ผลการทบทวนงานวิจัยโดยมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ (University of Cambridge) พบว่า การอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน (Reading for Pleasure) หรือการอ่านด้วยความสมัครใจ นอกจากช่วยให้ผ่อนคลายแล้ว อาจมีส่วนส่งเสริมสุขภาพสมองและคุณภาพชีวิตในระยะยาว
เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 ที่ผ่านมา วารสารวิชาการ Psychological Medicine ของมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ เผยแพร่บทความซึ่งแสดงให้เห็นความเชื่อมโยงระหว่างการอ่านกับสมาธิ ความจำ สุขภาพจิต และไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิต
ศาสตราจารย์บาร์บารา ซาฮาเคียน (Barbara Sahakian) หนึ่งในทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ ระบุว่า การอ่านมีส่วนช่วยส่งเสริมสุขภาพของสมอง ช่วยพัฒนาทักษะจำเป็นด้านการรับรู้ ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดี (Well-being) และไม่มีคำว่าสายเกินไปหากจะเริ่มต้น เพราะผลลัพธ์สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกช่วงวัยตั้งแต่เด็กจนถึงผู้สูงอายุ
การศึกษาในกลุ่มเด็กและเยาวชนพบว่า การอ่านเพื่อความเพลิดเพลินเกี่ยวข้องกับผลลัพธ์เรื่องการเรียนรู้ การนอนหลับนานขึ้นและการลดลงของเวลาหน้าจอ ขณะเดียวกันกลุ่มวัยผู้ใหญ่เองก็มีผลการศึกษาหลายชิ้นชี้ให้เห็นถึง ความเชื่อมโยงกับระดับความเครียดที่ลดลง รวมไปถึงช่วยส่งเสริมความเข้าอกเข้าใจผู้อื่น (Empathy)
สำหรับผู้สูงอายุ การอ่านในเวลาว่างถือเป็นกิจกรรมที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง โดยเกี่ยวข้องกับการชะลอการเสื่อมถอยด้านการคิดและการจดจำ (Cognitive decline) รวมถึงอาจช่วยลดความเสี่ยงของภาวะสมองเสื่อมได้
แม้จะมีข้อมูลมากมายสนับสนุนข้อดีของการอ่านหนังสือ แต่ความเป็นจริง หลายประเทศเผชิญหน้ากับอัตราการอ่านในกลุ่มเด็กและเยาวชนที่มีแนวโน้มลดลง จากผลการประเมิน PISA 2025 ของนักเรียนอายุ 15 ปี สะท้อนให้เห็นว่า ผลสัมฤทธิ์ด้านการอ่านของผู้เรียนทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง นักวิจัยจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) พบ 2 ปัจจัยสำคัญที่คือ การลดลงของการอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน และสิ่งเร้าจากสื่อดิจิทัล (Digital Distraction) ยิ่งนับว่าจะมีแต่สูงขึ้น
เช่นเดียวกับรายงานของ National Literacy Trust พบว่า ในปี 2026 เด็กและเยาวชนอายุ 8-18 ปี ในสหราชอาณาจักร มีเพียงร้อยละ 36 ที่ชื่นชอบการอ่านหนังสือในเวลาว่าง ซึ่งลดลงจากร้อยละ 58.6 จากการสำรวจเมื่อปี 2016
ผู้วิจัยจึงเน้นย้ำว่า ผลลัพธ์ทั้งหมดเกิดจาก ‘การอ่านเพื่อความเพลิดเพลิน’ ดังนั้นการสร้างแรงจูงใจให้เด็กและเยาวชนหันมาอ่านหนังสือ ควรเริ่มต้นจากเนื้อหาที่สอดคล้องกับความสนใจของแต่ละคน ลดความรู้สึกกดดันว่าต้องอ่าน อาจเริ่มด้วยสื่อที่เข้าถึงง่าย อาทิ เกม รายการโทรทัศน์ หนังสือการ์ตูนหรือนิยายภาพ (Graphic Novel) แทนวรรณกรรมคลาสสิก
พร้อมเล่าทิ้งท้ายว่า ถึงแม้ยังมีความจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติม เพื่อทำความเข้าใจกลไกทางสมองซึ่งอยู่เบื้องหลังประโยชน์ของการอ่านให้ชัดเจนขึ้น แต่สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ การอ่านเป็นปัจจัยส่งเสริมทางสุขภาพที่เข้าถึงได้ง่าย มีต้นทุนต่ำและสามารถส่งเสริมสุขภาวะได้ตลอดช่วงชีวิต การสนับสนุนให้ประชาชนทุกกลุ่มได้สร้างนิสัยรักการอ่านผ่านโรงเรียน ห้องสมุด ชมรมหนังสือ รวมถึงกิจกรรมในชุมชน ก็เป็นอีกแนวทางส่งเสริมพัฒนาการด้านสมอง สนับสนุนการเรียนรู้ และเปิดโอกาสให้ผู้คนทุกช่วงวัยได้พัฒนาศักยภาพของตนเองได้ในระยะยาว

ที่มา
บทความ “From bedtime stories to book clubs: Reading protects your brain for life” จาก euronews.com (Online)
บทความ “Reading strengthens brain health, lowers dementia risk — Cambridge study” จาก situationreport.net (Online)
บทความ “Reading for pleasure – and for better health” จาก cam.ac.uk (Online)


