ฌีแอร์ (JR) น่าจะเป็นศิลปินที่เป็นเจ้าของแกลอรี่ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เพราะผนังเปลือยทุกแห่ง ไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ คือผืนผ้าใบสำหรับใช้เล่าเรื่องของเขา!
ภาพใบหน้ามนุษย์ขนาดยักษ์ติดอยู่ด้านนอกอาคารใจกลางเมืองของประเทศขั้วขัดแย้ง งานพิมพ์นัยน์ตาและสีหน้าของผู้หญิงที่ฉายให้เห็นมิติของความเป็นมนุษย์กลางสังคมที่เต็มไปด้วยการเอาเปรียบและกดขี่ทางเพศ ตลอดจนภาพถ่ายทารกบนชายแดนระหว่างประเทศในช่วงเวลาแห่งการเลือกปฏิบัติ ฯลฯ เหล่านี้คือผลงานของฌีแอร์ตามเมืองต่างๆ
งานของเขาปราศจากถ้อยคำอธิบาย หากแต่มันสื่อสารกับผู้คนด้วยขนาดอันใหญ่โต ประเด็นทางการเมือง และพื้นที่การจัดแสดง อันหมายถึงพื้นเปลือย ผนังอาคารสักแห่งของพื้นที่ซึ่งเต็มไปด้วยความขัดแย้งหรือปมปัญหาแหลมคม ไม่เกินเลยหากจะบอกว่าโลกทั้งใบคือแกลเลอรีขนาดใหญ่ของฌีแอร์
แน่แท้ การนำงานศิลปะที่กินพื้นที่หลายสิบตารางเมตรไปอยู่บนพื้นที่สาธารณะแบบนั้นทำให้การจัดแสดงงานของฌีแอร์ผิดกฎหมายการใช้พื้นที่ของหลายๆ ประเทศไม่มากก็น้อย กระนั้นเขาก็มองข้อเท็จจริงนี้ด้วยสายตาพึงพอใจอย่างยิ่ง เพราะอะไรมันจะดีไปกว่างานศิลปะที่พูดเรื่องการเมืองและเป็น ‘การเมือง’ ในตัวของมันเองอีกล่ะ!
“ผมคิดว่างานศิลปะที่ผมทำมันเป็นการเมืองโดยตัวของมันเองอยู่แล้วแค่เพราะมันอยู่บนท้องถนนนี่แหละ บางทีผมก็ชอบคิดนะว่างานผมไม่ได้ผิดกฎหมายอะไร เพราะแม้จะไม่ขออนุญาตการจัดงานจากรัฐบาล ผมก็ไปขออนุญาตจากผู้คนในพื้นที่อยู่ดี และการขออนุญาตจากผู้คนเหล่านี้ก็เป็นเสมือนการทำประชามติขนาดย่อมแล้ว” ณีแอร์สาธยาย “ดังนั้นนะ เมื่อประชาชนในพื้นที่อนุญาตให้ผมจัดงานศิลปะขึ้นมา ผมจึงรู้สึกเหมือนผมได้ทำงานอยู่ภายใต้กฎหมาย เพียงแค่งานมันจัดอยู่บนท้องถนนเท่านั้นเอง”
งานของฌีแอร์เกิดขึ้นบนพื้นที่สุดคาดเดาต่างๆ นอกเหนือไปจากแกลเลอรีในอาคารหรือบริเวณเฉพาะบางอย่าง
“สำหรับผม แกลเลอรีช่วยฉายให้เห็นมิติต่างๆ ของงานซึ่งปรากฏอยู่ด้านนอกอาคาร ซึ่งช่วยให้คนที่ดูงานเข้าใจกระบวนการสร้างงานศิลปะชิ้นนั้นๆ แต่ผมไม่ได้พยายามจะสร้างงานที่ผมทำด้านนอกอาคารขึ้นมาใหม่เพื่อจัดแสดงในแกลเลอรีดังนั้น งานที่ผมจัดแสดงในแกลเลอรีจึงเป็นงานคนละรูปแบบกันกับงานที่ผมจัดแสดงด้านนอกอาคาร แผนงานและงานร่างก่อนส่งสตูดิโอก็เป็นคนละแบบ รวมทั้งมุมกล้องที่ผมเลือกก็ไม่เหมือนกันด้วย” ฌีแอร์บอก
“งานของผมส่วนมากเป็นงานที่มองเห็นได้ด้วยตาเปล่า คนมาดูได้ตามชายแดนหรือสถานที่ต่างๆ กระนั้น งานของผมก็จะอยู่ตรงนั้นเพียงชั่วขณะเท่านั้น และก็ไม่ได้มีการลงนามแสดงความเป็นเจ้าของ ผมไม่ได้เขียนชื่อตัวเองลงในงานด้วยซ้ำ ถ้างานจะหายไปก็ตามสืบไม่ได้หรอกว่ามันหายไปไหน”
ถ้ามองเพียงจุดตั้งต้น ฌีแอร์ก็ทำให้คนเห็นแล้วว่า ศิลปะนั้นไม่จำเป็นต้องถูกจัดแสดงอยู่แค่ในพื้นที่ที่กำหนด มันผลิดอกออกมาอยู่นอกเหนือเขตแดนเหล่านั้นได้ ไม่ว่าจะเป็นท้องถนนหรือบนผนังรกร้าง หรืออาจจะบนอาคารสักแห่ง
กระบวนการเหล่านี้เองที่ทำให้งานของเขาข้องเกี่ยวกับผู้คนและชุมชนต่างๆ โดยธรรมชาติ ผู้คนสามารถเข้าถึงงานภาพพิมพ์ของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ และในเวลาต่อมามันก็ได้กลายเป็น ‘พื้นที่’ ที่ทำให้เรื่องราวของคนในชุมชนนั้นๆ ได้รับการมองเห็น

การเมืองทำให้เป็นมากกว่า ‘มือพ่น’ ศิลปะเกิดที่ไหนก็ได้ เพราะแนวคิดคงอยู่ตลอดไป
สำหรับตัวฌีแอร์เอง เขาเป็นชาวฝรั่งเศสเชื้อสายตูนีเซีย สนใจงานกราฟฟิตี้มาตั้งแต่ยังวัยรุ่น สำหรับเขา งานกราฟฟิตี้หาได้เป็นแค่งานภาพบนกำแพงใหญ่โต แต่มันคือการได้ประทับสัญลักษณ์หรือตัวตนลงบนพื้นที่ว่างเปล่าในสังคม ฌีแอร์ในวัยเยาว์จึงมักฝากผลงานของตัวเองไว้ตามที่สาธารณะต่างๆ ตั้งแต่อาคารไปจนถึงรถไฟใต้ดิน และในวัย 17 ภายหลังได้ครอบครองกล้องหนึ่งตัว ฌีแอร์ก็ตัดสินใจถ่ายภาพงานกราฟฟิตี้ของเขากับเพื่อน และนำไปแปะไว้บนผนังของอาคารต่างๆ
พฤติกรรมที่บางคนอาจจะเบะปากก็ได้ว่าเป็นความ ‘ห่ามห้าว’ ของวัยรุ่นคนหนึ่ง แต่สำหรับฌีแอร์ การนำภาพถ่ายเหล่านี้ไปสู่พื้นที่สาธารณะคือการจัดงานนิทรรศการศิลปะขนาดใหญ่ แถมยังเจ๋งกว่าก็ตรงที่งานนิทรรศการที่ว่านี้ผิดกฎหมายการใช้พื้นที่สาธารณะอีกต่างหาก
นับตั้งแต่วันนั้น ฌีแอร์ก็ตระหนักได้ว่า งานศิลปะไม่จำเป็นต้องถูกจัดแสดงอยู่ในห้องเล็กๆ หรือในแกลเลอรีเท่านั้น แต่เป็นที่ไหนก็ได้ มากไปกว่านั้น การที่งานเหล่านี้ปรากฏอยู่ในพื้นที่สาธารณะ มันยังพูดถึงและสะท้อน ‘การเมือง’ ของสังคมต่างๆ ได้ดีมากด้วย
“จากที่ผมเคยไปมาหลายประเทศนะ ประเทศที่ผมรู้สึกว่าไม่มีประชาธิปไตยเลย คือประเทศที่ผนังอาคารต่างๆ ดูสะอาดสะอ้านเหลือเกิน” เขาเหน็บ
“ไม่มีกราฟฟิตี้ ไม่มีโปสเตอร์ ไม่มีอะไรเลย และเมื่อใดก็ตามที่ผู้คนไม่อาจแสดงความรู้สึกของตัวเองลงบนผนัง มันก็เป็นสัญลักษณ์ว่าพื้นที่นั้นๆ ไม่ค่อยเป็นประชาธิปไตยนัก สถานที่เหล่านี้นี่แหละที่ทำให้ผมหวาดกลัวมากที่สุด แน่ล่ะ ถ้าทุกคนพ่นทุกอย่างที่ตัวเองคิดลงบนผนังมันก็คงจะมากไป คงให้ความรู้สึกคล้ายๆ เมืองบาร์เซโลนาเมื่อสักสิบปีก่อนเลยมั้ง แต่ผมว่าเรื่องแบบนี้มันมีจุดลงตัวของมันน่ะ”
โปรเจกต์แรกที่ส่งให้ฌีแอร์เป็นที่รู้จักในวงกว้างคือ Portrait of a generation ในปี 2004 เมื่อเขาถ่ายรูปคนหนุ่มสาวที่อาศัยอยู่ในสลัมชานกรุงปารีสแล้วพิมพ์ติดผนัง ปีต่อมา ภายหลังการเสียชีวิตของเด็กหนุ่มสองคนที่หลบหนีการจับกุมของเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อเกิดเป็นกระแสการประท้วงการใช้ความรุนแรงโดยรัฐ ลำพังในระยะเวลาเพียงหนึ่งเดือน มีรถถูกเผาเพื่อแสดงความไม่พอใจถึงหนึ่งหมื่นคัน ผู้คนจากนอกเมืองดูข่าวการประท้วงที่เต็มไปด้วยการปาระเบิดโมโลตอฟ, การโจมตีรถตำรวจและพนักงานดับเพลิงด้วยความหวาดหวั่น หากแต่แทนที่กลุ่มผู้ประท้วงจะเคลื่อนตัวไปยังใจกลางกรุงปารีส ฌีแอร์ที่เฝ้ามองอยู่ห่างๆ กลับพบว่ากลุ่มคนเหล่านี้มุ่งทำลายสิ่งของต่างๆ เพียงแค่ในเมืองของตัวเองเท่านั้น
ปี 2006 ฌีแอร์ริเริ่มทำโปรเจกต์ศิลปะกับศิลปินท้องถิ่นในพื้นที่ของการประท้วง คำถามสำคัญของเขาคือการตั้งคำถามต่อผู้ชุมนุมที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยในเวลานั้นเรียกว่า ‘ขยะ’ ด้วยการใช้เลนส์ 28 มม. ถ่ายภาพผู้คนในชุมชนที่ทำสีหน้าขึงขังจริงจัง แล้วนำมาขยายใหญ่เพื่อพิมพ์ติดบนผนังและกำแพงในพื้นที่สาธารณะของเมือง เพื่อตั้งคำถามต่อภาพลักษณ์ดุดันที่สื่อมวลชนกระแสหลักมอบให้พวกเขา การถูกเลือกปฏิบัติจากรัฐ ตลอดจนการถูกทำร้าย ต่อต้านหลังประท้วงเพื่อเรียกร้องความชอบธรรมในชุมชน

“การจลาจลครั้งนั้นใหญ่โตมาก สื่อทุกแห่งล้วนรายงานข่าว มีภาพชาวเมืองที่ผมถ่ายไว้ติดเป็นฉากหลัง และนั่นแหละที่งานของผมเริ่มต้นขึ้น มีคนมาขอให้ผมถ่ายรูปตรงนั้นเพื่อนำไปใช้กับงานสื่อ และบอกว่าสิ่งที่ผมทำคือการก่อวินาศกรรม ไม่ใช่งานศิลปะข้างถนน แต่ผมบอกไปว่า ‘ไม่เลย ผมอยากสร้างงานภาพที่ผมกำหนดได้ว่ามันจะไปปรากฏที่ไหนและจะส่งผลต่อผู้คนอย่างไรบ้าง ผมจึงอยากสานต่อสิ่งที่ตัวเองทำค้างไว้เมื่อสองสามปีก่อน แค่ว่าคราวนี้ ผมจะทำงานใกล้ชิดกับผู้คนในเมืองมากขึ้น’ มองย้อนกลับไป ผมคิดว่านั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของทั้งหมดล่ะ” ฌีแอร์บอก
“งานของผมตีความได้สองแบบนะ มองแบบง่ายๆ คือผมแค่เอากระดาษที่พิมพ์ภาพขาวดำไปแปะบนผนัง แต่ผมเชื่อว่างานผมเชื่อมร้อยผู้คนเข้าด้วยกันได้” ฌีแอร์บอก “สำหรับผมแล้ว มันเป็นเรื่องของพลังแห่งการเชื่อมโยงผู้คนเข้าด้วยกัน”
“ผมแค่เข้าไปทำโปรเจกต์ศิลปะกับชุมชนต่างๆ และพบว่าแต่ละชุมชนก็อยากทำงานศิลปะเหมือนกัน อาจจะอยากมากกว่าตัวผมเองด้วยซ้ำไป ดังนั้น ผมเลยเริ่มถามตัวเองว่า ทำไมผมไม่ถอยตัวเองออกมาแล้วปล่อยให้พวกเขาลองทำงานศิลปะกันเองล่ะ”
อาจจะเรียกได้ว่าโปรเจกต์ Portrait of a generation คือการฉายภาพผู้คนและการปะทะทางการเมืองออกมาเป็นงานศิลปะ ตั้งคำถามต่อภาพลักษณ์ที่สื่อมอบให้ผู้ประท้วงด้วยการพิมพ์ภาพใบหน้าของประชาชนธรรมดาคนหนึ่งที่ถูกรัฐกระทำ และยังส่งผลให้เกิดการถกเถียงเป็นวงกว้างหลังจากนั้น แต่ก้าวย่างลำดับถัดไปนั้นน่าสนใจยิ่งกว่า เพราะคราวนี้ ผู้คนในชุมชนนั้นๆ ไม่ใช่แค่ถูกนำมาพิมพ์เป็นภาพใหญ่เท่านั้น แต่ยังมีส่วนร่วมต่องานศิลปะเหล่านี้ด้วย!
ศิลปะต้องยึดโยงกับผู้คนและชุมชน
Portrait of a generation คือต้นธารที่ทำให้เกิดงานชิ้นต่อๆ มาของฌีแอร์ หากจะมีสักสิ่งที่เปลี่ยนไป คือเรื่องที่ว่าเขาพยายามใช้งานศิลปะของตัวเองเป็นพื้นที่ในการสร้างการเรียนรู้ ผ่านการสนทนากับเจ้าของพื้นที่หรือเจ้าของประเด็นปัญหาโดยตรง “ผมไม่ได้พยายามทำให้งานของตัวเองกลายเป็นงานที่ผิดกฎหมาย แค่ว่าบางครั้งมันเป็นหนทางเดียวที่จะทำให้งานเหล่านี้มันมีความหมายต่อผู้คนที่เกี่ยวข้องต่อประเด็นที่งานพูดถึง ไม่สำคัญหรอกว่าผมจะถูกจับหรือเปล่า สิ่งสำคัญคือประเด็นที่พูดถึงในงานนั้นมันเกิดขึ้นในพื้นที่สีเทาน่ะ”
งานอีกชิ้นของฌีแอร์ที่ถูกพูดถึงอย่างมากคือโปรเจ็กต์ Face 2 Face ที่พิมพ์ภาพชาวอิสราเอลกับชาวปาเลสไตน์ในเมืองใหญ่ของทั้งสองประเทศ และกลายเป็นงานแสดงภาพถ่ายแบบผิดกฎหมายที่ใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยจัดแสดง!

สารตั้งต้นของโปรเจกต์นี้คือการเสาะหาคำตอบต่อคำถามที่ว่า เหตุใดข้อพิพาทระหว่างอิสราเอลกับปาเลสไตน์จึงกินระยะเวลายาวนานนับทศวรรษ และหลังจากออกเดินทางชั่วระยะหนึ่ง ฌีแอร์ก็ค้นพบข้อเท็จจริงที่ว่า “คนทั้งสองประเทศดูไม่ต่างกันเลย พวกเขาสนทนากันด้วยภาษาใกล้เคียงกัน เหมือนฝาแฝดที่ถูกเลี้ยงมาจากคนละครอบครัว สตรีเคร่งศาสนาก็มีน้องสาวฝาแฝดของเธออยู่อีกด้านหนึ่งของประเทศ ชาวนา คนขับแท็กซี่ คุณครู ล้วนมีฝาแฝดอยู่อีกด้าน และพวกเขาต่างก็ต่อสู้กันโดยไม่รู้จบสิ้น” ฌีแอร์ว่า
เช่นเดียวกับโปรเจกต์ Women are Heroes ที่นำภาพผู้หญิงในสังคมที่เต็มไปด้วยปัญหาความเหลื่อมล้ำหรือการเลือกปฏิบัติทางเพศ มาพิมพ์ลงบนผนังอาคารที่สาธารณะต่างๆ เพื่อเชิดชูบทบาทของผู้หญิงในสังคม
ฌีแอร์ถ่ายรูปของพวกเธอขณะทำกิจวัตรประจำวันแสนสามัญ แต่ความสามัญที่ว่านั่นก็ถือว่าสำคัญต่อชีวิตอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะการออกไปทำงานนอกบ้านหรือการดูแลงานในครัวเรือน โดยเฉพาะในหลายๆ เมืองที่มีปัญหาเรื่องความเหลื่อมล้ำและการเลือกปฏิบัติทางเพศ
เราเห็นโปรเจกต์นี้แพร่กระจายไปในหลายๆ เมืองรอบโลกไม่ว่าจะเป็นอินเดีย กัมพูชา เคนยา ไลบีเรีย และนอกจากแก่นของงานที่ต้องการเปล่งเสียงแทนผู้หญิง ผืนผ้าใบเหล่านี้ยังทำประโยชน์อย่างมากให้กับชีวิตความเป็นอยู่ของหลายชีวิตในสลัม เพราะมันเป็นผืนผ้าใบกันน้ำที่ชาวบ้านใช้กำบังฝนได้ดี
ผู้หญิงในบ้านหลังนั้นๆ จึงมีดวงตาของตัวเองคอยกำบังยามฝนตกหนักได้อย่างแท้จริง
ภาพลักษณ์และบทบาทของผู้หญิงถูกนำมาพิจารณาใหม่ผ่านงานของฌีแอร์ เมื่อพวกเธอไม่ใช่แค่เมียและแม่ กิจวัตรประจำวันของพวกเธอก็สลักสำคัญไม่แพ้การทำงานนอกบ้าน บรรยากาศที่ผู้คนในชุมชน ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นประจักษ์พยานของการเลือกปฏิบัติในสังคม ทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ออกมาช่วยกันติดภาพงานศิลปะขนาดยักษ์ของฌีแอร์ จึงเป็นเครื่องมือสะท้อนความทรงพลังของงานชิ้นนั้นเป็นอย่างดี
Migrants, Picnic Across the Border งานในปี 2017 ภายหลัง โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกตั้งเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ และมาพร้อมนโยบายสร้างกำแพงกั้นชายแดนเม็กซิโก ฌีแอร์จึงพิมพ์ภาพของ กิกิโต (Kikito) ทารกน้อยที่เกิดตรงชายแดนเม็กซิโกกับอเมริกา
งานชิ้นนี้แสบสันในระดับโลก แต่อย่างที่ได้กล่าวไปว่าเขามีเป้าประสงค์ในการสร้างความเป็นปึกแผ่นของชุมชน หรือดึงคาแรกเตอร์ความสู้คนแบบนั้นออกมา อาจจะเป็นการสู้คนแบบหน้าตาย หรือสู้แบบเผชิญหน้าโดยใช้ศิลปะเป็นสื่อกลาง ฌีแอร์จึงออกแบบกิจกรรมให้เป็นการจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ให้ครอบครัวของกิกิโตและเพื่อนบ้านอีกนับร้อยชีวิตทั้งทางฝั่งเม็กซิโกและสหรัฐฯ ประชากรทั้งสองฝั่งจะได้มาร่วมสังสรรค์ข้ามพรมแดนด้วยกัน โต๊ะอาหารมื้อนั้นจึงเป็นภาพแทนของภาพฝันแห่งสันติภาพที่ไม่อาจถูกกักขังได้ด้วยกำแพงหนา

ศิลปะแบบกองโจร (ที่พักหลังๆ ก็เริ่มจะไม่ใช่กองโจรแล้วเพราะยิ่งใหญ่เกินไป) ของเขาขยับขยายไปตามกาลเวลา และเริ่มสเกลขึ้นไปเป็นมีเดียรูปแบบอื่นๆ เช่น โปรเจกต์ Omelia Contadina ที่เขาทำงานร่วมกับ อลิซ โรห์วาเคอร์ (Alice Rohrwacher) ผู้กำกับภาพยนตร์ชาวอิตาเลียน ก็เป็นการทำงานกับชาวนารายย่อยบนที่ราบสูงอัลฟินา ประเทศอิตาลี ผู้ประสบปัญหาพื้นที่เกษตรกรรมถูกรุกรานโดยการปลูกพืชเชิงเดี่ยวแบบเข้มข้น เพราะบริษัทใหญ่ต่างๆ เริ่มปรับเปลี่ยนพื้นที่ทั้งหมดในทางพาณิชย์
ฌีแอร์จึงลงพื้นที่ไปถ่ายรูปชาวนาหญิง 2 คน ชาย 2 คน เกษตรกรและชาวบ้านในพื้นที่ พิมพ์ลงบนผ้าใบขนาดใหญ่ แล้วให้เกษตรกรช่วยกันแบกเดินเป็นขบวน แห่ไปตามเสียงแตรวงท้องถิ่นดั้งเดิม และวางภาพชาวนาทั้งสองไว้ในหลุมที่ขุดไว้ในทุ่งนาของเกษตรกร มีการกล่าวสดุดี และฝังดินกลบทับเชิงสัญลักษณ์
กิจกรรมที่ว่าถูกบันทึกไว้เป็นภาพยนตร์สั้นเรื่อง Omelia Contadina และได้รับการฉายครั้งแรกที่งานเทศกาลภาพยนตร์เวนิซครั้งที่ 77 ในปี 2020
หากมองจากภาพใหญ่ เราคงเห็นข้อเท็จจริงประการหนึ่งว่า ศิลปะของฌีแอร์นั้นหาได้ยืนโดยตัวของมันเองเพียงลำพัง นอกจากจะดึงให้คนมีส่วนร่วมกับตัวงาน ยังทำหน้าที่เชื่อมร้อยผู้คนเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้ชายและผู้หญิงในชุมชนที่เต็มไปด้วยความเหลื่อมล้ำและการเลือกปฏิบัติทางเพศ หรือผู้คนที่มารวมตัวกันยังพื้นที่ชายแดนซึ่งเต็มไปด้วยบรรยากาศของการกีดกันทางเชื้อชาติ
จริงอยู่ที่ว่าปัญหาที่เรื้อรังมานานนั้นไม่ได้หมดไป แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นล้วนมีแรงส่งสำคัญจากงานศิลปะของฌีแอร์
“ผมไม่เคยชอบคำว่าการเมืองเลยนะ” ฌีแอร์บอก “บางคนบอกว่าสิ่งที่ผมทำคือการเมือง เพราะผมออกไปทำงานศิลปะกับผนังด้านนอกและท้องถนน แต่ผมไม่ได้อยากทำงานศิลปะที่เน้นให้คุณเลือกลงคะแนนเสียงให้ฝั่งใดฝั่งหนึ่งเป็นหลัก จุดประสงค์ของผมคือการตั้งคำถามโดยไม่มอบคำตอบให้ต่างหาก”
“มันเป็นใบหน้าพวกเขา ข้อความของพวกเขา ชุมชนของพวกเขา ผมเป็นแค่ผู้สนับสนุนพวกเขาเท่านั้น งานเหล่านี้จึงเป็นงานศิลปะของคนในชุมชนน่ะ”
เมื่อศิลปะเปลี่ยนโลกของหลายคนได้จริงๆ
ถ้าคุณคิดว่าการที่ผู้คนจำนวนมหาศาลมารวมตัวกัน เชื่อมร้อยกันได้ด้วยงานของฌีแอร์ คือปลายทางสูงสุดแล้ว… เรากำลังจะบอกว่า คุณคิดผิด!
ฌีแอร์ขยายพรมแดนระหว่างศิลปะกับโลกแห่งความเป็นจริงไปอีกขั้นด้วยการตั้ง Can Art Change the World? องค์กรไม่แสวงหากำไร ต่อยอดโปรเจกต์ทางศิลปะที่เขาสร้างเพื่อให้ก่อเกิดผลประโยชน์ที่เป็นรูปธรรมทางสังคม และอีกด้านหนึ่งก็ยั่วล้อต่อเป้าหมายของงานศิลปะของตัวเองที่หวังอยากขับเคลื่อนสังคมด้วย
“งานศิลปะไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนแปลงโลก แต่เมื่อคุณเห็นผู้คนมีปฏิกิริยาบางอย่างกับมัน เห็นมันส่งผลกระทบต่อชีวิตผู้อื่น ผมก็คิดว่านั่นก็เป็นอีกเส้นทางเล็กๆ ที่นำพาไปสู่การเปลี่ยนแปลงโลกได้” ฌีแอร์ประกาศ “และนี่แหละคือสิ่งที่ผมเชื่อ และเป็นเหตุผลว่าทำไมผมจึงสร้างงานที่ผู้คนมีปฏิสัมพันธ์ด้วยมากขึ้นเรื่อยๆ”
Inside Out Project เป็นหนึ่งในโปรเจกต์ของ Can Art Change the World? ที่หวังต่อยอดให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมในสังคมผ่านงานศิลปะของฌีแอร์ ใจความสำคัญของโปรเจกต์นี้คือการให้โอกาสทุกคนได้แบ่งปันภาพถ่าย เรื่องราวและจุดยืนของตัวเอง
จุดเริ่มต้นของโปรเจกต์นั้นแสนเรียบง่าย ฌีแอร์ให้ผู้ที่สนใจเข้าร่วมโปรเจกต์ส่งรูปถ่ายที่สะท้อนถึงความเชื่อหรือสิ่งที่แต่ละครศรัทธามายังเว็บไซต์ที่เขาตั้งไว้ แล้วเขาจะพิมพ์ภาพที่ว่านั้นลงบนกระดาษใบยักษ์กลับมายังผู้เข้าร่วมโปรเจกต์ “เราส่งกลับไปหมดเลย ไม่ว่าคุณจะอยู่ในมุมไหนของโลก” เขาบอก

มีผู้เข้าร่วมโปรเจกต์นี้กว่าสี่แสนรายจาก 140 ประเทศทั่วโลก ใบหน้าและประเด็นที่ถูกนำเสนอจึงแตกต่างกันออกไปในแต่ละพื้นที่ ความหลากหลายของข้อคิดเห็นและประเด็นต่างๆ จึงทวีคูณ แตกยอดออกไปเรื่อยๆ ตามจำนวนคนที่เข้าร่วมและชุมชนต่างๆ ยังผลให้มันกลายเป็นโปรเจกต์ที่คว้ารางวัลเท็ด (TED) ในปี 2011 อันเป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์และก่อประโยชน์ให้แก่มนุษยชาติ
ตัวอย่างเช่น เหล่าโรงเรียนในยูเครนได้รับผลกระทบจากสงครามจนต่างคนต่างถูกบีบให้แยกย้ายกันไปตามพื้นที่ต่างๆ บ้างเป็นเจ้าหน้าที่ในเมือง Kviy บ้างก็ต้องย้ายไปอยู่ตามประเทศต่างๆ ในยุโรป Inside Out จึงเป็นโปรเจกต์ที่ช่วยให้คุณครู นักเรียน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องรวมตัวกันได้อีกครั้งในหนึ่งวัน แค่หนึ่งวันเท่านั้นก็เพียงพอ
นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้เรื่องการถ่ายภาพพอร์ทเทรตและการเล่าเรื่องราว (storytelling) ผ่านหนังสือของฌีแอร์ที่ชื่อ “How Old Am I?” และเรียนรู้ศิลปะอื่นๆ โดยมีหนังสือเล่มนี้เป็นตัวชี้ทาง
“กิจกรรมนี้มอบประสบการณ์อันทรงพลังร่วมกัน การที่เราช่วยกันติดตั้งผลงานและภาพบุคคลที่ปรากฎอยู่ในผลงานแสดงให้เห็นถึงความเป็นปึกแผ่นและการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และเป็นเครื่องพิสูจน์ว่าเราสามารถบรรลุเป้าหมายที่ยิ่งใหญ่ได้ ความทรงจำที่มีชีวิตชีวาแบบนี้จะตราตรึงในใจทุกคน เรามีความสุขที่ได้มีส่วนร่วมในการทำให้โครงการนี้สำเร็จลุล่วง” เสียงจากผู้ที่เข้าร่วมโครงการ
การออกแบบการศึกษาในโรงเรียนตลอดทั้งปีท่ามกลางสงครามที่คุกรุ่นอยู่ตลอดเวลาเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก นักเรียน พ่อแม่ คุณครู เจ้าหน้าที่จึงพยายามอย่างมากที่จะทำให้โรงเรียนอยู่รอดไปได้ ซึ่งโปรเจกต์ Inside Out ก็ได้ช่วยชี้นำพวกเขาตลอดทั้งปี ให้ผ่านบทพิสูจน์เล็กๆ น้อยๆ และจุดประกายความหวังให้กับทุกคน เสียงตอบรับจากหลายฝ่ายบ่งบอกว่าพวกเขามีความสุขที่ได้สร้างและร่วมกิจกรรมนี้ขึ้นมา
“ฉันชอบถ่ายรูป แล้วชอบเวลาที่เราแปะติดรูปด้วยกัน”
“ฉันชอบที่ได้เข้าร่วมโครงการ Inside Out และทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่และนักเรียน พันธสัญญาที่ทุกคนมีร่วมกันทำให้เราทำกิจกรรมได้ลุล่วง”
แล้วถ้าพวกเขาไม่มีอุปกรณ์ถ่ายรูปล่ะ หรือว่าถ้ามีรถถ่ายรูปให้ก็เจ๋งไปเลยล่ะ
Inside Out Project ยังมีบริการบูทถ่ายภาพเคลื่อนที่ไปยังเมืองต่างๆ ให้คนที่อยากเข้ามามีส่วนร่วมได้เข้าไปถ่ายภาพตัวเองแล้วพิมพ์ลงบนกระดาษใบยักษ์ในเวลาไม่ถึงหนึ่งนาที เพื่อให้ผู้คนนำผลงานดังกล่าวไปติดตามพื้นที่ต่างๆ นับได้ว่าเป็นการต่อยอดจากศิลปะแบบกองโจร ที่ฌีแอร์เป็นผู้ออกแบบ
ตัวอย่างของปี 2022 คือ Back2School พร้อมบริการให้นักเรียนในโรงเรียนต่างๆ โดยถ่ายภาพ 866 ภาพของนักเรียน ครู และผู้ปกครองที่นำโปรเจกต์ Inside Out มาใช้ในห้องเรียน รวมถึงติดภาพของพวกเขาไว้บนผนังโรงเรียน

ทีมงานได้เดินสายไปเวิร์กชอป รวบรวมคำตอบและเสียงตอบรับของนักเรียน นักการศึกษาที่เข้าร่วมกิจกรรมเพื่อออกแบบการทำงานต่อทั้งในรูปแบบของวิดิโอคอลและลงพื้นที่ไปเจอกันตัวเป็นๆ ให้ข้อมูลความรู้เรื่องศิลปะในพื้นที่สาธารณะ และแลกเปลี่ยนความคิดเห็นว่าเด็กๆ คิดยังไงที่เห็นภาพของตัวเองปรากฎอยู่บนพื้นที่ต่างๆ ดังนั้นทุกคนจะได้ร่วมกันส่งเสียงว่าโรงเรียนมีความหมายต่อพวกเขายังไง ไปจนถึงปลายทางที่ว่า เราจะมั่นใจในตัวเองผ่านภาพถ่ายของตัวเองได้ยังไง!
ประเด็นของการแลกเปลี่ยนยังไปได้ไกล และผลิดอกออกมาหลายรูปแบบ เช่น เด็กนักเรียนคนหนึ่งที่ Brooklyn Community Arts & Media ได้ลองแท็กทีมกับเพื่อนเพื่อสัมภาษณ์คน และตัดต่อวิดิโอของตัวเอง หรือโรงเรียนท้องถิ่นได้ร่วมกันแสดงจุดยืนด้านความเท่าเทียมเพื่อคนพิการ โดยการแปะภาพถ่ายของเหล่าผู้พิการเพื่อเฉลิมฉลองความหลากหลายในชุมชน
“ศิลปะเป็นพลังซ่อนเร้นที่ไม่ค่อยมีใครพูดถึง ภาพถ่ายทั้งหลายที่มีขนาดใหญ่เท่าตัวเรา ทำให้เราสามารถหลอมรวมเป็นชุมชนที่มีอารมณ์ความรู้สึกที่หลากหลาย และมีส่วนร่วมในโครงการ Inside Out Project” หนึ่งในเด็กนักเรียนสะท้อน
เช่นเดียวกับ Casa Amarela หรือ ‘บ้านสีเหลือง’ ฌีแอร์ตั้งศูนย์วัฒนธรรมในบราซิลเพื่อเป็นพื้นที่สำหรับบ่มเพาะและพัฒนาศิลปินฝึกหัด ตลอดจนเป็นพื้นที่ใช้สอยสาธารณะของคนในชุมชน และภายหลังจากเปิดตัวไม่นาน ก็มีศิลปินและนักวิชาการหลายคนเดินทางมาเพื่อเยี่ยมชม ‘บ้านสีเหลือง’ พร้อมสอนศิลปะเยาวชนในพื้นที่ เช่น ศิลปินอยากปลูกฝังความรู้เกี่ยวกับประเพณีและอัตลักษณ์ในวัฒนธรรมบราซิลให้กับเยาวชน ควบคู่ไปกับการพัฒนาความสามารถทางศิลปะและความคิดสร้างสรรค์ของพวกเขา เวิร์กชอปศิลปะก็ถูกจัดขึ้นตามแนวคิดแบบนั้น
นอกจากนี้ยังขยับขยาย พัฒนากลายเป็นห้องสมุดสำหรับเด็กและโรงภาพยนตร์กลางแจ้งอีกด้วย รวมๆ แล้วโครงการศิลปะที่นี่มีการจัดเวิร์กชอปศิลปะถึง 400 ครั้งต่อปี เปิดสอนภาษา 200 คลาสต่อปี มีศิลปินและครูผู้สอนประจำการถึง 20 คน ดูแลเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่ทั่วไปเข้ามาใช้งานราว 90 คน
การคาดเดาขอบเขตการทำงานของเขาเป็นเรื่องยาก เพราะฌีแอร์ได้หวนกลับมาทำโปรเจกต์ในฝรั่งเศสอันเป็นบ้านเกิดอีกครั้งอย่าง Le Refettorio Paris ซึ่งฌีแอร์ร่วมมือกับ มัสซิโม บ็อตทูรา (Massimo Bottura) เชฟชื่อดังของปารีส แนวคิดหลักของโปรเจ็กต์นี้คือการนำสิ่งที่คนคิดว่า ‘เสียของ’ ไปแล้วมาทำให้กลายเป็นวัตถุดิบพิเศษในการประกอบอาหารเพื่อลดขยะที่เกิดจากอาหาร (food waste) ในกรุงปารีส
หากมองจากภาพรวม เราอาจเห็น ‘การเดินทาง’ ของทั้งตัวฌีแอร์และศิลปะของเขาจากงานพิมพ์ภาพที่ติดตั้งบนพื้นที่สาธารณะและพร้อมเคลื่อนย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่อยู่ตลอดเวลา มันได้สร้างรากฐานอันมั่นคงบางอย่างด้วยแนวคิดที่พูดถึงการเปลี่ยนแปลงโลกโดยงานศิลปะ อันจะเห็นได้จากองค์กร Can Art Change the World? ที่ส่งมอบแนวคิดว่า ศิลปะนั้นจะเกิดขึ้นที่ไหนก็ได้ โดยใครก็ได้ และเมื่อไหร่ก็ได้ มันอาจมาในรูปแบบของรถที่มีบูทถ่ายรูปให้คนได้พิมพ์ภาพใบหน้าและบอกเล่าเรื่องราวของตัวเองอย่างที่เห็นใน Inside Out Project และโครงการศิลปะเพื่อการศึกษาอีกมากมายในหลายประเทศ
หรืออาจเป็นสิ่งที่ถาวร มั่นคงและลงรากอยู่ในชุมชนใดชุมชนหนึ่งอย่าง Casa Amarela ที่กลายเป็นศูนย์วัฒนธรรมและเป็นแหล่งเรียนรู้ทางศิลปะแห่งใหม่ของคนในชุมชน
เราอาจจะพูดได้ว่า หัวใจสำคัญของงานศิลปะของฌีแอร์นั้น ก้าวพ้นไปจากความโดดเด่นภายนอกด้านขนาดและพื้นที่ในการจัดแสดง แต่ขยับขยายตัวตนไปยังคนตัวเล็กตัวน้อย สร้างสนามให้ศิลปะและชีวิตจริงเชื่อมต่อ ส่งผล และออกดอกงอกงามต่อไปในพื้นที่แห่งอื่น ในคนรุ่นอื่น
“ถ้าถามว่า ศิลปะเปลี่ยนแปลงโลกได้จริงไหมนั้น ผมว่าผมไม่มีคำตอบให้หรอกครับ แต่ผมคิดว่าความขัดแย้งต่างๆ ในโลกล้วนมีสาเหตุมาจากการรับสารที่ผิดพลาด ตอนเราไปยังประเทศไลบีเรีย มีคนกลุ่มใหญ่เฝ้ามองเรายกภาพขึ้นไปติดบนผนัง ใครสักคนพูดว่า ‘ไม่รู้หรอกนะว่าคุณมาจากไหนหรือกำลังทำอะไร แต่ฉันอยู่ที่นี่มาสักพักหนึ่งและได้ยินคนถกเถียงกันเรื่องที่คุณทำอยู่ แต่ไม่มีใครรู้เลยว่ามันคืออะไร เพราะฉะนั้น ฉันว่ามันคือศิลปะแหละ ดังนั้น บางทีศิลปะคือการทำให้คนหยุดกังวลเกี่ยวกับปัญหาของตัวเองสักชั่วประเดี๋ยวและหันมาตั้งคำถามต่อสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าแทน ฉันว่านี่คือสิ่งที่พวกคุณกำลังทำนะ’ บอกเลยว่าผมไม่มีทางคิดคำพูดอะไรแบบนั้นได้เองแน่ๆ” ฌีแอร์บอก
ศิลปะของฌีแอร์ถือกำเนิดขึ้นในพื้นที่สาธารณะ ทั้งอย่างที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมายในนามของการต่อต้านและตั้งคำถาม ก่อนจะมอบดอกผลกลับไปในฐานะโปรเจกต์จากองค์กรไม่แสวงหาผลกำไร และชวนให้เชื่อว่า ชื่อองค์กร Can Art Change the World? หรือศิลปะสามารถเปลี่ยนแปลงโลกได้ไหมนั้น คำตอบดูจะอยู่ที่ผลลัพธ์อันงอกเงยและงดงามมาตลอดหลายปีนี้ของฌีแอร์

ที่มา
เว็บไซต์ InsideOut Project (Online)
เว็บไซต์ JR-art (Online)
บทความ “BEYOND FERMENTATION AT NOMA’S R+D LAB” จาก thisismold.com (Online)
บทความ “JR The Renowned French Street Artist Speaks” (Online)
บทความ “JR:No one can own it” จาก the-talks.com/ (Online)
บทความ “JR tests the ethical side of the art system (an interview)” จาก conceptualfinearts.com/ (Online)
บทความ “Backdrops to a riot: JR on how his confrontational street art went global” จาก theguardian.com (Online)
บทความ “inside ‘chronicles’, JR’s largest solo museum exhibition at london’s saatchi gallery” จาก designboom.com (Online)

