนินธุรกิจตามอุดมการณ์สหกรณ์ที่วางไว้แต่แรก แต่ถึงที่สุด ธุรกิจก็ลงตัว Red Emma’s ย้ายไปตั้งที่ย่านกรีนเมาต์, บัลติมอร์ เมืองที่เต็มไปด้วยนักกิจกรรมและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง โดยมีเจ้าของรวมทั้งสิ้น 21 คน ครึ่งหนึ่งในจำนวนนี้เป็นคนผิวสีและ 75 เปอร์เซ็นต์ก็เป็นเควียร์ ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้เกิดขึ้นจากความตั้งใจของคาทิบและดูดาที่มาดหมายว่าจะสร้างพื้นที่แห่งความหลากหลายตั้งแต่ต้นธารให้ได้มากที่สุด 

          “เราพยายามจัดตั้งกลุ่มแรงงานและดำเนินการด้วยระบบสหกรณ์อย่างจริงจัง ให้แรงงานมีรายได้พอเลี้ยงตัว มีศักดิ์ศรีในอุตสาหกรรมนี้ที่มอบสิ่งนั้นให้แก่เราไม่ได้ โดยเฉพาะเหล่าผู้หญิงและคนผิวสี รวมทั้งคนกลุ่มน้อยที่ถูกกีดกันออกมาจากระบบอยู่แล้วน่ะ”

          “จนตอนนี้ มีเจ้าของร้านที่เรียนจบระดับปริญญาโท และก็มีทั้งคนที่เรียนไม่จบชั้นมัธยมศึกษา แต่พวกเขาต่างก็เป็นเจ้าของธุรกิจร่วมกันได้” คาทิบว่า ก่อนจะขยายความว่า มีเพียงแนวคิดแบบสหกรณ์เท่านั้นที่ให้โอกาสคนที่ไม่มีอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากรต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน สังคมหรือการศึกษา ให้ได้เป็นเจ้าของธุรกิจบางอย่าง ซึ่งสำหรับเธอและเพื่อนฝูง นี่คือหมุดหมายสำคัญของการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้การเป็นเจ้าของธุรกิจไม่ผูกยึดอยู่กับแค่นายทุนหรือคนที่มีอำนาจในการเข้าถึงทรัพยากรเท่านั้น

เสริมสร้าง และเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน

          ก้าวเล็กๆ ก้าวต่อไปของ Red Emma’s คือการขยับขยายพื้นที่ร้านให้เป็นมากกว่าร้านหนังสือ

          ในปี 2013 พวกเขาเปิดเป็นร้านกาแฟที่รับเมล็ดพันธุ์จากท้องถิ่นที่รวมตัวกันเป็นสหกรณ์ในระบบการค้าที่เป็นธรรม (Fair Trade) และขายอาหารมังสวิรัติ พร้อมกันนั้นก็พยายามสร้างชุมชนอันแข็งแรงขึ้นมาด้วย เนื่องจากบัลติมอร์เป็นเมืองที่เต็มไปด้วยนักเคลื่อนไหวหลากประเด็น ไม่ว่าจะด้านความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจ ทางเพศหรือความเป็นธรรม ก็ทำให้ Red Emma’s กลายเป็นแหล่งชุมนุมของคนกลุ่มนี้โดยไม่ได้นัดหมาย 

          แต่ละวันจึงมีทั้งคนมาตั้งไมโครโฟนอ่านบทกวี, ขับร้อง, จัดฉายหนัง ฯลฯ ซึ่งยิ่งเป็นไปตามเป้าประสงค์ของร้านที่หวังอยากผลักดันและสร้างชุมชนแห่งความหลากหลาย เท่าเทียมขึ้นมา พวกเขากลายเป็นร้านขายหนังสือที่มีหนังสือหลากหลายตั้งแต่วรรณกรรมคลาสสิกไปจนถึงงานวิจัยว่าด้วยสิทธิสตรีนิยม มีกาแฟท้องถิ่น เสิร์ฟกับมักกะโรนีอบชีสแบบวีแกน (ถ้าคุณสั่งคู่กันน่ะนะ) 

Vegan product

          “ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของ Red Emma’s ฉันสามารถมีส่วนร่วมในการออกแบบเมนูอาหาร, การจัดการร้านอาหารและธุรกิจต่างๆ แบบที่คงไม่มีโอกาสได้ทำสมัยอยู่ที่ทำงานเก่า เพราะตอนนั้นฉันแค่รับคำสั่งจากข้างบนแล้วก็ทำตามอีกที” คาทิบบอก 

          “แต่ที่ Red Emma’s ให้โอกาสเราในการได้เรียนรู้การทำธุรกิจในแง่มุมอื่นๆ ซึ่งพวกเราก็เริ่มช่ำชองกันขึ้นเรื่อยๆ และเริ่มตระหนักได้ว่า เรามีความรับผิดชอบในการมอบโอกาสเช่นนี้ให้ผู้อื่นด้วยเหมือนกัน”

          ฟอร์ด เป็นเจ้าของและพนักงานของร้านตั้งแต่ปี 2019 ก่อนหน้านี้เขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยอยู่หลายปี เขาอาศัยประสบการณ์การทำงานเป็นบาริสตาให้ร้านกาแฟ Starbucks สมัยเรียนมาใช้ในการเตรียมเครื่องดื่มและรับผิดชอบภารกิจด้านกาแฟให้ร้าน ตลอดจนเตรียมอาหารง่ายๆ และออกแบบเมนูใหม่ๆ สำหรับผู้มาเยือน ซึ่งทั้งหมดนี้มาจากการได้รับความเห็นชอบและยินยอมพร้อมใจจากเจ้าของร้านคนอื่นๆ เรียบร้อยแล้ว เนื่องจากระบบการทำงานของ Red Emma’s คือการให้เจ้าของร้านเข้าร่วมประชุมกันทุกสัปดาห์เพื่อคุยถึงแผนงาน รวมทั้งเสนอเมนูใหม่ๆ หรือเมนูพิเศษที่อาจจัดจำหน่ายในสัปดาห์นั้น 

          “ถ้าผมคิดเมนูเจ๋งๆ มาเสิร์ฟคนได้ยาวๆ ตลอดทั้งสัปดาห์มันคงเยี่ยมมากๆ เลยแหละ อันที่จริงก็อยากคิดเมนูแซนด์วิชแล้วตั้งตามชื่อตัวเองหรืออะไรทำนองนั้นบ้างเหมือนกัน” เขาว่า 

          มาลิค โคล (Malik Cole) หนึ่งในหุ้นส่วน Red Emma’s บอกว่า “การได้เป็นเจ้าของกิจการนี่มันเป็นความรู้สึกที่ดีมากๆ เลยนะ เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นของผมจริงๆ ได้มีชื่อตัวเองอยู่กับบางอย่างและได้ทำอะไรที่มันยิ่งใหญ่กว่าตัวตนของเรา เรื่องพวกนี้มันปลุกใจชะมัด” เขาบอก

          “แล้วนี่ก็ไม่ใช่แค่ธุรกิจที่ดำเนินไปโดยคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นแรงงานกลุ่มหนึ่งที่ออกแรงทำงานไปด้วยกัน” 

Red Emma’s

          “ผมเคยทำงานในร้านอาหารที่ดำเนินธุรกิจแบบทุนนิยมจ๋าๆ จึงรู้ดีว่าวัฒนธรรมภัตตาคารมันย่ำแย่ได้แค่ไหน เพราะพวกเขามักเอาเปรียบและแทบไม่ให้ความเป็นธรรมใดๆ ต่อแรงงาน แต่กับที่ร้าน Red Emma’s เราพยายามทำทุกอย่างให้ออกมาดีที่สุด ให้ทุกๆ เสียงมีความหมายและให้ทุกๆ คนเชื่อว่าพวกเขาสามารถมีส่วนร่วมกับร้านอาหารเราได้”

         และสำหรับเหล่านักกิจกรรมหรือขาประจำของร้าน Red Emma’s คือสรวงสวรรค์ที่คุณจะพบได้ทั้งร้านอินโฟชอปที่มีหนังสือหรือนิตยสารทางการเมือง, เพศ, สังคมและวัฒนธรรม ไปจนหนังสือทำมือที่อาจหาซื้อที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว ตลอดจนสารพัดอีเวนต์ที่ยีดโยงกับผู้คนในพื้นที่มากมาย เช่น กิจกรรมในพื้นที่ 2640 อันเป็นพื้นที่สาธารณะของทางชุมชนที่เต็มไปด้วยอาคารเก่าแก่และประวัติศาสตร์เชิงพื้นที่ 

          Red Emma’s จึงร่วมกับโบสถ์เซนต์จอห์นและกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ จัดคอนเสิร์ต, งานประชุม, งานเลี้ยงและกิจกรรมสารพัดอย่างในพื้นที่เพื่อให้เกิดความคึกคักขึ้นในชุมชน 

          นอกจากนี้ พวกเขาในนามของ Red Emma’s Education Fund ยังมีโครงการ The Baltimore Free School สนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง เช่น จัดงานบุ๊คคลับซึ่งให้สมาชิกร่วมวิเคราะห์และวิพากษ์หนังสือด้วยกัน อย่างในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ พวกเขาก็ต่อแถวเตรียมหยิบเอา How to Say Babylon: A Memoir หนังสือสุดเก๋ของ ซาฟิยา ซินแคลร์ (Safiya Sinclair) นักเขียนหญิงชาวจาไมกาที่เขียนเรื่องปิตาธิปไตยและการล่าอาณานิคมมาสำรวจ หรือกิจกรรม Pinkwashing Exposed: Seattle Fights Back ที่กลุ่มเลสเบียนชวนกันวิเคราะห์กลุ่มทุนที่ ‘ฉาบ’ หน้าว่าโอบรับความหลากหลายทางเพศแต่อีกมือหนึ่งยังกดทับต่อไป หรือ Charm City Speaking กิจกรรมการสอนพูดในที่สาธารณะ ตลอดจน Spread the Jam ซึ่งเป็นกิจกรรมฟังเพลงสำหรับกลุ่มศิลปิน

Spread the Jam

          มองผ่านๆ กิจกรรมเหล่านี้ดูเหมือนจะอยู่แต่ในพื้นที่และชุมชนของ Red Emma’s แต่เอาเข้าจริงแล้ว พวกเขาขยับขยายพื้่นที่ไปไกลกว่านั้นมาก เพราะกิจกรรมที่พวกเขาทำนั้นยังยึดโยงและแนบเป็นหนึ่งเดียวกับชุมชน (ที่ก็เหมาะสุดๆ เพราะเต็มไปด้วยนักกิจกรรม) 

ขยับขยายโครงการไปสู่ตัวเมือง

          หนึ่งในจุดเด่นของ Red Emma’s คือการที่พวกเขาก่อตั้งและดำเนินธุรกิจบนฐานของสหกรณ์ พวกเขาจึงพยายามเผยแพร่แนวคิดนี้ไปยังชุมชน ด้วยการเข้าร่วมกิจกรรมหรืองานประชุมต่างๆ ที่ชุมชนจัด รวมทั้งจัดตั้งโครงการที่วางรากอยู่บนแนวคิดแบบสหกรณ์ด้วย เช่น การเข้าร่วมกับโครงการ Seed Commons เครือข่ายกองทุนไม่แสวงหาผลกำไรในรูปแบบสหกรณ์ระดับท้องถิ่น- ด้วยการกู้ยืมเงินจากกองทุนของ Seed Commons โดยที่เจ้าของหุ้นร้าน Red Emma’s เป็นชื่อผู้กู้ทุกคนตามแนวคิดแบบสหกรณ์ที่ทุกคนล้วนมีส่วนร่วมในการลงทุนร่วมกัน 

          ภายหลังตั้งไข่มานานหลายปีและประสบความสำเร็จในการดำเนินธุรกิจโดยใช้โมเดลแบบสหกรณ์ Red Emma’s ก็ขยับขยายแนวคิดตัวเองออกไปสู่ชุมชน ด้วยการสร้างโครงการ Baltimore Roundtable for Economic Democracy ที่เน้นออกทุนให้ผู้คนในบัลติมอร์ที่ต้องการสร้างธุรกิจเป็นของตัวเองออกไปตั้งหลัก โดยยังคงวิธีคิดแบบการมีส่วนในการเป็นเจ้าของร่วมกันของแรงงาน 

กิจกรรมร่วมกับร้าน Impact Hub Baltimore-FB Impact Hub Baltimore

          คริสตา ดาร์ลิง (Christa Daring) ผู้อำนวยการบริหารของ the Baltimore Roundtable บอกว่าเธอเองก็เคยเป็นหนึ่งใน ‘ขาประจำ’ ของ Red Emma’s สมัยที่เธอยังเรียนมัธยมศึกษาและเห็นว่าเจ้าร้านเล็กๆ นี้มันก็ดู ‘พังค์’ ดี หากแต่เธอก็ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมใดของร้านเป็นชิ้นเป็นอัน กระทั่งเมื่อเธอจบมหาวิทยาลัยและกลับมาที่บัลติมอร์อีกครั้ง 

          คราวนี้เธอจึงเห็นลักษณะการทำงานของร้าน ตลอดจนความคึกคักของชุมชนกับนักกิจกรรม และทำให้เธอตัดสินใจร่วมหุ้นเป็นส่วนหนึ่งด้วยกันกับ Red Emma’s 

          “เราถึงได้พยายามกระจายแนวคิดแบบนี้ไปให้คนอื่นๆ ด้วย เราก่อตั้งกองทุน the Baltimore Roundtable ขึ้นมาเพื่อสร้างระบบการดำเนินงานแบบสหกรณ์ จัดหาเงินทุนและเราก็ไม่ได้ตรวจสอบเครดิตคนที่จะเข้ามากู้เงินกับเรา” เธอบอก 

          “เราให้กู้เงินโดยพิจารณาจากแผนธุรกิจที่พวกเขาทำ และผลกระทบของธุรกิจที่ว่าต่อผู้คนและชุมชนน่ะ”

          นอกจากนี้ Red Emma’s ยังเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการจัดงานเทศกาลหนังสือประจำปีของบัลติมอร์อย่าง Baltimore Book Fair โดยนอกจากจะมีสิ่งพิมพ์มากหน้าหลายตา สารพัดประเด็น ตีพิมพ์เก่าและใหม่หรืออาจจะทำมือขึ้นมาเพียงครั้งเดียว มันยังเป็นเทศกาลที่เป็นศูนย์รวมหนอนหนังสือของผู้คนทั่วทั้งบัลติมอร์ โดยที่ยังคงจิตวิญญาณแบบ Red Emma’s แบบสุดๆ เมื่อผู้คนไม่เพียงแค่มาซื้อหนังสือ หากแต่ยังมาจับกลุ่มร่วมกิจกรรม ตั้งแต่เดินเล่นไปจนถึงจัดคอนเสิร์ต 

Baltimore Book Fair

           บอนนี คาสเปเรค (Bonnie Kasperek) ชาวเมืองบัลติมอร์ออกความเห็นว่า “มันเป็นสถานที่ซึ่งทุกคนมารวมตัวและแลกเปลี่ยนไอเดียกันน่ะ แล้วมันก็เหมาะกับบัลติมอร์สุดๆ เพราะเราอยู่ใกล้กับสำนักงานใหญ่รัฐบาลมากๆ เราเลยได้เห็นด้วยตาตัวเองว่ารัฐบาลทำอะไร ควบคุมชีวิตผู้คนแบบไหน ว่าไปที่นี่ก็น่าจะเป็นสถานที่ที่ดีที่สุดในการได้เจอกับองค์กรสุดโต่งสักองค์กรแล้วมั้ง เพราะคนยังไม่ค่อยรู้เรื่องพวกนี้มากนัก”

           โจชัว คลาร์ค ดาวิส (Joshua Clark Davis) นักประวัติศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยบัลติมอร์ บอกว่าเจ้าร้านหนังสือเล็กๆ นี้ให้ความสำคัญต่อกิจกรรมและงานที่จัดมากกว่ารายได้ที่หมายถึงเม็ดเงินเสียอีก 

           ไม่ว่าจะเป็นการที่ตัวร้านเน้นที่การโปรโมตการเคลื่อนไหวทางสังคมผ่านสินค้าที่พวกเขาจำหน่าย สร้างพื้นที่ให้เหล่านักกิจกรรมได้มาใช้งาน และก่อกำเนิดชุมชนและสังคมใหม่ๆ 

           “เป้าหมายในการทำธุรกิจของพวกเขาคือการสร้างเสรีภาพและความเท่าเทียม โดยมีนักกิจกรรมฝ่ายซ้ายให้การสนับสนุนยังไงล่ะ” ดาวิสบอก

            ไม่เกินเลยถ้าเราจะกล่าวว่า ความพิเศษของ Red Emma’s หาใช่แค่ที่ร้านดำเนินธุรกิจแบบสหกรณ์ ที่เน้นให้ทุกคนมีส่วนร่วมด้วยกันภายใต้กรอบคิดแบบประชาธิปไตย หากแต่ยังอยู่ที่การพยายามดึงให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม และลงรากฐานความคิดที่ว่าด้วยความเท่าเทียมผ่านโปรเจกต์ต่างๆ ตลอดจนมอบโอกาสในการเป็นเจ้าของธุรกิจให้แก่คนตัวเล็กตัวน้อยคนอื่นๆ แบบเดียวกับที่พวกเขาเคยได้รับมาในอดีต


ที่มา

บทความ “BALTIMORE’S CO-OPS SHOW THE POWER OF A ‘SOLIDARITY ECONOMY’”  (Online)

บทความ “Baltimore’s Oldest and Largest Worker-Owned Coop Expanded with CDFI Help”  (Online)

บทความ “Mid-Atlantic Radical Book Fair ups the anti”  (Online)

บทความ “Co-op restaurants: pipe-dream or practical solution?”  (Online)

บทความ “Serving More Than Food: Restaurant Co-ops Put Economic Justice on the Table”  (Online)

เว็บไซต์ “baltimore roundtable” (Online)

เว็บไซต์ “Red Emma’s” (Online)

RELATED POST

แหล่งชุมนุมความคิดเรื่องพื้นที่สาธารณะเพื่อการเรียนรู้
และห้องสมุดกับการเปลี่ยนแปลงสังคม

                                                                                            

PDPA Icon

The KOMMON มีการใช้คุกกี้ เพื่อเก็บข้อมูลการใช้งานเว็บไซต์ไปวิเคราะห์และปรับปรุงการให้บริการที่ดียิ่งขึ้น คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

อนุญาตทั้งหมด
Manage Consent Preferences
  • คุกกี้ที่จำเป็น
    Always Active

    ประเภทของคุกกี้มีความจำเป็นสำหรับการทำงานของเว็บไซต์ เพื่อให้คุณสามารถใช้ได้อย่างเป็นปกติ และเข้าชมเว็บไซต์ คุณไม่สามารถปิดการทำงานของคุกกี้นี้ในระบบเว็บไซต์ของเราได้

  • คุกกี้สำหรับการวิเคราห์

    คุกกี้นี้เป็นการเก็บข้อมูลสาธารณะ สำหรับการวิเคราะห์ และเก็บสถิติการใช้งานเว็บภายในเว็บไซต์นี้เท่านั้น ไม่ได้เก็บข้อมูลส่วนตัวที่ไม่เป็นสาธารณะใดๆ ของผู้ใช้งาน

บันทึก