สังคมไทยคุ้นเคยกับคำว่า Lifelong Learning หรือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ถ้าพูดอย่างไม่ออมน้ำเสียง มันกลายเป็นสูตรสำเร็จที่หลายหน่วยงานทั้งรัฐและเอกชนพยายามทำมายาวนาน มีทั้งแบบฟรีและแบบมีค่าใช้จ่ายซึ่งเราสามารถพบเจอได้มากมายบนโลกอินเทอร์เน็ต
สำหรับคนเรียนเพื่อเรียนหรือเรียนเพื่อความรู้ก็เป็นอีกเรื่อง แต่คนส่วนใหญ่เรียนเพื่อเพิ่มพูนทักษะและนำไปใช้ในอาชีพการงาน แม้ว่างานเดิมที่ทำอยู่จะไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียนเพราะคิดว่าถ้าเป็นความรู้มีติดตัวไว้คงไม่เสียหายอะไร แต่ทักษะที่ไม่ได้ใช้สามารถลดลงและลบเลือนได้ คำถามสำคัญเกี่ยวกับเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อยกระดับรายได้และคุณภาพชีวิตของผู้เรียนจึงหายไปจากสมการ
รพีพัฒน์ อิงคสิทธิ์ ผู้แปลหนังสือ ‘Long Life Learning: เรียนรู้ใหม่ ไม่รู้จบ’ ของ มิเชลล์ อาร์. ไวส์ (Michelle R. Weise) ระบุว่านี่คือจุดอ่อนของการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เป็นอยู่ ขณะเดียวกันอายุขัยที่ยืนยาวขึ้นก็บีบให้เราต้องทำงานยาวนานขึ้น การเกษียณอายุตอน 60 ปีอาจใช้ไม่ได้กับโลกอนาคต (อันใกล้) ต่อให้คุณอายุ 50 หรือ 60 คุณก็ยังจำเป็นต้องเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ เพื่อเสริมศักยภาพให้ตอบสนองกับตลาดแรงงานให้ได้
Long Life Learning เกิดขึ้นเพื่อตอบรับกับสถานการณ์ข้างต้น การสร้างหลักสูตรยกระดับแบบไร้รอยต่อเป็นระบบที่ดูแลคนทำงานไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ที่ต้องการเพิ่มทักษะตั้งแต่ต้นจนถึงปลายทาง ทำให้มันเรียกร้องการสนับสนุนสูงจากฝั่งรัฐและบริษัทเอกชนในการสร้างระบบนิเวศสำหรับการเรียนรู้เพื่อชีวิตที่ยืนยาวขึ้น นี่คือหัวข้อของบทสนทนาชิ้นนี้
ในทางหนึ่งต้องยอมรับว่ามันเป็นการเรียนรู้เพื่อตอบสนองระบบทุนนิยมและสภาพแวดล้อมทางสังคมและประชากรที่เปลี่ยนไป มันไม่ใช่เรื่องโรแมนติก แต่เป็นความจริงที่เราต้องปรับตัวและอยู่กับมันให้ได้
Lifelong Learning การเรียนรู้ตลอดชีวิตกับ Long Life Learning ซึ่งไม่รู้ว่าภาษาไทยจะแปลอย่างไร สองคำนี้มีความแตกต่างสำคัญกันอย่างไร
Lifelong Learning เราพอจะรู้จักอยู่แล้วว่าคือการเรียนรู้ตลอดชีวิต ชื่อหนังสือก็เลยเล่นคํานิดหนึ่ง โดยเปลี่ยนจาก Lifelong Learning มาเป็น Long Life Learning คือการที่ชีวิตของเราเริ่มยาวนานมากขึ้น อายุค่าเฉลี่ยของเราเพิ่มขึ้น แต่ก่อนเราคิดว่าชีวิตสักหกสิบเจ็ดสิบกว่าก็ไม่อยู่แล้ว ตอนนี้หลายคนอายุเริ่มถึงร้อยแล้ว ดังนั้น เมื่ออายุค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้นทำให้การเรียนรู้ของเราต้องเปลี่ยน แต่ก่อนเรายังพึ่งพากระบวนการเรียนรู้ที่เหมือนกับครบจบหลักสูตรที่ประมาณ 20 ปี ตั้งแต่อนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย เราพยายามมีสูตรสำเร็จของเรา เรียนจบปุ๊บออกไปทำงาน มีบ้าน มีครอบครัว 60 เกษียณ ใช้เวลาช่วงเกษียณนิดหน่อย อายุประมาณ 70 ก็ไม่อยู่แล้ว แต่สูตรนี้อาจจะใช้ไม่ได้แล้ว
ทำให้เราเจอความเสี่ยง 2 อย่าง อย่างแรกคืออายุยืนขึ้น ทำให้สัดส่วนช่วงเวลาที่เราทำงานกับช่วงเวลาที่เราต้องใช้เงินตอนที่เราไม่มีรายได้เปลี่ยนแปลงไป จินตนาการง่ายๆ ว่าทุกวันนี้ถ้าเราใช้สูตรว่าเกษียณ 60 เรามีเวลาทำงานอยู่ที่ประมาณ 40 ปี แต่ก่อนเราจะอยู่ถึง 80 ต้องอยู่แบบไม่มีรายได้อีก 20 ปี หาทางอยู่รอดด้วยเงินเก็บของเราเอง 20 ปี ตอนนี้ไม่ได้แล้วนะ ถ้าตอนนี้คนที่อยู่เจนวายอาจมีอายุเฉลี่ยถึงร้อย หมายความว่าอีก 40 ปีที่เหลือเราจะไม่ทำงานเลยเหรอ แล้วถ้าเราไม่ทำงาน เราจะหาเลี้ยงชีพด้วยอะไร เราจะพึ่งพาเงินเก็บอย่างเดียวก็อาจไม่พอ พึ่งพาสวัสดิการยิ่งน่ากลัวกว่าเดิม เพราะปัจจุบันนี้โครงสร้างสวัสดิการก็เริ่มมีปัญหา อย่างเช่นที่เราเคยได้ยินเรื่องประกันสังคมอาจจะไม่พอ หรือว่าเบี้ยผู้สูงอายุซึ่งก็ไม่พออยู่แล้ว ทำให้รัฐบาลเองก็มีปัญหาตามไปด้วย ดังนั้น ความเสี่ยงแรกคืออายุยืนยาวขึ้น
ความเสี่ยงที่สองก็คือเรื่อง Automation งานหลายอย่างที่กลายเป็นระบบอัตโนมัติ เทรนด์ปัจจุบันพูดเรื่อง AI ปัญญาประดิษฐ์จะมาแย่งงานคน ซึ่งทำให้ลักษณะงานของเราเปลี่ยนแปลงไป แต่ก่อนเราทำงานในภาคการเกษตร ปลูกของเอาไปขาย สักพักมาทำโรงงาน มาอยู่ในสายพานการผลิต วันนี้เรามีลักษณะการทำงานในออฟฟิศ มีการส่งคำสั่งผ่านทางคอมพิวเตอร์ ซึ่งตรงนี้กลายเป็นว่าตัว AI หรือว่าปัญญาประดิษฐ์อาจจะทำให้แลนด์สเคปหรือลักษณะของการทำงานเปลี่ยนไปเหมือนกัน กลายเป็นว่าเรื่องที่เราเรียนรู้มาตลอด 20 ปี ตั้งแต่ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย ผ่านไปอีก 10 ปีมันจะถูกแทนที่ด้วยปัญญาประดิษฐ์
มันเลยต้องหารูปแบบการเรียนรู้ที่ต่างจากเดิม ที่ไม่จบแค่ 20 ปี ที่มันจะต่อเนื่อง แปลว่าหลังจากจบมหาวิทยาลัยแล้ว เราต้องมีการ reskill upskill แต่ว่ากระบวนการมันมีรายละเอียดและต้องการการสนับสนุน นี่คือคอนเซปต์ที่หนังสือเล่มนี้พยายามจะบอกว่า ระบบที่ดีจะเกื้อหนุนให้เกิด Long Life Learning หรือการเรียนรู้สำหรับชีวิตที่ยาวนานขึ้นควรจะมีหน้าตาประมาณไหน

พูดได้หรือเปล่าว่า Life Long Learning ที่เราทำกันมาตลอด ถึงตอนนี้มันไม่ตอบโจทย์แล้ว?
ปัจจุบันเวลาพูดถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่เราคุ้นเคยกันคืออะไร มันคือการศึกษาของผู้ใหญ่ใช่มั้ยฮะ อย่างผู้ใหญ่วัยทำงาน เราจะไปเรียนรู้จากที่ไหน ไปสถาบันฝึกอาชีพ สมัยนี้มหาวิทยาลัยก็เปิดหลักสูตรระยะสั้น มีประกาศนียบัตร หรือว่าการเรียนผ่านระบบออนไลน์ต่างๆ นี่คือทิศทางที่สถาบันปัจจุบันพยายามกรุยทางหรือว่า explore อยู่ ตอนนี้เราจะเริ่มเห็นว่าแม้แต่ในประเทศไทยก็มีหลักสูตรเรียนปริญญาโทออนไลน์ มีหลักสูตรแบบมีใบ certificate ให้แบบออนไลน์ หรือรัฐบาลเองก็มีสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพที่เสนอ course online ให้ ตรงนี้คือ limitation ที่ผมเห็นว่ามีการขยับอยู่ แต่ถ้ามองจริงๆ แล้วการขยับพวกนี้ผมว่าค่อนข้างช้า คือความต้องการของคนไม่ได้แค่ว่ายื่นคอร์สออนไลน์ไปให้ ทุกอย่างมันจบเสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยตัวเอง
ก่อนเริ่มต้น เราต้องคิดว่าวันที่เราเรียนไปจนถึงปลายทางของการทำงานมันเกิดอะไรขึ้นบ้าง อย่างแรก ก่อนที่เราจะตัดสินใจเรียน ก่อนที่เราจะ reskill upskill หรือเปลี่ยนอาชีพ เราก็อยากได้ข้อมูล อยากเห็นภาพข้อมูลที่ใหญ่ขึ้น มากขึ้น ละเอียดขึ้น ยกตัวอย่างคนทั่วไปเวลาซื้อของออนไลน์เราอ่านรีวิว แต่เวลาเราเลือกมหาวิทยาลัย เลือกวิชาเอก เราตัดสินใจจากอะไร คําตอบคือไม่มีเลย แค่ตรงนี้ก็จบแล้ว
สมมติว่าผมทำงานอยู่ ผมอยากจะเปลี่ยนอาชีพ ผมยังไม่รู้เลยว่าถ้าผมเปลี่ยนไปทำตอนนี้ ผมเปลี่ยนไปทำอะไร ทำงานสายสื่อมวลชน ตลาดต้องการอะไร ทักษะที่สายสื่อมวลชนต้องการคืออะไร แล้วผมจะต้องเรียนอะไร ค่าตอบแทนคุ้มกับเวลาและทรัพยากรที่ผมเสียไปหรือเปล่า ไม่มีอะไรตอบได้เลย ทุกอย่างคือเสี่ยงล้วนๆ เหมือนโยนภาระตรงนี้ให้เป็นภาระของผู้เรียน หรือว่าแม้แต่คนวัยผู้ใหญ่ เราก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน เราอาจจะได้ยินเพื่อนมาบอกว่าไปทำงานสายเทคโนโลยีสิตอนนี้เงินดีมาก แต่นั่นคือข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็น ไม่มีใครรู้เลยใช่ไหมฮะ ดังนั้น เหมือนเราเดินอยู่ในความมืด
แม้แต่ทุกวันนี้เด็กเข้ามหาวิทยาลัยก็เข้าด้วยความเชื่อ คิดว่าเรียนคณะนี้ เอกนี้ หรือพ่อแม่บางคนเชื่อว่าแค่เรียนจบปริญญาตรีก็จะได้งานที่ดี ซึ่งความความเชื่อนี่มันไม่จริงนะ เพราะว่าแต่ละคณะ แต่ละมหาวิทยาลัย จบไปมีอัตราการว่างงานไม่เท่ากัน มีเรทเงินเดือนไม่เท่ากัน มีเส้นทางการอาชีพที่ไม่เท่ากัน ข้อมูลตรงนี้มันหายไป มันทำให้ตัดสินใจยาก
พอเราทำงานจริงๆ แล้ว เราอยากจะเปลี่ยนสายงานก็มืดบอดอีก เราไม่รู้ว่าจะไปทางไหนดี ดังนั้น ถ้าจุดเริ่มต้นคือเราอยากสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างแรก เราต้องมีข้อมูลที่ชัดเจน ต้องมีแผนที่ว่าวันหนึ่งเราอยากจะเปลี่ยนสายงาน เราต้องดูว่าไปเรียนรู้อะไรเพิ่มเติม ต้องใช้ทรัพยากรอะไร ใช้เวลาเท่าไหร่ เรียนคอร์สอะไร เรียนที่ไหน ใช้เงินเท่าไหร่ แล้วสุดท้ายปลายทางของเราจะได้ค่าตอบแทนหรือได้รายได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่ คือเราอยากให้มันเห็นภาพตรงนี้ ถ้ามีข้อมูลตรงนี้ปุ๊บทุกคนก็สามารถตัดสินใจได้ชัดเจนมากขึ้น ในวันหนึ่งถ้าอาชีพของเราถูก disrupt ถูกระบบอัตโนมัติ ถูกปัญญาประดิษฐ์เข้ามาแทน
อย่างในสหรัฐอเมริกา หน่วยงานรัฐบาลจะเปิดเผยว่าถ้าคุณเรียนวิชาเอกนี้ที่มหาวิทยาลัยนี้ จะต้องใช้เงินเท่าไหร่ จบไปแล้วรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณเท่าไหร่ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจ อันนี้คือระบบมหาวิทยาลัยของของอเมริกา แต่ของไทยไม่มี แล้วพอเราไปทำงาน ผู้ใหญ่เองก็ไม่มีเหมือนกัน เราต้องกระเสือกกระสนด้วยตัวเอง ดังนั้น ก้าวแรกของตัวการเรียนรู้ของชีวิตที่ยาวนานต้องเริ่มจากการมีข้อมูล เราต้องเห็นปลายทางก่อน เราต้องการข้อเท็จจริง ตัวเลข พูดมาเลยว่าถ้าอยากไปทำอาชีพนี้กับนายจ้างฝั่งอุตสาหกรรม ต้องการข้อมูลอะไรบ้าง ต้องการ technical skill อะไรบ้าง แล้วก็บอกมาเลยว่าการเปลี่ยนจากอาชีพในปัจจุบันที่กําลังจะกลายเป็นอาชีพที่ล้าสมัยไปสู่อาชีพใหม่ มันต้องใช้เงิน ใช้ทรัพยากร ใช้เวลาเท่าไหร่ และผลตอบแทนที่คาดหวังคือเท่าไหร่
ข้อมูลที่ว่าจะได้มายังไง ใครจะเป็นคนรวบรวม
จริงๆ ฝั่งเอกชนก็มี ผมยกตัวอย่างละกันว่าเว็บไซต์ อย่าง Glassdoor มันจะเป็นเว็บไซต์ที่คนทํางานแต่ละบริษัท แต่ละตำแหน่งสามารถมาแชร์เรทเงินเดือนกันได้ เพื่อความโปร่งใสขององค์กรนั้นเหมือนกัน เช่น คุณเข้าไปดูเว็บไซต์นี้ ดูรายชื่อองค์กรแล้วก็เสิร์ชได้เลยว่าตำแหน่งนี้ควรจะคาดหวังเงินเดือนเท่าไหร่ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่ง ส่วนตัวลักษณะกลุ่มทักษะหรือความต้องการของทักษะที่มีการศึกษาอยู่บ้างก็คือใช้ประกาศรับสมัครงาน วิเคราะห์จากฐานข้อมูล ประกาศรับสมัครงานจำนวนมาก เพื่อกลั่นกรองว่าแต่ละอาชีพ แต่ละตำแหน่ง แต่ละงานต้องการทักษะอะไร คือมันสามารถทำได้นะ แต่ถามว่าใช้ต้นทุนไหม ใช้ทุนมหาศาลอยู่แล้ว
ต้องใช้ทุนในการแปลงข้อมูลที่กระจัดกระจายมากมายบนโลกอินเตอร์เน็ตเพื่อกลั่นกรองให้เป็นตัวเลขที่น่าสนใจมากขึ้น อย่างทุกวันนี้เราก็พอจะมองได้ว่ามีพวกเว็บไซต์ประกาศรับสมัครงาน แต่ละปี แต่ละเดือนอาจจะออกรายงานประจำปีว่าอาชีพไหนเป็นที่ต้องการของตลาดสูงสุด อันนี้คือฝั่งปลายทางก็พอจะบอกได้บ้าง แต่ว่าจากจุดที่เราอยู่ไปจนถึงปลายทางสู่อาชีพใหม่ของเรา ระหว่างทางที่ว่าเราต้องไปเรียนทักษะอะไร อย่างแรกที่เรานึกถึงก็คือการกลับเข้าไปเรียนที่มหาวิทยาลัยเป็น ซึ่งบางทีอาจจะเป็นเรื่องเกินจําเป็นเพราะปลายทางอาจจะไม่ได้ต้องการเรียนหลักสูตรมากมายขนาดนั้น มันไม่ได้ต้องการใบปริญญา แต่ต้องการทักษะอะไรบางอย่างที่สามารถเฉพาะเจาะจงได้
สมมติถ้าผมอยากจะเปลี่ยนงานขึ้นมา ถ้าผมต้องการใช้ข้อมูลที่ว่า ผมจะว่างเปล่าเลยเพราะไม่รู้ว่าจะไปหาข้อมูลที่ไหน
ใช่ คือทุกวันนี้ยังไม่มี หนังสือเล่มนี้พยายาม propose ว่ามันควรจะมี แต่ว่านี่คือ gap ที่เรายังไม่มี ถามว่ามีคนพยายามทำมั้ย มีคนพยายามทำ คือเขาก็พยายามรวมข้อมูล คุณอยากไป transition ที่ไหน เพราะเขาก็เหมือนกรอบไปเลยว่าตอนนี้ทำอาชีพอะไรอยู่ ไปถึงปลายทางอะไร กรอกลงไปแล้วจะมีลิสต์ขึ้นมาว่าควรไปเรียนอะไรเสริมบ้างเพื่อให้ตรงกับความต้องการ แต่ว่าน่าจะเป็นแพลตฟอร์มในอเมริกาคือมันไม่ง่าย เเล้วก็จริงๆ มันไม่ใช่แค่ search engine อย่างเดียว แต่ว่าต้องใช้คนคอยสนับสนุนอยู่ตลอดเส้นทาง อย่างโครงการที่ชื่อว่า i.c. stars เป็นแพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงระหว่างบริษัทเทคโนโลยีทำงานใกล้ชิดกับฝั่งอุตสาหกรรม แน่นอนว่าทุกบริษัทต้องการคนเพราะเป็นสิ่งที่สามารถ generate รายได้ ทุกบริษัทต้องการคนที่มีทักษะเหมาะสม ทักษะที่เขาต้องการ i.c. stars เขาไป recruit คนกลุ่มที่มีรายได้น้อย แล้วก็พร้อมจะเข้าคอร์ส 3 เดือน เพื่อฝึกฝนทักษะให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย แล้วก็เอาไปป้อนให้กับอุตสาหกรรมโดยตรง
อันนี้แก้ปัญหาได้สองทางคือช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของคนรายได้ตํ่าได้ด้วย ในขณะเดียวกันบริษัทปลายทางก็ได้คนที่ต้องการ แต่ถามว่าแล้วจากต้นทางไปถึงปลายทางมันต้องมีตัวกลางเป็นแพลตฟอร์ม เป็นใครก็ได้ที่ดูแลตลอดทาง ดูแลตลอดทางที่ว่าก็คือตั้งแต่การฝึกอบรม การทำลายตัว barrier ทั้งหลายแหล่ในการกลับเข้ามาเรียน กับมา reskill กับ upskill ไปจนถึงปลายทางก็คือ วันที่เขาเข้าทำงานแล้ว
อย่างตัวการศึกษาผู้ใหญ่ต้องยอมรับว่ามีข้อจํากัดเยอะมาก เราเป็นคนวัยทำงาน สมมติว่าเราอยากเรียน แค่ทำงานทุกวันนี้ก็เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว เราจะหาเวลาไหนไป reskill กับ upskill บางคนก็บอกว่าของไทยก็ไปเรียน มสธ. (มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช) เรียนทางไกล อ่านหนังสือเอง หรือว่าเรียนคอร์สออนไลน์ เดี๋ยวนี้เปิดกันเยอะแยะ แต่อย่างแรกคือเป้าหมายมันไม่ชัด เรียนไปแล้วยังไงต่อ จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้นยังไงบ้าง ก็ไม่มีใครตอบได้ อย่างที่สองคือเราจะหาเวลามาจากไหน ซึ่งหนังสือเล่มนี้ก็เสนอว่ามันควรจะมีการสนับสนุนแบบรอบด้าน ไม่ใช่แค่เอาคอร์สมาเปิดออนไลน์ เรียนฟรี จบ ไม่ใช่นะครับ เพราะทุกคนต้องเสียเวลาไปเรียน เขาต้องมีแรงจูงใจบางอย่าง เช่นบางโครงการให้เงินไปเรียนเพราะทุกคนมีภาระ ให้ทุกคนลาออกจากงานประจำแล้วมาเรียน 3 ปี พูดตามตรงคือเป็นไปไม่ได้ และการ reskill ตรงนี้เราต้องสูญเสียรายได้ ทุกคนก็จะเริ่มลังเล
ดังนั้นช่วงเปลี่ยนผ่าน มันต้องการซัพพอร์ตอาจจะเป็นเรื่องเงิน มีสินเชื่อระยะยาวหรือว่ามีการดูแลแบบสมมติเรียนไปแล้ว บางทีตามไม่ทัน ไม่รู้เรื่อง ก็ต้องการความช่วยเหลือ เขาจะหันไปหาใคร ไปหาเพื่อน เพื่อนในห้องซึ่งบางทีก็เป็นคนละวัยกันหรือบางทีก็เรียนทางไกล ไม่มีโค้ช ต้องมีบริการบางอย่างที่ตอบความต้องการที่เฉพาะเจาะจงกว่าเด็กวัยรุ่นที่เรียนมหาวิทยาลัยที่เขาไม่ได้ต้องหาเงินเอง ไม่ต้องผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ไม่มีพ่อแม่ที่เริ่มสูงอายุต้องดูแล ไม่มีลูกที่ต้องดูแล แต่นั่นไม่ใช่คนทํางาน คนทำงานมีภาระพวกนี้ เราจะช่วยลดข้อจำกัดตรงนั้นได้ยังไง สถานศึกษาถ้าอยากให้ผู้ใหญ่มาเรียนมีการสนับสนุนตรงนี้มั้ย มีบริการแบบที่ปรึกษาทางการเงิน มีบริการที่คอยดูแลเด็กหรือเปล่าช่วงที่พ่อแม่เขาต้องมาเรียน มีบริการให้คำปรึกษาเรื่องครอบครัวหรือเปล่า ตรงนี้มันคือเซอร์วิสที่สถาบันการศึกษาปกติเขาดูแล ซึ่งการศึกษาวัยผู้ใหญ่ ถ้าไม่นึกถึงพวกนี้มันทำไม่ได้ แต่ทำได้เฉพาะคนที่มีเงิน แต่ว่าการเปลี่ยนผ่านหรือคนที่ได้รับผลกระทบจากการอายุยืนมากขึ้น เงินเก็บน้อยนะครับคือกลุ่มคนที่รายได้ไม่เยอะ ภาระเยอะ แต่คนกลุ่มนี้คือกลุ่มที่ควรจะได้เข้าระบบ เข้าการ transition ไปหารายได้ที่สูงกว่า แต่เป็นกลุ่มที่เจอกับอุปสรรคมากที่สุด
อย่างหนังสือนี้ก็จะเขียนชัดเจนเลยว่าระบบการศึกษาในปัจจุบัน รวมถึงระบบการศึกษาสำหรับการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างที่เราว่าการเรียนทั้งคอร์สออนไลน์ คอร์สระยะสั้น คอร์ส certificate มันถูกสร้างขึ้นมาเพื่อคนที่ต้องการเรื่องพวกนี้น้อยที่สุด เพราะว่าคนที่ต้องการเรื่องพวกนี้มากที่สุดคือคนรายได้น้อย คนที่ไม่มีทางลาออกจากงานเก่าสัก 3 เดือนเพื่อไปเข้าคอร์สสำหรับผู้บริหาร คนที่หาเช้ากินค่ำ เขาเป็นกลุ่มคนที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตตัวเองมากที่สุด ขณะเดียวกันระบบศึกษาในปัจจุบันมันตอบโจทย์คนกลุ่มนี้น้อยที่สุด อย่างนึกภาพว่าคุณทำงานหาเช้ากินค่ำ ขับ Grab มาทั้งวัน ตอนเย็นกลับไปเรียน มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้น ถ้าเราอยากจะ transition คนกลุ่มนี้ให้มีทักษะสูงขึ้น มันต้องมีกระบวนการสนับสนุนมากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อย่างเราเวลาพูดว่าเรียนรู้ตลอดชีวิต เราคิดว่าโยนคอร์สออนไลน์ผลิตเนื้อหาไปน่าจะพอ ความจริงมันไม่พอเลย มันเป็นแค่ส่วนเสี้ยวเล็กมากของกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปทำงานอาชีพใหม่

ผมมีกรณีตัวอย่าง ผมมีน้องที่รู้จักคนหนึ่งนั่งเรียนข้างๆ กัน วันหนึ่งน้องเขาก็ drop หายไป เพราะว่าเขาทำงานจันทร์-ศุกร์ มันก็เต็มกลืนแล้ว เช้าตื่นมาเรียนวันเสาร์อาทิตย์ ร่างกายก็ไม่ไหว บางทีก็ต้องทำงานเสาร์-อาทิตย์ด้วย สองก็คือว่าระบบการทำงานไม่เอื้อ แต่กลับเรียกร้องการเพิ่มทักษะคนทำงาน สามคือระบบคมนาคมก็ไม่เอื้อ นั่งรถมาเรียนก็เหนื่อยแล้ว ไม่ต้องพูดถึงเรื่องเรียน แล้วพอพัฒนาเมืองไปเรื่อยๆ ที่ดินในเมืองแพง มันก็ผลักให้คนออกไปข้างนอก ทำให้เดินทางเหนื่อยกว่าเดิม Long Life Learning ต้องมองภาพรวมเหล่านี้ด้วยหรือเปล่า
มองด้วย เรียกว่าเป็นปัจจัยสำคัญด้วยซํ้า อย่างเคสหนึ่งในหนังสือเล่มนี้เป็นมหาวิทยาลัยที่สนับสนุนการเรียนของผู้ใหญ่ จุดเด่นของเขาง่ายมากคือให้บัตรโดยสารคมนาคมฟรีสำหรับนักศึกษาทุกคน แค่นี้ก็สามารถอัปเกรดได้แล้ว อันนี้คือง่ายๆ ตรงไปตรงมา แต่ว่าถ้าคุณโฟกัสไปที่กลุ่มลูกค้าแบบเด็กวัยรุ่นมีกําลังซื้อขอพ่อแม่มาเรียน เขาจะมองไม่เห็นตรงนี้เลย เพราะว่าคนวัยผู้ใหญ่สิ่งสำคัญคือเวลากับรายได้ การที่เขาสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายเรื่องการเดินทาง มันก็เป็นแค่แรงจูงใจที่ให้เขามาเรียนได้มากขึ้นแล้ว
อีกตัวอย่างหนึ่งสำหรับเคสที่เล่ามา นายจ้างเรียกร้องพนักงานให้ reskill upskill อยู่ตลอดเวลา ในขณะที่สภาพงานไม่เอื้ออํานวย อันนี้ถูกต้องเลยครับ เวลาเราพูดถึงเรื่องการศึกษา เราผลักภาระไปที่รัฐบาลเป็นหลัก รัฐบาลก็ต้องจัดการให้ ในทางกลับกัน แล้วนายจ้างอยู่ตรงไหนในสมการ ปัญหานี้เป็นปัญหาที่มีความเลวร้ายมากขึ้น อย่างน้อยก็ในสหรัฐอเมริกา มีการศึกษาว่าในอดีตปกติแล้วนายจ้างจะจัดการเทรนนิ่งให้ปีละประมาณสองสัปดาห์ ตอนนี้เหลือแค่ไม่ถึงวันต่อปี เพราะอะไร เพราะว่าเขาผลักทุกอย่างไปที่ลูกจ้าง ซึ่งมันผิดอยู่แล้ว ในเมื่อนายจ้างอยากได้คนที่มีศักยภาพ เขาก็ต้องจ่ายเงิน ต้องลงทุนลงแรงกับการฝึก แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลายเป็นภาระของพวกเราหมด คุณเป็นลูกจ้าง คุณอยากฝึกทักษะภาษา คุณก็ไปหาเรียนเอง บางแห่งดีที่ว่าช่วยสนับสนุนเรื่องเงิน บางที่ก็คือปล่อยไปเลย
ตรงนี้สามารถแก้ไขได้โดยดึงนายจ้างเข้ามามีส่วนร่วมในการสร้าง ecosystem เช่น ในอเมริกาบางรัฐจะมีที่เรียกว่า Lifelong Learning Account เป็นบัญชีที่นายจ้าง-ลูกจ้างกับรัฐบาลร่วมกันเก็บ สมมติลูกจ้างเก็บไปร้อยหนึ่ง นายจ้างสมทบร้อยหนึ่ง รัฐบาลสมทบร้อยหนึ่ง เป็นบัญชีเพื่อการศึกษาระยะยาว อันนี้อย่างน้อยก็ช่วยผ่อนคลายเรื่องเงินลงไปได้บ้าง ส่วนเรื่องพวก flexible hours มันเป็นเรื่องที่นายจ้างจะต้องรู้ ต้องเข้าใจ แต่ในมุมนายจ้างก็จะมองว่า อ้าว แล้วถ้าเขา upskill reskill เสร็จแล้วจะย้ายงานหรือเปล่า เขาก็จะกังวลอย่างนี้ ซึ่งในต่างประเทศจะมีคนเสนอแนวคิด อย่างเช่น income share agreement เวลาส่งไปเรียน เรียนฟรีนะครับ แต่ว่าคุณกลับมาแล้วจะต้องมีการหักเงินเดือนบางส่วนเพื่อจ่ายค่าที่คุณไปเรียนมาหรือว่าพอไปเรียนมาเสร็จปุ๊บ เข้าหลักสูตรผู้บริหารปุ๊บได้เลื่อนตำแหน่ง รายได้ที่เพิ่มขึ้นก็จะถูกหักแบ่งเข้ามา เพื่อใช้ส่วนค่าใช้จ่ายที่ไปเรียนมาอันนี้มันก็วินทั้งสองฝ่าย
ตรงนี้คือลักษณะของ shared agreement หน่วยงานออกค่าเรียนให้ ส่วนเราก็รับผลประโยชน์ตอนที่เขากลับมาทำงานให้เรา ในขณะเดียวกันค่าเรียนหน่วยงานออกให้ก่อน แล้วตอนสุดท้ายก็ค่อยมาผ่อนจ่ายทีหลัง ซึ่งการทำแบบนี้มันวินๆ ทั้งสองฝ่าย หน่วยงานได้คนที่มีทักษะที่ตัวเองต้องการ ในขณะเดียวกันตัวผู้เรียนก็ไม่ต้องเสียเงินก้อนใหญ่ในการเรียน ช่วงเรียนเขาก็ได้เงิน เขาก็พอมีรายได้ในระหว่างช่วง transition จากอาชีพหนึ่งไปสู่อีกอาชีพหนึ่ง นี่เป็นตัวอย่าง ซึ่งถ้าเราใช้โมเดลนี้มันก็น่าจะดีมากขึ้น ไม่ใช่ว่าทุกวันนี้นายจ้างลอยตัว ไม่ได้เข้ามีส่วนร่วมในระบบการศึกษาเลย แล้วก็มาเก็บเกี่ยวอย่างเดียว นายจ้างก็บอกว่าเขาอาจจะมีส่วนในการจ่ายภาษี แต่ว่าเขามีส่วนได้มากกว่า ในการส่งเสริมทักษะหรือดูแลพนักงานที่เขาอยากจะรับเข้าไป เขามีส่วนร่วมได้มากขึ้นครับ ถ้าเทียบกับที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
ควรต้องออกเป็นกฎหมายหรือเปล่า เช่น มีการอุดหนุนด้านภาษี เป็นต้น
ตัวอย่าง Long Life Learning ที่ชัดเจนคือประเทศสิงคโปร์ เขาสนับสนุนการ transition งาน เพราะว่ามันเหมือนเป็นหน้าด่านที่เปลี่ยนแปลงเร็ว ตัวรัฐบาลจะมีโครงการที่ชื่อว่า skill future ก็คือเป็นคนสิงคโปร์อายุ 25 ปุ๊บจะมีเงินเข้าบัญชีที่ชื่อว่า SkillsFuture อัตโนมัติ 500 เหรียญ คล้ายๆ กับเงินหมื่น digital wallet นั่นแหละ เงิน 500 คุณสามารถเอาไปใช้เรียนคอร์สอะไรก็ได้ที่รัฐบาลมีอยู่ แต่ว่าเงินนี้ไม่ได้จบแค่ตอนอายุ 25 อยู่ถึงอายุประมาณ 30-40 ก็จะมีเงินมาเติม ตรงนี้เขาไปร่วมมือกับฝั่งอุตสาหกรรมที่ต้องการเทรนนิ่ง เพิ่มศักยภาพให้กับพนักงาน SkillsFuture ก็จะช่วยอุดหนุนส่วนหนึ่งด้วย เป็นการทำงานร่วมกัน
เพราะบางทีถ้าเราบอกให้รัฐบาลดูแลหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ มันก็เปลี่ยนแปลงช้า ไม่ตอบโจทย์ฝั่งอุตสาหกรรม แต่ถ้าภาระทั้งหมดอยู่ที่ฝั่งอุตสาหกรรม เขาก็มองว่าเรื่องการศึกษาก็ไปหาหาทางกันเอาเอง กลายเป็นว่ามันเหมือนไก่กับไข่ ไม่มีใครทำอะไรสักอย่าง ทำไปก็ไม่ตอบโจทย์ ตรงนี้เหมือนเป็นจุดกลางให้ฝั่งอุตสาหกรรมเป็นคนริเริ่มขึ้นมาว่าเขาอยากเทรนนิ่ง ใช้เวลาเท่าไหร่ งบเท่าไหร่ SkillsFuture ก็ไปสนับสนุนมากกว่า
อีกจุดสำคัญที่ขาดไม่ได้ก็คือ SMEs ของไทยนี่เยอะนะครับ ของ SkillsFuture ไม่ได้ทิ้ง SME อย่างเช่น ถ้า SMEs อยากจะจับทักษะประมาณนี้ จัดคอร์สออนไลน์เพื่อเทรนนิ่ง เพื่อ reskill upskill เขาก็จะให้จัดกลุ่ม SMEs เข้าด้วยกันแล้วจัดทีเดียวเพื่อลดต้นทุน ไม่ใช่เวลาเราพูดเทรนนิ่งปุ๊บ ทุกคนนึกภาพว่าต้องบริษัทใหญ่เท่านั้นที่มีทรัพยากรมากพอในการเทรนนิ่ง แต่ว่ามันต้องมีช่องทางแบบนี้เหมือนกัน เพราะ SMEs หลายทักษะมันคล้ายกัน คนทํางานเปิดร้านอาหาร ทำงานบริการ ทำงานโรงแรม ทักษะบางอย่างมันสามารถฝึกฝนเพิ่มขึ้นมาด้วยกันได้ แล้วรัฐบาลก็อุดหนุน ทุกคนแฮปปี้ ฝั่งเอกชนก็ช่วยรัฐส่วนหนึ่ง ฝั่งเอกชนก็ได้พนักงานที่เก่งขึ้นกลับไปทำงาน ไม่ต้องออกเงินเองทั้งหมด รัฐบาลก็ได้ผลผลิตที่มากขึ้นจากทุนมนุษย์ที่ดีมากขึ้น ตรงนี้ไม่มีทางเกิดขึ้นเลยถ้าเราไม่สนับสนุนการเรียนรู้ในวัยผู้ใหญ่
เท่าที่ผมดูในไทยเหมือนทุกคนพยายามทำงานกันค่อนข้างแยกส่วน เช่น สถาบันคุณวุฒิวิชาชีพก็ทําคอร์สออนไลน์ แจกใบเซอร์ฯ กรมจัดหางานก็ทำอย่างหนึ่ง ทุกคนทํางานแยกส่วนหมด แต่ถ้าระบบมันดีจริงๆ มันควรเป็นองค์กรเดียวดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ สมมติวันหนึ่งผมอยากเปลี่ยนไปทำงานที่รายได้ดีมากขึ้น ผมมีทักษะประมาณนี้อยู่ มีความรู้ด้านการเงิน ด้านการบัญชี อยากไปทำงานสายอื่นบ้าง ก็อาจจะลอง transition ไปดูสิว่ามีงานไหนที่เราพอจะมีทักษะตรงกัน มีรายได้ที่เพิ่มขึ้น และเราต้องใช้ทรัพยากรอะไรบ้างเพื่อให้ถึงปลายทางนั้น ถ้ามีองค์กรดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ จนถึงวันที่เข้าทำงานได้เลยมันจะดีมาก
แต่ทุกวันนี้มันยังไม่มี ถ้าสมมติโดนเลย์ออฟขึ้นมาเราไม่รู้เลยว่าจะไปต่อยังไง ไปถึงกรมจัดหางานเขาเอาชื่อ เอาเรซูเม่เราไปแล้วไม่รู้ไปทำอะไรต่อ หรือว่าไปสมัครงานตามออนไลน์ก็ไม่รู้ว่าต้องเพิ่มทักษะอะไรที่มีประโยชน์ ทักษะอะไรที่ทำให้เรามีรายได้มากขึ้นในอนาคต ตรงนี้มันเป็นข้อมูลที่สำคัญมากๆ แต่ไม่มีใครบอกเราได้เลย ต้องไปกระเสือกกระสนเอง
ที่เราคุยกันเหมือนจะเป็นคนวัยทำงาน แต่ชีวิตที่มันยืนยาวขึ้น ผมเลยเกิดคำถามว่าคนอายุ 50 ปลายๆ หรือหกสิบเจ็ดสิบล่ะ เขาอาจจะออกจากงานแล้ว แต่ว่ายังมีแรงทำงาน หนังสือให้คำแนะนำอะไรที่แตกต่างออกไปจากคนวัยทำงานมั้ย
แตกต่างครับเพราะว่าพอเราอายุเยอะขึ้น ถามว่าสุขภาพเราดี ตอนนี้คนหกสิบเจ็ดสิบยังพอทำงานได้อยู่ แล้วหลายคนก็ยังทำงาน แต่ลักษณะงานจะต้องเปลี่ยนไป เขาอาจจะไม่ได้ทำงาน 5 วัน 9 โมงเช้าถึง 5 โมงเย็น ก็ต้องการนายจ้างและลักษณะงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น แล้วก็ไม่ต้องใช้แรงงานมาก มันจะต้องมีลักษณะของโครงการระยะสั้นที่พาเขาไปทำงานตรงนั้นได้ การเดินทางที่สะดวกอย่างที่บอกเลยว่ามันต้องเป็นระบบเมืองหรือระบบ ecosystem ที่ทุกคนอยากจะออกจากบ้านไปทำงานได้สะดวกและต้นทุนตํ่า ไม่ใช่ว่าคนสูงอายุเดินทางธรรมดาก็ลำบากอยู่แล้ว ต้องให้ไปขึ้นรถเมล์ไกลๆ ก็ลำบากกว่าเดิม
ถ้าอยากทำให้คนสูงอายุมาทำงาน ต้องเลือกงานที่เหมาะสม ไม่ต้องใช้แรงงานเยอะ เลือกสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย สะดวกสำหรับผู้สูงอายุด้วย ต้องเป็นงานที่ inclusive มากขึ้น เข้าใจว่ามันเรียกร้องมาก ขณะเรื่องคนพิการทำงานยังยากเลยที่จะมีงาน inclusive แต่ถ้าเราอยากขยายกำลังงาน มันเริ่มไม่ค่อยมีทางเลือกแล้วในเมื่อไทยเปลี่ยนเป็นสังคมผู้อายุเร็วมาก คนเกิน 60 หลายคนเขายังมีศักยภาพ เขายังอยากเรียนรู้ อยากทำงาน ก็ต้องสร้างเมือง สร้างระบบที่มาสนับสนุนที่มันยืดหยุ่นมากขึ้น
หนังสือเล่มนี้อาจจะมองต่างกับระบบการจ้างงานในปัจจุบัน การจ้างงานในปัจจุบันเราดูวุฒิซึ่งบางทีวุฒิอาจไม่ได้จําเป็นขนาดนั้น หนังสือเล่มนี้เสนอว่าถ้าคุณจะจ้างใครสักคนอาจจะจ้างด้วยทักษะมากกว่า เช่นถ้าคุณอยากได้พนักงานทำงานในแวร์เฮ้าส์ เงื่อนไขแรกก็อ่านหนังสือออก ยกของหนักได้แค่นั้น คุณจะเอาวุฒิไปทําไม แล้วเราก็เอาทักษะตรงนี้มา shape การจ้างงาน ตอนนี้เวลายื่นใบสมัครงานเอชอาร์ (ฝ่ายทรัพยากรบุคคล) คัดกันปวดหัวเลย สมมติเปิดรับสมัครตำแหน่งหนึ่งคนสมัครเข้ามาสองสามร้อยคน เวลาดูใบสมัคร เราคัดก่อนเลย จบที่ไหน ได้เกรดเท่าไหร่ ปุ๊บตัดทิ้ง ไม่ทันได้คุยกันเลยนะครับ ยังไม่รู้เลยด้วยซํ้าว่าเขามีทักษะอะไร เราตัดทิ้งไปทั้งที่เขาอาจจะฟิตกับองค์กรเราก็ได้
สำหรับผู้สูงอายุก็เหมือนกันว่าเขามีทักษะอะไร สมัยก่อนคนเรียนจบปริญญาตรี ปริญญาโทจะไม่เยอะมาก วุฒิก็ไม่ได้สูงมาก แต่เขามีประสบการณ์บางอย่างที่เป็นจุดเด่นหรือเปล่า เราเอาประสบการณ์ ทักษะพวกนี้มาคุยกัน เพื่อให้เกิดการจ้างงานที่ทุกฝ่ายได้ประโยชน์ คนสูงอายุมีงานทำ นายจ้างก็มีคนมาช่วยทำงาน
ผมเห็น NGO หรือองค์กรส่วนใหญ่เวลาเปิดรับอบรมการเขียนข่าวหรือเรื่องใดๆ ก็ตาม เขาก็จะกำหนดอายุว่าไม่เกินเท่านี้ แต่คนที่อายุเกินต่อให้รู้สึกสนใจก็สมัครไม่ได้ อันนี้มันเป็นโลกทัศน์ที่ยังอยู่ในภูมิทัศน์เก่าของการเรียนรู้ที่ว่าคนสูงอายุไม่สามารถเรียนรู้ได้แล้วหรือเปล่า
เป็นไปได้เหมือนกัน อย่างทุกวันนี้เรายังคิดว่าคนวัยเรียนต้องตํ่ากว่า 30 ใช่มั้ย เรียนปริญญาตรี ปริญญาโท คนที่อายุ 30 กว่า 40 แล้ว ส่วนใหญ่ก็ไม่เรียนแล้ว ไปทำงานแล้ว แต่ว่าตรงนี้อาจจะต้องเปลี่ยน เพราะว่าทักษะหลายอย่างมันอาจล้าสมัยไปแล้ว เราก็ต้องเรียนรู้อยู่ตลอดเวลาใช่ไหม เราต้องหาทางไปต่อ ถ้าเรารู้ว่างานของเราเริ่มจะถูก disrupt หรือมีความเสี่ยง หรือว่าเราอยากหางานที่ดีขึ้น เราก็ต้องเข้าคอร์สหรือเข้าอบรมบางอย่างเพื่อพัฒนาทักษะตัวเองให้ดีขึ้น แต่เวลาเปิดรับอบรมผมก็เข้าใจเพราะเขาอาจจะคาดหวังว่าคนที่มาอบรมกับเขาแล้วยังได้ทำงานในอุตสาหกรรมยาวๆ เขาก็จะรู้สึกคุ้มค่ากว่า
ในทางกลับกันเราอาจจะต้องมองว่าเรายังไม่มี NGO ที่ทำงานเพื่อส่งคนเข้าอุตสาหกรรม หรือว่าแพลตฟอร์มที่ทำงานเพื่อส่งคนเข้าไปตรงกับอุตสาหกรรมที่ต้องการแรงงานเลย ซึ่งอาจจะไม่ต้องทำแบบ non-profit ก็ได้ เพราะว่ามันก็เป็นธุรกิจที่ทำกําไรได้เหมือนกัน เพราะว่าทุกบริษัทมีเงิน ทุกบริษัทต้องการคน แล้วต้นทุนในการหาคน เตรียมคนนี่มหาศาลนะครับ ตรงนี้มันเป็นแก๊ปอยู่แล้วว่าเม็ดเงินมันมี บริษัทบางที่ก็จ้างเอเจนซี่ จ้าง head-hunter ไปหาคนมาให้เขา ขณะเดียวกันเขาอยากได้คน แต่เรื่องการพัฒนาทักษะเขาไม่ยอมลงทุนทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วเงินก้อนนี้ไปจ้างแพลตฟอร์มหรือใครก็ตามมาคอยโค้ชจากคนที่ปัจจุบันอาจจะไม่มีทักษะ ก็ค่อยๆ มาโค้ชเพื่อไปถึงปลายทางได้เหมือนกัน อาจจะไม่ได้ใช้เงินเยอะกว่ามาก ใช้เงินสมน้ำสมเนื้อ ตรงนี้มันยังไม่มี
คุณเล่ามาทั้งหมดนี้ก็คือสิ่งที่เรียกว่าหลักสูตรยกระดับแบบไร้รอยต่อ?
สมมติผมอยากเปลี่ยนงาน ไปสมัครตัวโครงการนี้ โครงการนี้จะต้องดูแลตั้งแต่วันแรกว่าคุณมีทักษะอะไร เคยทำงานอะไรมาบ้าง แล้วจะไปถึงปลายทางยังไง การยกระดับทักษะปลายทางของเรา จนถึงทำงานมันต้องการทักษะอะไรบ้าง ตัวโครงการก็ต้องมองว่าเราต้องไปเรียนหลักสูตรไหนเพิ่ม อาจจะไม่ได้เป็นปริญญาตรี-โท แต่เป็นหน่วยกิต หน่วยย่อยๆ ที่เรียกว่าเป็น module หน่วยการเรียนรู้เล็กๆ มันสําคัญ เพราะว่ามันจะต้องตอบโจทย์ชีวิตเขาด้วย ชีวิตของวัยทำงานยิ่งบทเรียนสั้นเท่าไหร่ก็จะยิ่งดี ให้นึกภาพว่าแทนที่เราจะต้องไปเข้าเรียนปริญญาโท เรียนวิชาพื้นฐานใหม่หมด ซึ่งไม่ได้เป็นสิ่งที่เราต้องการ อย่างตอนนี้เราอยากไปเรียนวิชาภาคการเงิน ต้องไปนั่งเรียนแคลคูลัส ถามว่าเรียนไปทําไมใช่ไหม เพราะจบไปก็ไม่ได้ใช้อยู่ดี แต่ถ้าเราไม่ต้องการอย่างนั้น เราอยากได้อะไรที่เป็นภาคปฏิบัติเลย ดังนั้น ตัวโครงการก็จะจัดให้ว่าทักษะที่คุณมีอยู่ 80 จาก 100 ยังขาดทักษะอะไร
สมมติว่าคนคนนี้อยากทำงานในภาคเทคโนโลยี มีทักษะในการบริหารจัดการ แต่เขาต้องการก็คือทักษะ coding ดังนั้นก็ต้องไปเรียน ตลอดระหว่างทางการเรียนก็จะมีคนคอยโค้ชให้ คําว่าไร้รอยต่อก็คือ ณ วันแรกที่เขาอยากเปลี่ยนงานจนถึงวันที่เขาทำงานมีคนคอยดูแลตลอด ไม่ใช่ว่าปล่อยเขาไว้กลางทาง ตอนนี้ลักษณะก็คืออยากเปลี่ยนงานปุ๊บไปลงเรียนถึงวันเรียนจบก็ถูกปล่อยไว้กลางทาง อันนี้ไม่ใช่ แต่ต้องไปถึงอุตสาหกรรมเลย คือส่งไปถึงวันที่ลงไปทำงาน แล้วอาจจะมีการทำงานร่วมกับบริษัทปลายทางด้วยในการส่งคนเข้าไปนั่งทำงานในตัวแพลตฟอร์ม หลักสูตรยกระดับไร้รอยต่ออาจจะมีรายได้จากการที่มีใครคนหนึ่งเรียนจนสำเร็จหลักสูตรแล้วก็ส่งไปถึงวันที่ทำงานจะเป็นเป็นลักษณะประมาณนั้น
ตัวหลักสูตรมีค่อนข้างเยอะในฟากของเทคโนโลยี เพราะเทคโนโลยีบางทีเป็นความรู้ที่ค่อนข้างเฉพาะ แต่ละอุตสาหกรรมใช้คนละภาษา ใช้คนละแพลตฟอร์มกัน เขามีความต้องการไม่เหมือนกัน แล้วมีตัวกลางตรงนี้เป็นตัวเชื่อมระหว่างคนที่อยากทำกับคนที่ต้องการคนที่มีทักษะ เขาก็คอยเลี้ยงจนส่งไปถึงปลายทางที่บริษัทเทคโนโลยีพวกนี้ที่ทำงานได้เลย แต่ว่าส่งไปถึงปลายทางแล้วไม่ใช่ว่าก็ปล่อยเขาได้เหมือนกันนะ ในช่วงเดือนสองเดือนแรกก็จะต้องคอยดูแลกันต่อ แพลตฟอร์มหลักสูตรจะมีโค้ชประจำตัวเหมือนดูเป็นเคสไป อันนี้ก็เหมือนกันเป็นฝั่งทรัพยากรบุคคลนี่แหละดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ ดูแลทุกมิติตั้งแต่วันที่อยากเปลี่ยนงานไปจนถึงวันที่เริ่มทำงานไปสักพักจนวันหนึ่งเขายืนได้ด้วยตัวเองก็คือจะปล่อยปิดเคสไป แล้วก็เก็บค่าธรรมเนียมมาจากบริษัทที่ได้ลูกจ้าง เก็บจากคนที่มาเรียน
กรณีอย่างที่คุณยกตัวอย่าง มันจะเกิดขึ้นกับคนอายุเริ่มมากแล้ว ใกล้เกษียณแล้วได้หรือเปล่า
ใกล้เกษียณนี่ผมไม่แน่ใจนะ แต่ถ้าเป็นแบบเลเวล mid-career เป็นไปได้ ถ้าใกล้เกษียณและไม่มีทักษะพื้นฐานมาก่อนอาจจะยากนิดหนึ่ง แต่ถ้าคนอายุกลางๆ ยังพร้อม ยังมีศักยภาพในการเรียนรู้ก็ยังพอไปได้อยู่ คนที่ช่วงที่อายุเยอะมากแล้วส่วนใหญ่จะเป็นงานที่ไม่ได้ใช้แรง แล้วก็อาจจะไม่ได้ไปเรียนรู้อะไรใหม่มาก โดยเฉพาะฝั่งของเทคโนโลยี บางทีเทคโนโลยีมันเปลี่ยนเร็วซึ่งคนอายุมากอาจจะไม่ได้ถนัดเทคโนโลยีอย่างนี้ ถ้าเขาไม่มีพื้นฐานมาก่อน ก็จะไปทำงานในฝั่งงานบริการหรือว่าการดูแลเด็กเล็ก ซึ่งตรงนั้นก็ต้องใช้ทักษะเหมือนกัน แต่เป็นทักษะคนละแบบ
ฟังแล้วเหมือนกับว่า Long Life Learning ผู้เขียนมุ่งตอบสนองอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเป็นหลัก
ใช่ คือมันเรียกว่าเป็นเคสตัวอย่างละกันว่าอุตสาหกรรมเทคโนโลยีเขาตอบตรงนี้มาก่อน แต่ลักษณะตรงนี้มันสามารถสเกลอัปได้ หมายความว่าธุรกิจอื่นก็สามารถเอาไปใช้ได้เหมือนกัน เขาไม่ได้มองว่ามันจะเกิดได้แค่ตรงนี้ที่เดียว แต่มันเกิดขึ้นมาก่อน
สาขาวิชาทางด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ เราก็สามารถนํามาทําได้
ทําได้ โดยเฉพาะพวกงานบริการ การดูแลผู้สูงอายุ การดูแลเด็ก ทำได้เหมือนกัน เพราะว่ากลุ่มพวกนี้ก็เป็นทักษะที่ค่อนข้างเฉพาะ หรืองานเรื่องภาษาก็เหมือนกันก็เป็นทักษะที่ค่อนข้างเฉพาะ หรือถ้าในบางประเทศก็จะมีพวกไกด์นําทัวร์ เรื่องภาคการท่องเที่ยวก็เป็นทักษะเฉพาะ พวกนี้ต้องผ่านการเทรนทั้งหมดเลย แล้วก็มันเป็นอะไรที่คุณอยู่ในวัยไหน ถ้าคุณอยากเรียนรู้ก็ยังสามารถมาเรียนรู้ได้เหมือนกัน
ถ้าเราสามารถสร้างระบบนิเวศที่เป็น Long Life Learning ได้จริงๆ มันจะมีผลกระทบเชิงบวกต่อสังคมผู้สูงอายุของไทยอย่างไร
อันแรกที่ช่วยได้แน่นอนก็คือมันช่วยยกระดับทักษะของคนที่อยู่ในกำลังงานปัจจุบัน จากเดิมอาจจะทำงานได้รับค่าแรงขั้นตํ่า ทำงานบริการที่รายได้ไม่สูงมาก สามารถยกระดับความเป็นอยู่ของตัวเองขึ้นมาได้ ซึ่งตรงนี้มันก็ช่วยในภาพรวมอยู่แล้ว รัฐบาลเก็บภาษีได้มากขึ้น ก็มาช่วยซัพพอร์ตตัวสังคมผู้สูงอายุอีกทีหนึ่ง
อีกส่วนหนึ่งคือการสร้างตัวระบบหรือการเปลี่ยนมุมมองต่อคนทำงานว่าไม่ได้จบการเรียนอยู่แค่มหาวิทยาลัย ผู้สูงอายุที่พร้อมจะทำงานควรจะได้ทำงาน โดยเขาอาจจะมีแรงจูงใจหรือมีทักษะบางอย่างที่ยังสามารถสร้างประโยชน์ให้กับสังคมได้ แต่ว่าสิ่งสำคัญคือรัฐบาลจะต้องเข้ามาช่วยสนับสนุนนิดหนึ่ง เพราะผู้สูงอายุมีข้อจำกัดค่อนข้างเยอะกว่าคนวัยทำงาน ถ้าเราเข้าใจตรงนี้เราสามารถออกแบบสถานที่ทำงาน ออกแบบเมือง ออกแบบการเดินทางที่เหมาะกับผู้สูงอายุให้เขาออกมาทำงานได้ มันมีงานที่เขาทำแน่นอน งานที่ไม่ได้ต้องการใช้แรงกายมากนัก
ฟังแล้วจะรู้สึกว่าเราต้องทำงานไปถึงกี่ปีเราถึงจะเกษียณ ซึ่งต้องยอมรับด้วยความที่อายุเรายืนยาวขึ้น เรื่องการทำงานไปจนถึงอายุที่มากขึ้นเป็นเรื่องที่เลี่ยงไม่ได้ เราก็ต้องคอยพัฒนาทักษะ คอยปรับเปลี่ยนทักษะของตัวเองให้ตอบโจทย์กับลักษณะงาน ความต้องการของตลาดที่เปลี่ยนแปลงไปเหมือนกัน

ถ้าต้องการสร้างระบบนิเวศให้เกิด Long Life Learning เราควรเริ่มอย่างไร
ผมว่าอย่างแรกต้องเปลี่ยนทัศนคติคนก่อน เราต้องทิ้งสูตรเดิมที่ใช้ไม่ได้ผล ที่เรียนอนุบาล ประถม มัธยม มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นเป็นโลกของการทำงานตรงนี้มันใช้ไม่ได้ผล มันไม่ตอบโจทย์ชีวิตสมัยใหม่ ไม่ตอบโจทย์ชีวิตที่ยืนยาวขึ้น โลกของการทำงานในรูปแบบใหม่คือการเรียนรู้อยู่ตลอดเวลา คุณอาจจะเข้าไปทำงาน ไปเข้าหลักสูตรเพื่อพัฒนาทักษะกลับมาทำงานอีกครั้ง ไปเข้าหลักสูตรอีกที่หนึ่งเพื่อพัฒนาทักษะ หรือปรับเปลี่ยนทักษะ reskill upskill แล้วก็กลับเข้ามาทำงานใหม่ มันจะเป็นวงจรอย่างนี้มากกว่าที่ใช้ความรู้ที่เรียนรู้มา 20 ปีเพื่อตอบโจทย์จนถึงอายุ 60
ระบบนิเวศใหม่คือทุกคนต้องพร้อมที่จะเรียนรู้ ต้องพร้อมที่จะเปลี่ยนงาน เปลี่ยนเส้นทาง พัฒนาทักษะอาชีพ สํารวจแง่มุมใหม่ๆ โดยไม่ได้จํากัดอายุอยู่แค่ 60 ปี ทุกคนก็สามารถเปลี่ยนได้หมด ตรงนี้ต้องเปลี่ยนวิธีคิดมากกว่า เพราะถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดปุ๊บฝั่งเงินสนับสนุนรัฐบาลหรือว่าฝั่งสถาบันการศึกษาก็จะปรับเปลี่ยนเหมือนกัน แต่ก่อนเขามองว่าการศึกษา งบประมาณส่วนใหญ่ไปอัดอยู่ที่ปฐมวัย อุดมศึกษา การศึกษาผู้ใหญ่เป็นความสำคัญลำดับท้ายๆ
แม้แต่ฝั่งสถาบันการศึกษาเองก็มองว่ากลุ่มลูกค้าหลักคือคนอายุน้อย แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่แล้วมองว่าทุกคนยังพร้อมจะเรียนรู้ ตัวระบบนิเวศและหน่วยงานต่างๆ ก็จะต้องค่อยๆ เปลี่ยนวิธีคิดมาสนับสนุนการศึกษาวัยผู้ใหญ่มากขึ้น ทุกอย่างเริ่มจากวิธีคิดก่อน เราต้องเลิกยึดติดกับสูตรเดิมที่ว่าการศึกษาขั้นพื้นฐานจบ ที่เหลือไปทำงาน ไปใช้ชีวิตของตัวเอง ต้องมองว่าการเรียนรู้สามารถเริ่มขึ้นได้ตลอดเวลา แล้วก็รัฐบาล เอกชน หรือว่าหน่วยงานอะไรต่างๆ ก็ควรจะช่วยสนับสนุนเขาตลอดเส้นทางเหมือนกัน
ระบบนิเวศแบบ Lifelong Learning ที่เรามีอยู่สามารถปรับเพื่อหนุนเสริม Long Life Learning ได้มากน้อยแค่ไหน
ผมก็ไม่รู้จริงๆ มันมีแต่พูด ที่ผมเห็นมันขาดการสนับสนุน อย่างที่บอกว่าตอนนี้คอร์สฟรีมีเยอะ แต่ว่าเราไม่รู้ว่าเรียนแล้วมันนําไปสู่อะไร ทําไมเราต้องเรียน แล้วก็ได้ใบเซอร์ฯ ที่ปรินท์ออกมา มันไม่รู้ว่าเราเรียนไปทําไม แล้วก็มันไม่ได้ถูก group อย่างเช่นเราทำงานงานหนึ่ง ผมว่าเหมือนตอนเรียนมหาวิทยาลัย การที่จะจบปริญญาใบหนึ่ง มันต้องเรียนหลายโมดูล เรียนหลายทักษะขั้นพื้นฐาน ขั้นสูง แต่ปัจจุบันคอร์สเรียนพวกนี้มันค่อนข้างกระจัดกระจาย สถาบันนี้เสนอโมดูลนี้ สถาบันนั้นเสนอโมดูลนั้น มันไม่มีหลักสูตรที่พุ่งตรงไปที่อาชีพแล้วมีการดูแลไปจนถึงวันที่เข้าทำงาน แบบนี้เราก็ลังเลที่จะลงทุน ทำให้การลงทุนเรียนกลายเป็นเรื่องเสี่ยง เราไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับการลงทุนเรียนเพื่อเปลี่ยนอาชีพ ดังนั้น ถ้ามีคน หน่วยงาน หรือองค์กรอะไรก็แล้วแต่คอยดูแลตั้งแต่ต้นจนจบ มันถึงจะเกิด
ทุกวันนี้มีความรู้ออนไลน์เต็มไปหมดอยู่แล้ว แต่มันก็เป็นแค่คอร์สออนไลน์ เรียนจบได้ใบเซอร์ฯ สวยๆ แต่ไม่มีใครดูแลไปจนจบว่าได้ใบเซอร์ฯ มาแล้วยังไงต่อ มันนําไปสู่อะไร ทักษะที่เราได้เพิ่มขึ้นมาทำให้เราเงินเดือนเพิ่มไหม เปลี่ยนงานได้หรือเปล่า หรือว่าเราต้องไปเรียนอีก 5 คอร์สแล้วจะมีบริษัทมารับเราเข้าไปทำงาน เราอยากได้อันที่ปิดลูป ไม่ใช่ทำตรงนี้นิดตรงนั้นหน่อยแล้วถูกทิ้งไว้กลางทาง เพราะจะทำให้เราไม่มั่นใจลงทุนเรียน เพราะมันไม่เห็นปลายทาง
ถ้ากลับมามองสังคมไทย มองรัฐไทยกับสิ่งที่เป็นอยู่ ณ เวลานี้ Long Life Learning มีความเป็นไปได้แค่ไหน
ผมรู้สึกว่าเรายึดติดกับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เรารู้สึกเชื่อมั่นกับการศึกษาตรงนี้เยอะมาก เราทุ่มเทกับการศึกษาอุดมศึกษาค่อนข้างเยอะ เหมือนกับการเรียนการสอนจนได้ปริญญานี่มันจบ คุณไม่ต้องไปเรียนอะไรต่อแล้ว คุณเข้าทำงานได้เลย แต่ว่าในความเป็นจริงมันหยุดไม่ได้ ถึงตอนนั้นผมว่าต้องเปลี่ยนวิธีคิดและเปลี่ยนมุมมองว่าการเรียน 20 ปีมันไม่พอ ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดได้ทุกอย่างจะค่อยๆ ขยับไปเอง
แต่ปัจจุบันเราเข้าใจเรื่องการเรียนรู้ตลอดชีวิตมากแค่ไหน เรายังมีค่านิยมที่บอกว่าการเปลี่ยนสายงานเป็นเรื่องไม่ดี ความคิดนี้มันไม่ค่อยโอเคเท่าไหร่นะ เราควรพร้อมที่จะไปทดสอบงานที่หลากหลาย ลองเพิ่มทักษะเรียนรู้ที่แตกต่าง อันนี้เป็นเรื่องปกติมากเลยนะครับ แล้วทุกคนก็ควรมีสิทธิ์ที่จะทำแบบนั้น ไปค้นหาสิ่งที่ตัวเองอยากจะทำหรือว่าเราทำตรงนี้เชี่ยวชาญมาแล้ว 10 ปี เรารู้สึกอยากเปลี่ยนสายงาน ผมว่ามันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เราก็เปลี่ยนได้ตลอด สมัยนี้เขาจะเรียกว่า growth mindset คือพร้อมจะเปลี่ยน พร้อมจะเรียนรู้ พร้อมจะเติบโต คิดว่าต้องเริ่มจากตรงนั้นมากกว่า
จากที่ฟังมาทั้งหมดสรุปได้ว่า Life Long Learning คือการเรียนรู้ตลอดชีวิตกับ Long Life Learning อาจจะไม่ได้ต่างกันมาก เพียงแต่ว่าอย่างหลังมีระบบและความคิดที่เข้ามาเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้ตอบโจทย์สภาพปัจจุบัน ตอบโจทย์อุตสาหกรรม หรือตอบโจทย์ทุนนิยมมากขึ้น
ใช่ ถ้าพูดต่อก็คือตอบโจทย์ทุนนิยมเลย ตอบโจทย์สภาพเศรษฐกิจความเป็นอยู่ เพราะว่าคนเขียนเขาเป็นลูกศิษย์ คริสเตนเซ่น (Clayton M. Christensen) เจ้าของทฤษฎี disrupt เทคโนโลยี คือเป็นสายธุรกิจไปเลย ดังนั้นต้องยอมรับว่ามันไม่โรแมนติก ไม่ใช่เรียนเพื่อรู้ นี่คือเรียนเพื่อหารายได้เพิ่มขึ้น แล้วก็ทำให้ชีวิตดีขึ้น
